
ชาดสีเลือด 红血
ตอน 2
นางคิดว่าตัวเองคงตายไปแล้ว คิดว่าตอนนี้คงอยู่ในนรกไม่อาจได้ฟื้นคืนชีพอีก หากแต่เสียงคุ้นหูนั้นร้องเรียกชื่อนาง “พี่สะใภ้”
เหอหลินเหมยลืมตาขึ้นพบกับแสงกระทบจนทุกอย่างเป็นสีขาวสว่างตา นางตายไปแล้วเหตุใดถึงได้ยินเสียงของเฉินเว่ยเป้ยเล่อ ผู้เป็นอนุชาของพระสวามีนางเล่า หรือว่าอีกฝ่ายก็ตามนางไปยังยมโลกด้วยเช่นกัน
คำถามนั้นไม่อาจถามออกมาได้เมื่อคอนางแห้งผาก มือและร่างกายไร้เรี่ยวแรง
“พี่สะใภ้หิวน้ำใช่ไหม”
ไม่ทันที่นางจะลืมตาให้ดีก็ได้ยินเสียงนกร้องดังออกมา “เหมยเหมยตื่นได้แล้ว เหมยเหมยตื่นได้แล้ว”
เสียงนี้เป็นเสียงนกของนางเอง เป็นนกแก้วตัวเล็กพูดมาก และแสนรู้ คำเรียกนี้มักจะเรียกนางตอนตื่นยามเช้า หรือแม้แต่ในฝัน เจ้ามู่มู่ก็ยังตามหานาง แล้วพระสวามีนางเล่า ท่านจวิ้นอ๋อง ท่านอยู่ที่ใด
เฉินเว่ยเป้ยเล่อมองสภาพพี่สะใภ้ก็นึกสะท้อนใจ หันมองไปทางนอกประตูก็ไม่เห็นเงาพี่ชายตน สามวันแล้วที่พี่สะใภ้ต้องนอนหมดสติเช่นนี้
“ท่านพี่โปรดรอหน่อย ตอนนี้พี่มู่หยางกำลังเข้าเฝ้าเสด็จพ่ออยู่”
เข้าเฝ้าอันใดเล่า นางไม่เข้าใจ หรือแม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังตามนางมาอยู่ในยมโลกด้วยกัน
คนที่ยังคิดว่าตัวเองตายทำได้เพียงแค่ลืมตาให้กว้างขึ้น ก่อนจะพบว่านางนอนอยู่ในห้องนอนของตัวเอง
นางรอด? เป็นคำถามที่ไม่สามารถพูดออกมาได้ มือนางก็ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ตามใจ สายตานั้นมองเฉินเว่ยเป้ยเล่อ
“ท่านอ๋อง” นางยังไม่ตายจริงๆ ด้วยเพราะถ้าตาย คนที่อยู่ในห้องนางตอนนี้ก็คงตายกันหมด สาวใช้ของนางรีบหยิบน้ำมา ประคองให้นางดื่ม
“พระชายาฟื้นแล้ว หม่อมฉันดีใจมากเพคะ”
นางกลับมาแคว้นโจวได้ยังไง ก่อนหน้านี้เกิดอันใดขึ้น สีหน้านางเหมือนอยากได้ยินคำตอบ แต่กลับไม่สามารถถามออกไปได้ หากมีคนหนึ่งเอ่ยออกมาราวกับรู้ใจ
เฉินเว่ยเป้ยเล่อ “พี่สะใภ้กำลังมองหาพี่มู่ใช่หรือไม่ พี่ข้ารึก็ช่างกระไร กลับมาจากชายแดนไม่ทันก้าวเท้าเข้าตำหนักก็รีบไปรายงานฮ่องเต้แล้ว แต่เรื่องไม่เสร็จสิ้นในวันเดียว ก็เลยมาพบท่านมิได้”
ตำแหน่งการงานของจวิ้นอ๋องย่อมสำคัญกว่าตัวนางอยู่แล้ว นางอยากถามว่าใครเป็นคนช่วยนาง เฉินเว่ยเป้ยเล่อก็เหมือนรู้ใจอีกแล้ว
“ฮ่องเต้แคว้นเจี่ยเกิดประชวรเสียก่อน องค์รัชทายาทฟงหวินจึงรีบยกทัพกลับแคว้นไป ตอนที่พวกเราไปถึงก็พบว่าท่านถูกทิ้งเอาไว้ในกระโจมเพียงลำพัง ลมหายใจรวยริน ข้าพาท่านกลับมาก่อน ส่วนพี่มู่ยังนำทัพไล่ตามหลังองค์รัชทายาทฟงหวิน ก่อนจะที่อีกฝ่ายจะบาดเจ็บจนกระทั่งยอมแพ้ศึกครั้งนี้”
ตั้งแต่นางแต่งเข้ามาในตำหนัก จวิ้นอ๋องล้วนมีความมุ่งมั่นในตำแหน่งหน้าที่ของตน ความปรารถนาของเขานั้นอยากเป็นใหญ่ แต่ตำแหน่งของเขานั้นเป็นเพียงรององค์รัชทายาทหยวนไห่
เช่นเดียวกับศึกครั้งนี้ ที่นางถูกนำไปเป็นของบรรณาการก็เพื่อเป็นกลลวงให้อีกฝ่ายหลงกล แต่แผนผิดพลาดจนนางถูกจับตัวไปทรมานเจียนตาย
สภาพจิตใจนางตอนนี้ดำดิ่งลงไปเหมือนอยากตายไปเสียพ้นๆ แต่เหมือนนางจะก่อกรรมเอาไว้มากถึงได้ยังมีชีวิตอยู่เช่นนี้ เหตุใดพระโพธิสัตว์ถึงไม่ยอมทำตามที่นางขอร้อง
“พี่สะใภ้ ท่านมีสิ่งใดจะพูดหรือไม่”
นางอ้าปากจะพูดขอบคุณ แต่เสียงกลับไม่ได้ออกมาอย่างที่คิด นางพยายามขยับมือยกขึ้นแตะคอ ก็พบว่ามีแต่เสียงลม ดวงตาเบิกกว้างเมื่อรู้ว่าตอนนี้
“พี่สะใภ้ เหตุใดเสียงท่านถึงไม่มี”
เหตุใดไม่มี ทำให้นางนึกถึงภาพสุดท้ายที่เลือนหายไป ดูเหมือนองค์รัชทายาทฟงหวินจะกรอกบางอย่างใส่ปากนางจนทำให้นาง
“หรือว่าท่านพูดไม่ได้” เฉินเว่ยเป้ยเล่อยังคงพูดออกมาด้วยความตกใจ จากนั้นก็รีบเรียกหมอเข้ามาตรวจอาการ
สำหรับเหอหลินเหมยแล้ว จะมีสิ่งใดเจ็บปวดไปมากกว่านี้อีก นางถูกทรมาน ถูกย่ำยีจนไร้ความเป็นมนุษย์ ถูกทหารทั้งกองทัพตักตวงความสุขไม่ลืมวันลืมคืน ร่างทั้งร่างของนางไร้ความรู้สึก แค่ไม่ตายก็ถือว่าหนักแล้ว ยังมาพบว่าตัวเองพูดไม่ได้อีก
ชาติที่แล้วนางก่อกรรมอันใดไว้ ถึงได้ถูกทรมานเช่นนี้ ในใจได้แต่โทษสวรรค์ที่มอบชีวิตอันแสนเจ็บปวดเช่นนี้ให้นาง
“พี่สะใภ้ ยังไงท่านก็ต้องหาย ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่านไม่ยอมให้ท่านเป็นอะไรแน่นอน”
ท่านอ๋อง ท่านจะรู้อะไรไหม ข้าในตอนนี้หากมีมีดในมือก็จะปักใส่กลางหัวใจโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
‘นางอยากตาย’
แต่ดูเหมือนสวรรค์ไม่เข้าข้าง ยังคงให้นางมีชีวิตต่อ หมอหลวงรักษานางจนดีขึ้นสามารถลุกนั่งได้ แขนขยับยกขึ้นได้ แต่ขาสองข้างและเสียงกลับไม่ดีขึ้นเลย
หนึ่งเดือนแล้วที่นางต้องรักษาตัว และรักษาจิตใจ ปากจะร้องเจ็บปวดทรมานก็ทำไม่ได้ ได้แต่แอบร้องไห้ยามค่ำคืน มีเพียงแค่เจ้ามู่มู่ที่ร้องปลอบนางไม่หยุด
“อย่าร้อง อย่าร้อง” เสียงนกแสนรู้ขับขานในมุมมืด แต่นางกลับรู้สึกอยากร้องให้ดังกว่าเดิม พระสวามีนางหายไปตั้งแต่นางลืมตา เขาหายไปไหน หรือว่ารังเกียจตัวข้าจนไม่กล้าแม้แต่จะมาพบเจอ
“พระชายา ท่านยังไม่นอนหรือเจ้าคะ” หลานอิง สาวใช้ของนางที่อยู่ด้านนอกคงได้ยินเสียงร้องนางจึงรีบเข้ามา ก่อนจะรินน้ำชามาให้นางดื่ม แล้วจุดเทียนสว่างขึ้นอีกด้วย หยิบผ้าห่มที่ยับย่นอยู่กลางตัวขึ้นมาอีก ก่อนจะก้มดูใต้เตียงว่าความร้อนยังอุ่นหรือไม่
“ให้หม่อมฉันเพิ่มไฟอีกหน่อยไหมเพคะ”
หลินเหมยส่ายหน้า หัวใจนางเย็นชาจนไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นอีกแล้ว
‘ท่านอ๋องมาหาข้าหรือไม่’ นางอยากเอ่ยคำนั้น แต่สาวใช้นางกลับไม่เข้าใจความคิด
“พระชายานอนเถอะเพคะ วันพรุ่งนี้พวกเราต้องออกนอกเมืองแล้ว”
คำว่าออกนอกเมืองทำให้นางขมวดคิ้ว หลานอิงก็ยิ่งลนลานมากกว่าเดิม ผู้เป็นนายจึงดึงแขนเอาไว้ แล้วกดนิ้วลงแรงๆ พร้อมขมวดคิ้วเค้นความจริง
“คะ คือ วันพรุ่งนี้ท่านอ๋องจะแต่งพระชายารองเข้าตำหนักเพคะ”
อะไรนะ ตะ แต่ง เข้าตำหนัก สมองนางดับไปชั่วคราว ได้แต่ถามย้ำว่าตัวเองไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม นางถูกส่งไปเป็นของบรรณาการมีชีวิตรอดกลับมาไม่ถึงเดือนเขาก็แต่งพระชายารองเข้ามา
เหตุใดไม่รอให้นางตายก่อนเล่า จะได้แต่งเข้ามาในตำแหน่งนางเลย สีหน้านางเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าภาพฝันอันเลวร้ายพวกนั้น เจ็บที่ว่าพระสวามีนางไม่เคยมาดูดำดูดีกับนางเลยตั้งแต่ลืมตาขึ้นมา
‘มู่หยาง ท่านใจร้ายกับข้ามาก’ เสียงนางร่ำร้องเรียกชื่อสามี แต่ปากก็ออกได้เพียงลม เสียงหวีดร้องนั้นมาพร้อมกับน้ำตาแห่งความเจ็บปวดเจียนตาย สาวใช้ทำอะไรไม่ได้นอกจากกอดปลอบผู้เป็นนาย
“หม่อมฉันจะอยู่ข้างพระองค์เพคะ จะไม่ยอมให้ใครรังแกพระชายาได้” สีหน้าหลานอิงนั้นบอกว่าสงสารผู้เป็นนายหญิงที่สุด
ถูกกระทำเจียนตาย จวิ้นอ๋องผู้นั้นยังมีหน้าแต่งชายารองเข้าตำหนักอีก!!!
รุ่งเช้าถัดมา นางที่ไม่ได้หลับได้ยินเสียงหัวเราะ และเสียงประทัดดังทั่วเรือน นางเฝ้ารอแล้วรอเล่าอยากให้พระสวามีมาอธิบายเรื่องทั้งหมด บอกว่ายังคงรักนางไม่เปลี่ยน หากสุดท้ายแล้วก็มีแต่ความว่างเปล่า
เสียงฝีเท้าดังขึ้นทำให้นางรีบหันมอง ในความคิดนั้นคิดว่าจะเป็นท่านจวิ้นอ๋อง แต่เปล่าเลย ภาพที่นางเห็นเป็นสตรีงดงามใส่ชุดสีแดง ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มจางๆ อยู่ เมื่อมาถึงก็คารวะทักทายนาง
“พี่หญิง ที่จริงแล้วข้าคิดว่าควรมาพบท่านก่อนหน้านี้ แต่เพราะเห็นว่าท่านไม่สบายตั้งแต่กลับมาจากชายแดน” สีหน้าพระชายารองทำเหมือนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะพูดสิ่งใดอีก
“สภาพท่านตอนนี้ดูน่าสงสารนัก ถึงว่าท่านจวิ้นอ๋องไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบ แต่ข้าคิดว่าอย่างไรก็ต้องพบท่านเพื่อฝากเนื้อฝากตัวเสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเสียมารยาทเอาได้
ไป๋ชิงทำสีหน้าเหมือนปวดใจที่เห็นสภาพนาง หากแต่แววตานั้นกลับสมเพชอย่างเห็นได้ชัด หลินเหมยในตอนนี้กำลังกำมือแน่นด้วยความรู้สึกสังเวชใจที่ตัวเองอยู่ในสภาพเช่นนี้
น้ำตาเอ่อล้นใกล้จะร่วงหล่น หากแต่คนมองกลับรู้สึกยังไม่พอใจ
“หลายวันมานี้พวกเราเร่งรีบจัดงาน ตัวข้าเองก็ตั้งตัวไม่ติดเช่นกัน ใครจะคิดว่าท่านอ๋องเพียงพบหน้าน้องเพียงหนึ่งครั้งก็เข้าพบฮ่องเต้เพื่อขอข้าแต่งงานแล้ว พี่หญิงคิดว่าแปลกไหมเจ้าคะ”
แปลกอันใดเล่า แปลกที่เขาลืมความรักนางอย่างง่ายดาย เมื่อได้ประโยชน์จากนางจนสาสมใจก็ทิ้งขว้างไม่ไยดี
น้ำตาตกในก็วันนี้ นางได้แต่มองไป๋ชิงกล่าวต่อ ทำสีหน้าเหมือนทุกข์ใจที่เห็นสภาพนาง แต่เมื่อก้าวเข้ามายังเก้าอี้ที่นางนั่งอยู่ ใบหน้านั้นก็โน้มเข้าหานาง
สาวใช้หลานอิงคิดจะเข้ามาขวาง แต่สาวใช้ของไป๋ชิงสองคนก็มาขวางเอาไว้ไม่ให้ขยับ ใบหน้างามนั้นขยับมาถึงใบหูแล้วกล่าวต่อ
“หากข้าเป็นพี่หญิง คงไม่กล้าเสนอเป็นพระชายาเอกท่านจวิ้นอ๋องให้เขาขายขี้หน้าแน่นอน ข้าคงชิงผูกคอตาย ไม่อยู่ให้ผู้คนรังเกียจเช่นนี้หรอก”
น้ำเสียงนั้นเย็นเฉียบร้ายกาจจนทำให้ตัวนางสะท้าน มองหญิงสาวโน้มตัวกลับแล้วหันหลังจากไปทันที
“คนนิสัยไม่ดี” นกแสนรู้ของนางตะโกนตามหลัง ก่อนจะบินมาเกาะแขนของนาง หลินเหมยยกมือขึ้นลูบหัวมู่มู่
น้ำตานางหยดลงบนแก้ม สายตานางมองดอกเหมยฮวาที่ร่วงหล่นบนพื้นดินครั้งแล้วครั้งเล่า กลีบดอกตกสู่พื้นจนมองไม่เห็นความงามของมันอีก เช่นเดียวกับตัวนาง หญิงมีราคีเช่นนางจะมีไว้ประดับเรือนทำไมกัน เมื่อคิดว่าอยู่ไปก็รังแต่จะทำให้เขาเดือดร้อน เหอหลินเหมยจึงยอมจากไปแต่โดยดี
เสียงรถม้าขับเคลื่อนไปทางประตูหลัง เสียงโห่ร้องดีใจก็ดังมาจากในเรือน เป็นวันที่นางเจ็บปวดแสนสาหัสอยากตายให้พ้นเสียวันนี้ แต่ตายในเรือนของจวิ้นอ๋องก็รังแต่จะทำให้เขาเดือดร้อน
ดูสิ นางจะตายก็ยังกลัวเขาเดือดร้อนอีก
หลินเหมยแค่นหัวเราะให้ตัวเอง จะตายเป็นผีก็ยังรักเขาไม่เปลี่ยน ตัวข้าโง่เขลานัก เหตุใดจึงได้โง่เพียงนี้ เสียงม้าเร่งออกจากเมืองหลวงเพื่อมุ่งหน้าไปยังสกุลเหอที่ชายแดน บิดานางเป็นเพียงแค่นายกองธงกองธงแดงเท่านั้น หรือจะสู้สกุลจางของชายารองที่เป็นถึงอำมาตย์ปิตุลาผู้ทรงอำนาจเล่า
ตอนที่นางคิดว่าหากออกนอกเมืองไปแล้วจะหาโอกาสกระโดดหน้าผานั้น ก็มีเสียงม้าวิ่งมาใกล้ ก่อนจะมีเสียงของเป้ยเล่อดังขึ้น
“ข้าขอพบพี่สะใภ้ก่อน”
หลินเหมยเปิดผ้าม่านก็พบชายหนุ่ม สีหน้าอีกฝ่ายเหมือนเสียใจที่เรื่องทุกอย่างลงเอยเช่นนี้
“ข้าจะขอติดตามส่งพี่สะใภ้ถึงชายแดนอย่างปลอดภัย”
นางควรดีใจไหม หรือว่าไม่ เพราะโอกาสที่จะกระโดดหน้าผานั้นริบหรี่เหลือเกิน แต่เพราะความหวังดีของเฉินเว่ยเป้ยเล่อจึงทำให้นางไม่กล้าคิดสั้นอีก
พวกเขาเดินทางได้เพียงครึ่งทางก็ต้องแวะพักที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ตอนที่นางถูกอุ้มลงจากรถม้านั้นก็พบว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้เป็นโรงเตี๊ยมเดียวกับที่ครั้งก่อนนางเดินทางไปเป็นตัวประกัน
คำพูดหนึ่งของพระสวามีนางก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ
‘ไม่ว่าจะทุกข์จะสุข ข้าจะจับมือเจ้ามิปล่อย’
ไม่ยอมปล่อยเช่นนั้นรึ แค่เพียงลมพัดผ่านหัวใจก็ผันเปลี่ยนไปแล้ว จะเปลี่ยนอันใดได้กับความรู้สึกคนเล่า นางก็แค่สตรีไร้อำนาจ แถมไร้ประโยชน์
“พี่สะใภ้อย่าได้โกรธพี่มู่หยางเลย ถึงอย่างไรเส้นทางนี้ก็ต้องคำนึงถึงอำนาจก่อน” เฉินเว่ยปลอบใจพี่สะใภ้ ส่วนนางนั้นได้แต่เหม่อลอย คิดแต่เพียงว่าเหตุใดคนที่ควรอยู่ข้างนางถึงไม่เป็นเขา แต่กลับเป็นคนอื่น
“คืนนี้พวกเราต้องพักที่นี่ก่อน” เสียงเฉินเว่ยทำให้นางได้สติ ชายหนุ่มเข็นนางเข้าไปในเรือนพักชั้นเดียวด้านหลังของโรงเตี๊ยม นางมองห้องที่อยู่ห้องแรก ก่อนที่เฉินเว่ยจะชี้ไปยังห้องใกล้กัน
“ข้าอยู่ตรงนี้ พี่สะใภ้มีอันใดก็เรียกข้าได้” เฉินเว่ยมีสีหน้าตกใจเมื่อนึกได้ว่านางยังพูดไม่ได้ กำลังจะกล่าวขอโทษ หลินเหมยก็ส่ายหน้าว่าไม่เป็นไร
คงเป็นมู่มู่ที่เกาะแขนนางพูดขึ้นมา “คนโกหก คนโกหก” คำนั้นของมันทำให้นางประหลาดใจ หรือว่ามู่มู่กำลังพูดถึงจวิ้นอ๋องผู้เป็นพระสวามีของนาง
เฉินเว่ยมีสีหน้าไม่พอใจ เจ้ามู่มู่ก็หาได้กลัวไม่ ก็ยังตะโกนอีก “ระวังภัย ระวังภัย อันตราย อันตราย อยู่ไม่ได้”
หลินเหมยรู้สึกว่าเจ้ามู่มู่จะพูดไม่รู้เรื่อง หรือเพราะว่าพวกนางเดินทางมานาน จึงทำให้มันพูดเลอะเทอะไปกันใหญ่ จึงสั่งให้หลานอิงพานางเข้าไปพักในห้อง
เมื่อประตูปิดลงนางก็หันไปมองเจ้านกที่ดูกระวนกระวาย หรือว่าจะมีอันตรายจริงๆ แต่สภาพนางเช่นนี้ ยังจะมีใครต้องการอันใดจากนางอีก เหอหลินเหมยจมอยู่ในความคิดอยู่นาน ก่อนที่หลานอิงจะประคองนางขึ้นจากรถเข็นแล้วนอนบนเตียง
“ดึกแล้ว พระชายารีบนอนเถอะเพคะ หม่อมฉันจะนอนเฝ้าหน้าห้องเอง” หลินเหมยพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะมองแสงเทียนดวงเดียวดับลง
ยามกลางคืนนั้นเหมือนมีมีดมาทิ่มแทงใจ ภาพของทหารพวกนั้นที่เข้ามาทำร้ายนางยังคงเป็นฝันร้าย หลินเหมยกัดผ้ากันเสียงที่เบาบางเพื่อกดความรู้สึกเจ็บปวด จนกระทั่งมีเสียงประตูเปิดออก หลินหยางลุกขึ้นมองไปยังประตูที่มีเงาสะท้อนอยู่เบื้องหน้า
‘ท่านอ๋อง’ หรือว่าจวิ้นอ๋องมาหานางแล้ว นางพยายามขยับตัวลุกขึ้น แต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงแค่มองเงาที่สะท้อนกับดวงจันทร์นั้นกระทบใบหน้าเพียงครึ่ง
“เป่ยหวางมาช่วยปลดปล่อยเจ้า หวางเฟยยอดรัก เจ้าจงหลับให้สบายเถอะ” น้ำเสียงนั้นเป็นเสียงเขา ก่อนที่นางจะเห็นเต็มสองตาว่าในมือเขานั้นมีดาบคู่กาย
ไม่ทันที่นางจะมองเห็นชัดก็เห็นเขาถอดดาบออกจากฝัก จากนั้นก็กล่าวต่อ “เพื่ออนาคตของข้า เป่ยหวางจำเป็นต้องทำ ถือว่านี่เป็นคำขอร้องของเป่ยหวาง หวางเฟยจงตายเสียเถอะ”
ดวงตาหลินเหมยเบิกกว้างมองดาบที่ปักลงมาตรงหัวใจนาง เลือดทะลักออกมาจากปาก สายตานางเต็มไปด้วยความสงสัย หรือเพราะอำนาจนั้นสำคัญกว่าสามีภรรยา
แม้ผูกผมร่วมสาบาน ก็ไม่อาจเทียบได้
ท่านพี่ เหตุใดท่านได้ถึงเลือดเย็นเช่นนี้...
หิมะร่วงโรยสู่ดินแล้วเลือนหาย
เช่นหยดเลือดสีแดงลงพื้นมลายไป
จบสิ้นแล้วความรักข้าและท่านในชาตินี้
หากชาติหน้ามี ข้าขอไม่รักท่านทุกชาติไป
คุณอาจจะชอบ





