
จากการทรยศริมผา สู่รักนิรันดร์
ตอน 2
จูเลียน ธีรเดชวงศ์ จ้องมองฉันอยู่ครู่ใหญ่ ใบหน้าของเขาอ่านไม่ออกภายใต้แสงไฟหน้ารถที่สาดส่องไปมา
สายฝนหยดลงจากแนวกรามคมคายของเขา ฉันรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่ข้อเท้าของเขา กล้ามเนื้อที่เกร็งตัวอยู่ใต้ฝ่ามือที่สิ้นหวังของฉัน
เขากำลังชั่งใจ คำนวณความเสี่ยงกับผลตอบแทน
ในที่สุด เขาก็สบถออกมาเบาๆ แล้วย่อตัวลง
เขาไม่ได้ยื่นมือมาช่วย เขาแค่คว้าแขนฉันด้วยกิริยาแข็งกระด้างและไม่แยแส แล้วกระชากฉันให้ลุกขึ้น
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดหลุดจากปากฉันเมื่อขาที่หักประท้วง และโลกก็เอียงวูบ
เขากึ่งลากกึ่งหิ้วฉันไปที่ประตูฝั่งผู้โดยสาร การเคลื่อนไหวของเขามีประสิทธิภาพและปราศจากความอ่อนโยนใดๆ
เขาเปิดประตูแล้วแทบจะโยนฉันลงบนเบาะหนังนุ่มราคาแพง
ภายในรถอบอวลไปด้วยกลิ่นหนังชั้นดีและกลิ่นโคโลญจน์จางๆ ที่สะอาดและหรูหรา มันเป็นคนละโลกกับโคลนและสายฝนที่ฉันเกือบจะตายในนั้น
ความอุ่นจากฮีตเตอร์ในรถเป็นความสุขที่น่าตกใจและเจ็บปวดเมื่อสัมผัสกับผิวที่เย็นเฉียบของฉัน
เขาปิดประตูดังปัง เดินอ้อมมาแล้วขึ้นนั่งฝั่งคนขับ
เขาไม่มองฉันเลย เขาแค่จ้องตรงไปข้างหน้าผ่านกระจกที่เปียกโชกไปด้วยฝน มือของเขาบีบพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด” เขาพูด น้ำเสียงต่ำและแข็งกระด้าง “ฉันจะส่งเธอที่หน้าห้องฉุกเฉิน แล้วจะล้างมือจากเรื่องนี้ ฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผัวๆ เมียๆ ของศัตรู”
คำพูดของเขาเหมือนเศษน้ำแข็ง เขาไม่ได้ช่วยฉัน เขากำลังกำจัดปัญหา
ฉันเป็นแค่ความไม่สะดวก เป็นความยุ่งเหยิงในโลกที่โหดเหี้ยมและเป็นระเบียบของเขา
ฉันขดตัวอยู่บนเบาะ สั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ หนังชั้นดีเหนียวเหนอะหนะติดเสื้อผ้าที่เปียกและขาดวิ่นของฉัน ฉันคือรอยเปื้อนของเลือดและโคลนในสถานศักดิ์สิทธิ์อันบริสุทธิ์ของเขา
ขณะที่เขาขับรถออกจากที่นั่นอย่างนุ่มนวล การเคลื่อนไหวทำให้ของในกระเป๋าเสื้อโค้ตของฉันขยับ
โทรศัพท์ที่แตกร้าวของฉัน ซึ่งฉันคิดว่าหายหรือพังไปแล้ว สว่างวาบขึ้นมา
หน้าจอเป็นใยแมงมุมของรอยแตก แต่ยังพอมองเห็นข้อความเดียวที่ปรากฏอยู่ มันมาจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก
นิ้วฉันสั่นขณะที่แตะการแจ้งเตือนนั้น ข้อความสั้นและน่าขนลุก
*มันรู้แล้วว่าเธอยังไม่ตาย พวกมันกำลังตามล่าเธอ อย่าไว้ใจใคร*
คลื่นความหวาดกลัวระลอกใหม่ที่เย็นและคมกว่าสายฝนซัดเข้ามา นี่มันยังไม่จบ
ภาคินรู้ว่าฉันรอด เขาจะไม่ปล่อยให้ฉันไปหาตำรวจง่ายๆ เขาจะตามมา เขาจะจัดการให้สิ้นซาก
ข้อความนี้ยืนยันความคิดของฉัน ฉันไม่ได้แค่หนีจากสามีเลวๆ แต่ฉันกำลังถูกล่าอย่างจริงจัง
“ส่งข้อความหาใคร” เสียงของจูเลียนตัดผ่านความตื่นตระหนกของฉัน สายตาของเขาเหลือบจากถนนมาที่โทรศัพท์ของฉัน สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“ไม่มีใคร” ฉันกระซิบ นิ้วโป้งรีบลบข้อความนั้นทิ้ง หัวใจฉันเต้นรัวเป็นจังหวะบ้าคลั่งอยู่ในอก *อย่าไว้ใจใคร* นั่นรวมถึงผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ ฉันด้วยหรือเปล่า ศัตรูตัวฉกาจของสามีฉัน
เขาไม่ได้ซักไซ้ต่อ แต่ฉันรู้สึกได้ถึงความไม่ไว้วางใจที่แผ่ออกมาจากเขา
เราขับรถไปในความเงียบที่รู้สึกเหมือนชั่วนิรันดร์ มีเพียงเสียงที่ปัดน้ำฝนที่ทำงานเป็นจังหวะและเสียงเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง
ฉันมองแสงไฟของกรุงเทพฯ ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เป็นประกายระยิบระยับและไม่แยแสในความมืดมิดของพายุ
แต่เราไม่ได้มุ่งหน้าไปยังใจกลางเมืองที่เป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลหลัก
จูเลียนเลี้ยวหักศอกหลายครั้ง มุ่งหน้าไปยังย่านสุดหรูที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงและมองเห็นวิวแม่น้ำ
เขาเลี้ยวเข้าไปในโรงจอดรถใต้ดินส่วนตัวของตึกระฟ้าที่ทันสมัยและเสียดฟ้า
“นี่ไม่ใช่โรงพยาบาล” ฉันพูด เสียงเบาหวิว
“ช่างสังเกตดีนี่” เขาตอบกลับอย่างเย็นชา ดับเครื่องยนต์ ความเงียบที่เกิดขึ้นกะทันหันนั้นดังจนหูอื้อ “สามีของเธอเป็นคนที่มีอำนาจและเส้นสายดีมากนะ คุณนายกิจจาไพศาล ทันทีที่ฉันทิ้งเธอไว้ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เขาก็จะได้รับแจ้ง เขารายงานว่าเธอหายตัวไปแล้ว บอกตำรวจว่าเธอฟุ้งซ่าน สภาพจิตใจไม่มั่นคง อยากฆ่าตัวตาย”
คำพูดนั้นตบหน้าฉันฉาดใหญ่ เขากำลังสร้างภาพว่าฉันเป็นบ้า วางรากฐานเพื่อทำให้ฉันหมดความน่าเชื่อถือ หรือที่แย่กว่านั้นคือจับฉันเข้าโรงพยาบาลบ้า
“ถ้าเธอไปโรงพยาบาลรัฐ” จูเลียนพูดต่อ หันมามองฉันเป็นครั้งแรก ดวงตาสีเทาของเขาจ้องลึกเข้ามาในตาฉัน “เธอจะถูกฉีดยา ถูกส่งเข้าสถาบัน แล้วก็ถูกส่งกลับไปให้เขาบนพานเงินพานทอง ยินดีด้วยนะ ตอนนี้เธอได้กลายเป็นนักโทษในบ้านของฉันแล้ว มันเป็นกรงทอง แต่ก็ยังเป็นกรงอยู่ดี”
เขาพาฉันไปที่ลิฟต์ส่วนตัวที่เปิดตรงเข้าไปยังเพนต์เฮาส์ขนาดมหึมา
พื้นที่นั้นงดงามและปลอดเชื้อ ทั้งหมดเป็นกระจกและโครเมียมในเฉดสีเทา หน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานเผยให้เห็นทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ที่เปียกโชกไปด้วยฝนอย่างน่าทึ่ง
มันให้ความรู้สึกเหมือนสำนักงานใหญ่ของบริษัทมากกว่าบ้าน เย็นชา สวยงาม และไร้ซึ่งความเป็นส่วนตัวโดยสิ้นเชิง
ชายในชุดสูทเรียบกริบ หมอเอกพงศ์ กำลังรอเราอยู่ เขามีใบหน้าที่ใจดีแต่ดวงตากลับดูเป็นมืออาชีพและห่างเหิน
เขาทำการรักษาบาดแผลของฉันในห้องพยาบาลที่ทันสมัยซึ่งมีอุปกรณ์ดีกว่าคลินิกส่วนใหญ่
เขาเข้าเฝือกขาให้ฉัน เย็บแผลแตกที่หน้าผาก และทำความสะอาดรอยบาดแผลและรอยฟกช้ำนับไม่ถ้วนของฉันด้วยท่าทีที่มีประสิทธิภาพและไม่ใส่ใจ
จูเลียนยืนอยู่ที่ประตูตลอดเวลา เฝ้ามอง กอดอก เป็นยามผู้เงียบขรึมและน่าเกรงขาม
เมื่อหมอไปแล้ว จูเลียนก็ยื่นชุดสะอาดให้ฉัน เป็นชุดวอร์มสีเทาเรียบๆ ที่ให้สัมผัสนุ่มสบายอย่างน่าเหลือเชื่อบนผิวที่บอบช้ำของฉัน พร้อมกับโทรศัพท์สำรองเครื่องเล็กๆ ที่ไม่มีลักษณะพิเศษใดๆ
“เธอมีเวลา 24 ชั่วโมง” เขาพูด น้ำเสียงไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง “ใช้เวลานี้พักผ่อน คิดหาทางต่อไป แล้วก็หายตัวไปซะ หลังจากนั้น เธอก็ต้องดูแลตัวเอง ฉันทำหน้าที่ของฉันแล้ว”
เขาหันหลังจะออกจากห้องสวีทสำหรับแขกที่เขาจัดให้ฉัน ห้องนั้นหรูหรา มีเตียงที่ดูเหมือนปุยเมฆและห้องน้ำในตัวที่ใหญ่กว่าอพาร์ตเมนต์ห้องแรกของฉันเสียอีก เป็นอีกส่วนหนึ่งของกรงทอง
“ทำไม” คำพูดนั้นหลุดออกจากปากฉันก่อนที่จะห้ามตัวเองได้ “ทำไมถึงช่วยฉัน คุณเกลียดสามีฉัน คุณน่าจะดีใจที่ทิ้งให้ฉันตาย”
จูเลียนหยุดที่ประตู หลังยังคงหันให้ฉัน ไหล่กว้างของเขาเกร็งแน่น
ชั่วขณะหนึ่ง ฉันคิดว่าเขาจะไม่ตอบ
“เพราะเมื่อห้าปีก่อน ภาคิน กิจจาไพศาล ทำลายบางสิ่งที่ฉันรัก” เขาพูด น้ำเสียงต่ำและแฝงไปด้วยพิษสงที่ทำให้ฉันหนาวเยือกไปถึงกระดูก “เขาสร้างความเสียหายให้ฉันมากกว่าแค่เรื่องเงิน และศัตรูของศัตรู... ก็คือเครื่องมือที่มีประโยชน์... สำหรับตอนนี้”
เขาปิดประตูด้วยเสียงคลิกที่นุ่มนวลแต่เด็ดขาด ทิ้งให้ฉันอยู่คนเดียวในห้องที่หรูหราและเงียบสงัด
ฉันไม่ใช่คนสำหรับเขา ฉันเป็นแค่อาวุธที่จะใช้เล็งไปที่ภาคิน
ฉันแค่ย้ายจากคุกหนึ่งไปสู่อีกคุกหนึ่ง จากอสูรร้ายตัวหนึ่งไปสู่อีกตัวหนึ่ง
และเวลาก็กำลังเดินไปข้างหน้า
คุณอาจจะชอบ





