
Deva Or Devil เทวามาร
ตอน 2
"เฮ้อ ข่าวลือที่ว่าแดนสรวงโสมถูกบุกเมื่ออาทิตย์ก่อน เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ ?" หนึ่งในชายฉกรรจ์บนโต๊ะอาหารถอนหายใจพลางเอ่ยเปิดเรื่อง ก่อนตักชิ้นเนื้อวางลงบนจานอาหารตรงหน้าตน
"ข้าเองก็ได้ยินมาว่าอย่างนั้น เห็นว่าศิลากาฬที่อยู่ในความดูแลของท่านคามาร์ก็ถูกขโมยหายไป" ชายที่นั่งข้าง ๆ หันใบหน้ากลับมาหาคนถามพร้อมเอ่ยตอบอย่างที่ตนได้ยินมา
"แต่ข้าว่าไม่นา" อีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยลากเสียงยาวทำท่าทางครุ่นคิดแล้วกล่าวต่อ
"แดนสรวงโสมใช่ว่าใครจะเข้าออกได้โดยง่าย นอกจากจะมีหมู่บ้านไร้รัตเป็นเมืองหน้าด่านแล้ว ยังมี ‘ทวิรมนตรา’ คอยคุ้มกันศิลากาฬอยู่ด้วย อย่าว่าแต่เป็นไปได้ยากเลย ข้าว่าไม่มีทางเป็นไปได้เสียมากกว่า จะมีผู้ใดกล้าบุกเข้าเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ การคุ้มกันออกจะแน่นหนาเสียขนาดนั้น" ว่าเสร็จก็โบกมือทำท่าทางให้คนทั้งโต๊ะเห็นว่าเรื่องที่ได้ยินมานั้นไม่มีทางเป็นไปได้อย่างที่ตนเอ่ย
"นี่ก็ผ่านมาเกือบห้าร้อยปีแล้ว มนตราที่เจ้าว่ามันจะมีอยู่จริง ๆ หรือ ?" ชายคนแรกที่กล่าวเปิดเรื่องหันไปหาแนวร่วมกับบรรดาชายฉกรรจ์บนโต๊ะ ชักจูงให้คนฟังเห็นด้วยกับตน
"ข้าเกิดมาจนหัวจะหงอกอยู่รอมร่อ ยังมิเคยได้เห็นเป็นบุญตาสักครั้ง" ว่าเสร็จก็ตักข้าวเข้าปากคำใหญ่ก่อนหันไปซดน้ำแกงให้คล่องคอ
"เรื่องนั้นข้าไม่สนหรอก เพราะข่าวที่ข้าได้ยินมามันยิ่งกว่านั้นเสียอีก" ครานี้ดูเหมือนจะเป็นชายหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มเอ่ยปากบ้าง เขาใช้ตะเกียบคีบเศษผักที่เหลืออยู่บนจานตรงหน้าส่งมันเข้าปาก เคี้ยวชิมรสช้า ๆ โดยไม่ได้สนใจสายตาใคร่รู้อีกแปดคู่ที่กำลังมองมา จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบนาที ถึงพึ่งรู้สึกได้ว่าตนตกเป็นเป้าสายตาจากบรรดาผู้ร่วมโต๊ะอาหาร
"ว่ามาบรูช" หนึ่งในสี่คนบนโต๊ะเอ่ยเร่ง วางช้อนในมือลง จดจ่อใบหน้าของชายหนุ่มที่กำลังเลิกคิ้วมองตนอยู่
บรูชกวาดสายตาไล่มองแต่ละคนที่กำลังจ้องเขา แล้ววางตะเกียบในมือลงบ้าง
"นี่นะ ข้าไม่มั่นใจนักหรอกว่าศิลากาฬถูกขโมยไปหรือไม่ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้ามั่นใจนัก" กล่าวเสร็จเขาค่อย ๆ โน้มหน้าเข้าหาวงสนทนา กดเสียงทุ้มต่ำลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
"ลุงข้าบอกมาว่า ศิลากาฬกลับมามีพลังอำนาจอีกครั้งแล้วน่ะสิ"
เมื่อประโยคดังกล่าวจบลง ชายฉกรรจ์เหล่านั้นต่างแสดงสีหน้าตกใจในทันที บางคนลอบกลืนน้ำลาย บางคนมือไม้อ่อนจนเผลอทำช้อนหลุดมือ บางคนถึงกับหาเส้นเสียงตนเองไม่พบ
ข่าวจากบรูชใช่ว่าจะเชื่อถือไม่ได้เสียทีเดียว เพราะคนในพื้นที่นี้ต่างรู้กันดีว่าลุงของเขาทำงานเป็นทหารประจำหน่วยอยู่ที่หมู่บ้านไร้รัต ดังนั้นข่าวที่ได้ยินมาก็คงมีมูลอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
หลายวันมานี้ข่าวศิลากาฬถูกขโมยแพร่สะพัดไปตามเมืองต่าง ๆ ด้วยเวลาอันรวดเร็ว แต่ทว่ากลับไร้เงาของสภาหลวงออกมาชี้แจงถึงข่าวที่กำลังเป็นที่จับตามองของประชาชนชาวไซโดเวีย ไม่มีใครรู้แน่ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นที่แดนสรวงโสม แต่หากเลือกได้พวกเขายอมให้ศิลากาฬถูกขโมยหายไปดีกว่าให้มันหวนคืนสู่พลังอำนาจ เพราะการหวนคืนก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งสัญญาณเตือนถึง ‘หายนะ’ ที่กำลังมาเยือนแคว้นไซโดเวีย
"ถ้าอย่างนั้นเรื่อง ‘เทวามาร’ ก็อาจเป็นจริงน่ะสิ" ชายที่นั่งตรงข้ามบรูชหรี่นัยน์ตาเล็กลงโน้มหน้าเข้ามาใกล้คนในวงสนทนามากขึ้นกว่าเดิม แล้วกระซิบถามว่า "บุตรเทพแห่งจอมมารที่เล่าลือกันว่าถือกำเนิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน เป็นเรื่องจริงน่ะหรือ ?"
สิ้นคำถาม ชายฉกรรจ์ที่นั่งล้อมวงกันบนโต๊ะอาหารต่างต้องสะดุ้งตกใจเมื่อมีหนึ่งในนั้นตบโต๊ะจนเกิดเสียงดังฉาดใหญ่
"จะไม่จริงได้อย่างไร จะมีผู้ใดอีกที่สามารถบัญชาสั่งการศิลากาฬให้หวนคืนสู่พลังได้ นอกจากมัน... เทวามารจอมมารโฉดชั่วที่แม้แต่สวรรค์ยังมิต้องการ!"
ซาเรย์หมุนตัวออกจากร้านอาหารหลังจากจ่ายเงินเสร็จ เขาได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับศิลากาฬตลอดการเดินทางกลับจากหุบยมกว่าครึ่งค่อนวัน ชาวบ้านทั่วทั้งแคว้นต่างหวั่นวิตกเกี่ยวกับข่าวลือของศิลากาฬหรือหินแห่งความตายที่เก็บรักษาไว้ ณ แดนสรวงโสม ถูกขโมยหายไป ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของผู้ใดแต่กลับพร้อมใจเห็นชอบตรงกันว่าจะเป็นฝีมือของผู้ใดไปมิได้ นอกจากเทวามาร
บ้างว่าเทวามารบุกสรวงโสม และลงมืออย่างอุกอาจเพียงผู้เดียวในยามวิกาลปลุกพลังอำนาจศิลากาฬให้หวนคืนอย่างที่ไม่เกรงกลัวผู้ใด แม้แต่ผู้เฝ้ารักษาที่สืบสายเลือดจากทวยเทพ ผู้ซึ่งครอบครองพลังวิเศษจากทวิรมนตรา อย่างพวกตระกูลคานวาเรส
บ้างก็ว่าเทวามารปลุกเหล่าปีศาจ อสูรกายทาสรับใช้เข้าทำลายเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ขโมยเอาศิลากาฬก่อนจะใช้มันทำลายทวิรมนตราแล้วหายเข้ากลีบเมฆเพื่อรอวันฟื้นคืนพลังเข้าทำลายสวรรค์พร้อมกับยึดครองไซโดเวียคืนให้แก่เหล่าปีศาจ หมู่มาร ทาสผู้รับใช้มัน
แต่เรื่องทั้งหมดนั้นจะจริงเท็จประการใด คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ดีไปกว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘หัวขโมย’ ครั้นจะตามหาตัวหัวขโมยเพื่อสอบถามความจริงให้กระจ่างก็มิอาจทำได้ เพราะทั่วทั้งแคว้นไซโดเวียหารู้ไม่ว่าผู้ใด คือ เทวามาร!
ซาเรย์ไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ รู้สึกเบื่อหน่ายกับคำกล่าวอ้างและเรื่องราวอันไร้แก่นสารที่ไม่มีแม้แต่หลักฐานใดชี้ชัด
แต่ทว่าในเรื่องที่ได้ยินมาก็พอมีส่วนจริงอยู่บ้าง อย่างที่ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นกล่าว ศิลากาฬไม่ใช่สิ่งของที่ถูกวางทิ้งไว้ตามทางเดินเพื่อรอให้ผู้ใดพบเห็นแล้วหยิบฉวยติดมือกลับบ้าน เพราะนอกจากมันจะถูกเก็บรักษาไว้ในห้องลับ มันยังถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนาทั้งเวทมนตร์ คาถา อักขระวิชา และที่ขาดไม่ได้...ทวิรมนตรา มนตราอันเก่าแก่ของตระกูลคานวาเรส
แน่นอนว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ซาเรย์ไม่ได้ท่องจำจากในตำราเรียนหรือฟังข่าวลือไร้ความจริงผ่านสองหู แต่เป็นเพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งใน ‘ผู้หลงผิด’ ที่คิดขโมยศิลากาฬมาแล้วครั้งหนึ่ง และมันส่งผลกับชีวิตอันสุขสงบของเขาตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็มที่ศึกษาอยู่แดนสรวงโสม
ย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน ซาเรย์ บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลโทจินถูกส่งตัวไปยังแดนสรวงโสมเพื่อเข้ารับการศึกษาและเตรียมพร้อมขึ้นเป็นประมุขแห่งหัวเมืองใหญ่ซีซาน เช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ อีกเกือบหกสิบคนที่ต้องเตรียมพร้อมเช่นเดียวกับซาเรย์ จากทั้งหมดสี่หัวเมืองใหญ่ และอีกห้าสิบเจ็ดเมืองรองของแคว้นไซโดเวีย
ในตอนนั้นซาเรย์มีอายุเพียงแค่สิบสามปี ถึงแม้จะไม่ใช่เด็กที่อายุน้อยที่สุดในรุ่น แต่เขากลับถูกมองว่าทำตัว ‘เด็ก’ จากผู้นำรุ่นที่อายุมากกว่าเขาเพียงแค่สี่ปีเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เพื่อจะกอบกู้ศักดิ์ศรีและพิสูจน์ว่าตนไม่ใช่เด็กอย่างที่ถูกกล่าวหา เขาจึงหาทางเอาชนะผู้นำรุ่นอย่างคิเฮย์ คานวาเรส ด้วยการลอบเข้าไป ‘ขโมย’ ศิลากาฬ เพียงเพื่อหวังจะเอาชนะ
แต่สุดท้ายแล้วนอกจากจะไม่ชนะ เขายังต้องถูกเชิญผู้ปกครอง ถูกลงโทษทางวินัย ถูกกักบริเวณ และยังต้องบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวมร่วมกับผู้นำรุ่นด้วยการออกล่าปีศาจ กำจัดหมู่มาร ก่อนท้ายที่สุดจะถูก คิเฮย์ คานวาเรส จับตามองแทบจะตลอดเวลาหนึ่งปีเต็ม ที่ต้องอยู่ ณ แดนสรวงโสม
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ก็พาลให้ซาเรย์นึกถึงใบหน้า
นิ่ง ๆ อันจืดชืดดุจชาไร้รสชาติของคิเฮย์อย่างช่วยไม่ได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้เจ้าตัวจะปั้นสีหน้ายังไง เมื่อรู้ว่าศิลากาฬที่พยายามเฝ้ารักษาดั่งไข่ในหินถูกขโมยหายไปด้วยฝีมือของผู้ที่ถูกกล่าวขานถึงอย่างเทวามาร
แต่ไม่ว่าสีหน้านั้นจะออกมาเป็นแบบไหน มันก็คงดูดีกว่าใบหน้าไร้สภาวะอารมณ์ที่เหมือนแท่นหินสลักชื่อบรรพบุรุษหน้าหลุมฝังศพที่เขามักเห็นและสักการบูชาเป็นประจำในสุสานของตระกูล
ชั่วขณะที่ซาเรย์กำลังนึกขำภาพใบหน้าของคิเฮย์ที่อยู่ในจินตนาการ จู่ ๆ ร่างสูงสง่าของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางฝูงชนที่เดินขวักไขว่ไปมากลางท้องถนนของเขตหัวเมืองใหญ่แห่งซีซาน ที่ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะพบเจอคนผู้นี้ที่นี่ ไม่รู้แน่ว่ามีเหตุอันใด แต่ภายในใจลึก ๆ ของซาเรย์กลับร้องบอกว่าอาจเป็นเพราะเรื่องข่าวลือที่กำลังแพร่สะพัดไปทั่วทั้งแคว้นไซโดเวียในยามนี้… เรื่องของศิลากาฬ
ซาเรย์หันหลังทันทีตามสัญชาตญาณ นึกไม่ถึงว่าคนที่ตนกำลังจินตนาการจะมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ เพื่อความแน่ใจเขาจึงค่อย ๆ หันใบหน้าเสี้ยวหนึ่งมองข้ามหัวไหล่ตนไปยังร่างสูงนั้นอีกครั้ง
ทันทีที่ภาพของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งภายใต้อาภรณ์อันวิจิตรฉายชัดในดวงตา ซาเรย์ถึงกับสะดุ้งตกใจ หันใบหน้ากลับมาเมื่อมั่นใจแล้วว่าชายผู้นั้นคือคนเดียวกันกับที่เขาจินตนาการถึง ‘คิเฮย์’ คุณชายรองแห่งตระกูลคานวาเรส
ซาเรย์ยืนนิ่ง ยกมือขึ้นลูบคางไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนกระตุกยิ้มมุมปากเหมือนเจอของเล่นถูกใจในวัยเด็ก
ไม่ได้เจอกันเสียนาน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดถึงเขาเหมือนที่เขาคิดถึงหรือไม่ เพราะถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคิเฮย์จะเป็นไปได้ไม่ดีนักระหว่างที่อยู่แดนสรวงโสม แต่ก็ใช่ว่าจะย่ำแย่ถึงขั้นที่ไม่อาจญาติดีกันได้
ในเมื่อเห็นแบบนี้แล้วเขาจึงก้มลงจัดระเบียบเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นของตนให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดีเข้าไปทักทายสหายเก่าให้หายคิดถึง
ซาเรย์เงยหน้าขึ้นอีกครั้งหลังจัดแจงกับตนเองเรียบร้อยแล้ว ก่อนเห็นแผ่นหลังกว้างของชายร่างสูงเดินเลยผ่านเขาไปได้ไม่ไกลนัก
"คุณชายรองคานวาเรส!"
เสียงตะโกนนั้นทำเจ้าของชื่อชะงักเท้าเล็กน้อย ยังไม่ทันได้หันกลับไปตามเสียงเรียก ก็พบเข้ากับใบหน้าเปื้อนยิ้มของใครบางคนโผล่มาจากทางด้านหลัง
คิเฮย์ยังคงทำหน้านิ่งไม่ตอบกลับหรือส่งยิ้มให้แก่ผู้ที่เอ่ยเรียกตนตามมารยาทที่ควรทำ เขาเพียงแค่หยุดเดิน ปรายหางตามองไปยังบุรุษที่เดินขึ้นมาขวางหน้าเขาไว้ ก่อนเบี่ยงตัวหลบแล้วเดินต่อไปเบื้องหน้าโดยไม่ได้สนใจซาเรย์แม้แต่น้อย
แรกที่คิเฮย์ชะงักเท้าไม่ใช่เพราะชื่อเขาที่ถูกเรียก หากแต่เป็นเสียงอันเคยคุ้นที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินในเวลานี้ เวลาที่ไม่เหมาะควรอย่างยิ่ง
สำหรับคิเฮย์แล้วการได้พบกับ ‘ซาเรย์ โทจิน’ ก็เหมือนการได้เจอเรื่องยุ่งยากที่ไม่ควรจะยุ่งยากเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ฉะนั้นตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาเขาจึงเลือกเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอยู่เงียบ ๆ โดยที่เจ้าตัวไม่เคยจะรู้
ซาเรย์เมื่อถูกเมิน เขาก็ยังคงไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่า ‘หนักกว่านี้ก็เจอมาแล้ว’ ดังนั้นเขาจึงยังคงวิ่งตามร่างสูงไปถึงแม้จะไม่ได้รับการตอบสนองกลับจากอีกฝ่ายก็ตาม
"นี่ เจ้ามาทำอะไรที่นี่" ซาเรย์สืบเท้าเดินขึ้นมาเทียบไหล่ชายหนุ่มที่รูปร่างสูงกว่าเขาสี่ถึงห้านิ้ว
"จะมาเมืองข้าทั้งทีไม่บอกข้าก่อนล่ะ ข้าจะได้เตรียมต้อนรับ"
ยังคงไม่มีเสียงตอบรับใดจากบุรุษที่ยังคงก้าวเดินอย่างมาดมั่น นั่นไม่ได้สร้างความหงุดหงิดใจหรือรู้สึกไร้ตัวตนสำหรับคนอย่างซาเรย์ เขายังคงพูดนั้น ถามนี่ไปเรื่อย ซึ่งมันดูเหมือนว่าจะเป็นเขาที่ถามเองตอบเองอยู่เพียงฝ่ายเดียว
…แต่ก็นั่นแหละ ก็บอกแล้วไง หนักกว่านี้จากคิเฮย์ คนอย่างซาเรย์ก็เจอมาแล้ว
"เจ้ากำลังจะไปที่ไหน ?" อ้าปากถามยังไม่ทันจะจบประโยค จู่ ๆ คิเฮย์ก็หยุดเดินแล้วหันหน้าหลุบนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนลง มองไปยังชายหนุ่มผมดำร่างเล็กเพียงชั่วครู่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองไปยังซุ้มโค้งประตูเบื้องหน้า
ซาเรย์หยุดชะงักตามร่างสูง เขาลืมประโยคคำถามไปเสียสิ้น ก่อนจะค่อย ๆ หันหน้ามองตามสายตาของอีกฝ่ายขึ้นไป
"สำนักเรียนโทจิน" ซาเรย์อ่านอักษรบนป้ายเบา ๆ ก่อนจะมุ่นหัวคิ้วเข้าหากันพร้อมพึมพำกับตนเอง
"นี่มัน… สำนักเรียนของตระกูลข้า" ซึ่งกว่าจะรู้ตัวอีกทีคิเฮย์ก็เดินเลยผ่านเขา ข้ามซุ้มประตูเข้าไปภายในรั้วกำแพงปูนขนาดสูงกว่าสิบเมตรเสียแล้ว
‘สำนักเรียนโทจิน’ อยู่ในการความดูแลของประมุขโอจุน โทจิน นักปราชญ์อาวุโสแห่งหัวเมืองใหญ่ซีซาน หนึ่งในผู้นำสี่ตระกูลใหญ่ของแคว้นไซโดเวีย เขาปกครองเมืองรองทั้งหมด 21 เมือง จัดการงานด้านการศึกษาทั้งหมดของแคว้น และยังถูกนับหน้าถือตาให้เป็นนักปราชญ์อันทรงเกียรติที่เก่งที่สุดแห่งยุคนี้
คิเฮย์เดินผ่านลานโล่งด้านหน้าที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าอ่อน มันถูกตัดให้ราบเสมอเป็นหน้าตัดเดียวกันอยู่เป็นประจำ เขามุ่งหน้าไปยังตึกไม้หลังใหญ่สองชั้นที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางตำหนักน้อยใหญ่หลายหลัง แต่เมื่อมาถึงตีนบันไดเขากลับหยุดเล็กน้อย เพื่อจะหมุนตัวเดินเลี้ยวซ้ายไปยังเส้นทางอีกทางที่พาอ้อมไปยังด้านหลังของตัวอาคาร
เขาเดินผ่านต้นไม้ใหญ่หลากหลายชนิดที่แข่งกันแผ่กิ่งก้านเพื่อขยายอาณาเขตเบื้องล่างให้ร่มรื่น ใกล้กันนั้นยังมีสระบัวขนาดย่อมที่เป็นแหล่งกำเนิดของบัวหลายสายพันธุ์ให้ได้ชม ซึ่งในยามเที่ยงเช่นนี้บรรดาลูกศิษย์ตระกูลโทจินต่างพากันออกมานั่งพักผ่อนหย่อนใจหลังจากที่ผ่านการเรียนในช่วงเช้ามาแล้ว
ศิษย์ตระกูลโทจินหลายคนเมื่อเห็นบุรุษหนุ่มร่างสูงในชุดคลุมสีครีมเข้มเดินเลยผ่านทางมา จึงต่างพากันลุกขึ้นยืนทำความเคารพผู้ที่เป็นทั้งศิษย์พี่และอาจารย์ของพวกเขาในทันที
คิเฮย์เพียงพยักหน้าตอบรับก่อนจะเดินต่อไปอย่างไม่เร่งรีบนัก เมื่อห่างจากศิษย์เหล่านั้นได้พอประมาณ เขาจึงหยุดเดิน หลับตาสูดกลิ่นอายของธรรมชาติเข้าให้เต็มปอด เรียกเอาความสดชื่นและลบข้อหมองใจที่มีอยู่ในหัวออกไปได้บ้าง
แต่เพียงไม่นานเสียงฝีเท้าและคำบ่นของใครบางคนจำต้องทำให้เขาลืมตาขึ้น กวาดนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนไปยังที่มาของเสียงด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
คิเฮย์ก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวเพื่อเบี่ยงตัวหลบหลังต้นไม้ใหญ่ เมื่อเห็นสายตาคู่สีดำนิลกำลังแลซ้ายทีขวาทีจากตรงหน้าระเบียงห้องทำงานของประมุขโอจุน
ร่างบางในชุดสีดำตัดขอบด้วยสีน้ำเงินเข้มกำลังชะโงกหน้ามองหาบางสิ่ง แต่เมื่อไม่เห็นสิ่งที่ตนกำลังตามหาจึงได้แต่พ่นลมพองแก้มระบายความหงุดหงิดใจ โดยไม่ได้สนใจคำจากบิดาที่ตะโกนถามออกมาจากภายในห้อง
คิเฮย์ยืนมองร่างนั้นสะบัดผมดำรวบหนาเดินจากไปยังทางเดิม เขาค่อนข้างโล่งใจที่ซาเรย์ไม่รั้นอยู่ต่อ แต่อีกใจก็ยังคงรู้สึกระแวง เมื่อนี่ไม่ใช่วิสัยของคนอย่างซาเรย์ โทจิน แต่ใครจะรู้ เจ้าตัวอาจโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้วในรอบเจ็ดปีที่ผ่านมา ถึงแม้ความเป็นไปได้มันจะน้อยหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยก็ตามที
บุรุษหนุ่มร่างสูงถอนหายใจอีกครั้งกับความคิดของตน ก่อนสูดเอาความสดชื่นเข้าให้เต็มปอดเป็นรอบที่สอง เมื่อเริ่มรู้สึกดีขึ้นจึงก้าวออกจากหลังต้นไม้ใหญ่เพื่อเลี้ยวไปยังเส้นทางที่นำไปสู่ห้องทำงานของประมุขโทจินแห่งหัวเมืองใหญ่ซีซาน
อันที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการเดิมอ้อม ในเมื่อสามารถเดินทะลุอาคารหลังใหญ่ด้านหน้าเพื่อใช้ทางเดินเชื่อมไปยังตำหนักของประมุขโทจินได้เพียงแค่เสี้ยวนาที ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติที่เขามักทำ เมื่อต้องมาทำงานหรือประจำการที่นี่ แต่หนนี้ดันมี ‘เด็ก’ โผล่มา เขาจึงจำต้องเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลบความป่วนของเจ้าเด็กที่มักดื้อ และหัวแข็งอย่าง ซาเรย์ โทจิน
ประตูหน้าห้องทำงานถูกเปิดทิ้งไว้ แต่คิเฮย์ยังคงเคาะตามมารยาท เมื่อได้ยินเสียงขานรับจากภายใน เขาจึงก้าวเท้าผ่านบานประตูเดินเลยเข้าไปหยุดยืนหน้าโต๊ะไม้ ก่อนโค้งคำนับผู้อาวุโสที่กำลังวุ่นอยู่กับกองเอกสารงานบนโต๊ะจนไม่มีแม้แต่เวลาเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน
"ประมุขโทจิน" จนเมื่อคิเฮย์เอ่ยเรียก อีกฝ่ายจึงค่อยหยุดการกระทำที่อยู่ตรงหน้า เหลือบนัยน์ตาภายใต้กรอบแว่นขึ้นมองเขาที่ค่อย ๆ ยืดตัวสูงขึ้นหลังจากโค้งคำนับเมื่อครู่
ผู้ถูกเรียกระบายยิ้มบางเบาเมื่อรู้ว่า ‘ใครบางคน’ ที่ซาเรย์ถามถึงก่อนหน้านี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนตรงหน้า ‘คิเฮย์ คานวาเรส คุณชายรองแห่งแคว้นไซโดเวีย’
ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คิเฮย์ปรากฏตัวขึ้น เพราะเจ้าตัวเข้าออกสำนักเรียนโทจินอยู่แล้วเป็นประจำ ในฐานะอาจารย์พิเศษของที่นี่ ต่างจากซาเรย์ผู้เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลโทจิน หากไม่ถูกบังคับไหนเลยจะโผล่หัวเข้ามาที่สำนักเรียนนี้ได้
ซึ่งนั้นสร้างความแปลกใจไม่น้อยให้แก่ผู้เป็นบิดา ที่เห็นตัวลูกชายโผล่เข้ามาที่นี่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อคิเฮย์ปรากฏตัวขึ้น โอจุนจึงเข้าใจได้ในทันที
"ไปยังไงมายังไงถึงได้เจอเจ้าตัวปัญหาเข้าให้" โอจุนเลิกคิ้วถาม ใช่ว่าเขาจะไม่รู้วีรกรรมของบุตรชายเพียงคนเดียวของตนที่มักสร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะกับคิเฮย์ยามเมื่ออยู่ที่แดนสรวงโสม
บุรุษร่างสูงยังคงยืนนิ่ง ไม่ตอบรับหรือเอ่ยสิ่งใดกลับไป มีเพียงนัยน์ตาที่มองตอบกลับมาด้วยแววกังวลเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่ความกังวลนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าของสีหน้าเรียบเฉยที่ไม่มีแม้แต่คลื่นอารมณ์ใดให้ได้เห็น
ประมุขโทจินจึงเปลี่ยนจากยิ้มบางเป็นหัวเราะน้อย ๆ ผ่านลำคอ ทันทีที่เห็นแววความกังวลภายในดวงตาคู่สีน้ำตาลอ่อนนั้น หากจะให้คาดเดาอารมณ์ของบุรุษหนุ่มตรงหน้า เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่า คิเฮย์ควรกังวลเรื่องใดก่อนดี
"เรื่องมนตรามังกรยังมิทันได้ความ ศิลากาฬก็มาหายเสียอีก ไม่รู้ว่าจะตามหาอะไรก่อนกัน" คำกล่าวนั้นเจือไปด้วยน้ำเสียงแห่งการหยอกเหย้า เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูจะเคร่งเครียดเกินไปหน่อย
คิเฮย์พึ่งจะอายุเพียงแค่ยี่สิบต้น ๆ แต่กลับต้องแบกรับภาระเอาไว้หลายอย่างภายใต้ความรับผิดชอบของตระกูลและแคว้น นึกแล้วก็ช่างห่างไกลจากสิ่งที่ลูกชายเขาเป็นเสียเหลือเกิน
"อ้อ แล้วไหนจะเรื่องซาเรย์อีก คิดไว้หน่อยก็ดีนะ" โอจุนรู้ดีว่าบุตรชายตนเป็นคนเช่นไรจึงได้แต่เอ่ยเตือนแบบทีเล่นทีจริง
แต่เมื่อยังเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงความผ่อนคลายอย่างที่ควรจะเป็น โอจุนจึงวางเอกสารในมือลง ถอดแว่นตาทรงกลมวางทับไว้ ผุดลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะทำงานมายังด้านหน้าที่มีโต๊ะอีกตัวสำหรับไว้รับรองแขกตั้งอยู่ "เจ้าเองก็อายุยังน้อย ควรหาเรื่องสำราญใจให้แก่ตนเองเสียบ้าง"
มือเหี่ยวขยับเก้าอี้ออกทิ้งตัวลงนั่งพลางเอ่ยด้วยกระแสเสียงแห่งความอบอุ่นอีกครั้ง "ข้าเองก็ได้ยินข่าวลือเช่นกัน แต่คงไม่จริงเสียทั้งหมด ?" นัยน์ตาสีชาแลขึ้นสบกับผู้ที่ยังยืนนิ่ง
คิเฮย์ก้มหน้าหลุบตาลง แล้วเดินเข้าไปนั่งยังเก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงข้ามโอจุนด้วยท่าทีสำรวม หลังจากนั่งลงแล้วจึงหันไปหยิบกาน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะรินส่งให้ผู้อาวุโสกว่า
"ท่านลุงให้ข้ามาพบท่าน" มือใหญ่ยกกาน้ำชาขึ้นรินให้ตนเองอีกพร้อมกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยท่าทีสุภาพ
โอจุนถอนหายใจบางเบา ยกน้ำชาขึ้นจิบอย่างไม่เร่งรีบนักก่อนเอ่ย "หากเป็นเรื่องตามหาเทวามาร ข้าเองก็จนปัญญา"
คำว่า ‘จนปัญญา’ ดูจะไม่เกินจริงนัก ถึงแม้ว่าคนที่เอ่ยจะเป็นถึงนักปราชญ์ผู้มากความรู้ก็ตามที เพราะการตามหาเทวามารตั้งแต่วันแรกของคำทำนายจวบจนถึงวันนี้ก็กินเวลาไปกว่ายี่สิบปี ยี่สิบปีที่ไม่พบแม้แต่เงาหรือร่องรอยใด
คิเฮย์ยังคงวางหน้านิ่ง ใช้มือเลื่อนถ้วยชาตนออกห่าง แล้วล้วงมือหยิบบางสิ่งออกจากอกเสื้อวางมันลงบนโต๊ะตรงหน้า
วินาทีที่เห็นกล่องไม้เก่าคร่ำคร่าขนาดเท่าฝ่ามือถูกวางลงบนโต๊ะ ชายผู้อาวุโสขยับนั่งตัวตรงตามสัญชาตญาณของความกลัวที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในจิตใจเขา นัยน์ตาสีชาจ้องมองมันราวกับเห็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรข้องเกี่ยว แต่ทว่าในดวงตานั้นกลับแฝงไว้ด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ
"กำปั่นนั่น" คำพูดทั้งหมดไม่ได้หลุดออกจากปากเขา ด้วยเพราะโอจุนรู้ดีว่าสิ่งใดอยู่ภายในกล่อง
โอจุนค่อย ๆ เลื่อนนัยน์ตาขึ้นสบดวงตาของอีกฝ่าย เขายังคงเงียบไม่เอ่ยคำใด เรื่องราวของศิลากาฬที่ถูกขโมยไปหาใช่เรื่องจริงดั่งคำเล่าลือไม่ เรื่องนี้เขาพอจะรู้อยู่แล้ว เพราะหากศิลากาฬเกิดหายขึ้นมาจริง ๆ มีหรือที่สภาหลวงจะยังคงนิ่งเงียบอยู่เช่นนี้
"ศิลากาฬหลอมตัว ความกลัวหวนคืน อาสภกลับฟื้นคืนสู่พื้นพิภพ"
น้ำเสียงอันทรงพลังดุจเสียงคำรามของราชสีห์ นิ่งสงบ เย็นยะเยือก แต่ทว่าแข็งกร้าว พูดเอ่ยขึ้นก่อนที่สลักกำปั่นจะค่อย ๆ หลุดออก
ภายในกล่องไม้สี่เหลี่ยมเผยให้เห็นของบางสิ่งที่มีลักษณะรูปร่างไม่แน่ชัด มันจับตัวเป็นกลุ่มก้อนสีดำขนาดเล็กเท่ากับผลมะนาวผลหนึ่ง หากแต่ว่ายังคงมีส่วนเว้าแหว่งขาดหายไม่สมบรูณ์ปรากฏเป็นรอยแตกร้าวรอบชิ้นส่วนเหล่านั้น
เจ้าก้อนสีดำไร้รูปร่างลอยขึ้นเหนือกำปั่น ฉายชัดสู่สายตาของคนทั้งคู่ มันส่องแสงวาววับหมุนวนสลับสับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายตำแหน่งรอยแหว่งไปมาดั่งสิ่งมีชีวิตที่ถูกกักขังเอาไว้ภายใต้วงล้อมทรงกลมสีทองจาง
"ศิลากาฬกำลังหวนคืนสู่อำนาจอีกครั้ง"
สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ศิลากาฬค่อย ๆ เคลื่อนย้ายตัวมันเองเข้าหาเส้นขอบของวงล้อม กระจุกรวมตัวกันยังด้านใดด้านหนึ่งค้างนิ่งอยู่เช่นนั้น สร้างความสงสัยให้แก่โอจุนไม่น้อย
ชายชราเก็บงำความสงสัยภายใต้ใบหน้าและแววตาที่ฉายชัดถึงความหนักใจที่มาพร้อมกับความกังวลอย่างไม่อาจปิดบังได้ เขาถอนหายใจเพียงสั้น ๆ แต่หนักหน่วง คิเฮย์จึงเก็บก้อนศิลากาฬเข้าไว้ในกล่องกำปั่นตามเดิม
"คืนนี้ข้าจะเข้าหอคัมภีร์ของตระกูล ดูว่าเผื่อมีอะไรที่พอจะช่วยได้บ้าง" โอจุนต้องยอมรับกับตนเองอย่างเสียไม่ได้ ว่าในตอนนี้เรื่องที่เกิดขึ้นดูจะรุนแรงกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้มาก ไม่แน่ว่าครานี้อาจเป็นหนสองที่คนอย่างเขาต้องกลับมาใช้คำว่าจนปัญญาอีกหนหนึ่ง
คิเฮย์ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยแทนคำขอบคุณ ก่อนเอื้อมหยิบกล่องกำปั่นที่โดยรอบถูกสลักอักขระโบราณด้วยหมึกสีดำเก็บเข้าไว้ภายในอกเสื้อดังเดิม แล้วจึงหยิบถ้วยชาของตนขึ้นจิบ พลางเอ่ยถามเรื่องราวอีกนิดหน่อยจากชายสูงวัยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามตน โดยไม่รู้เลยว่าไกลออกไปหลังตำหนักมีใครอีกคนกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่
บุรุษหนุ่มร่างบางยกยิ้มมุมปาก ด้วยแววตาประกายแห่งความตื่นเต้นที่แฝงเร้นไปด้วยความหวัง เขาไม่ได้จ้องมองผู้เป็นบิดาหรือบุรุษอีกคนที่นั่งอยู่ภายในห้องนั้น แต่กลับจับจ้องไปยังของบางสิ่งที่ถูกเก็บเข้าไปภายในอกเสื้อของบุรุษหนุ่มนั่นต่างหาก
เมื่อชิ้นศิลากาฬถูกเก็บเข้ากำปั่น ร่างบางบนต้นไม้ใหญ่จึงก้มหน้าลงมองเล่มคัมภีร์บนมือตนก่อนจะพบว่าอักขระสีแดงหม่นที่กำลังปรากฏชัดขึ้นค่อย ๆ เลือนลางลงทีละน้อยจนแทบไม่เห็นเค้าลางของตัวอักขระ สร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าของเล่มคัมภีร์จนต้องชักสีหน้าหงุดหงิดพร้อมกับปิดงับเล่มคัมภีร์บนฝ่ามือ ส่งผลให้มันอันตรธานหายไปในทันที
"คิเฮย์" ริมฝีปากอวบเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ยืนกอดอกพิงลำต้นแกร่งของต้นไม้ใหญ่ปล่อยให้ชายผ้าพลิ้วไหวไปตามแรงลมยามบ่าย
"แล้วเจอกัน"
เขากระตุกยิ้มอีกรอบ นึกคิดถึงเรื่องเมื่อเจ็ดปีก่อนยามเมื่อตนอยู่ที่แดนสรวงโสม คนอย่างคิเฮย์ คานวาเรส ถ้านึกว่าจะหนีซาเรย์ โทจินผู้นี้พ้น นั่นก็หมายความว่าเขาเองเป็นฝ่ายยอมปล่อย
แต่ถ้าไม่ ต่อให้หนีหน้ากันไปไกลแค่ไหน เขาก็จะตามไปทุกที่ ไม่ว่าจะขึ้นสวรรค์หรือลงแดนปรโลก นับจากนี้ไปคิเฮย์คงต้องเรียนรู้เขาให้มากกว่านี้
คุณอาจจะชอบ





