
วิวาห์กาฝาก
ตอน 3
กาฝาก
วัดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด ร่างสูงใหญ่ของอรรถพลยังอยู่ในชุดสูทสีดำสนิท ร่างหนามองยังไปเมรุสีทองสลับกับสีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าด้วยด้วยความเจ็บปวด เมื่อขณะนี้เมรุสีทองมีกลุ่มควันสีขาวลอยพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บ่งบอกว่าได้เป็นอย่างดีว่า ร่างที่ไร้วิญญาณถูกเผาเป็นผุยผงและกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว ร่างอวบของผู้หญิงวัยชราที่มีจิตใจดีและเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาแต่ท่านกลับถูกเผาด้วยความทรมาน ซึ่งท่านควรจะมีอายุขัยที่ยืนยาวมากกว่านี้ ถ้าท่านไม่รับงูพิษเข้ามาเลี้ยงไว้ใกล้ตัว งูพิษที่ท่านส่งเสียเลี้ยงดูราวกับว่ามันเป็นลูกเป็นหลานและมันก็มาแว้งกัดท่านอย่างไม่ไยดี แต่ก็อย่างว่างูพิษมันก็เป็นงูพิษอยู่วันยังค่ำ เมื่อมันแว้งมากัดท่านโดยไม่สำนึกถึงไออุ่นที่เคยโอบประคองเลี้ยงดูมันมาเลยสักนิด ดวงตาคมกริบตวัดสายตามองไปยังหญิงสาวที่ยังอยู่ในชุดสีดำเรียบร้อย หญิงสาวที่คุณย่าท่านอุปการะเลี้ยงดู และส่งเสียจนสำเร็จการศึกษาในระดับรั้วของมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศ หญิงสาวที่ยืนลอยหน้าลอยตาและแกล้งบีบน้ำตาไปวันๆ หญิงสาวที่ทำตัวน่าสมเพชเข้าไปทุกที (หญิงสาวกำลังแกล้งบีบน้ำตาเพื่อเรียกร้องความสนใจและเรียกคะแนนความสงสารจากพวกคนหน้าโง่ เพื่อให้พ้นผิดจากการเป็นฆาตกร) ดวงตาที่แข็งกร้าวมองหญิงสาวที่อยู่ในสภาพที่อิดโรยด้วยความสมเพช ดวงตาทั้งสองข้างของเธอยังคงมีน้ำตาแห่งมารยารินไหลลงมาไม่หยุดหย่อน น้ำตาที่เธอพยายามที่จะบีบมันออกมาเสียเหลือเกิน
“ทุเรศ” พูดออกมาด้วยความคับแค้นใจ กลุ่มควันสีขาวยังลอยพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
“คิดจะทำอะไรก็คิดให้ดีมันก่อน” เสียงหนึ่งดังขึ้นตามมาด้วยร่างหนาของเพื่อนรัก ขุนพลมองสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นของเพื่อนและรู้สึกหวั่นใจแทนหญิงสาวผู้เคราะห์ร้าย
“ไม่เห็นต้องคิด” พูดอย่างไม่แยแส วันนี้เขาจะเฉดหัวผู้หญิงคนนี้ให้ออกไปจากบ้านของเขาเสียที เขารอแค่ส่งวิญญาณของผู้ที่เป็นย่าให้เรียบร้อยเท่านั้น และหลังจากนี้เขาก็จะจัดการกับฆาตกรให้สาสมกับสิ่งที่มันทำลงไป
“ไอ้อรรถกูว่า” ขุนพลกำลังจะพูดเตือนสติเพื่อน แต่ก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา
“ฉันเสียใจด้วยนะคะคุณย่าท่านเป็นคนใจดี ท่านไม่น่ามาด่วนจากไปแบบนี้เลย” นางเอกสาวจากจอแก้วเดินมาหยุดอยู่ข้างๆกับชายหนุ่ม แววตาคู่สวยเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง
“ขอบใจ” เสียงห้าวพูดเสียงแข็ง เพราะเขาจำได้ดีว่าผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนรักกับใคร และการที่ทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกันได้นั่นก็แสดงว่าหญิงสาวก็คงจะร้ายกาจเหมือนๆกัน ถึงเป็นเพื่อนกันได้นานขนาดนี้
“คุณอรรถอย่าทำอะไรยัยเอมเลยนะคะ เอมเป็นผู้หญิงที่น่าสงสารคงจะทำอะไรลงไปโดยไม่ทันคิด” แก้ตัวให้เพื่อนและนั่นทำให้คนตัวโตถึงแทบจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
“ถ้าอยากยืนอยู่ในงานนี้ก็หุบปาก” หันมาตวาดหญิงสาวเสียงดังลั่น และเสียงมหาอำนาจที่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวอีกคนต้องรีบเดินเข้ามาหา
“กิ่ง” เดือนนารารีบเดินมาหาเพื่อนรักด้วยความเป็นห่วง
“พาเพื่อนของเธอไปที่อื่นเลยไป ตัวอัปมงคล” ว่ากระทบหญิงสาวด้วยความโกรธจัด ใบหน้าหล่อเหลาดุดันและน่าเกรงขาม
“ค่ะ” รีบก้มหน้าหลบสายตาคู่คมที่มองมา สายตาที่แทบจะฉีกเธอออกมาเป็นชิ้นๆ
“น้องเอมพี่ว่า เอมพาเพื่อนออกไปก่อนดีกว่านะครับ” ขุนพลเดินมาจับเข้าต้นแขนเล็กและกำลังจะพาหญิงสาวไปที่อื่น แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
“อย่าไปจับ ตัวเสนียดเห็นไหม” อรรถพลปัดมือของเพื่อนรักให้ออกจากแขนของหญิงสาว
“ไอ้อรรถ” ขุนพลหัวเสียกับความเจ้าคิดเจ้าแค้นของเพื่อน
“ออกไปจากงานศพของคุณย่าของฉัน” ไล่หญิงสาวที่ยืนน้ำตาคลอ
“คุณอรรถ” เรียกชื่อของชายหนุ่มเสียงสั่น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เธออยากจะอธิบายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะไม่เชื่อก็ตาม
“ออกไปเลยนะเดือนนารา เธอไม่ต้องมาร้องไห้หรือบีบน้ำตาให้ฉันเห็น ” ผลักหญิงสาวให้ล้มลงไปบนพื้นอย่างแรง
“โอ๊ย” ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างบางล้มกระแทกกับพื้นเต็มแรง สะโพกมนกระแทกเข้ากับพื้นจนรู้สึกเจ็บ
“เอมเป็นยังไงบ้าง” นางเอกสาวรีบเข้าประคองเพื่อนให้ลุกขึ้น
“ออกไปเลย ออกไปจากงานของคุณย่า ออกไป” เดินตามไปไล่หญิงสาวด้วยความโมโห
“ไอ้อรรถหยุดก่อนสิวะ” ขุนพลรับดึงแขนของเพื่อนรักที่กำลังขาดสติ แต่อีกคนไม่คิดที่จะฟังร่างหนาสะบัดแขนของตัวเองให้หลุดจากการจับกุม
“มึงอย่ามายุ่ง วันนี้กูจะจัดการกับผู้หญิงสารเลวคนนี้” พูดจบมือหนาก็คว้าเข้าที่ต้นแขนเล็กและกระชากอย่างแรง
“โอ๊ย คุณอรรถ”ร้องออกมาด้วยความตกใจ ร่างบางถูกมือหนาลากติดมือมาด้วย
“มานี่” ลากหญิงสาวให้ออกมาจากเขตวัด
“คุณอรรถหยุดก่อนนะครับ” เสียงของทนายประจำตระกูลที่อยู่ในงานรีบวิ่งเข้ามาห้ามผู้ชายวัยกลางคนรีบเข้ามาดักหน้าของชายหนุ่มเอาไว้
“ถอยไป” ตวาดคนที่มาขัดขวาง เขารู้ดีว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครแต่คนอย่างอรรถพลก็ไม่คิดที่จะใส่ใจ คนที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เล็กๆเลือกที่จะทำตามความต้องการของตัวเองเพียงคนเดียว
“ผมถอยไม่ได้ครับ เพราะนี่เป็นคำสั่งของคุณหญิง” พูดถึงคุณย่าของชายหนุ่มที่ท่านสั่งให้เปิดพินัยกรรมทันที หลังจากที่งานเผาศพเสร็จสิ้นลง
“อย่าเอาคุณย่าของผมมาอ้าง พวกคุณมันก็น่าโง่เหมือนกันหมดพวกเห็นผู้หญิงเป็นไม่ได้” ว่าใส่หน้าของทนายรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อของตัวเองคนที่ถูกต่อว่าพยายามปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่ ทนายอาวุโสถอนหายใจยาวๆเพื่อระงับอารมณ์
“คุณอรรถฟังผมอธิบายก่อนนะครับ คุณย่าของคุณสั่งผมเอาไว้จริงๆ และผมก็มีพยานด้วย” เขาได้เอาเพื่อนทนายในวันที่คุณหญิงทำพินัยกรรมมาด้วย เหมือนกับคุณหญิงท่านะจะรู้ถึงนิสัยและอารมณ์ร้อนๆของคนที่เป็นหลานชาย ท่านจึงได้ให้หาพยานมาเซ็นรับทราบด้วย ดวงตาคู่คมปรายตามองหน้าของหญิงสาวและสะบัดมือแรงๆจนอีกคนถลาจนเกือบจะล้มลงบนพื้น ร่างบางที่อ่อนแรงเซถอยหลังไปหลายก้าวแต่ก็ยังดีที่มีขุนพลประคองเอาไว้
“สำออย” มองหญิงสาวด้วยความเกลียดชัง
“ไหนล่ะพยาน จ้างกันมาเท่าไหร่” เปลี่ยนเป็นยืนเท้าเอวและมองทุกคนอย่างเอาเรื่อง
“ผมว่าเราไปเปิดพินัยกรรมที่บ้านของคุณจะดีกว่านะครับ” ทนายที่มากด้วยประสบการณ์พูดเสียงนิ่ง ถึงจะรู้สึกหวั่นๆในใจอยู่บ้างก็ตาม
“อ่านมันที่นี่แหละ”
“จะดีเหรอครับ” ทนายประจำตระกูลเริ่มลังเล
“แล้วทำไมจะไม่ได้ หรือว่าคุณมีปัญหาอะไร”
“ไอ้อรรถนี่มันเป็นเรื่องส่วนตัวนะโว้ย” ขุนพลเดินมากระซิบเพื่อนรักที่ดูมันจะฟาดงวงฟาดงาไม่เลือกที่
“อ่านที่ไหนก็เหมือนกัน เพราะยังไงสมบัติทุกอย่างก็ต้องเป็นของกูอยู่แล้ว กูเป็นหลานคนเดียวไม่ใช่พวกกาฝากเหมือนกับใครบางคน” พูดกับเพื่อน แต่สายตากับจ้องมองไปที่หญิงสาวอีกคนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ยืนเสนอหน้าทำไมล่ะ เธอคิดว่าเธอจะมีสิทธิ์ในสมบัติหรือไง” กะว่าจะเดินเข้าไปเอาเรื่องหญิงสาวต่ออีก
“เปล่าค่ะ” รีบก้มหน้าหนีด้วยความหวาดกลัว เธอตั้งใจจะไปจากที่นี่อยู่แล้ว เพียงแค่รอส่งวิญญาณของผู้มีพระคุณให้เสร็จสิ้นเท่านั้น
“ก็ไปสักทีสิ ฉันไม่อยากเห็นหน้า” ยังราวีหญิงสาวไม่เลิก แขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างยืนมองด้วยความอยากรู้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจสายตาของคนพวกนั้นเลย เพราะตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการคือความสะใจ และเขาก็ต้องการให้ผู้หญิงคนนี้อับอายขายขี้หน้าให้มากที่สุด อรรถพลยืนมองหญิงสาวด้วยความสะใจ
คุณอาจจะชอบ





