ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย รักอันตรายล่อลวงหัวใจผู้ชายเย็นชา

รักอันตรายล่อลวงหัวใจผู้ชายเย็นชา

ความรักที่คีย์มอบให้มันคือความจริงใจหรือเพียงแค่คำลวงกันแน่? แม้เขาจะพร่ำบอกว่ารักและแคร์เธอมากเพียงใด แต่ความจริงที่เขายังไม่ยอมตัดขาดจากแฟนเก่ายังคงเป็นหนามยอกอกที่คอยทิ่มแทงใจเธอเสมอ ความอดทนของหญิงสาวเริ่มมอดไหม้ลงทุกทีกับการต้องสวมบทบาทคนงี่เง่าเพื่อเรียกร้องความสนใจ เธอไม่ใช่คนใจดีที่จะยอมจมปลักอยู่กับความหวังลมๆ แล้งๆ ได้ตลอดไป ถึงเวลาที่เขาต้องเลือกว่าจะรักษาเธอไว้หรือจะปล่อยให้รักครั้งนี้พังทลายลง
ตอน
แชร์

ตอน 2

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

ฉันขยับตัวคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนหัวเตียงขณะที่เปลือกตายังคงไม่ขึ้น สิ่งที่ฉันไม่ชอบที่สุดคือการโดนขัดขวางเวลานอนเพราะวันไหนนอนไม่ครบแปดชั่วโมงมันสามารถทำให้ฉันอารมณ์บูดได้ตลอดทั้งวัน

การนอนไม่พอมันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ!

เฮอออ ไหนขอดูหน่อยว่าใครมันโทรมาปลุกฉันเนี่ย!!

“สวัสดี” ฉันกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดเต็มที่ อยากให้ปลายสายรับรู้ถึงความไม่พอใจที่เขาโทรมาในเวลาแบบนี้

(ตื่นได้แล้ว ไม่ไปเรียนหรือไง) เสียงทุ้มนุ่มอันคุ้นเคยของปลายสายทำให้ฉันตาสว่างทันทีพร้อมกับเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วราวกับว่าเป็นตุ๊กตาล้มลุก

“คีย์”

(เธอมีเรียนเช้านี่ เดี๋ยวไปรับ) คีย์พูดเสียงเรียบ

ไม่บ่อยเลยนะ...การที่เขาอาสามารับฉันแบบนี้ เขาอาจจะรู้สึกผิดเรื่องเมื่อคืนจริงๆ ก็เลยพยายามเอาใจฉันหรือเปล่า 

นี่ฉันคิดเข้าข้างตัวเองไปมั้ยนะ?

“ดะ เดี๋ยวสิ”

(ตามนั้นแหละ แล้วเจอกัน)

เฮ้ย! อะไรคือการพูดเองเออเองแล้วตัดสายทิ้ง

ฉันอยากจะร้องไห้ ถึงแม้จะรู้สึกดีใจที่เขาจะมารับก็เถอะ แต่วันนี้ฉันคิดไว้แล้วว่าจะโดดเรียนไม่ไปมหาวิทยาลัย เพราะเมื่อคืนกว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบตีสามแล้ว สภาพร่างกายฉันตอนนี้มันไม่ได้ต่างจากซอมบี้เลย แถมยังรู้สึกมึนหัวนิดหน่อยอีกต่างหาก อาการมันบ่งบอกว่าฉันพักผ่อนไม่เพียงพอ

ฮือ...ฉันอยากนอนต่อ~

อันที่จริงเมื่อคืนคีย์บังคับให้นอนค้างที่คอนโดฯ ของเขาเลยด้วยซ้ำ เขาเสนอให้ฉันนอนบนเตียงสบายๆ ส่วนเจ้าตัวจะเสียสละไปนอนที่โซฟาแทน แต่ฉันยืนยันนอนยันหนักแน่นว่าให้ตายยังไงก็จะกลับบ้านให้ได้ ถ้าเขาไม่ไปส่งฉันจะกลับแท็กซี่เองไม่มีทางนอนค้างคอนโดฯ เขาเด็ดขาด ถึงคีย์จะเป็นผู้ชายที่เรียกได้ว่าสุภาพบุรุษในสายตาฉันก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่ไว้ใจเขาจนถึงขั้นกล้านอนค้างอยู่ด้วยกันสองต่อสองหรอกนะ

ฉันไม่อยากประมาทกับสิ่งมีชีวิตที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชาย

กระตุก~

เสียงข้อความเข้าทำให้ฉันหยิบมือถือขึ้นมาดูทันที

‘อ่อ ลืมบอกเวลาไป 7.30 ฉันจะไปถึงบ้านเธอ ห้ามสาย’

ฉันอ่านข้อความจบแล้วอ้าปากค้างอึ้งกับเวลาที่เขาบอก นี่เขาให้เวลาฉันทำธุระส่วนตัวแค่ครึ่งชั่วโมงเนี่ยนะ แค่อาบน้ำยังจะไม่พอเลย แล้วไหนจะต้องแต่งตัวทำผมอีก 

โหย! ไอ้คีย์บ้า 

เวลา 7.40 น.

เมื่อฉันเดินออกมาจากหน้าประตูบ้านก็พบกับใบหน้าหล่อเหลาของคีย์ที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว วันนี้เขาสวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนธรรมดาๆ แต่ทำไมมันถึงดูดีจัง

เหอะ น่าหมั่นไส้

“ช้าไปสิบนาที” เขาก้มหน้ามองนาฬิกาที่ข้อมือแล้วพูดกับฉันเสียงเรียบ

นี่คือคำทักทายแรกสำหรับการเจอหน้ากัน ฉันได้ยินแบบนั้นก็แทบอยากวิ่งเข้าไปตะกุยหน้าหล่อๆ ของคีย์เพื่อระบายอารมณ์ขุ่นเคืองที่มันคุกรุ่นอยู่ภายในใจของฉันจริงๆ 

จะตรงเวลาเกินไปไหม ให้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงฉันสามารถอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ถือว่าเทพแล้วนะ

แค่สายนิดสายหน่อยทำเป็นบ่น

“ขึ้นรถสิ เดี๋ยวสายหรอก”

ฉันหันไปทำหน้ามู่ทู่ใส่เขาก่อนจะเดินขึ้นมานั่งบนรถอย่างเงียบๆ ไม่อยากพูดหรือเถียงกับคีย์มากกว่านี้ ไม่อยากให้บรรยากาศเช้านี้มันแย่ แล้วก็ไม่อยากให้มาเถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระด้วย

คีย์ขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ ฉันเหลือบตามองเขานิดหน่อยก่อนจะพูดขึ้นทำลายความเงียบภายในรถ

“วันนี้มาแปลกจัง” ฉันถามด้วยความสงสัยเพราะปกติเขาไม่เห็นจะสนใจอยากมารับฉันไปเรียนเลยนี่ มีแต่มารับไปเที่ยวในวันที่เราว่างตรงกันเท่านั้น

“ทำไม ไม่ชอบ?” เขาถามกลับ

“ก็เปล่า” ฉันตอบเสียงเบา เขาถามในสิ่งที่เขาเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว แน่นอนว่าฉันชอบมากและอยากให้เขามารับส่งฉันทุกวันเลยด้วยซ้ำ แต่มันไม่ใช่เรื่องปกติที่เขาทำแบบนี้ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าการกระทำของเขาทำให้ในใจของฉันว้าวุ่นเต็มไปด้วยคำถามมากมาย

มันเป็นคำถามที่ไม่ควรพูดออกไป

และในเมื่อต่างคนต่างเงียบ…

“ไม่มีอะไรน่า ฉันก็แค่อยากเห็นหน้าเธอ” คีย์หันหน้ามามองฉันแวบหนึ่งแล้วยิ้มพร้อมกับยื่นมือซ้ายมาจับหัวฉันโยกเบาๆ อย่างอ่อนโยน

คำพูดของเขาทำให้ฉันสลัดความว้าวุ่นที่อยู่ในใจทิ้งได้ชั่วคราว แล้วหันไปส่งยิ้มให้เขา 

ดูภายนอกอาจจะเป็นรอยยิ้มที่สดใสดูมีความสุข แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เลย ฉันไม่มีทางมีความสุขได้ถ้าคีย์ยังเป็นแบบนี้

“กินอะไรมาหรือยัง?” คีย์ถามต่อเมื่อเห็นฉันนั่งนิ่งไม่ได้พูดอะไรอีก

“คงจะกินทันหรอก ในเมื่อนายให้เวลาฉันเยอะขนาดนั้น” ฉันกลับเข้าสู่โหมดปกติก่อนจะตอบเขาไปอย่างประชดประชัน 

คือแบบใช้สมองคิดก่อนจะพูดสักหน่อยก็ดีนะ

เอาล่ะ...ในเมื่อตอนนี้มันเป็นเวลาที่เราสองคนอยู่ด้วยกัน ฉันจะพยายามไม่คิดถึงคนอื่นให้บรรยากาศมันเสียก็แล้วกัน 

“งั้นไปกินข้าวกัน” เขาตอบรับการประชดประชันของฉันด้วยรอยยิ้ม

มีอะไรน่าขำมากหรอ

“เอาที่สบายใจเลยค่ะ”

หลังจากนั้นประมาณห้านาทีเราสองคนก็ได้เข้ามานั่งในร้านขายข้าวใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนอยู่ ภายในร้านเป็นแบบเรียบง่ายไม่ได้หรูหราอะไร ราคาก็ไม่แพงมากด้วย ส่วนรสชาติอาหารก็ใช้ได้เลย ฉันรู้เพราะเคยมากินกับเพื่อนบ่อยพอสมควร

“เอาอะไร” ฉันหันไปถามคีย์เมื่อเราสองคนเข้ามานั่งประจำที่โต๊ะเรียบร้อย

“อืมมมม... ข้าวผัดกะเพราไข่ดาว” เขาทำท่าคิดนิดหน่อยก่อนจะสั่งอาหารสิ้นคิด

สงสัยไม่รู้จะกินอะไรแล้วมั้ง

“ข้าวผัดกะเพราไข่ดาวสองจานค่ะ” ฉันหันไปสั่งอาหารกับป้าคนขาย

“เดี๋ยวตอนเย็นฉันมารับนะ”

“ว่างหรอ” ฉันถามกลับทันทีพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาต้องเข้าไปคุมผับทุกวันไม่ใช่หรือไง

คีย์เป็นเจ้าของผับชื่อ END เลยต้องเข้าไปดูแลความเรียบร้อยเกือบทุกวัน เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยเดียวกับฉันที่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ เมื่อปีที่แล้วรู้สึกว่าจะจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ถึงเขาจะแก่กว่าฉันแถมยังมีงานการทำแล้วก็เถอะ แต่ยังไงสำหรับฉันเขามันไม่น่าเคารพนับถือเลย ฉันไม่เคยเรียกเขาว่า ‘พี่คีย์’ เลยสักครั้งตั้งแต่รู้จักกันมา

แค่คิดก็กระดากปากแล้วอ่ะ

“ว่าง เลยจะพาไปปาร์ตี้”

“อะไรกันคีย์ นายจะพาฉันไปเปิดตัวหรือไง?” ฉันถามอย่างสงสัย เขาคิดจะทำอะไรกันแน่ มีปาร์ตี้ก็หมายความว่าต้องมีเพื่อนของเขาไปด้วย แล้วฉันจะไปในฐานะอะไร หรือเขาคิดจะประกาศให้คนอื่นรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเรา

“ข้าวผัดกะเพราสองจานมาแล้วค่ะ” เด็กเสิร์ฟถือจานข้าวมาว่างลงบนโต๊ะพอดี เป็นการตัดบทสนทนาได้ถูกจังหวะมาก

การที่สั่งอาหารเหมือนกันมันจะได้กินเร็วแบบนี้แหละ

“ขอบคุณค่ะ” ฉันหันไปยิ้มให้ก่อนที่เธอจะเดินจากไป

“กินข้าวเถอะ เดี๋ยวหายร้อนหมด” ฉันพูดอย่างเตรียมพร้อมที่จะกินเต็มที่ หิวจะตายอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ได้ยินก่อนหน้านี้จะคิดว่าเป็นมุกตลกๆ ก่อนกินข้าวแล้วกัน

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

ในขณะที่คีย์กำลังตักข้าวเข้าปากก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาหยิบมันขึ้นมาดูก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเงยหน้าขึ้นมองสบตากับฉัน

แววตาของเขาสื่อถึงความลำบากใจ

“เดี๋ยวมา” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะลุกเดินออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก

ฉันวางช้อนลงบนจากข้าวแล้วนั่งรอจนกว่าเขาจะคุยโทรศัพท์เสร็จ ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่โทรมาเป็นใคร

ถึงจะไม่เห็นว่าใครโทรมาหาเขา แต่ฉันก็พอจะเดาได้

เฮอออ

ฉันถอนหายใจออกมาเมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วแต่คีย์ก็ยังไม่กลับมาสักที ฉันเลยตัดสินใจเดินออกจากร้านพร้อมกับจ่ายเงินค่าอาหารที่รับประทานไปได้เพียงแค่สามคำเท่านั้น ตั้งแต่เขาไปคุยโทรศัพท์ฉันก็หมดความรู้สึกหิวไปเลย เหมือนมีอะไรหน่วงๆ จุกแน่นอยู่ในท้องทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันหิวมากแท้ๆ

ฉันเดินออกมาจากร้านก็ไม่เจอรถของคีย์ที่เคยจอดอยู่ ฉันจึงเดินไปเรื่อยๆ บนถนนอย่างเหม่อลอย  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่เขาทำกับฉันแบบนี้ แต่มันก็ยังไม่ชินสักที

โดนทิ้งอีกแล้ว

ประโยคนี้มันดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวไม่หยุด ทำไมฉันถึงไม่มีความสุขเหมือนคู่รักอื่นๆ 

ฉันอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ สมเพชกับความคิดก่อนหน้านี้ของตัวเองชะมัด 

มันเป็นฉันเองที่เลือกเดินมาทางนี้ 

ปริ๊น ปริ๊น ปริ๊นนนนน!!!!!!

“กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย จอมใจ จอมมาร
8.5
มหาเศรษฐีหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลระดับโลกอย่างคาร์โลสต้องการครอบครองพรหมจารีของกัญญิกา เขาใช้เงินและอำนาจบีบบังคับให้เธอมาอยู่บนเตียงเพื่อแลกกับการดูแลพ่อที่เจ็บป่วย แม้หญิงสาวจะแสดงความรังเกียจและด่าทอด้วยความแค้น แต่เขากลับดูถูกว่าเธอไม่ต่างจากผู้หญิงขายตัวที่เห็นแก่เงิน คาร์โลสไม่ต้องการความรักจากเธอและพอใจที่จะเรียกใช้เธอซ้ำในฐานะของเล่นชิ้นโปรด ทิ้งให้กัญญิกาต้องจมอยู่กับหยาดน้ำตาและความพยาบาทที่อยากจะทำลายคนใจร้ายคนนี้ให้สิ้นซาก
หน้าปกนวนิยาย Tour der Love คู่มือหัวใจ ฉบับเที่ยวปารีส
7.8
ลุค โมเรล ได้เรียนรู้ว่าไม่มีคำแนะนำใดในโลกออนไลน์ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เขาตกหลุมรักไกด์สาวท้องถิ่นได้ ทันทีที่เขาเดินทางถึงปารีสและได้พบกับหญิงสาวในชุดโค้ตสีแดงผู้มาพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใสและป้ายนำเที่ยวในมือ หัวใจของเขาก็ถูกขโมยไปในทันที เรื่องราวความรักฉบับนอร์มัลท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกของเมืองแห่งแสงสีเริ่มต้นขึ้นเมื่อความประทับใจแรกพบเปลี่ยนโลกทั้งใบของเขาไปตลอดกาล
หน้าปกนวนิยาย เพลิงรักร้ายจอมใจจอมมาร
9.3
วิกานดาพยายามใช้เสน่ห์อันอ่อนหัดเพื่อล่อลวงธีร์ จอมมารผู้ทรงอิทธิพลก่อนจะหนีไปจากกรงทองของเขา สร้างความโกรธแค้นจนเขาต้องตามล่าเธอกลับมา ธีร์มองว่าเธอเป็นเพียงผู้หญิงชั่วครั้งชั่วคืนที่เขาซื้อมาด้วยเงิน แต่เมื่อเธอประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมขายตัวให้ลูกค้าหน้าเดิมอย่างเขาอีก ความหยิ่งผยองของชายหนุ่มจึงถูกทำลาย ธีร์จึงเริ่มเกมแก้แค้นที่เร่าร้อนเพื่อกักขังเธอไว้ภายใต้กรรมสิทธิ์ของเขาแต่เพียงผู้เดียวและไม่ยอมให้ชายหน้าไหนเข้าใกล้เธอเด็ดขาด
หน้าปกนวนิยาย วันที่ฉันตาย และกลับมามีชีวิต
9.0
เมื่อเอวาเผชิญภาวะแพ้รุนแรงจนแทบสิ้นใจ มาร์คสามีผู้เห็นแก่ตัวกลับเมินเฉยเพื่อไปดูแลโคลอี้เมียน้อยที่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ความเลวร้ายทวีคูณเมื่อลีโอลูกชายตัวน้อยต้องสังเวยชีวิตจากอุบัติเหตุขณะวิ่งไปขอความช่วยเหลือ ท่ามกลางความสูญเสียที่กัดกินใจ เอวากลับฟื้นตื่นขึ้นมาในอดีตก่อนโศกนาฏกรรมจะเริ่มขึ้น เมื่อได้รับโอกาสครั้งที่สอง เธอจึงสาบานว่าจะปกป้องลูกรักและทำลายคนทรยศให้ย่อยยับเพื่อทวงคืนความยุติธรรมที่ถูกพรากไปในชาติที่แล้ว
หน้าปกนวนิยาย นางบำเรอยอดรัก
9.6
มกุฎราชกุมารฮิมรานแห่งความาร์จำต้องเดินทางมาเมืองไทยเพื่อพบหน้าว่าที่คู่หมั้นตามคำสั่งของพระมารดา ทว่าเพียงแรกเห็นเขากลับเต็มไปด้วยความรังเกียจ เมื่อพบว่าหญิงสาวที่ดูใสซื่อแท้จริงแล้วกลับใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาในสถานบันเทิงยามค่ำคืน สำหรับเขาแล้วท่าทีไร้เดียงสาเหล่านั้นเป็นเพียงหน้ากากที่น่าสะอิดสะเอียน ฮิมรานเชื่อมั่นว่าผู้หญิงอย่างหล่อนไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นพระชายาเคียงข้างบัลลังก์ ตำแหน่งเดียวที่เขาจะมอบให้เธอได้มีเพียงแค่นางบำเรอไว้ระบายอารมณ์เท่านั้น
หน้าปกนวนิยาย ซาตานผลาญรัก
8.7
เมื่อโอลิเวอร์ เมดิสัน ทายาทมหาเศรษฐีผู้ถูกหักหลังจนกลายเป็นซาตานไร้ใจ ได้พบกับผู้หญิงที่เขาคิดว่าเป็นสิตาภา อดีตคนรักที่เคยหลอกใช้เขาเมื่อห้าปีก่อน ความแค้นจึงปะทุขึ้นพร้อมแผนการทวงคืนหัวใจและลูกน้อยที่เธอซ่อนไว้ แต่แท้จริงแล้วเธอคือ วาสินี ฝาแฝดผู้บริสุทธิ์ที่ต้องรับกรรมแทนพี่สาว เธอจำต้องยอมจำนนต่อบทลงโทษอันเร่าร้อนและป่าเถื่อนเพื่อปกป้องลูกรัก โดยไม่อาจเปิดเผยความจริงได้ว่าเธอไม่ใช่คนผิด ท่ามกลางไฟแค้นที่เผาผลาญ ความดีของเธอจะละลายหัวใจที่เย็นชาของเขาได้หรือไม่