
รักอันตรายล่อลวงหัวใจผู้ชายเย็นชา
ตอน 2
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
ฉันขยับตัวคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนหัวเตียงขณะที่เปลือกตายังคงไม่ขึ้น สิ่งที่ฉันไม่ชอบที่สุดคือการโดนขัดขวางเวลานอนเพราะวันไหนนอนไม่ครบแปดชั่วโมงมันสามารถทำให้ฉันอารมณ์บูดได้ตลอดทั้งวัน
การนอนไม่พอมันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ!
เฮอออ ไหนขอดูหน่อยว่าใครมันโทรมาปลุกฉันเนี่ย!!
“สวัสดี” ฉันกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดเต็มที่ อยากให้ปลายสายรับรู้ถึงความไม่พอใจที่เขาโทรมาในเวลาแบบนี้
(ตื่นได้แล้ว ไม่ไปเรียนหรือไง) เสียงทุ้มนุ่มอันคุ้นเคยของปลายสายทำให้ฉันตาสว่างทันทีพร้อมกับเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วราวกับว่าเป็นตุ๊กตาล้มลุก
“คีย์”
(เธอมีเรียนเช้านี่ เดี๋ยวไปรับ) คีย์พูดเสียงเรียบ
ไม่บ่อยเลยนะ...การที่เขาอาสามารับฉันแบบนี้ เขาอาจจะรู้สึกผิดเรื่องเมื่อคืนจริงๆ ก็เลยพยายามเอาใจฉันหรือเปล่า
นี่ฉันคิดเข้าข้างตัวเองไปมั้ยนะ?
“ดะ เดี๋ยวสิ”
(ตามนั้นแหละ แล้วเจอกัน)
เฮ้ย! อะไรคือการพูดเองเออเองแล้วตัดสายทิ้ง
ฉันอยากจะร้องไห้ ถึงแม้จะรู้สึกดีใจที่เขาจะมารับก็เถอะ แต่วันนี้ฉันคิดไว้แล้วว่าจะโดดเรียนไม่ไปมหาวิทยาลัย เพราะเมื่อคืนกว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบตีสามแล้ว สภาพร่างกายฉันตอนนี้มันไม่ได้ต่างจากซอมบี้เลย แถมยังรู้สึกมึนหัวนิดหน่อยอีกต่างหาก อาการมันบ่งบอกว่าฉันพักผ่อนไม่เพียงพอ
ฮือ...ฉันอยากนอนต่อ~
อันที่จริงเมื่อคืนคีย์บังคับให้นอนค้างที่คอนโดฯ ของเขาเลยด้วยซ้ำ เขาเสนอให้ฉันนอนบนเตียงสบายๆ ส่วนเจ้าตัวจะเสียสละไปนอนที่โซฟาแทน แต่ฉันยืนยันนอนยันหนักแน่นว่าให้ตายยังไงก็จะกลับบ้านให้ได้ ถ้าเขาไม่ไปส่งฉันจะกลับแท็กซี่เองไม่มีทางนอนค้างคอนโดฯ เขาเด็ดขาด ถึงคีย์จะเป็นผู้ชายที่เรียกได้ว่าสุภาพบุรุษในสายตาฉันก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่ไว้ใจเขาจนถึงขั้นกล้านอนค้างอยู่ด้วยกันสองต่อสองหรอกนะ
ฉันไม่อยากประมาทกับสิ่งมีชีวิตที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชาย
กระตุก~
เสียงข้อความเข้าทำให้ฉันหยิบมือถือขึ้นมาดูทันที
‘อ่อ ลืมบอกเวลาไป 7.30 ฉันจะไปถึงบ้านเธอ ห้ามสาย’
ฉันอ่านข้อความจบแล้วอ้าปากค้างอึ้งกับเวลาที่เขาบอก นี่เขาให้เวลาฉันทำธุระส่วนตัวแค่ครึ่งชั่วโมงเนี่ยนะ แค่อาบน้ำยังจะไม่พอเลย แล้วไหนจะต้องแต่งตัวทำผมอีก
โหย! ไอ้คีย์บ้า
เวลา 7.40 น.
เมื่อฉันเดินออกมาจากหน้าประตูบ้านก็พบกับใบหน้าหล่อเหลาของคีย์ที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว วันนี้เขาสวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนธรรมดาๆ แต่ทำไมมันถึงดูดีจัง
เหอะ น่าหมั่นไส้
“ช้าไปสิบนาที” เขาก้มหน้ามองนาฬิกาที่ข้อมือแล้วพูดกับฉันเสียงเรียบ
นี่คือคำทักทายแรกสำหรับการเจอหน้ากัน ฉันได้ยินแบบนั้นก็แทบอยากวิ่งเข้าไปตะกุยหน้าหล่อๆ ของคีย์เพื่อระบายอารมณ์ขุ่นเคืองที่มันคุกรุ่นอยู่ภายในใจของฉันจริงๆ
จะตรงเวลาเกินไปไหม ให้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงฉันสามารถอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ถือว่าเทพแล้วนะ
แค่สายนิดสายหน่อยทำเป็นบ่น
“ขึ้นรถสิ เดี๋ยวสายหรอก”
ฉันหันไปทำหน้ามู่ทู่ใส่เขาก่อนจะเดินขึ้นมานั่งบนรถอย่างเงียบๆ ไม่อยากพูดหรือเถียงกับคีย์มากกว่านี้ ไม่อยากให้บรรยากาศเช้านี้มันแย่ แล้วก็ไม่อยากให้มาเถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระด้วย
คีย์ขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ ฉันเหลือบตามองเขานิดหน่อยก่อนจะพูดขึ้นทำลายความเงียบภายในรถ
“วันนี้มาแปลกจัง” ฉันถามด้วยความสงสัยเพราะปกติเขาไม่เห็นจะสนใจอยากมารับฉันไปเรียนเลยนี่ มีแต่มารับไปเที่ยวในวันที่เราว่างตรงกันเท่านั้น
“ทำไม ไม่ชอบ?” เขาถามกลับ
“ก็เปล่า” ฉันตอบเสียงเบา เขาถามในสิ่งที่เขาเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว แน่นอนว่าฉันชอบมากและอยากให้เขามารับส่งฉันทุกวันเลยด้วยซ้ำ แต่มันไม่ใช่เรื่องปกติที่เขาทำแบบนี้ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าการกระทำของเขาทำให้ในใจของฉันว้าวุ่นเต็มไปด้วยคำถามมากมาย
มันเป็นคำถามที่ไม่ควรพูดออกไป
และในเมื่อต่างคนต่างเงียบ…
“ไม่มีอะไรน่า ฉันก็แค่อยากเห็นหน้าเธอ” คีย์หันหน้ามามองฉันแวบหนึ่งแล้วยิ้มพร้อมกับยื่นมือซ้ายมาจับหัวฉันโยกเบาๆ อย่างอ่อนโยน
คำพูดของเขาทำให้ฉันสลัดความว้าวุ่นที่อยู่ในใจทิ้งได้ชั่วคราว แล้วหันไปส่งยิ้มให้เขา
ดูภายนอกอาจจะเป็นรอยยิ้มที่สดใสดูมีความสุข แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เลย ฉันไม่มีทางมีความสุขได้ถ้าคีย์ยังเป็นแบบนี้
“กินอะไรมาหรือยัง?” คีย์ถามต่อเมื่อเห็นฉันนั่งนิ่งไม่ได้พูดอะไรอีก
“คงจะกินทันหรอก ในเมื่อนายให้เวลาฉันเยอะขนาดนั้น” ฉันกลับเข้าสู่โหมดปกติก่อนจะตอบเขาไปอย่างประชดประชัน
คือแบบใช้สมองคิดก่อนจะพูดสักหน่อยก็ดีนะ
เอาล่ะ...ในเมื่อตอนนี้มันเป็นเวลาที่เราสองคนอยู่ด้วยกัน ฉันจะพยายามไม่คิดถึงคนอื่นให้บรรยากาศมันเสียก็แล้วกัน
“งั้นไปกินข้าวกัน” เขาตอบรับการประชดประชันของฉันด้วยรอยยิ้ม
มีอะไรน่าขำมากหรอ
“เอาที่สบายใจเลยค่ะ”
หลังจากนั้นประมาณห้านาทีเราสองคนก็ได้เข้ามานั่งในร้านขายข้าวใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนอยู่ ภายในร้านเป็นแบบเรียบง่ายไม่ได้หรูหราอะไร ราคาก็ไม่แพงมากด้วย ส่วนรสชาติอาหารก็ใช้ได้เลย ฉันรู้เพราะเคยมากินกับเพื่อนบ่อยพอสมควร
“เอาอะไร” ฉันหันไปถามคีย์เมื่อเราสองคนเข้ามานั่งประจำที่โต๊ะเรียบร้อย
“อืมมมม... ข้าวผัดกะเพราไข่ดาว” เขาทำท่าคิดนิดหน่อยก่อนจะสั่งอาหารสิ้นคิด
สงสัยไม่รู้จะกินอะไรแล้วมั้ง
“ข้าวผัดกะเพราไข่ดาวสองจานค่ะ” ฉันหันไปสั่งอาหารกับป้าคนขาย
“เดี๋ยวตอนเย็นฉันมารับนะ”
“ว่างหรอ” ฉันถามกลับทันทีพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาต้องเข้าไปคุมผับทุกวันไม่ใช่หรือไง
คีย์เป็นเจ้าของผับชื่อ END เลยต้องเข้าไปดูแลความเรียบร้อยเกือบทุกวัน เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยเดียวกับฉันที่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ เมื่อปีที่แล้วรู้สึกว่าจะจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ถึงเขาจะแก่กว่าฉันแถมยังมีงานการทำแล้วก็เถอะ แต่ยังไงสำหรับฉันเขามันไม่น่าเคารพนับถือเลย ฉันไม่เคยเรียกเขาว่า ‘พี่คีย์’ เลยสักครั้งตั้งแต่รู้จักกันมา
แค่คิดก็กระดากปากแล้วอ่ะ
“ว่าง เลยจะพาไปปาร์ตี้”
“อะไรกันคีย์ นายจะพาฉันไปเปิดตัวหรือไง?” ฉันถามอย่างสงสัย เขาคิดจะทำอะไรกันแน่ มีปาร์ตี้ก็หมายความว่าต้องมีเพื่อนของเขาไปด้วย แล้วฉันจะไปในฐานะอะไร หรือเขาคิดจะประกาศให้คนอื่นรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเรา
“ข้าวผัดกะเพราสองจานมาแล้วค่ะ” เด็กเสิร์ฟถือจานข้าวมาว่างลงบนโต๊ะพอดี เป็นการตัดบทสนทนาได้ถูกจังหวะมาก
การที่สั่งอาหารเหมือนกันมันจะได้กินเร็วแบบนี้แหละ
“ขอบคุณค่ะ” ฉันหันไปยิ้มให้ก่อนที่เธอจะเดินจากไป
“กินข้าวเถอะ เดี๋ยวหายร้อนหมด” ฉันพูดอย่างเตรียมพร้อมที่จะกินเต็มที่ หิวจะตายอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ได้ยินก่อนหน้านี้จะคิดว่าเป็นมุกตลกๆ ก่อนกินข้าวแล้วกัน
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
ในขณะที่คีย์กำลังตักข้าวเข้าปากก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาหยิบมันขึ้นมาดูก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเงยหน้าขึ้นมองสบตากับฉัน
แววตาของเขาสื่อถึงความลำบากใจ
“เดี๋ยวมา” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะลุกเดินออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก
ฉันวางช้อนลงบนจากข้าวแล้วนั่งรอจนกว่าเขาจะคุยโทรศัพท์เสร็จ ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่โทรมาเป็นใคร
ถึงจะไม่เห็นว่าใครโทรมาหาเขา แต่ฉันก็พอจะเดาได้
เฮอออ
ฉันถอนหายใจออกมาเมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วแต่คีย์ก็ยังไม่กลับมาสักที ฉันเลยตัดสินใจเดินออกจากร้านพร้อมกับจ่ายเงินค่าอาหารที่รับประทานไปได้เพียงแค่สามคำเท่านั้น ตั้งแต่เขาไปคุยโทรศัพท์ฉันก็หมดความรู้สึกหิวไปเลย เหมือนมีอะไรหน่วงๆ จุกแน่นอยู่ในท้องทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันหิวมากแท้ๆ
ฉันเดินออกมาจากร้านก็ไม่เจอรถของคีย์ที่เคยจอดอยู่ ฉันจึงเดินไปเรื่อยๆ บนถนนอย่างเหม่อลอย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่เขาทำกับฉันแบบนี้ แต่มันก็ยังไม่ชินสักที
โดนทิ้งอีกแล้ว
ประโยคนี้มันดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวไม่หยุด ทำไมฉันถึงไม่มีความสุขเหมือนคู่รักอื่นๆ
ฉันอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ สมเพชกับความคิดก่อนหน้านี้ของตัวเองชะมัด
มันเป็นฉันเองที่เลือกเดินมาทางนี้
ปริ๊น ปริ๊น ปริ๊นนนนน!!!!!!
“กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”
คุณอาจจะชอบ





