ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย หย่ากันแล้วไยต้องรักท่าน

หย่ากันแล้วไยต้องรักท่าน

เมื่อความภักดีที่ไป๋ชิงมีให้ลู่เฉินถูกตอบแทนด้วยความเฉยเมยและการรับอนุเข้าบ้านไม่ซ้ำหน้า นางจึงตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ด้วยการหย่าขาด แม้ลู่เฉินจะยินยอมปล่อยไปอย่างง่ายดายในตอนแรก แต่ไม่นานเขากลับตามตื๊อขอคืนดีอย่างน่าประหลาดใจ ทว่าหัวใจที่บอบช้ำของไป๋ชิงไม่มีวันหวนกลับ นางตั้งมั่นจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อไขว่คว้าหาคู่ชีวิตคนใหม่ที่ดียิ่งกว่าเดิม พร้อมพิสูจน์ให้คนทั้งใต้หล้าได้เห็นว่าหญิงหม้ายเช่นนางก็สามารถเริ่มต้นชีวิตรักครั้งใหม่ที่รุ่งโรจน์ได้โดยไม่ต้องง้ออดีตสามี
ตอน
แชร์

ตอน 3

นางถูกกักบริเวณอยู่ในห้องถึงสามวัน คงเพราะนางส่งอนุเฟินเยว่และอนุหนิงเหอไปช่วยให้ลู่ฮูหยินสบายใจขึ้น อีกฝ่ายเลยรีบปล่อยนางออกมาเพื่อมาจัดการเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น

‘เร็วกว่าที่คิด’ แต่ก็ไม่ได้ทำให้การตรวจบัญชีย้อนหลังของนางผิดพลาดแต่ประการใด วันนี้นางลุกขึ้นแต่งตัวเอง เลือกอาภรณ์สีชมพูอ่อนต่างจากทุกคราวที่ทำตัวเหมือนคนใกล้ตายยามที่เขาพาอนุเข้ามา

วันนี้นางเลือกแต่งตัวสวยงาม สีชาดปากก็เลือกสีแดงอ่อนๆ ขับกับเสื้อที่สวมใส่ หยิบผ้าสีขาวบางขึ้นมาปกปิดใบหน้าตั้งแต่จมูกถึงปาก จากนั้นก็เดินออกจากห้องนอนของตัวเอง เมื่อออกจากห้องก็เจอกับแม่นมหลิวที่มาดูนางเพื่อไปรายงานให้ฮูหยินใหญ่รับทราบ

พอเห็นสีหน้านางแจ่มใสไม่ได้อมทุกข์ก็เลยมีสีหน้าประหลาดใจอยู่หลายส่วน แต่ก็ไม่ได้แปลกใจมาก เพียงแค่คิดจะกล่าวลา หากไป๋ชิงกลับเรียกเอาไว้

“แม่นมหลิว ช่วยกลับไปรายงานท่านแม่ด้วยว่า ข้าอยากเลือก สาวใช้คนใหม่”

คำว่าสาวใช้คนใหม่ทำให้แม่นมหลิวค่อนข้างแปลกใจ

“ท่านคงทราบว่าข้าเป็นถึงฮูหยินน้อยเป็นสะใภ้ของสกุลลู่ หากไปไหนมาไหน แต่มิมีบ่าวติดตัวคงเป็นขี้ปากชาวบ้านแน่”

ในใจแม่นมหลิวคิดว่าคราวนี้ไป๋ชิงมาไม้ไหนกันแน่ แต่เมื่อสังเกตในแววตานั้นแล้วก็ไม่พบว่ามีอะไรแอบแฝง

“เรื่องเลือกสาวใช้นั้น ลู่ฮูหยินก็คิดไว้แล้ว จึงเลือกสาวใช้จำนวนหนึ่งมาให้ท่าน วันมะรืนข้าจะพามาให้ท่านเลือกด้วยตัวเอง”

“ลำบากแม่นมหลิวแล้ว แต่คราวนี้ข้าอยากไปเลือกด้วยตัวเอง ที่ร้านค้าทาสนอกเมือง”

คำว่าเลือกเองทำให้แม่นมหลิวค่อนข้างแปลกใจ “ถ้าเช่นนั้นแล้ว ฮูหยินน้อยคงต้องไปรายงานเรื่องนี้กับลู่ฮูหยินเองเจ้าค่ะ บ่าวคงมิกล้ารายงานเอง”

แน่นอน นางต้องการให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะนางจะถือโอกาสนี้ออกนอกเรือนไปยังร้านค้าสกุลลู่ด้วย “ถ้าเช่นนั้นรบกวนแม่นมหลิวนำทาง”

ไป๋ชิงทอดมองแผ่นหลังคู้ต่ำไปตามอายุตรงหน้า หากเทียบอำนาจในเรือนแล้ว นอกจากลู่ฮูหยินจะเป็นใหญ่ ก็คงมีแม่นมหลิวนี่แหละที่มีอำนาจสั่งการในเรือน เรื่องทุกอย่างไม่ว่าเล็กใหญ่ก็ล้วนต้องผ่านตานาง ฉะนั้นไม่แปลกใจอันใดเลยเมื่อเรื่องที่ไป๋ชิงเข้าไปขัดขวางความสุขของ สาวใช้ตนกับลู่เฉินจะรู้ถึงลู่ฮูหยิน

นางเดินตามจนถึงเรือนทิศบูรพา เดินผ่านสะพานโค้งเพื่อไปยังเรือนที่ใหญ่ที่สุดในเรือน ตอนที่นางไปถึงนั้นลู่ฮูหยินกำลังนั่งรับลมที่ศาลาริมน้ำ ในมือมีอาหารปลาอยู่

“ลูกคารวะท่านแม่” ลู่ฮูหยินไม่ตอบรับ และไม่แม้แต่จะหันมอง คงเคืองเรื่องที่นางแนะนำอนุทั้งสองมาปรึกษาเมื่อสองวันก่อน

ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูดนางก็ไม่มีสิทธิพูดก่อน นางต้องยืนรออีกฝ่ายถามไถ่อยู่ถึงหนึ่งก้านธูป เป็นการรอเพื่อทดสอบความอดทนของนาง หากนางทนไม่ได้แล้วกล่าววาจาออกไป ลู่ฮูหยินอาจจะสั่งให้นางกลับไปสำนึกตนอีกหลายวันแน่ และเพราะรู้ผลของมัน นางจึงทำได้เพียงแค่ปิดปากนิ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าเหมือนสำนึกผิด

ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าวันนี้จะมีแขกมาเยือนเรือน เสียงอาหาร ตกลงบนน้ำเพื่อเป็นอาหารให้ปลาแม้จะเบา แต่ก็ได้ยินกันทั่ว เพราะตอนนี้ในเรือนเงียบราวกับไม่มีคนอยู่

ดังนั้นเมื่อมีเสียงฝีเท้าวิ่งมารบกวนความเงียบสงบนี้ ลู่ฮูหยินก็หันไปมองแล้วต่อว่า “ใครมารบกวนเวลาของข้า” คิ้วย่นสีดำแซมขาวนั้นขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ จนเมื่อหันมามองนางก็ยิ่งขัดใจไปอีก จากนั้นก็มีคนที่รบกวนเดินเข้ามาแล้วคุกเข่ารายงาน

“เกิดเรื่องใหญ่ที่ร้านค้าสกุลลู่แล้วขอรับ”

ลู่ฮูหยินหันไปทำสีหน้าเอือมระอากว่าเดิม “มีเรื่องอันใดกัน ถึงกับมารบกวนเวลาพักผ่อนของข้า หากเจ้าพูดแล้วข้าเห็นว่าไม่สำคัญข้าจะให้เด็กๆ เฆี่ยนหลังเจ้าแทน”

ไป๋ชิงมองจากการแต่งตัวของคนรายงานก็พบว่าเป็นคนของร้านค้าสกุลลู่ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะชื่อ ‘เจินสือ’ สีหน้าอีกฝ่ายดูร้อนใจเหมือนมีเรื่องด่วนรายงาน แม้ได้รับอนุญาตแล้ว แต่พอได้ยินคำขู่อีกฝ่ายก็พูด ไม่ออก

“คือ คือ ตอนนี้เกิดปัญหาเรื่องข้าวสารที่นำมาเมืองเว่ยเกิดเปียกชื้นระหว่างเดินทาง เลยทำให้สินค้าเสียหายเกือบทั้งหมด ตอนนี้ร้านค้าปลีกต่างๆ ตลอดจนลูกค้าที่สั่งไว้ล่วงหน้ากำลังมาทวงถามข้าวสารที่เกิดปัญหา ต่างบอกว่าหากไม่มีของ ก็จงคืนเงินที่จ่ายไปด้วย”

คำว่าคืนเงินนั้นทำให้ลู่ฮูหยินเบิกตากว้างตกใจกว่าเดิม คราวนี้คงเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ วันก่อนห่าวอู๋บอกว่าบัญชีเดือนนี้ขาดทุนหนัก แล้วนางจะหามาเพิ่มได้เช่นไร

เรื่องบัญชีเป็นเรื่องที่ปวดหัวมากจริงๆ “เรื่องนี้ก็ให้ลูกชายข้าจัดการไปสิ มารายงานข้าทำไม”

สีหน้าคนรายงานดูเครียดกว่าเดิมเมื่อกล่าวถึงลู่เฉินบุตรชายคนดีของลู่ฮูหยิน “เอ่อ คุณชาย คุณชายตอนนี้อยู่ที่หอเหมยฮวาขอรับ บ่าวส่งคนไปเรียกให้คุณชายมาดูแล้ว แต่คุณชายบอกว่าให้มารายงานลู่ฮูหยินแทน”

ไป๋ชิงที่นิ่งเงียบก็ยังมิเอ่ยสิ่งใดออกมา ในเวลานั้นไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว เป็นแบบนี้ทุกรอบยามที่เขารับอนุคนใหม่ เมื่ออนุคนอื่นอาละวาด เขาก็จะออกจากเรือนไปขลุกอยู่ที่หอเหมยฮวาหลายวัน จนกระทั่งเรือนสงบพวกอนุเลิกตีกันเขาจึงจะกลับมา แล้วทำเหมือนว่าตัวเองไม่ได้ก่อปัญหาอันใดทั้งสิ้น

สีหน้าลู่ฮูหยินดูจะปวดหัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แถมบุตรชายก็ไม่เอาไหน ใช้อะไรก็ไม่เคยได้ นางทำสีหน้าเหมือนรำคาญใจก่อนจะหันมองคนที่ก้มหน้าอยู่ “เจ้ามิคิดรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำสักนิดเลยหรืออย่างไร ถ้ายังอยากให้จวนนี้สงบ ก็ไปตามเขาไปทำงานเดี๋ยวนี้”

ไป๋ชิงที่ก้มหน้ามาตลอดเงยหน้าขึ้น ทำสีหน้าเหมือนไม่อยากไป “แต่ข้ามาเพื่อขอท่านแม่เลือกสาวใช้คนใหม่”

น้ำเสียงลู่ฮูหยินขัดขึ้นเพื่อตัดรำคาญ “สาวใช้จะสำคัญกว่าสามีได้ยังไง ไปตามเขามาจัดการร้านค้าสกุลลู่”

“หากเขาไม่ยอมล่ะเจ้าคะ”

“เจ้าก็เข้าไปดูหน่อยว่ามีอะไรติดขัดหรือไม่” ลู่ฮูหยินยกมือขึ้นกุมขมับตัวเองอีกรอบ มองไป๋ชิงที่เหมือนไม่ยอมทำตามก็เลยพูดเพื่อให้เรื่องผ่านๆ “ส่วนสาวใช้ เจ้าอยากได้แบบไหนก็ไปเลือกเอา”

ลู่ฮูหยินหยิบถุงเงินส่งให้ ไป๋ชิงรีบเข้าไปขอบคุณ ก่อนจะขอตัวตามเจินสือออกจากจวน เมื่อก้าวเท้าออกจากประตูก็พบกับรถม้าของร้านสกุลลู่ที่จอดรออยู่

เจินสือรีบหยิบบันไดมารองให้นางเพื่อขึ้นไปนั่งด้านบน นี่เป็น ครั้งแรกที่นางได้ออกจากจวนเพียงลำพัง

“ก่อนถึงหอเหมยฮวาระหว่างทางต้องผ่านสำนักคุ้มภัยสกุลจาง ท่านช่วยแวะสักประเดี๋ยวได้หรือไม่”

เจินสือมีท่าทีแปลกใจ ไป๋ชิงก็รีบบอก “พอดีลู่ฮูหยินมีจดหมายฝากไปถึงสำนักคุ้มภัยถึงการออกเดินทางครั้งหน้า”

แน่นอนนางไม่ได้ไปส่งจดหมายแต่อย่างใด แต่ต้องการตรวจสอบว่าเงินเก็บส่วนหนึ่งนั้นยังคงอยู่ที่สำนักคุ้มภัยหรือไม่ เจินสือถึงเป็นคนงานในร้าน แต่ก็ไม่รู้เรื่องอันใดมาก นายว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น จึงพยักหน้าแล้วขึ้นไปนั่งด้านนอก สั่งให้คนขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังถนนหลักของเมือง ผ่านศาลเจ้าไปไม่นานก็ถึงสำนักคุ้มภัยสกุลจาง

รถม้าจอดเทียบหน้าสำนักคุ้มภัย เจินสือรีบดึงเชือกผูกเอาไว้กับไม้ที่ไว้ผูกม้า กำลังจะเดินตามไป๋ชิงเข้าไปด้านใน หญิงสาวก็รีบบอก

“ข้าไปส่งจดหมายไม่นาน เจ้ามิต้องตามไปหรอก” พูดจบก็รีบก้าวเท้าเข้าไปด้านในโดยไม่รอให้อีกฝ่ายรับคำ

สำนักคุ้มภัยนั้นเป็นจวนขนาดใหญ่ ด้านในแยกออกเป็นเรือน แปดหลัง ตรงลานกลางเรือนนั้นมีอาวุธจำนวนมาก พร้อมกับคนจำนวนหนึ่งที่กำลังฝึกอาวุธอยู่

“คุณหนูเหว่ย”

เสียงเรียกนั้นทำให้นางตกใจก่อนจะหันมองไปทางปีกซ้าย ก็พบบุรุษชุดขาวเพียงหนึ่งเดียว หญิงสาวเห็นชายผู้นั้นก็เรียกชื่อกลับ “พี่หยวน”

จื่อหยวนที่อยู่ศาลาริมน้ำรีบลุกขึ้น จากนั้นก็ก้าวเท้ามาหานาง

“เจ้ามาได้เช่นไร”

“ข้าควรถามพี่มากกว่าว่ามาอยู่ที่สำนักคุ้มภัยได้เช่นไร”

จื่อหยวนมองคนที่ไม่ยอมตอบคำถาม เห็นว่าคงคุยกันยาวหากยังเล่นลิ้นต่อไป “พี่มาทำบัญชีให้กับสำนักคุ้มภัย ตอนนี้เจ้าบอกได้หรือยังว่ามาทำไม”

ไป๋ชิงมองคนตรงหน้า จื่อหยวนนั้นเป็นลูกศิษย์รุ่นเดียวกับลู่เฉิน แต่ลู่เฉินเรียนได้ระดับสามก็ออกมารับช่วงกิจการต่อ เหลือแค่พี่จื่อหยวน ที่ยังจะศึกษากับท่านพ่ออยู่

ด้วยฐานะบ้านที่ยากจน และมีเพียงมารดาเป็นผู้หาเงินคนเดียว พี่จื่อหยวนจึงต้องทำงานเพิ่มเพื่อนำเงินนั้นไปจ่ายค่าเรียนที่แม้ว่าท่านพ่อจะไม่รับแล้วก็ตาม แต่อีกฝ่ายก็หาวิธีใช้จนได้

“ลำบากพี่แล้ว”

“มิลำบากเลยถือว่าได้สะสมประสบการณ์ด้วย อีกอย่างหนึ่ง อีกสามเดือนพี่ก็ต้องออกเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว”

สีหน้าไป๋ชิงมีท่าทีแปลกใจ ก่อนจะนึกได้ว่าปีนี้จะมีการคัดเลือกจอหงวนคนใหม่ “พี่จะต้องทำได้”

“ไม่แน่หรอกคุณหนูเหว่ย ปีนี้พี่ไม่กล้าหวัง กลัวจะผิดหวังเหมือน สี่ปีที่ผ่านมา”

จริงสิ พี่จื่อหยวนเคยไปสอบรอบหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนั้นแม้จะสอบผ่านตัวอำเภอ แต่ก็ไม่ผ่านเข้ารอบร้อยคนสุดท้ายที่จะไปสอบที่เมืองหลวง

“ปีนี้พี่ต้องทำได้”

สีหน้าแววตานางให้กำลังใจอีกฝ่าย หากจื่อหยวนกลับจับแววตาเศร้านั้นได้

“มีเรื่องอันใดอีกหรือไม่ แล้วเหตุใดต้องปิดหน้า”

ไป๋ชิงขยับถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “เมื่อหลายวันก่อนข้าเผลอไปทาแป้งผิดก็เลยขึ้นผื่นเล็กน้อย มิมีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ตอนนี้เจ้าสำนัก อยู่ไหม”

จื่อหยวนไม่ได้ตอบ แต่อาศัยตอนที่นางเผลอขยับเข้าใกล้แล้วดึงผ้านั้นออก ตอนนั้นเองที่นางตกตะลึงรีบยกแขนขึ้นปิดหน้าตัวเอง แต่คนอยากรู้ก็จับแขนนางดึงลง เผยเห็นใบหน้าที่เริ่มเขียวช้ำ มุมปากมีรอยแตก

“ลู่เฉินทำเจ้าอีกแล้ว” สีหน้าแววตาเขานั้นเหมือนเจ็บแค้นใจ ไป๋ชิงรีบดึงผ้าที่จื่อหยวนดึงมาปิดไว้ดังเดิม

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด”

“ถึงกับปากแตกยังบอกไม่ใช่เรื่องใหญ่อีก” จื่อหยวนพูดเสียง ไม่เบาคงเพราะกำลังโกรธ ไป๋ชิงหันมองโดยรอบ เริ่มมีคนหันมาทางนี้

“ข้าอยู่นานไม่ได้ ตกลงเจ้าสำนักอยู่ไหมเจ้าคะ หากมิอยู่ข้าจะมาวันหลัง”

ไม่ว่าเกิดเรื่องอันใดไป๋ชิงก็ไม่เคยปริปากพูดเรื่องนี้ออกมา เขาที่วันนี้เหลือจะทนเลยถามเรื่องที่ไม่ควรถาม

“เจ้ารักเขาขนาดนั้นเชียว ถึงได้ยอมให้เขาทำเจ้าถึงขนาดนี้”

เป็นคำถามที่แทงใจดำนางเหลือเกิน ทุกวันนี้นางยอมอยู่เพื่ออะไรหากไม่เพื่อคำว่าสกุลเหว่ย บิดานางเป็นถึงอาจารย์ที่สอนลูกศิษย์มากหน้าหลายตา เป็นที่นับถือของคนทั้งเมือง แต่ลูกสาวเพียงคนเดียวกลับต้องหย่าร้าง มิเท่ากับเป็นการทำให้บิดาเสียเกียรติ ผู้คนไร้ความนับถือ หากนางจะออกมาก็ต้องออกมาอย่างมีเกียรติ ไม่ใช่ถูกผู้คนนินทา

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอันใดกับพี่ หากพี่มิบอก ข้าจะไปถามด้านในแทน” ไป๋ชิงคิดจะเดินเข้าไปด้านใน จื่อหยวนก็เข้าเรื่องที่นางอยากรู้

“เขาไปส่งของที่เมืองหลาน อีกหลายวันกว่าจะกลับ เจ้าอยากรู้เรื่องอันใดพอจะบอกข้าได้หรือไม่”

ไป๋ชิงหันมองเขาอีกครั้ง ก่อนจะทบทวนว่าเขาก็ทำบัญชีให้สำนักคุ้มภัยอยู่ จึงยอมหันหลังกลับมา จากนั้นก็เอ่ยธุระสำคัญ

“ข้าอยากสอบถามว่าเงินทุนสำรองของสกุลลู่ตอนนี้เหลือเท่าไร”

จื่อหยวนมีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะพานางไปยังด้านในห้องรับแขก เขาหายไปในห้องด้านหลังไม่นานก็มาพร้อมกับสมุดบัญชี เล่มใหญ่ ไป๋ชิงมองเขาเปิดไปหน้าสุดท้าย ตัวเลขที่อยู่ในนั้นทำเอาคิ้วนางขมวดเข้าหากันแล้วพูดออกมา

“ไม่มี” เงินหนึ่งแสนตำลึงทำไมถึงไม่เหลือเลยสักตำลึง นางเงยหน้ามองจื่อหยวนอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้น”

“เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ผู้ตรวจบัญชีสกุลลู่นำจดหมายจากลู่ฮูหยิน มาเบิกเงินทั้งหมด ในจดหมายนั้นบอกว่าไม่ไว้ใจสำนักคุ้มภัยที่จะดูแลเงินส่วนนี้ จึงจะนำไปฝากที่สำนักคุ้มภัยที่อื่นแทน”

“ที่อื่นคือที่ไหน หากไม่ใช่สำนักคุ้มภัยสกุลจางแล้วจะเป็นที่ใด” ด้วยเพราะชื่อเสียงการเก็บเงินและการคุ้มภัยสินค้า สกุลจางถือว่าเป็น ที่หนึ่ง อีกทั้งนายท่านลู่ตอนที่มีชีวิตก็ไม่เคยไว้ใจผู้ใดนอกจากที่นี่

“ข้าคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำแน่” ไป๋ชิงพยายามคิดวิเคราะห์ มองจดหมายจากลู่ฮูหยินก็พบว่าเป็นลายมือเดียวกันไม่มีผิด จะบอกว่าห่าวอู๋ปลอมแปลงจดหมายขึ้นมาก็คงไม่ใช่ ในเมื่อไม่มีหลักฐานนางก็ทำเพียงแค่พับจดหมายนั้นเก็บใส่แขนเสื้อ

“ข้าอยู่นานเกินไปแล้ว คงต้องไปก่อน” ไป๋ชิงคำนับลาจื่อหยวน รีบหันหลังเดินได้เพียงสองก้าว คนด้านหลังก็รีบเอ่ย

“หากมีสิ่งใดที่เจ้าจะให้พี่ช่วย ก็จุดโคมไฟขึ้น แล้วพี่จะรีบหาทางช่วยเจ้าเข้าใจหรือไม่”

ไป๋ชิงไม่ได้หันหลังกลับไป เพราะในฐานะตอนนี้นางไม่ควรสนทนากับเขานานเกินไป จึงก้าวเท้าเดินออกจากสำนักคุ้มภัย เมื่อขึ้นรถม้าก็บอกคนข้างหน้า

“ไปหอเหมยฮวา”

ถึงเวลาไปตามสามีที่ไม่เอาไหนแล้ว!!

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
ค้นหา “96KYM” บน moboreader เพื่ออ่านหนังสือฉับเต็ม
คัดลอกรหัสและค้นหาในแอป Moboreader เพื่ออ่านต่อ
96KYM
คัดลอก
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย อะไรนะ! เจ้าอยากเป็นเซียนอย่างงั้นเหรอ!?
9.6
เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นดังกึกก้องไปทั่วสวรรค์ เมื่อชายหนุ่มผู้หนึ่งตั้งคำถามกับโชคชะตาว่าเหตุใดความปรารถนาที่จะเป็นเซียนของเขาถึงถูกกีดกันอย่างโหดร้าย ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยจิตสังหารอันรุนแรง เขายืนหยัดอย่างไม่เกรงกลัวขณะแหงนหน้าเผชิญหน้ากับเงาลึกลับทั้งเก้าที่คอยขัดขวางเส้นทางสู่ความเป็นอมตะ การต่อสู้เพื่อพิสูจน์เจตนารมณ์ท่ามกลางอุปสรรคจากเบื้องบนจึงเริ่มต้นขึ้นในมหากาพย์แห่งการล้างแค้นและการฝึกตน
หน้าปกนวนิยาย เป้าหมายของฉัน คือการได้เป็นภรรยาเจ้าป่า (ฮาเร็ม)
9.1
เซียร่าต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อเธอปรารถนาจะเป็นภรรยาของเจ้าป่าผู้ทรงพลัง ทว่าสัญชาตญาณดิบของสิงโตนั้นไร้ซึ่งฤดูกาลที่แน่นอนและพร้อมจะประทุขึ้นได้ทุกเวลา ร่างกายอันบอบบางของเธอจะสามารถรองรับความต้องการอันมหาศาลและไร้ขีดจำกัดของเขาได้จริงหรือ? ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความปรารถนาที่แสนอันตราย เธอต้องพิสูจน์ความแข็งแกร่งของหัวใจและร่างกายเพื่อยืนหยัดเคียงข้างราชาแห่งพงไพรในฐานะคู่ชีวิตเพียงหนึ่งเดียว
หน้าปกนวนิยาย นางร้ายของท่านเสนาบดี
9.4
ซูหนี่คือนักแสดงเจ้าบทบาทที่ประสบอุบัติเหตุจากการถูกแฟนละครไล่ล่าจนเสียชีวิต ทว่าวิญญาณกลับหลุดเข้าไปอยู่ในร่างของนางร้ายในบทละครที่เธอเพิ่งรับเล่น ซึ่งเป็นสตรีที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมวางยาจนได้แต่งงานกับบัณฑิตหนุ่มจ้าวหนิงหลง แต่สิ่งที่ต่างจากเดิมคือในโลกนี้เธอมีลูกน้อยวัยสามขวบถึงสองคนติดสอยห้อยตามมาด้วย ซูหนี่จึงต้องหาทางดิ้นรนแก้ไขชะตากรรมเพื่อหนีจากความตายตามบทละครที่กำหนดไว้ให้ได้ภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นนี้
หน้าปกนวนิยาย วาสนานี้ ข้ามิอยากได้
9.2
ซินหยาน นักฆ่ามือฉกาจตัดสินใจจบชีวิตลงพร้อมภารกิจสุดท้ายเพื่อหนีจากการถูกองค์กรกำจัด แต่เธอกลับตื่นขึ้นในร่างของ จางซินหยาน ตัวละครในนิยายที่เคยอ่าน ซึ่งมีจุดจบอันน่าเศร้าจากการเป็นเพียงอนุที่ท่านแม่ทัพจ้าวไม่เคยเหลียวแล เมื่อได้รับโอกาสมีชีวิตใหม่ในวัยสิบสอง ซินหยานจึงตั้งมั่นที่จะเปลี่ยนโชคะตาเพื่อหลีกหนีจากความรักที่ขมขื่นและไม่ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวเช่นในนิยาย ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อเธอยิ่งพยายามหลบหลีกเท่าไร เธอกลับยิ่งถูกดึงดูดเข้าสู่วังวนแห่งปัญหาที่มิอาจเลี่ยงได้
หน้าปกนวนิยาย  เล่ห์นางโลม
9.3
ท่ามกลางวังวนแห่งโชคชะตาที่บีบคั้นให้ต้องสวมบทบาทหญิงแพศยาผู้ไร้หัวใจ นางจำต้องก้าวเดินบนเส้นทางที่สังคมตราหน้าว่าเลวทรามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้ลึกๆ ในใจจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความปรารถนาที่จะเลือกทางเดินชีวิตใหม่ที่สะอาดบริสุทธิ์เพียงใดก็ตาม หากแต่โอกาสเหล่านั้นกลับไม่เคยหยิบยื่นมาถึงนางเลย เรื่องราวความรักท่ามกลางอุปสรรคและเวทมนตร์ที่พิสูจน์ว่าแม้แต่สตรีที่ถูกโลกประณามก็ยังมีหัวใจที่รู้จักรักและเจ็บปวดไม่ต่างจากผู้ใด
หน้าปกนวนิยาย ชายเสเพลผู้นี้ เป็นของข้า
9.5
จวิ้นซิงเยียน องค์หญิงสี่ผู้ถือกำเนิดจากพระสนม ต้องเผชิญกับการถูกข่มเหงรังแกจากเหล่าพี่น้องที่มีฐานันดรสูงกว่า ความเจ็บช้ำเหล่านั้นกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอทะเยอทะยานเพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุดแห่งอำนาจที่แม้แต่องค์จักรพรรดิยังต้องเกรงใจ เธอเชื่อมั่นว่าการจะหลุดพ้นจากการถูกกดขี่คือการทำตัวให้อยู่เหนือทุกคน ท่ามกลางเส้นทางการเมืองที่ดุเดือด เธอกลับต้องมารับมือกับชายเสเพลผู้มีฝีปากกล้าและพฤติกรรมสุดคาดเดาที่เข้ามาปั่นป่วนชีวิตของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้