หน้าปกนวนิยาย ชายเสเพลผู้นี้ เป็นของข้า

ชายเสเพลผู้นี้ เป็นของข้า

9.5 / 10.0
จวิ้นซิงเยียน องค์หญิงสี่ผู้ถือกำเนิดจากพระสนม ต้องเผชิญกับการถูกข่มเหงรังแกจากเหล่าพี่น้องที่มีฐานันดรสูงกว่า ความเจ็บช้ำเหล่านั้นกลายเป็นแรงผลักดันให้เธอทะเยอทะยานเพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุดแห่งอำนาจที่แม้แต่องค์จักรพรรดิยังต้องเกรงใจ เธอเชื่อมั่นว่าการจะหลุดพ้นจากการถูกกดขี่คือการทำตัวให้อยู่เหนือทุกคน ท่ามกลางเส้นทางการเมืองที่ดุเดือด เธอกลับต้องมารับมือกับชายเสเพลผู้มีฝีปากกล้าและพฤติกรรมสุดคาดเดาที่เข้ามาปั่นป่วนชีวิตของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้

ชายเสเพลผู้นี้ เป็นของข้า ตอนที่ 1

ตุบ! ตุบ! ตุบ!

“พอเถิดเพคะฮองเฮา เรื่องนี้หม่อมฉันเป็นต้นเหตุ อย่าได้ลงโทษพี่หญิงเลย ฮึก ฮื่ออออ” เสียงร้องห่มร้องไห้ขององค์หญิงลำดับที่เจ็ดจวิ้นหนิงเซียน เด็กสาววัยสิบห้าหนาว ดังขึ้นพร้อมกับ เสียงไม้โบยกระทบกับแผ่นหลังของหญิงสาวอีกคน

“อึก! เงียบเสียหนิงเซียน อย่าเสียน้ำตากับเรื่องเท่านี้” สายตาแข็งกร้าวของคนที่ถูกโบยตวัดไปมองน้องสาว จนผู้เป็นน้องต้องรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาและปิดปากกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้

จวิ้นซิงเยียน องค์หญิงลำดับที่สี่ในราชวงศ์จวิ้น วัยเพียงสิบแปดหนาว ถูกลงโทษเช่นนี้อยู่เป็นประจำตั้งแต่เล็กจนโต เพียงเพราะนางเป็นองค์หญิงที่ประสูติจากสนมขั้นกุ้ยเฟย ที่มิอาจต่อกรกับพระธิดาที่ประสูติจากมารดาของแผ่นดิน

“หึ! หยิ่งผยองนัก กระทำผิดยังมิคิดสำนึก ยี่สิบไม้คงมิพอกระมัง” หงส์คู่บัลลังก์มองไปยังหญิงสาวที่นอนคว่ำรับการลงโทษ ทั้งที่ตนเองถูกโบยต่อหน้าธารกำนัลมากมาย แต่กลับทะนงตน ดังว่ามีเกียรติเหนือผู้อื่น แสร้งทำว่าไม่เจ็บปวด

“พอเท่านี้เถิดเพคะฮองเฮา หากมากกว่านี้ หม่อมฉันเกรงว่าเรื่องจะไปถึงพระเนตรพระกรรณของฝ่าบาท” นางกำนัลข้างกายของฮองเฮาหลิวเยว่เผิง เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง กลัวว่านายของตนจะถูกฝ่าบาทตำหนิเอาได้

“ยี่สิบไม้ก็เพียงพอแล้วเพคะเสด็จแม่ ลูกมิอยากให้มันตาย” จวิ้นซูหนี่ องค์หญิงอันดับสามกล่าวห้ามพระมารดาของตน ทว่ามิใช่เพราะสงสารคนตรงหน้า แต่หากเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ นางจะอดกลั่นแกล้งน้องสาวต่างมารดา

เช่นนั้นวังหลังจะมีเรื่องน่าสนุกได้อย่างไรกันเล่า

เสียงพูดคุยมิได้ดังเข้าหูซิงเยียนแม้แต่น้อย เมื่อเยาว์วัย นางและน้องสาวก็ถูกองค์หญิงที่มีศักดิ์สูงกว่ากลั่นแกล้งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยมารดาของนางเป็นเพียงสนมขั้นกุ้ยเฟย มิได้มีปากมีเสียง แม้จะพยายามขอร้องอ้อนวอน แต่ก็มิมีอำนาจมากพอ จะไปต่อต้านผู้ที่อยู่ในตำแหน่งฮองเฮาหรือหวงกุ้ยเฟยได้

เหตุการณ์ที่ซิงเยียนยังจำได้แม่นยำ คือยามที่จวิ้นซูหนี่แอบปล่อยนกของนาง จนมันหนีหายไป มิรู้ชะตา ยามนั้นนางเสียใจเป็นที่สุดและเมื่อรู้ว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของซูหนี่ ซิงเยียนจึงแอบเอาปลาของซูหนี่ไปปล่อยในสระหลวงบ้าง แต่นั่นกลับทำให้นางถูกลงโทษถึงขั้นต้องเรียกหมอหลวงมาดูอาการ

เมื่อซิงเยียนเติบโตขึ้นมา สกุลหวัง สกุลเดิมของพระมารดาก็เริ่มมีบทบาทในราชสำนักมากขึ้น ท่านลุงหวังป๋อเหวินพี่ชายฝาแฝดของเสด็จแม่ถูกแต่งตั้งเป็นถึงเสนาบดีกรมยุติธรรม ผู้อื่นจึงเกรงใจนางและเสด็จแม่ไปด้วย

กระนั้นการถูกกลั่นแกล้งก็ยังมิได้หมดไป และเมื่อใดที่ซิงเยียนตอบโต้กลับก็จะถูกลงโทษ อย่างครั้งนี้ ทั้งที่ซูหนี่แสร้งเดินมาชนหนิงเซียนจนตกสระก่อน แต่เมื่อนางไปเอาคืนให้น้องสาว ผลักซูหนี่ลงสระบ้าง กลับถูกมารดาของแผ่นดินสั่งโบยถึงยี่สิบไม้

“เอาเถิด ข้าจะถือว่าละเว้นเด็กมิรู้จักโตเช่นเจ้า คราหน้าอย่าได้ริอ่านมาทำร้ายหนี่เอ๋อร์ของข้าอีก” ฮองเฮาหลิวโบกมือให้ขันทีหยุดโบย แต่มีหรือซิงเยียนจะรู้สึกตื้นตันใจกับความเมตตาของสตรีตรงหน้า นัยน์ตาสีดำขลับวาวโรจน์ไปด้วยความคับแค้น จดจ้องไปที่สองแม่ลูกอย่างมิปิดบัง

‘เมื่อใดที่ข้าอยู่สูง ข้าจะเหยียบย่ำพวกเจ้าให้จมดิน’ นี่เป็นประโยคเดียว ที่ดังก้องอยู่ในใจของซิงเยียน และนางยังคงรอคอยวันนั้นเสมอมา

“ขอบพระทัยเพคะ ขอบพระทัย” เป็นจวิ้นหนิงเซียนที่ก้มคำนับและเอ่ยขอบพระคุณผู้สูงศักดิ์ ก่อนที่จะรีบเข้ามาช่วยพยุงพี่สาวกลับตำหนัก

“เกิดอันใดขึ้น! เหตุใดองค์หญิงของแม่จึงอยู่ในสภาพเช่นนี้” หวังเจียลี่ สนมขั้นกุ้ยเฟย รีบพาบุตรีทั้งสองเข้ามาพักในตำหนัก ก่อนจะสอบถามความเป็นไปของเรื่องราว ให้รู้แน่ชัดว่าเหตุใดบุตรคนหนึ่งเปียกปอนไปทั้งตัว ส่วนบุตรอีกคนก็อ่อนแรงเสียจนต้องพยุงกันเข้ามา

“ฮึก เป็นความผิดของลูกเองเพคะ ลูกถูกองค์หญิงสามผลักตกสระ พี่หญิงมิพอใจจึงตามไปเอาคืนให้ลูก จนต้องถูกลงโทษเช่นนี้” น้ำตาของหนิงเซียนไหลพราก ครั้งนี้เป็นเพราะนาง ที่ไปเดินเล่นริมสระในเวลาเดียวกับองค์หญิงสาม จึงเป็นต้นเหตุให้พี่หญิงของนางถูกสั่งลงโทษเช่นนี้

“หยุดร้อง มันมิใช่ความผิดของเจ้า”

“โถ่! ลูกแม่ เจ็บมากหรือไม่” สนมหวังเข้ามาปลอบบุตรสาวทั้งสอง ก่อนจะหันไปบอกธารกำนัลให้เตรียมยามาทา นางไม่น่าอนุญาตให้บุตรสาวออกไปเดินเล่น ทั้งที่นางกำนัลข้างกายของบุตรสาวมิอยู่เช่นนี้เลย ครั้งนี้ก็ถือเป็นความผิดของนางเช่นกัน

ยาชั้นดีจากสำนักหมอหลวง ถูกป้ายลงบนแผ่นหลังที่แดงช้ำ บางที่มีรอยเลือดซึมออกมา เห็นดังนั้นดวงใจของผู้เป็นแม่ก็บีบรัดจนปวดหนึบ ที่มิอาจช่วยเหลือบุตรได้ นางเป็นเพียงสนม แน่นอนว่ามิอาจขัดขวางฮองเฮาได้ ครั้นจะขอให้พระสวามีช่วยเหลือ นางก็มิใช่สนมรัก จึงมักถูกสวามีปัดมิให้เข้าพบอยู่เสมอ

“อดทนเสียหน่อยนะลูก แม่ทายาให้แล้ว อีกหน่อยก็ดีขึ้น” น้ำเสียงอ่อนโยนมิได้ทำให้ซิงเยียนอุ่นใจเลยแม้แต่น้อย ฟันขาวถูกกัดเข้าหากันแน่น เจ็บทั้งกายทั้งใจ เสด็จแม่ยังจะให้นางทนอีกหรือ

ไม่ว่าเมื่อใด มารดาก็เอาแต่บอกให้นางอดทน แล้วนางจะต้องอดทนไปถึงเมื่อใดกัน!!!

“ตั้งแต่เล็ก เสด็จแม่ก็เอ่ยคำนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ลูกคร้านจะฟัง หากว่าวันนี้ลูกไปช่วยน้องขึ้นจากน้ำมิทัน ป่านนี้เราคงต้องจัดพิธีศพกันเสียแล้ว!”

“เยียนเอ๋อร์!”

“พระองค์มิคิดจะสู้เพื่อพวกเราสองพี่น้องบ้างหรือไร! มิคิดจะปกป้อง มิคิดจะช่วยเหลือเลยหรือ” ซิงเยียนลุกขึ้นเต็มความสูง จ้องไปที่มารดาด้วยแววตาแดงก่ำ แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด

“องค์หญิง อย่าได้กล่าววาจาทำร้ายจิตใจพระมารดาเลยเพคะ เท่านี้พระสนมก็เสียใจมากพอแล้ว” ซิงเยียนรู้ดีว่ามารดาเป็นสตรีที่จิตใจดี อ่อนโยนต่อคนทุกผู้ แต่นางมิคิดว่ามารดาของนางจะอ่อนแอ ถึงขึ้นต้องให้นางกำนัลคนสนิทออกปากแทน

“เหอะ! ข้าจะไปพบป้าสะใภ้ ให้คนเตรียมรถม้าให้ข้าด้วย” เอ่ยสั่งขันทีเสร็จ ร่างกายที่บอบช้ำของซิงเยียนก็เดินออกจากตำหนักไปด้วยอารมณ์โกรธเคือง หนิงเซียนเป็นห่วงพี่สาวจึงก้มคำนับต่อมารดา และตามออกไปด้วยอีกคน ในตำหนักจึงเหลือเพียงหวังกุ้ยเฟยและนางกำนัลคนสนิทเท่านั้น

“เป็นอย่างที่เยียนเอ๋อร์ว่า ข้ามิเคยปกป้องพวกนางได้สักครั้ง ฮึก!” น้ำสีใสไหลหลั่งออกมาจากดวงตางาม กำนัลอาวุโสก็ได้แต่ถอนหายใจ มิรู้จะปลอบผู้เป็นนายอย่างไรดี

เรือนสกุลหวังเปิดต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์ที่เป็นถึงองค์หญิงของแคว้นเช่นเคย ภายในโถงห้องรับแขก มีชายร่างบางนั่งเอนกายลงกับหมอนพิง รับฟังเรื่องราวจากปากของหญิงสาวทั้งสอง อย่างพินิจพิเคราะห์

ชายผู้นี้จะเป็นใครไปมิได้ นอกจากเฟยหย่า ป้าสะใภ้ของซิงเยียน ฮูหยินเพียงคนเดียวของเสนาบดีหวังป๋อเหวิน แน่นอนว่าลุงและป้าสะใภ้ของนางเป็นคู่หลงหยาง แม้จะมีคนไม่เห็นด้วยกับเรื่องผิดขนมธรรมเนียม แต่ก็มิมีผู้ใดหยิบยกเรื่องนี้เข้ามาเป็นประเด็นในการทำลายหน้าที่การงานของท่านลุง อาจเพราะความสามารถที่ประจักษ์แก่สายตาประชาราษฎร์

“ท่านป้า ฮึก ครานี้ข้าจะไม่ทนแล้วเจ้าค่ะ เจ็บกายมิเท่าใด แต่ข้าเจ็บใจเกินทน หนิงเซียนเกือบจะจมน้ำเสียแล้ว” ซิงเยียนปาดน้ำตาออกจากใบหน้า นางมิเคยร้องไห้ต่อหน้าผู้ใดมาก่อน แม้แต่มารดาของตนเอง แต่กับป้าสะใภ้ผู้นี้ นางกลับมินึกอายที่จะร้องงอแงออกมาอย่างเด็กน้อย

“จะมีครั้งใดบ้างที่องค์หญิงมาหากระหม่อมโดยมิร้องไห้ หืม” ชายร่างบางยกพัดขึ้นมาโบกไปมา แม้จะเป็นชายแต่จริตงามเสียยิ่งกว่าสตรีบางคน

“อึก! มันเจ็บใจเจ้าค่ะ ข้าเจ็บใจนัก ไม่ว่าคราใด ข้าก็ต้องแพ้ให้พวกนาง ทั้งที่ซูหนี่กระทำผิด แต่กลับเป็นข้าที่ถูกลงโทษ” พวกนางที่ซิงเยียนหมายถึง คงไม่พ้นจวิ้นซูหนี่และฮองเฮาหลิว กำปั้นน้อยทุบลงบนอกตนเองซ้ำๆ จนหนิงเซียนที่ร้องไห้ตามพี่สาวอยู่ ต้องรีบเข้ามาห้ามเอาไว้

“ประเดี๋ยวจะเจ็บยิ่งกว่าเดิมนะเพคะ พี่หญิง ฮึก”

“หยุดร้องเสียก่อน เรื่องนี้มิใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมายมิใช่หรือ” เฟยหย่าส่ายหน้าให้กับสองพี่น้อง ทั้งที่เขาก็ได้เลี้ยงดูทั้งสองมาด้วยกัน แต่เหตุใดนิสัยใจคอจึงต่างกันเหลือเกิน คนพี่เจ้าคิดเจ้าแค้น ทะเยอทะยาน คนน้องกลับอ่อนโยน มิโกรธมิชัง

“แต่ข้ามิอยากทนแล้ว เรื่องที่เราเตรียมการกันมา ข้าอยากเริ่มทำมันเสียตั้งแต่ตอนนี้เจ้าค่ะ”

“หึ แน่ใจแล้วหรือ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับท่านว่าจะพร้อมหรือไม่” เพียงรอยยิ้มร้ายของป้าสะใภ้ ก็ทำเอาหนิงเซียนถึงกับขนลุกซู่

“พร้อมแล้วเจ้าค่ะ ต่อจากนี้…แม้แต่เสด็จพ่อก็ต้องไว้หน้าข้า” สายตามุ่งมั่น ที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความเกลียดชัง ฉายชัดขึ้นมาบนดวงตาของธิดาลำดับที่สี่ในราชวงศ์จวิ้น

อ่านต่อ

สารบัญ ชายเสเพลผู้นี้ เป็นของข้า

Ch. 1 Ch. 2 Ch. 3
Ch. 4
Ch. 5
Ch. 6
Ch. 7
Ch. 8
Ch. 9
Ch. 10
Ch. 11
all

คุณอาจจะชอบ

นิยายมาใหม่

หน้าปกนวนิยาย สามีสุดที่ร้าย ภรรยาสุดที่รัก
9.3
หญิงสาวผู้หนึ่งจำต้องรับอุ้มบุญให้ชายปริศนาตามข้อผูกพันบางอย่าง ทว่าโชคชะตากลับชักนำให้เธอต้องเข้าพิธีวิวาห์กับคู่หมั้นหนุ่มในวัยเยาว์เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แม้เริ่มต้นด้วยความเย็นชา แต่ความใกล้ชิดกลับเปลี่ยนเป็นความรักที่ลึกซึ้งโดยไม่ทันตั้งตัว ทว่าก่อนกำหนดคลอดเพียงไม่นาน เขากลับยื่นใบหย่าให้จนเธอใจสลาย แต่สุดท้ายเขากลับสารภาพความจริงที่ซ่อนไว้ว่าเธอคือผู้เดียวที่เขาเฝ้ารักมาโดยตลอดและไม่เคยเปลี่ยนใจเลย
หน้าปกนวนิยาย หยั่งรากฝากรัก
8.3
เมื่อก่อนจิรายุเคยขับไสไล่ส่งดรีมจนเธอหายไปจากชีวิต แต่พอเธอกลับมาในลุคใหม่ที่ไม่แยแสเขาอีกต่อไป เขากลับเป็นฝ่ายที่อยากทวงคืนหัวใจเธอ ทว่าอุปสรรคครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เพราะนอกจากจะมีหนุ่มๆ มาคอยขายขนมจีบแล้ว เธอยังพยายามหลบหน้าเขาแทบทุกวิถีทาง ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือพ่อแม่ของเขาที่เคยเชียร์กลับเปลี่ยนมาขัดขวาง โดยประกาศกร้าวว่าผู้ชายคนไหนก็ได้ยกเว้นลูกชายตัวเองที่จะได้คู่กับดรีม งานนี้เขาจะขุดรากรักที่ฝังลึกในใจให้กลับมาเบ่งบานได้สำเร็จหรือไม่
หน้าปกนวนิยาย ฉากรักในคืนฝนโปรย
8.2
เธอ…คือแม่หม้ายป้ายแดง ส่วนเขา…คือหนุ่มหล่อผู้หลงรักแม่หม้าย เธอใจแข็งเป็นหิน ส่วนเขาก็ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก -------------------------------------- ณาณีมเปิดและส่งรูปของราฮีมที่เธอแอบถ่ายชายหนุ่มไว้ไปให้ทั้งสองได้ดูผ่านไลน์ ณิการ์และธัญมณกรี๊ดกร๊าดเป็นการใหญ่ เพราะราฮีมหล่อและดูดีกว่าที่คิดไว้มาก “แกจะปิดกั้นตัวเองทำไมยะ ในเมื่อมีผู้ชายดีๆ เดินเข้ามา แกก็รับเขาไว้พิจารณาสิ” ณิการ์ที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเอ่ยขึ้น “แต่ฉันไม่อยากวนกลับไปใช้ชีวิตแต่งงานอีกนี่แก” แม้จะอยากเปิดใจให้ราฮีม แต่สิ่งที่ณาณีมกลัวคือการแต่งงาน การต้องใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวันทั้งคืน “ก็อยู่กันไปแบบนี้ ไม่ต้องแต่ง” “ก็คิดว่าจะไม่แต่ง แต่ฉันกับเขาก็ต้องมีเซ็กซ์กัน ฉันจะทำได้เหรอ ในเมื่อสิบสามปีที่ผ่านมาของฉัน มีแค่พี่แดนคนเดียว” นี่คืออีกเรื่องที่ณาณีมกังวล “ของใหม่ๆ คนใหม่ มันอาจทำให้อารมณ์แกซู่ซ่าก็ได้ ชีวิตเป็นของแก แล้วตอนนี้แกก็โสดแล้ว” ธัญมณเอ่ยขึ้นบ้าง นั่นทำเอาณิการ์ที่ปกติลุคจะแรงที่สุดของกลุ่มถึงกับอุทานออกมา “หืม…” “แกเป็นเจ้าของจิ๊มิแต่เพียงผู้เดียวยัยณา แกจะใช้กับใครมันก็สิทธิ์อันชอบธรรมของแก เพราะแกโตแล้ว...เข้าใจ๋” ประโยคนี้ยังเป็นของธัญมณ แต่ดูเหมือนณาณีมจะเข้าใจอะไรยาก “ไม่เข้าใจ” “โอ๊ย! ยัยณา ชีวิตนี้แกจะเจอดุ้นแค่อันเดียวเหรอยะ เลิกกับพี่แดนแล้วแกจะเอาปูนมาโบกจิ๊มิ ไม่ยอมให้ดุ้นอันอื่นผ่านเลยก็ใช่เรื่อง แก่จนอายุจะสามสิบห้า แถมยังมาเป็นหม้ายเอาตอนนี้อีก มดลูกก็ฝ่อลงไปทุกวัน มีของดีติดอยู่กับตัวเอง ทำไมไม่ใช้ กลัวอะไร” ณิการ์เริ่มตามธัญมณทัน และยุณาณีมมันเสียเลย “กลัวสารพัดสิ่งอ่ะ กลัวจนไม่กล้าไปหมด” “งั้นวันไหนที่คุณราฮีมกลับมาเมืองไทย ให้ฉันไปทดสอบความฟิตและความอึดให้เอาไหม งานนี้ฟรี ไม่คิดค่าเสียหาย” “ยัยปุ้ยบ้า เดี๋ยวผัวแกก็เอาปืนมายิงแสกหน้าคุณราฮีมกันพอดี” ณาณีมแหวใส่ความคิดบ้าๆ ของเพื่อน “เท่าที่แกเล่ามา ดูเหมือนยัยพราวก็ทำท่าจะชอบคุณราฮีมอยู่ไม่น้อย วันดีคืนดีพราวคาบไปกิน จะมานั่งเสียใจไม่ได้แล้วนะยะ” “โอ๊ย!...นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่” คนมาปรึกษาเริ่มหัวเสีย ส่วนคนให้คำปรึกษาก็ชักจะสนุก ที่สามารถแหย่จนณาณีมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาแบบนี้ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ยอมรับมาเถอะ ว่าแกเองก็ชอบคุณราฮีมอยู่” “แกว่าถ้าฉันจะรักใครใหม่ มันไม่เร็วไปเหรอ ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งหย่า” นี่คือสิ่งที่ณาณีมกังวลอยู่เหมือนกัน เธออยากเป็นโสดให้นานกว่านี้ สองสามปี หรือมากกว่านี้ก็ได้ “ไม่เร็ว ช้าไปด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่จมปลัก เอาอดีตมาเป็นกำแพง” ----------------------------------------- “ผมรู้สึกแปลกๆ อยากให้คุณช่วย” เสียงอู้อี้ของราฮีมเอ่ยตอบ เพราะยังคงเอามือปิดปากไว้อยู่ “ช่วยอะไรคะ?” สีหน้าของณาณีมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม นั่นเพราะยังไม่เข้าใจว่าราฮีมเป็นอะไร และเขาอยากให้เธอช่วยอะไร “ช่วยถอนพิษให้ผมหน่อย” “ถอนพิษ พิษอะไร” ตอนนี้สีหน้าของณาณีมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “ก็พิษจากลิปสติกสีแดงๆ ของคุณพราวที่มันติดอยู่บนปากของผมตอนนี้ไง” “คุณราฮีม…อื้อ…” พอฟังจบณาณีมก็ทำท่าจะขยับหนี แต่ราฮีมกลับไวกว่ามาก ชายหนุ่มใช้มือที่ปิดปากตัวเองไว้เมื่อครู่ เอื้อมมารวบตัวณาณีมเข้าไปกอด จากนั้นก็โน้มใบหน้าลงมาจูบเธออย่างรวดเร็ว และนี่คือวิธีถอนพิษที่เขาเอ่ย ณาณีมอึ้ง ทำตัวไม่ถูก สมองสั่งงานให้ผลักราฮีมออกห่าง แต่ร่างกายกลับตรงกันข้าม เพราะมันไม่ทำตามที่เธอสั่งเลย ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยจูบกับผู้ชายแค่คนเดียวนั่นคือดาวิน เธอจำไม่ได้ว่าจูบครั้งล่าสุดกับดาวินเมื่อไหร่ และเพราะจำไม่ได้ จึงลืมเลือนรสจูบของอดีตสามีไปจากความรู้สึกเช่นกัน เวลานี้หัวใจของณาณีมเต้นแรงมาก รู้สึกวาบหวามกับจูบที่ราฮีมมอบให้จนควบคุมตัวเองไม่ได้ จูบที่ทำให้เธอขนลุกซู่ ร่างกายไหวระริกเหมือนเด็กสาว และนั่นก็ทำให้ณาณีมเผลอจูบชายหนุ่มกลับไปเช่นกัน ถ้าไม่ติดว่านี่มันริมถนน ราฮีมคงอุ้มณาณีมไปบนเตียงแล้วก็ทำตามที่ใจเขาเรียกร้องแล้ว “คุณจูบเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก” เขาจำเป็นต้องถอนจูบออก และรู้สึกว่าตอนนี้ ฝนกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า “ก็ฉันผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้วนิ” “แล้วทำไมใจต้องเต้นแรงแบบนี้ด้วย ลมหายใจคุณก็ร้อน” เพราะความใกล้ชิด ทำให้ราฮีมได้ยินเสียงเต้นของหัวใจณาณีมชัดมาก มิหนำซ้ำเวลานี้ตัวเธอก็ร้อนผ่าวเหมือนคนมีไข้
หน้าปกนวนิยาย คืนหนึ่งกับเขา
8.2
เบลซ อาร์เดน วอน ทายาทมหาเศรษฐีและนักศึกษาแพทย์ผู้เพียบพร้อม เจ้าของฉายาเจ้าชายน้ำแข็งผู้เย็นชา เขาได้เผชิญหน้ากับ เอซ แดกซ์ตัน หัวหน้าแก๊งมาเฟียสุดอันตรายที่ช่ำชองเรื่องความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน แม้ทั้งสองจะเรียนที่เดียวกันแต่ไม่เคยโคจรมาพบกัน จนกระทั่งเบลซตัดสินใจท้าทายอำนาจมืดด้วยสายตาและคำพูดที่เต็มไปด้วยความนัย เขาหยิบยื่นข้อเสนอสุดช็อกให้เอซลองมีสัมพันธ์กับตนเพียงหนึ่งคืน ท่ามกลางความตึงเครียดและแรงดึงดูดที่ยากจะต้านทาน คืนเดียวนี้จะเปลี่ยนความสงสัยให้กลายเป็นความปรารถนาที่ไม่อาจลืมเลือน
หน้าปกนวนิยาย เมีย..ซาตานไร้หัวใจ
9.0
ณ ไร่สิงขร มีคุณสิงขร หรือ ดำ (40 ปี) เป็นเจ้าของ มีทั้งสวนลำไย ลิ้นจี่ บ่อเลี้ยงปลา ไร่ นา อีกเป็นพันๆ ไร่ เขาแต่งงานกับคุณเด่นนภา หรือ ไก่ มีลูกสาวคนโตชื่อ ข้าวผัด หรือ นางสาวดรุณี (18 ปี) ลูกชายคนเล็ก (15 ปี) ชื่อว่า สีหราชย์ หรือ ข้าวโพด ครอบครัวสิงขรรับเอา ไผท หรือ ไผ่ (36 ปี) เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่เรียนรวมสถาบันเดียวกันที่มาขออาศัยพึ่งใบบุญ เพราะไผทรักกันกับดาริน (30 ปี) หรือ เหมย ลูกสาวคนจีนในตลาดเมืองกำแพงเพชร และเขาได้พาเธอออกจากบ้าน เป็นวิวาห์เหาะมาเมื่อ 5 ปี ก่อน เพราะครอบครัวของดารินจะจับเธอคลุมถุงชนกับลูกเจ๊กในตลาดเช่นเดียวกัน แต่เพราะดารินตั้งท้องลูกของไผท ก่อนสิ้นปีนั้นดารินก็ได้คลอดน้อง ผิงผิง หรือเด็กหญิงดาริกา ซึ่งกำลังน่ารักน่าชัง พูดจ้อๆ ร้องเพลงทั้งวัน สวรรค์กลั่นแกล้งคุณพ่อของดารินตามมาเจอ แล้วก็ฉุดเอาลูกสาวของพวกเขากลับไป โดยไม่ฟังเสียงร้องของไผทและเด็กสาวตัวน้อยๆ ดารินร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด เธอถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่พ่อแม่หาให้ และพาเธอไปอยู่ด้วยที่อเมริกาทันทีหลังเสร็จพิธีแต่ง ทำให้ไผทที่เคยเป็นผู้ชายที่รักลูกรักเมียทำแต่งาน เสียใจเอามากๆ เขากลายเป็นนักดื่มที่สามารถดื่มได้ทุกเวลา ภาระในการเลี้ยงดูเด็กหญิงดาริกา จึงตกเป็นของข้าวผัดไปโดยปริยาย ข้าวผัดพยายามทำดีกับน้าไผทและตั้งใจว่าจะให้เขากลับมาเป็นคนเดิมให้ได้ น้าไผทคือผู้ชายที่ดรุณีรักและประทับใจ แต่สิ่งที่เธอเดิมพันเอาไว้ คือหัวใจของเธอ และชีวิตที่เหลืออยู่ แต่อุปสรรคไม่ได้มีแค่เรื่องอายุ แต่มีทั้งคุณสิงขรและคุณเด่นนภาที่ไม่อยากเห็นลูกสาวของพวกเขาต้องได้สามีเป็นพ่อหม้ายลูกติด เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป มาติดตามกันค่ะ
หน้าปกนวนิยาย เมื่อ playboy ตัวร้าย ต้องแพ้พ่ายยัยตัวเล็ก  (แอลตัน-สายป่าน)
8.9
แอลตัน เพลย์บอยหนุ่มฝรั่งเศสวัย 35 ปีผู้เพียบพร้อมทั้งความหล่อและรวย เขายังคงหวงแหนความโสดและไม่คิดจริงจังกับใครเพราะมีอดีตฝังใจ ทว่าชีวิตที่เคยโลดโผนกลับต้องสั่นคลอนเมื่อได้พบกับ สายป่าน สาวแสบวัย 20 ปี เจ้าของฉายายัยสายป่วน ผู้มาพร้อมความสวยแซ่บและนิสัยไม่ยอมคน พร้อมดับเครื่องชนทุกสถานการณ์ ภารกิจกำราบเสือร้ายให้กลายเป็นหมาหงอยจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายที่ยากจะคาดเดาว่าบทสรุปความรักครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร
ตอน
อ่านเลย
แชร์