
พ่ายรักพลิน
ตอน 2
‘พลิน’ เป็นลูกจากเมียคนที่ห้าของ ‘นายสม’
ภรรยาคนแรกของนายสมเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่คลอดลูกคนแรกออกมานั่นก็คือ ‘ญาดา’
หลังจากนั้น นายสมมีภรรยามาอีกเรื่อยๆ แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงคนใด นายสมไม่มีบุตรธิดากับใครอีกเลย จนมาถึงนางพยอม หลานสาวคนงานเก่าในบ้านตัวเอง จะว่าไปนางพยอมก็เทียบเคียงคนรับใช้คนหนึ่งในบ้านของนายสม นายสมเข้าหานางพยอมกลางดึก แรกๆ ใช้กำลังบังคับ สมัยนั้นนางพยอมยังเด็กไม่ประสาก็ก้มหน้ารับสภาพไป แล้วก็ตั้งครรภ์จนได้ทั้งๆ ที่คุมกำเนิดอยู่แท้ๆ
เมื่อคลอดออกมาแล้วก็เลี้ยงดูตามประสา นายสมเองไม่ได้ไยดีลูกจากเมียบ่าวคนนี้เท่าไรนัก นั่นเพราะนางพยอมไร้ศักดินา ไร้เงินตรา และลูกที่ออกมายังเป็นบุตรสาวเสียนี่
‘เสือกจะมาเกิดทั้งที ทำไมไม่เป็นผู้ชายวะ’
นายสมออกปากแบบนั้นเมื่อนางพยอมคลอดออกมาเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ท่าทางอมโรค นางพยอมอุ้มไปให้หลวงตาที่วัดตั้งชื่อให้ ท่านก็ว่าให้ชื่อ ‘พลิน’ จากนั้นเป็นต้นมา
พลินถูกเลี้ยงดูตามมีตามเกิด ส่วนญาดา บุตรสาวกับภรรยาแต่งคนแรกที่เสียไปนั้น นายสมส่งเสียเลี้ยงดูเป็นอย่างดีราวเจ้าหญิงก็มิปาน
ญาดาได้เรียนในโรงเรียนชั้นเลิศที่กรุงเทพฯ จบออกมา เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ค่าเทอมค่าใช้จ่ายแพงหูดับเลยทีเดียว แต่นายสมก็สามารถส่งเสียได้ไม่ขาดตกบกพร่อง
บุตรสาวจากนางพยอมนั้นได้เรียนที่โรงเรียนรัฐบาลใกล้บ้านตั้งแต่เล็กจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่ด้วยความใฝ่ดี ใฝ่รู้ รักการอ่าน แม้จะเป็นเด็กเก็บเนื้อเก็บตัว พูดน้อย แต่ฉลาดดี เสียแต่ไม่ค่อยเฉลียว พลินสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐบาลชื่อดังระดับประเทศได้ด้วยความมุ่งมั่นของตัวเอง
ญาดา ผู้พี่ แม้ต่างมารดากัน แต่อีกฝ่ายไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจพลิน น้องที่เกิดจากเมียบ่าวของนายสม กลับกันเสียอีก เจ้าหล่อนมักแสดงตัวว่ารักและเอ็นดูพลินอยู่เสมอ
เช่นเวลานี้ที่เจ้าตัวกลับมาถึงบ้าน ก็ร้องเรียกหาน้องสาวร่วมบิดาเสียงอ่อนเสียงหวาน
“พลินจ๋า”
เมื่อไม่พบหน้า เลยเดินล่วงเข้าไปยังในครัว คิดว่าน่าจะพบตัวในนั้น เพราะพลินช่วยงานนางพยอมเป็นนิจ
ญาดากลับมาบ้านค่อนข้างบ่อย เคยได้ยินนายสมอวดอวยบุตรสาวคนโตว่า ญาดายังเรียนไม่จบดีก็ไม่อยากให้เสียเวลากลับมาบ้านทุกสองสัปดาห์ บ้างก็ทุกสัปดาห์แบบนี้ แต่ญาดายืนยันว่าที่กลับมานั้น เพื่อมาช่วยงานบิดา
นายสมเป็นตัวแทนประกันภัยขึ้นป้ายเป็นชื่อบริษัทเล็กๆ เช่าอาคารสามคูหาในตัวจังหวัดเป็นสำนักงาน มีคนงานในนั้นเพียงคนเดียวเป็นหญิงหน้าตาคร่ำเคร่งชื่ออุสา ญาดากลับมาบ้านทีไร ก็มักเข้าไปช่วยงานเอกสารให้นายสมทุกที
พอมีคนถามว่าญาดาเรียนใกล้จบแล้วหรือยังเพราะเห็นเรียนมาหลายปีดีดักแล้วยังไม่ได้รับปริญญากับเขาเสียที เพื่อนที่เข้ามหาวิทยาลัยไปรุ่นราวคราวเดียวกันจบออกมาก็หลายคน เจ้าตัวให้เหตุผลสวยๆ ว่าคณะของตนเรียนแปดปีจึงจบ เท่านั้นเลยไม่มีใครปริปากถามอะไรอีก
“คะพี่ดา” เสียงขานรับนั่นเป็นของพลินเอง
พอได้ยินว่ามีคนเรียกหา จึงขานเมื่อได้ยิน พอดีกับที่พยุงนางพยอมมาส่งยังเก้าอี้ในห้องครัว ค่อยเห็นญาดาเดินพ้นอีกประตูจากด้านในบ้านเข้ามาในห้องครัวเช่นเดียวกัน
อีกฝ่ายมองนางพยอมที่เคลื่อนไหวกายลำบากเพราะมีปัญหาเรื่องปวดหลัง ปวดขา ก็ไม่ใคร่ใส่ใจอยากถาม แล้วปรี่เข้าไปกอดพลินเสียแน่น หอมแก้มซ้ายขวาจนพลินออกอาการเขินหน่อยๆ กับท่าทีของผู้พี่
ญาดาผลักคนน้องออกเพื่อมองสำรวจอีกฝ่ายด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ น้องสาวพ่อเดียวกันแท้ๆ แต่สวยแทบไม่ได้ครึ่งของเธอเลยด้วยซ้ำ พลินผอมมาก อีกทั้งผิวพรรณยังดำคล้ำกระดำกระด่าง แขนขายาวเก้งก้างราวโครงกระดูกเดินได้ ดูไปก็คล้ายพวกเด็กต่างด้าวอยู่ไม่ใช่น้อย แต่กระนั้นปากช่างพาทีที่ได้มาจากนายสมก็เอ่ยแสดงความยินดีกับน้องสาว ตามวิสัยคนช่างป้อยอ
“ดีใจด้วยนะพลินที่สอบเข้าคณะอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ได้แล้วน่ะ ดูสิเก่งกว่าพี่สมัยนั้นตั้งแยะแน่ะ พี่ยังสอบไม่ติดเลยสักที่จนต้องไปสมัครเรียนมอเอกชน แล้วนี่คุณพ่อทราบเรื่องหรือยัง”
พลินยิ้มให้พี่สาว ปลอบแล้วว่าเชิงขอร้อง เพราะอยากให้บิดารู้จากปากของตัวเองมากกว่า “พี่ดาเก่งออกค่ะเรียนคณะนั้นใช้แต่ภาษาอังกฤษ ให้พลินไปเรียนก็ดูท่าจะไม่ไหวเหมือนกัน เรื่องสอบได้พลินยังไม่ได้บอกท่านค่ะ พี่ดาอุบไว้ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งบอก”
ญาดากดมุมปากลงชั่วขณะก่อนคลายออก เมื่อมองคนที่ต่ำกว่าตนเองทั้งรูปลักษณ์ วัยวุฒิและฐานะก่อนว่า
“แหม...เราเนี่ยอะไรก็ไม่รู้ต้องทำเป็นอุบเอาไว้ก่อนด้วย”
เกือบหลุดปากออกไปแล้วว่าต่อให้บอกไป บิดาก็ไม่ได้ดีใจเท่าไรนัก แต่ยั้งปากไว้ทัน เข้าเรื่องที่ตนเองมาร้องเรียกหาอยู่นี่
“งั้นเราไปฉลองกันนะ พี่เลี้ยงเอง”
พลินยิ้มจนตายิบหยีดีใจที่พี่สาวร่วมบิดาใจดีกับตน ไม่เคยนึกรังเกียจที่ตนเป็นน้องคนละแม่เลย แล้วหันไปทางมารดาที่นั่งมองสองสาวสนทนากันอยู่
“แม่จ๋า...”
เอ่ยออกมาแค่นั้น นางพยอมก็ยิ้มอ่อนโยนพยักหน้าทำนองว่าตนได้ยินหมดแล้ว และหากว่าไปกับญาดา บุตรสาวคนโตสุดโปรดของนายสมก็จะเป็นอะไรไป อย่างน้อยๆ ก็พี่กันน้องกัน
ญาดากลับจากกรุงเทพฯ แต่ละครั้ง นอกจากจะมีของมาฝากน้องต่างมารดาอย่างพลินแล้ว ยังมักพาเด็กสาวออกไปเที่ยว ไปกินข้าวนอกบ้านแบบนี้เสมอ และในวันนั้นเองที่พลินได้พบกับบารมี ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาที่มีแววตาคมเข้มดุดันจริงจัง
เขาคือเจ้าของไร่มากล้นบารมี ชายผู้ซึ่งผันตัวเองมาเป็นชาวไร่เต็มตัวที่ซึ่งสาวๆ ทั้งจังหวัดหมายปอง
“อุ๊ย! คุณบารมี”
คุณอาจจะชอบ





