
เจ้าสาวที่ถูกเมิน
ตอน 2
ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน
"ใครอยู่บ้าง พ่อครับ...พ่อ!!"
เสียงแหกปากตะโกนดังลั่นเข้ามาตั้งแต่ประตูหน้าบ้านตามนิสัยคนหัวร้อนเอาแต่ใจตัวเองอย่าง เมืองราม อัครวรกุล ลูกชายคนโตของตระกูลยักษ์ใหญ่ ผู้จะมาเป็นทายาทหมื่นล้าน เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่จะมาเป็นผู้สืบทอดกิจการของคราม อัครวรกุล โดยมีน้องชายอย่างเมืองเหนือ อัครวรกุล เป็นผู้ช่วยอีกแรงในการขับเคลื่อนให้อัครวรกุลยิ่งใหญ่เกรียงไกร
หลังจากที่ได้ทราบว่าบิดาพาเมียใหม่เข้าบ้านพร้อมลูกติด หนุ่มหล่อดีกรีเดือนคณะบริหารธุรกิจปีสี่ก็บึ่งรถสปอร์ตหรูกลับมาที่บ้านหรือจะเรียกว่าคฤหาสน์ก็ไม่ผิดเพราะฐานะของตระกูลอัครวรกุลถือว่ารวยอันดับต้นของประเทศ เขาพักที่คอนโดหรูกลางเมืองที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ยิ่งใกล้จบก็ยิ่งมีงานเยอะมีโปรเจคใหญ่ที่จะต้องทำส่งอาจารย์เป็นชิ้นสุดท้ายก่อนจบ ดังนั้นจึงพักที่นั่นซะส่วนใหญ่ นานๆครั้งจะกลับมานอนที่บ้าน จึงไม่รู้ว่าบิดาของตนหอบเอาเมียใหม่กับลูกติดมาอยู่ในบ้านได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว
"พ่ออยู่ไหน" พอเดินเข้ามาร่างสูงก็ถามสาวใช้ทันที
"คุณท่านอยู่ที่ห้องอาหารค่ะ"
"แล้วไอ้เหนือล่ะ" เขาถามหาน้องชายเพียงคนเดียวเพราะพักหลังมานี่ไอ้เจ้าน้องตัวแสบไม่ยอมส่งข่าวหรือติดต่อมาเลย ไม่อย่างนั้นเขาก็คงไม่ตกข่าวเรื่องนี้แน่
"คุณเหนือไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้วเหมือนกันค่ะ"
"อืม ให้มันได้อย่างนี้"
พอรู้ว่าน้องชายไม่อยู่คนตัวโตก็เดินไปยังต้นเหตุที่เขาต้องมาในวันนี้ทันที ชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ห้องอาหารมองผู้ให้กำเนิดด้วยสายตาตำหนิ ก่อนจะปรายตามองผู้หญิงสองคนที่นั่งก้มหน้านิ่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน ยังไว้ทุกข์ให้มารดาไม่ทันไรบิดาก็เอาผู้หญิงคนใหม่พร้อมลูกติดเข้ามาในบ้านอัครวรกุล... ใครมันจะยอมวะ
"พ่อ...พ่อทำอย่างนี้ไม่ถูกนะครับ แม่เพิ่งจะจากไปไม่ทันไร พ่อจะเอาผู้หญิงคนใหม่มาทับรอยแม่ไม่ได้! ผมไม่ยอม!”
"มาถึงก็เอะอะโวยวายแต่เช้า เป็นบ้าอะไรของแกอีก"
"พ่อทำแบบนี้ไม่ได้นะครับ..ทำไมพ่อทำอะไรไม่ถามผมสักคำ"
คนหัวร้อนยังคงตำหนิบิดาที่ทำอะไรไม่บอก อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทั้งที่รู้ว่าเขารักมารดามากเพียงใดแต่บิดาก็ยังจะพาผู้หญิงคนอื่นมาแทนที่ตำแหน่งแม่ของเขาอย่างง่ายดาย
“แกเป็นพ่อหรือว่าเป็นลูกฉันกันแน่ หือ ไอ้ราม.. มายืนตะเบ็งเสียงอยู่ได้”
เจ้าสัวครามไม่ตอบคำถาม กลับยกกาแฟที่มีควันลอยหอมกรุ่นขึ้นจิบ ปรายตามองลูกชายที่ยืนเกรี้ยวกราดอย่างไม่ใส่ใจ ลูกชายในวัยอายุยี่สิบสองปีกำลังจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังในอีกไม่กี่วัน เมืองรามเป็นหนุ่มหน้าตาดี รูปหล่อหน้าคมสันเหมือนสมัยตัวเองเป็นหนุ่มๆไม่ผิดเพี้ยน ถือว่าเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น ทั้งหน้าตาท่าทางรวมถึงนิสัยใจคอ แต่มีนิสัยอีกอย่างที่ต่างออกไปคือเมืองรามจะเป็นคนที่ไม่สนหัวใคร ท่าทางนิ่งๆติดจะเย็นชาและที่สำคัญปากจัดพูดตรงไปหน่อย ส่วนเมืองเหนือนั้นก็หน้าตาดีไม่ต่างจากพี่ชายแต่เป็นคนอารมณ์ดี นิสัยออกจะทะเล้น ขี้เล่นเหมือนยุวดี เมียของเขาที่จากไปแล้ว
เมืองรามเป็นเด็กหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่เอางานเอาการมากทีเดียว กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มตัวต่อจากเจ้าสัวครามที่ทุกคนต่างก็จับตามองดาวดวงใหม่ของแวดวงธุรกิจ เขากำลังเข้ามาเรียนรู้งานในฐานะประธานบริษัทคนต่อไป ซึ่งเมืองรามเป็นทายาทคนโตของอัครวรกุล และยังจะทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการบริหารหรือว่าซีอีโอเองด้วย โดยมีรองประธานคือน้องชายอย่างเมืองเหนือที่อายุห่างกันเพียงสองปีหลังจากเรียนจบก็จะมาทำหน้าที่อย่างเต็มตัว
ลูกชายของเจ้าครามทั้งสองจัดว่าเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมไปทุกกระเบียดนิ้ว เป็นชายในฝันในแบบที่สาวๆหลายคนไฝ่หา ใครเห็นเป็นต้องเหลียวหลังกลับมามองกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเมืองรามที่มีหุ่นที่สูงใหญ่เกินกว่าร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร รูปร่างกำยำอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้ออย่างคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ใบหน้าคมสันรูปหน้าหล่อราวกับเทพเจ้ากรีกนั่นยิ่งโดดเด่นดึงดูดให้มีผู้หญิงเข้าหาไม่ซ้ำหน้าและที่สำคัญเป็นทายาทหมื่นล้านที่สาวน้อยสาวใหญ่ต่างก็อยากพลีกายถวายตัวให้
คนที่เกรี้ยวกราดในห้องอาหาร มองพ่อตัวเองที่อายุห้าสิบเศษๆแต่ยังดูหนุ่มแน่นด้วยท่านดูแลตัวเองอย่างดีอยู่เสมอ ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกันจึงไม่แปลกหากจะมีสาวแก่แม่หม้ายมาหลงรักเพราะท่านเป็นหนุ่มใหญ่ที่ยังดูหล่อเฟี้ยวท่าทางแข็งแรงราวกับยังเป็นหนุ่ม
"แกมานั่งนี่ ฉันจะได้แนะนำคุณผกาอย่างเป็นทางการ"
"ผมไม่อยากรู้จัก"
"บร๊ะ..ไอ้ลูกคนนี้"
เมืองรามปรายตามองไปยังพวกกาฝากที่กำลังนั่งเก้าอี้ตรงที่นั่งประจำของแม่ตนแล้วก็รู้สึกขัดตา ยิ่งเห็นว่านั่งทานข้าวเย็นกันอย่างมีความสุขเห็นแล้วยิ่งมีน้ำโหในใจเดือดดาลจนอยากจะเข้าไปกระชากสองแม่ลูกออกมาจากตรงนั้น
"คงคิดว่าจะเข้ามากอบโกยจากอัครวรกุลไปได้ง่ายๆหรือไง"
คนที่ยืนหัวร้อนมองผู้หญิงคุ้นหน้าที่นั่งอยู่บนโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าไม่พอใจ แววตาดูถูกเหยียดหยามเมื่อแม่ลูกมานั่งทับรอยแม่ของตนยิ่งทำให้อารมณ์เดือดปุดภายในใจร้อนรุ่มดั่งไฟแผดเผา
"ลุกออกไปจากเก้าอี้ของแม่ฉันเดี๋ยวนี้!!"
ผู้หญิงกลางคนคุ้นหน้าคนนี้เขาจำได้ดีว่าเป็นเพื่อนสนิทของแม่ ส่วนเด็กที่นั่งอยู่ข้างๆก็พอจะจำได้บ้างเพราะเคยมาวิ่งเล่นวุ่นวายที่นี่อยู่บ่อยครั้งในคราวที่มารดายังมีชีวิตอยู่ เด็กผมเปียที่ชอบแอบมองเขาอยู่เสมอยามเผลอ บัดนี้โตเป็นสาวแรกรุ่นดวงตากลมโตหน้าตาสวยสดใสสมวัยแรกแย้ม
"เจ้าราม!!" ประมุขของบ้านเอ่ยปรามเมื่อเห็นลูกชายคนโตกำลังก้าวร้าวใส่ภรรยาคนใหม่
“ช่างไม่มีความละอายใจกันเลยสินะ หน้าหนายิ่งกว่าคอนกรีตเสียอีก ขนาดผัวเพื่อนตัวเองก็ไม่เว้น!!”
คำดูถูกเหยียดหยามทำให้คนฟังอย่าง ผกา ภักดีวิริยสกุล ถึงกลับหน้าขาวซีด ครามเห็นดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นเดินออกมาจับบ่าแล้วลูบหลังเบาๆให้กำลังใจอีกฝ่าย ก่อนจะหันไปทำหน้าดุใส่ลูกชายตัวดีที่ไม่ระวังคำพูด และนั่นยิ่งไปกวนอารมณ์ลูกชายให้ขุ่นมากกว่าเดิม
“แกขอโทษคุณผกาเดี๋ยวนี้นะ ใครใช้ให้ลามปามผู้ใหญ่แบบนั้นห้ะ! อย่างน้อยเขาก็จะมาเป็นคุณผู้หญิงของบ้านนี้”
"คนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทเมียของพ่อนะเหรอครับจะมาเป็นคุณผู้หญิงของอัครวรกุล ผู้หญิงที่พอเพื่อนตายก็มาเอาผัวเพื่อน มันโคตรน่าสรรเสริญตรงไหน!"
เมืองรามกลั๊วหัวเราะในลำคอ ใบหน้าหล่อยังคงจับจ้องที่สองแม่ลูก อยากจะเข้าไปกระชากให้ลุกออกมาหากพ่อของเขาไม่เข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน
"ไอ้ราม!"
“ผมไม่นับญาติกับคนพรรค์นี้แน่! และอย่าหวังว่าจะได้มาเป็นคุณผู้หญิงของบ้านนี้ด้วย” กรามสองข้างขบเข้าหากันแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูด พ่อจะทำอะไรก็ได้แต่ยกเว้นให้ใครมาแทนแม่ของเขา
“ถ้าพ่ออยากได้นางบำเรอมาบำบัดเรื่องบนเตียงทำไมไม่บอกผม สวยๆเต่งตึงมีให้เลือกตั้งเยอะแยะ อยากได้แบบไหนวันไนท์หรือว่าแค่ชั่วคราวจะเอาให้ถึงอกถึงใจแค่ไหนขอให้บอกผมจะจัดหามาให้ แต่นี่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อต้องเอาผู้หญิงท่าทางขี้โรคหน้าขาวซีดราวกระดาษมานั่งชูคอแทนที่แม่ผมด้วย พ่อจะคว้าเอาผู้หญิงมาบำเรอเฉพาะเรื่องบนเตียงผมจะไม่ว่าสักคำ แต่จะคว้าเอาผู้หญิงที่เป็นเพื่อนของแม่มาเป็นเมียแทนที่แม่ผม ผมไม่ยอมเด็ดขาด!!"
ทุกคนในบริเวณนั้นเงียบกริบ เพราะไม่เคยเห็นคุณรามของตนเกรี้ยวกราดขนาดนี้ สายตาคมปลาบสบตาผู้เป็นบุพการีก่อนจะยิ้มเหยียดไปทางผู้หญิงที่เคยเป็นเพื่อนสนิทแม่ของตนพร้อมกับเอ่ยวาจาเชือดเฉือนใส่หน้า
"พ่อจะเอาผู้หญิงขึ้นเตียงทั้งทีก็ไปเอาคนแก่จะตายมิตายแหล่มาทำเมีย แล้วอย่างนี้มันจะไปสนุกอะไรครับพ่อ ไม่กลัวว่าผู้หญิงคนนี้จะหัวใจวายตายไปก่อนหรือไง”
“ไอ้ราม! ปากของแกเนี่ยนะ ขอโทษคุณผกาซะ!!”
เสียงตวาดดังลั่นทำให้เมืองรามยิ่งโกรธจัด พ่อลูกยืนประจันหน้ากันอย่างไม่มีใครยอม สาวใช้ต่างวิ่งหลบมุมกันจ้าละหวั่นเหลือไว้เพียงป้าน้อมผู้เป็นแม่บ้านที่เลี้ยงเมืองรามมายืนมองสองพ่อลูกด้วยความเป็นห่วง
“ไม่!!”
“ไอ้ลูกเวร! ไอ้! ”
“คุณครามช่างเถอะค่ะ ฉันไม่ถือ” มือขาวซีดดึงชายเสื้อเจ้าสัวไว้เมื่อเห็นว่าพ่อลูกต้องมาทะเลาะกันเพราะตน แต่เมืองรามกลับมองว่าเป็นการเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดี
“แต่ว่าไอ้ลูกคนนี้มัน..."
"นะคะ.. ถือว่าผกาขอ"
เจ้าสัวจึงพยายามสงบสติอารมณ์เพราะเขาเองก็ผิดที่ไม่บอกลูกชายก่อนแต่ถึงบอกไปไอ้เด็กหัวร้อนคนนี้มันก็คงเข้าขัดขวางอย่างตอนนี้ ไม่เหมือนเมืองเหนือรายนั่นง่ายทุกอย่างอะไรก็ได้เอาที่ทำแล้วสบายใจไม่เคยขัด
“ได้..พ่ออยากจะทำอะไรก็ทำไป อยากจะเอาเมียใหม่มาตั้งหน้าชูคอก็เชิญ!! แต่ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะว่าอย่าได้หวังว่าจะเข้ามาเพื่อกอบโกยเงินทองทรัพย์สมบัติไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว ผมจะขัดขวางมันทุกทาง อ๋อ...อีกข้อ ผมไม่ยอมให้เขามาใช้นามสกุลอัครวรกุลเด็ดขาด แล้วอะไรที่เป็นของแม่ห้ามใครแตะ รวมถึงห้องนอนของแม่ด้วย ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าผมไม่เตือน!!” คนประกาศกร้าวหวงของแม่ทุกอย่างเอ่ยปากบอกพ่อ แต่สายตากลับจ้องสองแม่ลูกเขม็ง
"น้ากับลูกพักที่เรือนหลังเล็กค่ะไม่พักที่นี่"
เธอเอ่ยบอกลูกชายเจ้าของบ้านเสียงสั่นเพราะเธอเองก็ไม่เคยเห็นเมืองรามเกรี้ยวกราดมากมายขนาดนี้ จากที่เคยเห็นเด็กหนุ่มเป็นคนนิ่งเงียบไม่ค่อยพูดคุยสุงสิงกับใคร แต่ที่เธอต้องมาอยู่ที่นี่ก็เพราะความจำเป็นบางอย่าง...
"ก็ดี ยังไงก็ไม่มีใครมาแทนที่คุณผู้หญิงคนเดิมได้หรอกนะ จำเอาไว้ด้วย!!" ใบหน้าถมึงทึงน่ากลัวนั่นมันทำให้เด็กอีกคนที่อยู่บนเก้าอี้ถึงกับหน้าถอดสีก้มหน้างุดหลบสายตาอันแสนเย็นยะเยือกที่มองมาที่เธอพอดี
เจ้าเอย ภักดีวิริยสกุล เด็กสาวอายุเพียงสิบเจ็ดปีไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ชายที่เธอแอบปลื้มมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่แม่มาที่นี่เธอจะร้องไห้งอแงขอตามมาด้วยเสมอ เพียงแค่ได้เห็นหน้าได้แอบมองเขาอยู่เพียงไกลๆแค่เพียงเศษเสี้ยวก็ดีใจที่สุดแล้วถึงแม้เขาจะไม่เคยสนใจมองเธอเลยด้วยซ้ำ นอกจากความรำคาญที่เห็นเธอมาวิ่งเล่นในอาณาเขตส่วนตัวของเขา แต่ก็มีบางครั้งที่แอบเห็นรอยยิ้มบนดวงตาคมกริบคู่นั้นยามเวลาที่เธอวิ่งหกล้มหัวทิ่มหกคะเมนตีลังกา ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองมากเกินไปเธอก็เคยเห็นสายตาแสดงความเอ็นดูพร้อมกับคำว่า "ยัยบื้อ" หลุดออกมาจากปากเขาอยู่บ่อยๆ
แต่สายตาเอ็นดูที่นานๆครั้งจะส่งมาให้ ตั้งแต่วินาทีนี้ไปคงไม่มีอีกแล้ว... เพราะในเวลานี้ผู้ชายตัวโตที่มีใบหน้าหล่อเหลาสะดุดตาในแบบที่สาวๆชอบกำลังมองเธอด้วยสายตาเย็นยะเยือกหนาวสะท้านเข้าไปถึงในทรวง
"จำใส่สมองน้อยๆของเธอเอาไว้ด้วย ถ้าคิดจะมาอยู่ที่นี่เพื่อยกระดับตัวเองเป็นเหมือนลูกคุณหนูไฮโซละก็อย่าหวังว่าเธอจะได้ในสิ่งที่คิด! และที่สำคัญอย่ามาล้ำเส้น เพราะไม่งั้นเธอจะได้เห็นว่านรกบนดินมันเป็นยังไง!"
ริมฝีปากสีชมพูสวยเม้มสนิทจนเป็นเส้นตรงเมื่อเหลือบเห็นม่านตาร้อนดุจเปลวไฟอาฆาตแค้น กำลังจิกมองเธอเหมือนเศษซากสิ่งของสกปรกน่าขยะแขยง ก่อนที่ริมฝีปากร้ายจะกระตุกยิ้มเยาะเย้ยเธอ ทำให้เจ้าเอยรีบเบือนหน้าหนีสายตาที่มองตนอย่างแสนอัปยศนั้นเสีย ทั้งที่ในใจก็อยากจะโต้ตอบกลับ แต่เกรงสายตาของมารดากับผู้มีพระคุณจึงได้แต่เพียงก้มหน้านิ่งเหมือนคนบ้าใบ้ เมื่ออีกฝ่ายเอาแต่พูดประกระแหนะกระแหนใส่ตน
ไอ้เรื่องที่แอบชอบปลื้มผู้ชายหน้าตาดีหล่อตรงสเปคก็ใช่ แต่ไอ้ผู้ชายตรงหน้ามันปากจัดเกินไป ร้ายกาจแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน อย่างน้อยเธอก็อยากจะโต้ตอบกลับไปบ้าง มือเล็กสองข้างจึงได้เพียงบีบเข้าหากันแน่นเพื่อข่มอารมณ์ตนเองไม่ให้ปะทะคารมกับเขาไว้จนรู้สึกเจ็บเมื่อปลายเล็บจิกมือตัวเองจนเกิดรอยแดง
***🌻ฝากเรื่องใหม่กดติดตามเพิ่มเข้าชั้นกันด้วยนะคะ🌻***
เรื่องนี้ปั่นไปแล้วสี่สิบเปอร์เซ็นต์ จะเป็นเรื่องที่ลงให้อ่านฟรีก่อนแล้วค่อยติดเหรียญตามหลังนะคะ ถ้าอยากอ่านฟรีกดติดตามเอาไว้กันด้วยน๊าจะได้ไม่พลาด
ฝากคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้ไรท์กันด้วยน๊า🌻
คุณอาจจะชอบ





