
รักอันตรายล่อลวงหัวใจผู้ชายเย็นชา
ตอน 3
ฉันลืมตาขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดที่ขาข้างซ้าย ฉันพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะก้มลงมองสภาพตัวเองจึงพบว่าเสื้อผ้าที่ใส่ตอนแรกได้กลายเป็นชุดของโรงพยาบาลไปแล้ว
มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย
ฉันพยายามนึกถึงเหตุการณ์ตอนเช้า เหตุการณ์ล่าสุดที่จำได้คือโดนคีย์ทิ้งไว้ที่ร้านข้าว แล้วต่อจากนั้นก็เดินไปมหาลัย แล้ว...
โอ๊ยยย ปวดหัวจัง
ฉันมองสำรวจรอบห้องเพื่อหาโทรศัพท์มือถือของตัวเอง นี่ฉันสลบไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ อย่างน้อยตอนนี้ต้องโทรไปบอกพ่อก่อนที่ท่านจะเป็นห่วง เพราะพ่อรู้เวลาเรียนของฉันเป็นอย่างดี และคอยโทรเช็คตลอดว่าตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ ฉันรู้ดีว่าท่านเป็นห่วงฉันมากแค่ไหน เลยไม่เคยแสดงท่าทางรำคาญเลยแม้แต่น้อย เวลาฉันจะไปเที่ยวก็เหมือนกันพ่อฉันไม่เคยห้ามนะ แต่ขอให้บอกว่าจะไปไหนกลับกี่โมงแค่นั้น หากเป็นตอนกลางคืนก็ต้องมีบอดี้การ์ดไปด้วย ซึ่งฉันก็ไม่ขัดข้องอะไร เพราะเขาก็คอยตามดูแลความปลอดภัยอยู่ห่างๆ ไม่ได้ปรากฏตัวให้คนรอบข้างตื่นกลัว ไม่งั้นมันจะดูเว่อร์วังและเป็นจุดเด่นเกินไปสักหน่อย
พ่อฉันน่ารักใช่มั้ยล่ะ
"ตื่นแล้วเหรอ"
ฉันหันหน้ามองไปตามเสียงทุ้มที่ดังขึ้นทันทีด้วยความตกใจ
“เป็นไงบ้าง" ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนฉันสามารถเห็นหน้าเขาได้ชัดเจน
ใบหน้าเรียบเฉยไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ เหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรก ทำให้ฉันต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
“พีท?” ฉันเรียกชื่อคนตรงหน้าออกไปเสียงเบา
ฉันว่าฉันไม่ได้เห็นภาพหลอนนะ พีทเป็นเขาจริงๆ โลกกลมเกินไปไหม!
“จำได้ก็ดี" เขาตอบฉันก่อนจะยกเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆ มานั่งข้างฉันที่อยู่บนเตียง
“เกิดอะไรขึ้น" ฉันมองเขาอย่างหวาดหวั่น เห็นใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกของเขาทีไร มันชวนให้รู้สึกขนลุกทุกที
“เธอเดินตัดหน้ารถฉัน" เขาพูดเสียงเรียบ
“...” ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อได้ฟังสิ่งที่พีทบอก ความรู้สึกกลัวแล่นเข้ามาจนคิดว่าหน้าตัวเองตอนนี้คงซีดเผือดเป็นไก่ต้มแน่ๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันจะปลอดภัยและไม่ได้เจ็บตัวอะไรมากก็เถอะ แต่มันทำให้รู้ว่าฉันอาการหนักแค่ไหน
นี่ฉันเดินเหม่อไม่มองทางจนเกือบโดนรถชนเลยนะ คงเป็นตอนที่ฉันกำลังเดินข้ามถนนไปฝั่งมหาวิทยาลัยนั่นแหละ เกือบจะไม่มีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้แล้วไง บทเรียนครั้งนี้ทำให้รู้ว่าต่อไปนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ฉันต้องมีสติให้มากขึ้นและจะไม่ประมาทแบบนี้อีก
“ดีที่เบรกรถทัน ไม่งั้นคงไม่ได้เจ็บแค่ขาแน่"
“งั้นเหรอ" ฉันตอบไปแค่นั้นก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหลากหลายในตอนนี้
ฉันเพิ่งรู้จักพีทไม่กี่วันมานี้เองถึงจะเคยได้ยินชื่อเขาผ่านหูอยู่บ้าง เหตุผลที่ทำให้ฉันได้เจอเขาคือเรื่องแหวนของฉันที่คีย์เอามันไปเป็นของพนันในการแข่งรถกับทายนั่นแหละ ซึ่งทายเป็นเพื่อนกับพีท วันที่ฉันขอร้องให้พี่ซันไปทวงแหวนคืนให้ เขาเองก็อยู่ที่นั่นด้วย
“ให้โทรบอกพี่สาวเธอมั้ย?” เขาพูดพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
เอ๊ะ เดี๋ยวนะ...นั่นมันมือถือของฉันนี่
“นี่มันของฉัน" ฉันชี้นิ้วไปที่มือถือของตัวเองที่อยู่ในมือเขา
“อ่าฮะ"
“เอาคืนมานะ" ฉันบอกแล้วพยายามเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์
“หึ" พีทแสยะยิ้มก่อนจะส่งมือถือให้ฉันแต่โดยดี
ฉันเกลียดรอยยิ้มแบบนี้ของเขาจริงๆ มันเหมือนมีบางอย่างที่ไม่น่าไว้ใจเลย
เมื่อกดดูโทรศัพท์ก็พบว่านี่มันเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว แถมต้องตกใจกับสายที่ไม่ได้รับอีกร้อยห้าสิบสาย ของพ่อฉันร้อยสาย ส่วนที่เหลือเป็นสายของคีย์ ไม่ได้การฉันต้องรีบโทรหาพ่อด่วนก่อนที่บ้านจะแตกแล้วกลายเป็นเรื่องใหญ่ วันนี้ที่จริงฉันเลิกเรียนสามโมงนะ ถ้าคำนวณดีๆ แล้วปกติฉันก็คงกลับถึงบ้านประมาณสี่โมงกว่าๆ แต่นี่มันเลยเวลามามากแล้ว และที่สำคัญไปกว่านั้นคือการที่พ่อพยายามติดต่อฉัน แต่ฉันดันไม่ได้รับโทรศัพท์เนี่ยแหละ ไม่แน่ว่าตอนนี้พ่ออาจจะสั่งให้ทุกคนออกตามหาฉันกันอยู่ คิดได้ดังนั้นฉันจึงรีบกดโทรหาพ่อทันที
ตุ๊ดด
“พ่อคะ" ฉันแทบไม่ได้ฟังเสียงรอสายเลยด้วยซ้ำ เพราะปลายสายกดรับแทบจะทันที ทำให้รู้ว่าพ่อคงกำลังร้อนใจเป็นห่วงฉันอยู่แน่ๆ
(คาเฟียลูกอยู่ที่ไหนน่ะ!!! พ่อโทรไปเป็นร้อยสายแล้วไม่รับ เกิดอะไรขึ้น มีใครทำอะไรลูกหรือเปล่า บลาๆๆ ) พ่อพูดขึ้นเสียงดังลั่นทั้งที่ฉันยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรสักคำ
อือหือ เล่นพูดชุดใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีโอกาสให้ฉันได้แทรกเสียงของตัวเองเข้าไปเลย
“เอ่อ พ่อใจเย็นๆ ก่อนนะ หนูสบายดี ขอโทษค่ะที่ไม่ได้รับโทรศัพท์นะคะ พอดีหนูลืมไว้ที่มหาวิทยาลัยค่ะ" ฉันเลือกที่จะพูดโกหกเพราะไม่อยากให้ท่านเป็นห่วงไปมากกว่านี้ อาการเจ็บขาแค่นี้เองไม่กี่วันก็คงหายแล้ว
แต่ความจริงแล้วลองฉันบอกว่าโดนรถชนขาเดี้ยงกลับบ้านไม่ได้ดูสิ มีหวังโดนสืบสวนอีกยาว เผลอๆ ต่อไปคงได้มีคนตามรับส่ง
ฉันไม่อยากให้มันเป็นเรื่องใหญ่โต ในเมื่อตอนนี้ฉันก็ปลอดภัยดี
(ไอ้ลูกบ้านี่ ทำพ่อหัวใจจะวาย รู้มั้ยว่าพ่อเป็นห่วงมากกลัวว่าจะมีใครมาลอบทำร้ายลูกจนต้องสั่งให้ทุกคนออกไปตามหาลูก)
“แหะๆ ขอโทษค่ะ"
(แล้วนี่ลูกใกล้ถึงบ้านหรือยัง)
“อะ อ่อ วันนี้หนูไม่กลับบ้านนะ ไปนอนที่คอนโดฯ ค่ะ" ขาเป็นแบบนี้คงต้องอยู่ห่างจากสายตาของพ่อสักพักล่ะนะ ปกติฉันก็ไม่ได้ค้างที่คอนโดฯ บ่อยหรอก ส่วนมากจะชอบกลับไปนอนบ้านมากกว่า ไม่รู้ว่าพูดไปแบบนั้นจะทำให้พ่อสงสัยหรือเปล่า แต่มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นา
(แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร) พ่อถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยไว้ใจสักเท่าไหร่
“ค่าาา แน่ใจสิ" ฉันลากเสียงยาว และพยายามปรับน้ำเสียงให้สดใสที่สุด
(แล้วแต่ลูกแล้วกัน ดูแลตัวเองดีๆ มีอะไรก็โทรมาหาพ่อ)
ฉันอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อได้ฟังประโยคเมื่อกี้ ความรู้สึกอุ่นวาบเอ่อล้นในหัวใจเมื่อสัมผัสได้ถึงความรักและความเป็นห่วงของผู้เป็นพ่อ
“ค่ะ รักพ่อนะ" ฉันพูดไปยิ้มไปก่อนจะกดตัดสายจบบทสนทนา
หลังจากวางสายจากพ่อแล้ว ฉันก็รู้สึกตัวว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคน ซึ่งในห้องมีแค่พีทเท่านั้น เขาที่นั่งอยู่ข้างๆ จ้องฉันแบบตาไม่กะพริบ สายตาแวววาวแบบนั้นต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ มันแปลกๆ นะ
“จะจ้องอีกนานมั้ย" ฉันถามออกไปพร้อมกับสบตากับเขาอย่างรอคำตอบ
“หึ" สิ่งที่เขาทำคือหัวเราะออกมาน้อยๆ แล้วเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฉันนั่งขมวดคิ้วไม่เข้าใจกับการกระทำของเขาอยู่คนเดียว
...เวลาผ่านไปประมาณสิบนาที พีทก็กลับมาอีกครั้ง
“ฉันจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เธอแล้ว กลับบ้านเลยมั้ย" เขาที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ว่างเปล่ากับใบหน้าเรียบเฉย ต่างจากตอนที่ออกจากห้องไปก่อนหน้านี้เลย
เฮอ เขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับก้อนน้ำแข็งอยู่
“ค่าๆ" ฉันตอบพร้อมกลอกตาไปมาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ฉันเห็นหน้าพีทที่ไร้ความรู้สึกแบบนั้นแล้วทำให้ฉันหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ตามจริงฉันไม่เป็นอะไรมากเลยนะแค่เจ็บขาเหมือนจะเคล็ดไม่นานก็หาย คุณหมอเลยอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ส่วนอาการมึนๆ อาจจะเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ
และตอนนี้ฉันได้มาอยู่หน้าคอนโดของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย ด้วยความช่วยเหลือของพีทที่อาสาขับรถมาส่ง แล้วยังต้องมาคอยตามดูแลฉัน แถมจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้อีก และยังมาส่งฉันถึงที่คอนโด ฉันแอบรู้สึกไม่ดีนิดหน่อยเพราะความจริงแล้วเขาไม่ผิดสักนิดแต่เป็นฉันเองที่เดินเหม่อไม่มองทางให้ดี
ใจดีไม่สมกับหน้าตาเลยจริงๆ
“ขอบคุณนะ" ฉันมองหน้าเขาแล้วพูดอย่างตั้งใจเพราะรู้สึกอย่างที่พูดออกไปจริงๆ เขาทำดีกับฉันทั้งที่มันไม่จำเป็นเลยสักนิด
“ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร" เขาพูดเสียงเรียบก่อนจะลงจากรถแล้วเดินมาเปิดประตูให้ฉัน
หมับ!
“อ๊ายยย ทำบ้าอะไรของนาย!!” ฉันร้องออกมาอย่างตกใจและขมวดคิ้วชักสีหน้าไม่พอใจสุดขีดก่อนจะกำหมัดแน่นแล้วทุบเข้าที่หน้าอกพีทไปสองทีอย่างแรงหวังให้เขาปล่อยฉันลง แต่ดูเหมือนร่างสูงจะไม่สะเทือนกับการกระทำของฉันเลยสักนิด มีอย่างที่ไหนอยู่ๆ ก็มาช้อนตัวฉันขึ้นไปอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยไม่พูดหรือถามความสมัครใจของฉันสักคำ
“อย่าอวดเก่ง เดินเองไหวหรือไง?” เขาก้มลงมองสบตากับฉันด้วยสายตาที่ทำให้ฉันเถียงอะไรไม่ออก
ก็จริงอยู่ที่เดินเองไม่ไหว ตอนอยู่โรงพยาบาลยังต้องใช้รถเข็นในการนำพาฉันไปขึ้นรถของพีทเลย เพราะขาซ้ายข้างเดียวแท้ๆ ทีแรกไม่นึกว่ามันจะเป็นหนักขนาดนี้ ตอนอยู่บนเตียงมันก็ไม่เจ็บปวดอะไรมากมายสักหน่อย แต่พอได้ลุกขึ้นยืนเท้าแตะพื้นแค่นั้นแหละ ฉันก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันทีทำให้ยืนไม่อยู่เกือบล้มลงไปกองอยู่กับพื้นถ้าพีทไม่เข้ามาประคองฉันไว้ทัน หน้าฉันคงจูบกับพื้นหน้าโรงพยาบาลไปแล้ว
น่าอายชะมัด ต้องมาถูกผู้ชายอุ้มขึ้นคอนโดฯ ตัวเองเนี่ย
สุดท้ายฉันก็ยอมปล่อยให้เขาพาเดินไปเรื่อยๆ อย่างหมดทางเลือก ในเมื่อสภาพร่างกายมันฟ้องอยู่แล้วนี่ จะทำอะไรได้ ทว่าระหว่างทางก็พบกับสายตาอยากรู้อยากเห็นของคนที่เดินสวนกัน กลายเป็นการบังคับให้ฉันต้องซุกใบหน้าลงกับหน้าอกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเขาเพื่อหลบสายตาพวกนั้น เป็นครั้งแรกที่ฉันอยากให้ตัวเองมีพลังพิเศษสามารถล่องหนได้หรือไม่ก็ขอผ้าคลุมของโดราเอม่อนก่อนได้ไหม ฉันจะได้ไม่ต้องรู้สึกอับอายกับสายตาของคนอื่นแบบนี้
ความเงียบเข้าปกคลุมรอบกายราวกับที่นี่มีแค่ฉันกับพีทเท่านั้น กลิ่นน้ำหอมแบบผู้ชายเข้าปะทะกับจมูกของฉันมันทำให้ฉันมึนๆ นิดหน่อย มันเป็นความรู้สึกที่ฉันเองก็ไม่รู้อธิบายยังไง แล้วไหนจะความอบอุ่นแปลกๆ ที่สัมผัสได้จากร่างสูงที่โอบอุ้มฉันไว้
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่มันเต้นผิดจังหวะขึ้นมา ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไปแล้ว ไม่อยากจะยอมรับหรอกนะ แต่ตัวเองก็ย่อมรู้ตัวเองดีที่สุด
“ชั้นไหน” เขาก้มหน้าลงมาถามฉัน
ฉันหลุดออกจากภวังค์ความคิดทันทีเมื่อได้ยินเสียงเขา ขณะที่สมองเหมือนจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ
“บนสุด” ฉันพยายามเรียกสติของตัวเองให้กลับมาแล้วตอบเขาเสียงเบาบาง
โอ๊ยยย! รู้สึกเหมือนตัวเองโดนมนต์สะกดบางอย่างที่ทำให้มึนงงสมองไม่สั่งการ
“ห้องไหน”
“ห้องนั้น” ฉันชี้ไปที่ห้องของตัวเอง
ตอนนี้อยากออกห่างจากพีทให้เร็วที่สุด การอยู่ใกล้เขาแค่ไม่กี่ชั่วโมงมันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ และไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงก็ไม่รู้
เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็พาฉันมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของตัวเองเรียบร้อย ฉันจึงหยิบคีย์การ์ดที่อยู่ในกระเป๋าออกมาเปิดห้องทันที ดีนะที่เขาชนฉันแล้วยังมีแก่จิตแก่ใจนึกถึงสัมภาระของฉันด้วย เก็บมาให้ครบไม่มีตกหล่นเลยสักชิ้นเดียว
“หายไปไหนมา!!”
ฉันเบิกตากว้างเมื่อเปิดประตูห้องออกมาแล้วพบว่ามีผู้ชายร่างสูงอีกคนยืนมองฉันด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความขุ่นเคือง รอบตัวเขามันเหมือนมีรังสีบางอย่างแพร่กระจายออกมาจนฉันรู้สึกขนลุก สัญชาตญาณของฉันมันบอกให้รีบอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแบบด่วนที่สุด
คุณอาจจะชอบ





