
100วันวางแผนลับจับประธานเย็นชา
ตอน 3
30 ปีต่อมา
"แม่ชีเจ้าอี้เฟย ตายเพราะถูกโจรป่าปล้นขณะกำลังเดินทางไปบำเพ็ญเพียรที่หุบเขาหลิงซาน การบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากของเจ้าบัดนี้ส่งผลแล้ว สวรรค์เมตตามอบตบะเซียนให้เจ้า เพื่อเตรียมตัวกลายเป็นเซียนและขึ้นไปเสพสุขบนสวรรค์จงดื่มน้ำแกงลืมทุกข์นี่เสีย หลังจากนี้จึงเข้าไปรับการสถาปนากลายเป็นเซียนในขั้นตอนต่อไป"
สิ้นคำประกาศของยมทูตขาว ยมทูตดำก็ยื่นสิ่งหนึ่งให้นางดื่ม
"ท่านยมทูตข้ามีคำขอ พวกท่านจะรับฟังได้หรือไม่" เจ้าอี้เฟยไม่ยอมดื่มน้ำแกงลืมทุกข์จนกว่านางจะได้พูดคุยในสิ่งที่นางต้องการเสียก่อน
“คำขอของเจ้าคือการได้พบเทพกาลเวลาใช่หรือไม่ คำขอนี้จะได้รับหลังจากเจ้าดื่มน้ำแกงลืมทุกข์แล้ว” เสียงต่ำน่ากลัวของยมทูตดำเอ่ยขึ้น
เจ้าอี้เฟยมองน้ำแกงที่ยมทูตดำยื่นให้แล้วยื่นมือรับถ้วยน้ำแกงสีดำที่ทำจากดินเผาเคลือบเงาวาววับ
นางดื่มน้ำแกงโดยไม่เอ่ยวาจาใดๆ ความร้อนกระจายกัดกร่อนไปทั่วโพรงปากทันทีที่สัมผัส มันทำให้นางทรมานจนอยากจะพ่นออกมา
แต่กระนั้นเจ้าอี้เฟยก็ยังวางใบหน้านิ่งเฉยราวกับได้กลืนน้ำแกงลงคอไปแล้ว
การตายของนางในครั้งนี้น่าแปลกที่นางกลับสามารถปล่อยวางได้อย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะการศึกษาพระธรรมจึงทำให้จิตใจสงบนิ่งได้เพียงนี้
"ข้าจะส่งเจ้าไปยังหมู่บ้านวิญญาณ เพื่อพบผู้นำทางของเจ้า นางผู้นั้นมีนามว่าซินหรง คนผู้นั้นจะเป็นผู้นำทางเจ้าไปพบกับท่านเทพกาลเวลา แต่ข้าก็อดสมเพชเจ้าไม่น้อย ในยามนี้ดื่มน้ำแกงไปแล้วเจ้าคงลืมเรื่องที่จะขอร้องท่านเทพกาลเวลาไปแล้ว การพบซ่างเสินจะมีประโยชน์อันใดอีกกันเล่า"
ยมทูตขาวกล่าวพลางร่ายมนตร์ออกมาสองสามประโยค สิ้นเสียงของยมทูตขาว นางก็พบว่าวิญญาณลอยละลิ่วเหมือนถูกพายุพัดกระหน่ำ
ครั้นรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตนเองได้ปรากฏกายอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชุดแม่ชีที่ติดกายมาในตอนตายหายไปแล้ว
ตอนนี้เจ้าอี้เฟยอยู่ในชุดขาวสะอาดตาเฉกเช่นวิญญาณอื่นๆ นางมองผ่านประตูทางเข้าไปด้านในพบว่าในหมู่บ้านแห่งนี้คลาคล่ำด้วยวิญญาณนับร้อย
เจ้าอี้เฟยถุยน้ำแกงที่อยู่ในปากทิ้งอย่างรวดเร็วความร้อนและความทรมานยังกระจายอยู่เต็มปาก เลือดสดๆ ไหลออกมาเจ้าอี้เฟยบ้วนเลือดทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่าจนในที่สุดเลือดในปากก็หยุดไหล
นางไม่อยากลืมท่านพี่เจี๋ยหลุน นางต้องตามหาเขาให้พบ นางต้องได้ใช้ชีวิตอยู่กับเขาแม้ความตายก็ไม่อาจพรากเขาไปได้
เมื่อครั้นยังมีชีวิตในขณะที่นางกำลังทำความสะอาดหอคัมภีร์เก่าแก่อยู่นั้น เจ้าอี้เฟยบังเอิญพบตำราโบราณโดยบังเอิญ เรื่องราวในหนังสือเป็นเหมือนคำตอบที่นางเฝ้าหามานาน
นางรับรู้ถึงโลกหลังความตายและโลกอนาคต สิ่งที่นางใฝ่ฝันและเป็นความหวังคือนางจะไปหาโจวเจี๋ยหลุนที่นั่น
คัมภีร์เล่นนั้นเหมือนเป็นตะเกียงส่องทางสำหรับนาง ตั้งแต่นั้นมาเจ้าอี้เฟยจึงทุ่มเทกายใจอย่างสุดกำลังเพื่อช่วยเหลือผู้คน แม้สิ้นเนื้อประดาตัว ถูกสุนัขกัด คนไล่ฟัน นางก็ไม่หยุดที่จะทำความดีและบำเพ็ญเพียรตนตามวิถีเซียนโดยไม่มีสักครั้งที่คิดจะถอดใจ
ในเมื่อท่านพี่เจี๋ยหลุนมาหานางได้ แน่นอนว่าย่อมมีวิธีไปหาท่านพี่ได้เช่นกัน ต่อให้นางตกลงไปในนรกนางก็จะตะกายขึ้นมาเพื่อตามหาเขาคนที่นางรักให้ได้
กระทั่งวันที่นางถูกฆ่าแท้จริงแล้วสิ่งที่นางทำในตอนนั้นคือการรับดาบแทนแม่ชีผู้หนึ่งจนกระทั่งแม่ชีผู้นั้นหนีไปได้ เป็นเพราะทุกสิ่งนางทำด้วยจิตบริสุทธิ์ไม่คิดถึงชีวิตจึงทำให้นางได้ตบะเซียนมาครอบครอง
นางจะเอาสิ่งที่มีนางมีทั้งหมดมาแลกโดยการขอพบเทพกาลเวลาสักครั้งหนึ่ง
เขาว่ากันว่าวิญญาณของผู้บรรลุเซียนจะสามารถขอร้องสิ่งใดก็ได้ เจ้าอี้เฟยจึงจะขอเรื่องสำคัญกับท่านเทพผู้นี้
กระทั่งผู้นำเชิญวิญญาณของเจ้าอี้เฟยนามซินหรงเอ่ยอย่างอ่อนน้อมว่า
"เจ้าช่างมีจิตใจที่หนักแน่นยิ่งนัก ดีถ้าเช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะพาเจ้าไปหาเทพกาลเวลาตามที่เจ้าต้องการ"
ซินหรงพาเจ้าอี้เฟยเหาะมาถึงหุบเขากาลเวลาซึ่งเป็นที่พำนักของเทพชั้นสูง คือเทพกาลเวลาซ่างเสินนั่นเอง
ซินหรงแจ้งความประสงค์ต่อเทพชั้นผู้น้อยที่เฝ้าหน้าประตู เทพผู้นั้นนำกระจกส่องบุญส่องที่หน้าของเจ้าอี้เฟยก่อนปล่อยให้นางเข้าไป โดยไม่อนุญาตให้ซินหรงเข้าไปด้านในด้วย
"เจ้าอี้เฟยนะเจ้าอี้เฟยในที่สุดก็ดั้นด้นมาจนได้"
เสียงเล็กๆ ของเด็กผู้หญิงดังขึ้นทำให้เจ้าอี้เฟยเดินเข้าไปด้านในด้วยความสงสัย เหตุไฉนเทพกาลเวลาถึงเป็นเพียงเด็กผู้หญิงน่ารักคนนี้ไปได้
"ข้ารู้ในใจของเจ้าคิดสิ่งใด ข้าคือเทพกาลเวลาตัวจริงเสียงจริง หากเจ้าไม่มั่นใจก็จงกลับไปเสีย อย่าทำหน้าตาเช่นคนโง่ให้ข้ารำคาญตาเช่นนี้ ข้าหาใช่คนใจดีอย่างที่เจ้าคิด"
เทพกาลเวลากล่าวอย่างแง่งอนเป็นเด็กๆ เหมือนร่างกายของนาง เจ้าอี้เฟยแย้มยิ้ม ทำความเคารพเด็กผู้นั้นโดยทันที
ว่ากันว่าเทพกาลเวลาไม่มีวันที่ร่างกายร่วงโรย และเขามักจะแปลงกายของตนเป็นเด็กเสมอ ที่นางได้ศึกษามาอย่างละเอียดไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่ประการเดียว
"ซ่างเสินอย่าได้มีโทสะ ข้าเพียงแต่ไม่คิดว่าท่านจะมีร่างกายที่งดงามและอ่อนเยาว์เพียงนี้"
เทพกาลเวลาร้อง เห๊อะ ออกมาคำหนึ่ง เหตุใดเขาจะไม่รู้ว่านางกำลังเยินยอเขาเพื่อผลประโยชน์กันเล่า ผู้ที่ต้องการพบเขาล้วนมีสิ่งที่มุ่งหวังด้วยกันทั้งนั้น
ตำแหน่งนี้ถึงจะดูน่าเบื่อแต่มองอีกมุมก็สนุกอยู่ไม่น้อย
"ข้าไม่อยากเสียเวลาคุยเรื่องไร้สาระกับเจ้า ส่งตบะเซียนทั้งหมดของเจ้ามาให้ข้าแล้วอยากไปที่ใดบอกข้ามา หากเจ้ารับเงื่อนไขของข้าได้ข้าจะนำเจ้าไปที่นั่น"
เทพกาลเวลากล่าวด้วยน้ำเสียงสนุกสนานคล้ายกับกำลังจะได้ของเล่นใหม่ ตบะเซียนปกติแล้วมีผู้ใดยกให้คนอื่นกันเล่า หากเซียนผู้นั้นไม่ฟั่นเฟือนเสียก่อน เห็นจะมีนังหนูผู้โง่เขลานี้กระทำเป็นคนแรก
ของที่มีค่าที่สุดของเซียนผู้หนึ่งนอกจากของวิเศษที่หายากแล้วก็คือตบะเซียนนี่แหละ เช่นนี้เขาย่อมสามารถสั่งสมบารมีอยู่ชั่วนิรันดร์นับแสนปีแข่งกับมหาเทพผู้นั้นได้เป็นแน่
"ข้ามีชายที่รักอยู่ในอีกโลกหนึ่ง ข้าอยากไปหาเขาใช้ชีวิตอยู่กับเข้าเจ้าค่ะ"
เทพกาลเวลามองเจ้าอี้เฟยอย่างรู้อยู่แล้ว เขายังทำท่าทางเหมือนว่านางเป็นลาโง่ตัวหนึ่งอีกด้วย
"ข้ารู้ดีว่าเจ้าก็ไม่ต่างจากฝูจื่อหรงผู้นั้น ยอมแลกทุกสิ่งเพื่อคนที่รัก แต่ฝูจื่อหรงเขาโชคดียิ่งนักที่ไม่สูญเสียสิ่งใดเลย เรื่องที่โง่เขลาเช่นนี้หากไม่ใช่บุรุษบ้าที่มีของวิเศษอยู่ในมือผู้นั้นแล้วข้าไม่คิดว่าจะมีผู้ใดยอมมาแลกกับข้าอีก"
“เขาคือพี่เขยของข้าเจ้าค่ะ การมาที่นี่ก็ได้เขาเป็นผู้ชี้แนะในคราที่ข้ายังมีชีวิตอยู่”
เจ้าอี้เฟยเอ่ย
“พวกเจ้านี่สืบเชื้อสายโง่กันมาหรืออย่างไร ความรักแท้จริงแล้วสำคัญเพียงนี้หรือ ตบะเซียนไม่สำคัญกว่าหรือเสวยสุขลืมทุกสิ่งบนสวรรค์อยู่อีกหลายหมื่นปี หากบำเพ็ญตบะมากพอก็กลายเป็นเทพอยู่อีกสักห้าหมื่นปีหากขยันก็บำเพ็ญตบะเพิ่มมากหน่อยอยู่ค้ำฟ้าไปจนกว่าเจ้าจะเบื่อไม่ดีกว่าหรือ”
เจ้าอี้เฟยเพียงแต่ยิ้ม สำหรับนางแล้วทั้งชีวิตมีเพื่อเขาคนเดียวเท่านั้น บุรุษที่นางรักมั่นกระทั่งสามารถสละวิญญาณเพื่อได้พบเขาและมีโอกาสอีกสักคราหนึ่ง
“ผู้น้อยยอมแลกทุกสิ่งเพื่อเขาเจ้าค่ะ”
นางกล่าวอย่างมั่นคงดวงตากลมโตนั้นช่างมุ่งมั่นจนเทพกาลเวลารู้สึกหมั่นไส้ยิ่งนัก
“เอาเถิดความจริงเจ้ายังไม่สิ้นไร้วาสนาเท่าใดนัก ความจริงข้ารู้สิ่งที่เจ้าอธิษฐานมาตั้งแต่เจ้ายังเป็นมนุษย์แล้ว และคิดว่าเจ้าต้องมาหาข้าแน่นอน ผู้เป็นซ่างเสินสูงส่งนิสัยดียิ่งเช่นข้าจึงคิดแล้วว่าจะส่งเจ้าไปยึดร่างของผู้ใด”
“เป็นผู้ใดหรือเจ้าคะ ข้าไปเบียดเบียนคนผู้นั้นหรือไม่”
เทพกาลเวลามองเจ้าอี้เฟยเพียงผ่านตา เขายิ้มสดใสแล้วกลายร่างมาเป็นบุรุษรูปงามจนฟ้าดินสะเทือนผู้หนึ่ง กระทั่งรัศมีที่เปล่งประกายออกมารอบกายยังทำให้คนตาพร่าได้จนเจ้าอี้เฟยต้องหันหน้าหนีด้วยกลัวตาจะต้องแสงจนบอดเข้า
“ไม่ต้องห่วง ความจริงสตรีผู้นั้นมีวาสนากับโจวเจี๋ยหลุนบุรุษของเจ้าอยู่ เสียดายที่อายุขัยน้อยเกินไป เจ้าไปพบแล้วจะรู้เองแต่ข้าบอกเจ้าก่อนว่า แม้จะใช้พลังคืนชีพยืมร่างกับนางแล้ว หากจิตของพวกเจ้าไม่สอดประสานและนางไม่ยินยอมเจ้าก็จะถูกขับออกจากร่าง หากไม่สามารถหาร่างใหม่ได้ทันวิญญาณก็จะสลายไปทันใด”
เจ้าอี้เฟยกลืนน้ำลายลงคอ นางหวาดกลัวยิ่งนักแต่เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วนับว่าคือครึ่งทางสำหรับนางดังนั้นไม่อาจถอยได้อีก
“เพียงแต่ได้พบหน้าบุรุษผู้นั้นแม้จะวิญญาณสลายข้าก็ยอมเจ้าค่ะ”
หากไม่ได้ครองคู่นางก็ไม่อาจรับไหวอยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่าหากวิญญาณสลายไปก็คงจะดีกว่าเฝ้าคิดถึงเขาทุกวันคืนคล้ายจะตายแต่มิได้ตายอย่างทุกข์ทรมานเหมือนดังที่ผ่านมา
เช่นนี้แล้วบางทีการหายไปจากโลกที่ไม่มีเขา ก็คงดีเสียกว่าอีก
เทพกาลเวลาจึงกล่าวว่า
“เวลาไม่คอยผู้ใด นอกจากข้าผู้ยิ่งใหญ่เช่นนั้นจงหลับตาเสียเถิดบัดนี้ความต้องการของเจ้าเป็นจริงแล้ว”
คุณอาจจะชอบ





