ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย เกิดใหม่สุดยอดตัวประกอบผู้ร่ำรวยในยุค80

เกิดใหม่สุดยอดตัวประกอบผู้ร่ำรวยในยุค80

เมื่อนักศึกษาสาวหัวกะทิจากศตวรรษที่ 21 ต้องมาเกิดใหม่เป็นเพียงลูกเลี้ยงในบ้านนางเอกนิยายยุค 80 แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าที่คิด เมื่อเธอตื่นขึ้นมาในฉากวิกฤตที่ถูกวางแผนทำลายชื่อเสียง โดยการถูกจับให้มาอยู่บนเตียงเดียวกับตัวร้ายอันดับหนึ่งของเรื่องเพื่อรอเวลาให้ผู้คนมาเปิดโปงความฉาวโฉ่ เธอจึงต้องรีบหาทางเอาตัวรอดจากแผนการร้ายและใช้ความฉลาดที่มีเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของตัวประกอบผู้ร่ำรวยคนนี้ให้จงได้
ตอน
แชร์

ตอน 2

ตอนที่2 ไหนลองอ่านดู

                  ณ ประตูรั้วหน้าบ้านตระกูลกู่

                  หลัวจุนฮวานำคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีกู่หวานหวานและเฉินหยุนถิงบุกตรงเข้ามา ปิดท้ายด้วยนายทหารอีกสองสามนายซึ่งรับหน้าที่เข้ามาตรวจดูเหตุการณ์ ชายแต่ละคนล้วนสวมใส่เครื่องแบบสีเขียวพร้อมปลอกแขนรูปดาวแดง ทุกย่างก้าวของพวกเขาตบเท้าเดินอย่างดุดัน บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความกระตือรือร้นและภาคภูมิ ทุกคนในที่นี้ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ การปราบปรามผู้กระทำผิดและสร้างความชอบธรรมให้แก่สังคม 

                  “คนชั่วพวกนี้กล้าทำเรื่องผิดประเวณีกันกลางวันแสกๆ! น่าสมเพชที่สุด! เป็นตายยังไงวันนี้เราก็จะต้องจับตัวพวกมันมารับโทษให้ได้!”

                  “ถูกต้องแล้วสหายต้า ไอ้เจ้าเซิ่งเต๋าอันคนนี้ ฉันได้ข่าวมาว่ามันเคยมีประวัติเสียอยู่ในกองทัพ ถึงขนาดต้องโทษถูกย้ายไปทำงานในโรงงานเหล็กแล้ว มันก็ยังไร้วินัยไม่มีสำนึกเหมือนเดิม! คราวนี้ล่ะ ถึงเวลาลงดาบจริงๆซะที!”

                  “สาเหตุที่มันกล้าหัวกบฏแบบนี้ ได้ยินมาว่ามีคนใหญ่คนโตคอยหนุนหลังอยู่”

                  “ฮ่าฮ่า น่าตลกชะมัด! ยังมีสุนัขหน้าไหนกล้าตั้งตนอยู่เหนือประชาชนอีก! พวกเราอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมนิยม ทุกชีวิตล้วนเท่าเทียม! ถ้าไอ้ชาติชั่วนั่นมันกล้าเก็บซ่อนนายทุนไว้เบื้องหลังจริงๆล่ะก็ ต่อให้มีอำนาจบาตรใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีทางรอด!”

                  สหายเหล่านั้นจับกลุ่มพูดคุยกันเบาๆ

                  กู่หวานหวานส่งเสียงกระแอมไอเล็กน้อย พร้อมเผยปรากฏร่องรอยความกังวลผ่านใบหน้าใสซื่อของตน แอบชักมือกระตุกแขนเสื้อเฉินหยุนถิงอย่างแผ่วเบา

                  สัมผัสได้ถึงเรี่ยวแรงของสาวน้อยขี้อาย เฉินหยุนถิงจึงลดระดับฝีเท้าลงพร้อมเหลียวหลังกลับไปมอง

                  “เอ่อ..สหายเฉิน ปกติพี่สาวของฉันค่อนข้างหูเบาเชื่อคนง่าย ถ้าคราวนี้สืบค้นได้ว่า เธอถูกเซิ่งเต๋าอันหลอกมาขืนใจจริงๆ สหายเฉินพอจะช่วย…ปล่อยเธอไปได้มั้ย?”

                  เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินหยุนถิงจึงปั้นสีหน้าเคร่งขรึม พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

                  “ถ้าสหายซูหนี่ถูกบังคับขืนใจจริงๆ คดีนี้ย่อมถือว่าเธอตกเป็นเหยื่อ กฎหมายย่อมอยู่ข้างเธออย่างแน่นอน แล้วยังมีอะไรให้ต้องกังวลอีกงั้นเหรอ? หรือมีเรื่องอะไรมากกว่านั้นครับ?”

                  “ฉัน…ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นค่ะ ฉันเชื่อค่ะว่าพี่ซูหนี่ไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน!”

                  กู่หวานหวานส่ายหน้าพร้อมน้ำตาหยดน้อยที่เริ่มเอ่อ ได้แต่ส่งยิ้มหวานปนเศร้าให้เฉินหยุนถิง ประหนึ่งว่า ต่อให้วันนี้จะมืดหม่นเพียงใด แต่เธอก็จะยิ้มสู้ต่อไป

                  เห็นเช่นนั้น เฉินหยุนถิงได้แต่แอบใจสั่นเต้นระรัว แท้ที่จริงเขาเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของกู่หวานหวานมาพักหนึ่งแล้ว นอกเหนือจากเสน่ห์ความสวย เธอคนนี้ยังมีจิตใจอ่อนโยนด้วย นับเป็นมิตรสหายที่ดีและหาได้ยากยิ่งภายในสหพันธ์สตรี 

                  ครั้งแรกที่ได้ยิน เขายังคิดว่าคงเป็นการเยินยอเกินจริง แต่หลังจากได้พบปะสนทนากันระยะหนึ่ง ทุกอากัปกิริยาและคำโต้ตอบของกู่หวานหวาน ล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์และความจริงใจ จนทำให้เขารู้สึกว่า ตัวจริงของผู้หญิงคนนี้ช่างประเสริฐเสียยิ่งกว่าที่ผู้คนร่ำลือกันอีก

                  เห็นถึงความประทับใจที่เฉินหยุนถิงมีต่อกู่หวานหวานผู้เป็นลูกสาว หลัวจุนฮวาลอบแสยะยิ้มชั่วร้ายกับตัวเอง หลังจากที่จับซูหนี่กับเซิ่งเต๋าอันขังอยู่ในห้องเดียวกันแล้ว เธอก็รอฟังผลลัพธ์อยู่ในบ้านต่ออีกครู่หนึ่ง

                  ทันทีที่ทั้งคู่เริ่มส่งเสียงครวญครางดังขึ้น หลัวจุนฮวาก็รีบวิ่งแจ้นไปที่กองพัน เพื่อเรียกบุตรสาวของตนกับเฉินหยุนถิงให้มาช่วยตรวจสอบ

                  ขอเพียงจับสองคนนั้นได้คาหนังคาเขา วีรกรรมในวันนี้ก็จะกลายมาเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์ตระกูลกู่ของเธอ!

                  แต่ถึงอย่างนั้น กว่าจะรอให้ยาออกฤทธิ์ก็ดี กว่าจะพากู่หวานหวานและเฉินหยุนถิงมาถึงที่นี่ก็ดี กระบวนการทั้งหมดต้องเสียเวลาไปร่วมสองชั่วโมงทีเดีว 

                  ช้ากว่ากำหนดการเดิมเล็กน้อย

                  แต่นี่ไม่น่าใช่ปัญหา เพราะปริมาณยาที่เธอใช้มอมเมาทั้งสองคนนั้นค่อนข้างมาก ไม่มีทางที่ทั้งคู่จะฟื้นคืนสติตื่นขึ้นมาได้ทันอย่างแน่นอน

                  หุหุ

                  แผนการคราวนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับลูกสาวของเธอจริงๆ!

                  ทั้งโฉนดที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดของนังโง่ซูหนี่ อีกไม่นานก็จะตกเป็นของลูกสาวเธอแล้ว!

                  คิดได้เช่นนั้น หลัวจุนฮวาก็พลันยิ้มกริ่มอย่างมีความสุขเหลือล้น อดเร่งเร้าคนอื่นๆไม่ได้

                  “สหายทั้งหลาย สองคนนั้นน่าจะยังหลับอยู่ในห้อง รีบเข้าไปดูกันเถอะ!”

                  ตัดภาพอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ภายในบ้านตอนนี้

                  เวลาบีบคั้นเข้าใกล้ทุกที ซูหนี่เพิกเฉยต่อความเขินอายทั้งมวล สะบัดผ้าห่มเพียงผืนเดียวที่ปิดคลุมเรือนร่างทิ้งอย่างไม่ไยดี สองมือพัลวันคว้าเสื้อผ้ากางเกงในเร่งสวมใส่ทันที ขณะเดียวกันก็ยังหันไปปั้นหน้าขึงขังพูดกับฝ่ายชายว่า

                  “สหายเซิ่งเต๋าอัน ตอนนี้มีเวลาเหลือไม่มากแล้ว เอาเป็นว่าฉันจะสรุปให้ฟังสั้นๆนะ ไม่ว่าจะแก้ตัวยังไงตอนนี้ก็ไม่คงทันแน่ ทันทีที่คนพวกนั้นมาถึง ก็แค่บอกไปว่า พวกเรากำลังคบหาดูใจกันอยู่ แค่นั้นพอ! เพราะถ้าจับพวกเราอยู่บนเตียงคาหนังคาเขาไม่ได้ ก็ถือว่าไม่ผิด จริงมั้ย?”

                  “ไม่อย่างนั้น พวกเราทั้งคู่ต้องแย่แน่ ลองคิดดูนะ ตัวฉันคงต้องถูกรุมประณามแล้วขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ส่วนคุณอาจโดนข้อหาหนักถึงขั้นเข้าคุกเข้าตาราง ต่อให้จะมีเส้นสายก็เถอะ แต่ครั้งนี้ไม่น่าจะรอด!”

                  “ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคน ขอแค่วันนี้เอาตัวรอดไปให้ได้ก่อน หรือจะให้ฉันสาบานก็ยังได้ หลังจากที่เรื่องทุกอย่างจบลง ฉันสัญญาจะไม่มายุ่มย่ามหรือรบกวนชีวิตของคุณอีกตลอดไป”

                  คู่ชายหญิงสบประสานมองตากัน ซูหนี่จ้องตรงไปยังนัยน์ตาลึกล้ำสีดำสนิทของอีกฝ่าย เฝ้ารอคอยคำตอบภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นเข้ามาทุกที

                  “ไม่ต้องห่วง ผมจะรับผิดชอบคุณเอง”

                  ประกายตาคมชัดสีเข้มขลับของเซิ่งเต๋าอันจ้องมองซูหนี่อย่างห้าวหาญแน่วแน่ ราวกับเขาได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างไปเรียบร้อยแล้ว

                  ตั้งแต่ย้ายมาที่นี่ เขาย่อมต้องเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับบุตรสาวบุญธรรมตระกูลกู่แล้วเช่นกัน ลือกันว่า เธอคือลูกเป็ดขี้เหร่ที่มีน้องสาวเป็นถึงหงส์ขาวแสนงดงาม 

                  อย่างไรเสีย สิ่งที่ตาของเขาได้เห็นในวันนี้กลับไม่เหมือนข่าวลือแม้แต่น้อย ผู้หญิงคนนี้ทั้งใจเย็นและมีเหตุผล ภายใต้สถานการณ์เลวร้ายสุดขีดถึงขั้นเรียกได้ว่า สามารถบดขยี้อนาคตที่สดใสของเธอได้อย่างไม่ยากเย็นนี้ แต่ตัวเธอกลับไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกใดๆออกมาให้เห็นเลย

                  เธอค่อยๆลงมือแก้ไขสถานการณ์ไปทีละขั้นตอน คัดสรรหาวิถีทางที่ดีที่สุดและตัดสินใจออกมาได้อย่างฉับไวไร้ที่ติ

                  ต้องพูดเลยว่า กระทั่งตัวเขาในตอนนี้ยังเริ่มสนใจในตัวซูหนี่ขึ้นบ้างแล้ว

                  เซิ่งเต๋าอันยกมือลูบศีรษะหญิงสาวอย่างแผ่วเบา ลูบไล้ไล่เรียงตามไรผมยาวสลวยไปสุดอยู่ที่ใบหน้ารูปไข่สวยงาม ผิวพรรณผ่องใสของเธอช่างเนียนขาวละเอียดดั่งหิมะ มีเสน่ห์ชวนให้ลุ่มหลงจนทำให้เขาถึงกับใจสั่นสะท้านที่ปลายนิ้วเมื่อสัมผัส เวลาเดียวกันนั้น ภาพฉากสุดร้อนแรงยามที่เธอขึ้นคร่อมขี่ดุจม้าพยศบนเรือนร่างของเขาในตอนนั้น ก็พลันผุดปรากฏขึ้นเลือนลางในใจ

                  ซูหนี่ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าลูกเป็ดขี้เหร่เลยสักนิด ทั้งหมดเป็นเพียงข่าวลือไร้สาระทั้งสิ้น และมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดว่า แท้จริงแล้ว ภายใต้เสื้อผ้าตัวใหญ่หลวมโคร่งของเธอนั้น ได้เก็บซ่อนเรือนร่างทรงโตสุดยั่วยวนปานใดเอาไว้

                  เซิ่งเต๋าอันเร่งระงับดับไฟอารมณ์ภายในใจจนสิ้น จากนั้น จึงเร่งจับไหล่ของเธอกดให้นั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะหนังสืออย่างรวดเร็ว

                  เขาเปิดลิ้นชักหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า ‘คำปฏิญาณจากมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่’ ออกมาและกางเปิดไว้บนโต๊ะเสร็จสรรพ

                  “เอาล่ะ ลองอ่านบรรทัดต่อไป”

                  “ห๊ะ?”

                  ซูหนี่นั่งตะลึงงันอยู่ชั่วครู่ บริเวณใบหน้าที่เรียวนิ้วของชายหนุ่มลูบไล้สัมผัสยังคงร้อนผ่าวไม่จางหาย

                  เปลี่ยนเรื่องเร็วแท้

                  เซิ่งเต๋าอันกระตุกเชือกเปิดโคมไฟบนโต๊ะให้ส่องสว่าง หมุนตัวย้อนกลับไปที่เตียงและทำการสะบัดผ้าปูจัดระเบียบให้เรียบร้อย แล้วจึงค่อยเดินถือดินสอกลับมาทำท่านั่งสอนหนังสือหญิงสาวด้วยท่าทีเป็นปกติ

                  เขาไม่วายเอียงตัวขยับเข้าชิดใกล้ซูหนี่ ยื่นมือชี้ปลายดินสอไปที่อักษรประโยคหนึ่งในหนังสือ ปลายเสียงเข้มผสานความนุ่มลึกพ่นผ่านใบหูของเธอเบาๆ ทำเอาซูหนี่ถึงกับเสียวสันหลังวาบพร้อมสั่นระทวยเล็กๆ

                  “อ่านประโยคนี้ออกใช่มั้ย?”

                  “ชะ-ใช่ค่ะ” ซูหนี่พยักหน้าแอบใจสั่นเบาๆ

                  ในฐานะที่เป็นถึงนักศึกษาชั้นหัวกะทิระดับแนวหน้าของประเทศ อย่าว่าแต่อ่านออกเลย กระทั่งช่วงปีที่มหาบุรุษผู้นี้พูดออกมาครั้งแรก รวมไปถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ใกล้เคียงกัน เธอก็สามารถไล่เรียงสาธยายให้ฟังได้ครบถ้วน มิหนำซ้ำ เจ้าของร่างเดิมยังเป็นคนเรียนเก่งอีกด้วย ดังนั้นแล้ว นี่จึงไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย

                  “บัดนี้ประชาชนจีนได้ลุกขึ้นแล้ว”

                  ซูหนี่อ่านท่องเสียงไม่ดังหรือเบาจนเกินไป คอยรับฟังการเคลื่อนไหวจากภายนอกไปด้วย และสิ่งที่ได้ยินค่อนข้างชัดเจนก็คือ เสียงกระแทกเท้าที่ค่อยๆใกล้เข้ามา

                  บ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ใครเข้าออกจึงย่อมรู้ตัวได้ไม่ยากนัก

                  พริบตาถัดมา เสียงถีบประตูก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น ‘ปัง!’ มันถูกเปิดขึ้นทันทีจากภายนอก

ตอนที่2 ไหนลองอ่านดู

                  ณ ประตูรั้วหน้าบ้านตระกูลกู่

                  หลัวจุนฮวานำคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีกู่หวานหวานและเฉินหยุนถิงบุกตรงเข้ามา ปิดท้ายด้วยนายทหารอีกสองสามนายซึ่งรับหน้าที่เข้ามาตรวจดูเหตุการณ์ ชายแต่ละคนล้วนสวมใส่เครื่องแบบสีเขียวพร้อมปลอกแขนรูปดาวแดง ทุกย่างก้าวของพวกเขาตบเท้าเดินอย่างดุดัน บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความกระตือรือร้นและภาคภูมิ ทุกคนในที่นี้ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ การปราบปรามผู้กระทำผิดและสร้างความชอบธรรมให้แก่สังคม 

                  “คนชั่วพวกนี้กล้าทำเรื่องผิดประเวณีกันกลางวันแสกๆ! น่าสมเพชที่สุด! เป็นตายยังไงวันนี้เราก็จะต้องจับตัวพวกมันมารับโทษให้ได้!”

                  “ถูกต้องแล้วสหายต้า ไอ้เจ้าเซิ่งเต๋าอันคนนี้ ฉันได้ข่าวมาว่ามันเคยมีประวัติเสียอยู่ในกองทัพ ถึงขนาดต้องโทษถูกย้ายไปทำงานในโรงงานเหล็กแล้ว มันก็ยังไร้วินัยไม่มีสำนึกเหมือนเดิม! คราวนี้ล่ะ ถึงเวลาลงดาบจริงๆซะที!”

                  “สาเหตุที่มันกล้าหัวกบฏแบบนี้ ได้ยินมาว่ามีคนใหญ่คนโตคอยหนุนหลังอยู่”

                  “ฮ่าฮ่า น่าตลกชะมัด! ยังมีสุนัขหน้าไหนกล้าตั้งตนอยู่เหนือประชาชนอีก! พวกเราอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมนิยม ทุกชีวิตล้วนเท่าเทียม! ถ้าไอ้ชาติชั่วนั่นมันกล้าเก็บซ่อนนายทุนไว้เบื้องหลังจริงๆล่ะก็ ต่อให้มีอำนาจบาตรใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีทางรอด!”

                  สหายเหล่านั้นจับกลุ่มพูดคุยกันเบาๆ

                  กู่หวานหวานส่งเสียงกระแอมไอเล็กน้อย พร้อมเผยปรากฏร่องรอยความกังวลผ่านใบหน้าใสซื่อของตน แอบชักมือกระตุกแขนเสื้อเฉินหยุนถิงอย่างแผ่วเบา

                  สัมผัสได้ถึงเรี่ยวแรงของสาวน้อยขี้อาย เฉินหยุนถิงจึงลดระดับฝีเท้าลงพร้อมเหลียวหลังกลับไปมอง

                  “เอ่อ..สหายเฉิน ปกติพี่สาวของฉันค่อนข้างหูเบาเชื่อคนง่าย ถ้าคราวนี้สืบค้นได้ว่า เธอถูกเซิ่งเต๋าอันหลอกมาขืนใจจริงๆ สหายเฉินพอจะช่วย…ปล่อยเธอไปได้มั้ย?”

                  เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินหยุนถิงจึงปั้นสีหน้าเคร่งขรึม พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

                  “ถ้าสหายซูหนี่ถูกบังคับขืนใจจริงๆ คดีนี้ย่อมถือว่าเธอตกเป็นเหยื่อ กฎหมายย่อมอยู่ข้างเธออย่างแน่นอน แล้วยังมีอะไรให้ต้องกังวลอีกงั้นเหรอ? หรือมีเรื่องอะไรมากกว่านั้นครับ?”

                  “ฉัน…ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นค่ะ ฉันเชื่อค่ะว่าพี่ซูหนี่ไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน!”

                  กู่หวานหวานส่ายหน้าพร้อมน้ำตาหยดน้อยที่เริ่มเอ่อ ได้แต่ส่งยิ้มหวานปนเศร้าให้เฉินหยุนถิง ประหนึ่งว่า ต่อให้วันนี้จะมืดหม่นเพียงใด แต่เธอก็จะยิ้มสู้ต่อไป

                  เห็นเช่นนั้น เฉินหยุนถิงได้แต่แอบใจสั่นเต้นระรัว แท้ที่จริงเขาเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของกู่หวานหวานมาพักหนึ่งแล้ว นอกเหนือจากเสน่ห์ความสวย เธอคนนี้ยังมีจิตใจอ่อนโยนด้วย นับเป็นมิตรสหายที่ดีและหาได้ยากยิ่งภายในสหพันธ์สตรี 

                  ครั้งแรกที่ได้ยิน เขายังคิดว่าคงเป็นการเยินยอเกินจริง แต่หลังจากได้พบปะสนทนากันระยะหนึ่ง ทุกอากัปกิริยาและคำโต้ตอบของกู่หวานหวาน ล้วนเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์และความจริงใจ จนทำให้เขารู้สึกว่า ตัวจริงของผู้หญิงคนนี้ช่างประเสริฐเสียยิ่งกว่าที่ผู้คนร่ำลือกันอีก

                  เห็นถึงความประทับใจที่เฉินหยุนถิงมีต่อกู่หวานหวานผู้เป็นลูกสาว หลัวจุนฮวาลอบแสยะยิ้มชั่วร้ายกับตัวเอง หลังจากที่จับซูหนี่กับเซิ่งเต๋าอันขังอยู่ในห้องเดียวกันแล้ว เธอก็รอฟังผลลัพธ์อยู่ในบ้านต่ออีกครู่หนึ่ง

                  ทันทีที่ทั้งคู่เริ่มส่งเสียงครวญครางดังขึ้น หลัวจุนฮวาก็รีบวิ่งแจ้นไปที่กองพัน เพื่อเรียกบุตรสาวของตนกับเฉินหยุนถิงให้มาช่วยตรวจสอบ

                  ขอเพียงจับสองคนนั้นได้คาหนังคาเขา วีรกรรมในวันนี้ก็จะกลายมาเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดบนหน้าประวัติศาสตร์ตระกูลกู่ของเธอ!

                  แต่ถึงอย่างนั้น กว่าจะรอให้ยาออกฤทธิ์ก็ดี กว่าจะพากู่หวานหวานและเฉินหยุนถิงมาถึงที่นี่ก็ดี กระบวนการทั้งหมดต้องเสียเวลาไปร่วมสองชั่วโมงทีเดีว 

                  ช้ากว่ากำหนดการเดิมเล็กน้อย

                  แต่นี่ไม่น่าใช่ปัญหา เพราะปริมาณยาที่เธอใช้มอมเมาทั้งสองคนนั้นค่อนข้างมาก ไม่มีทางที่ทั้งคู่จะฟื้นคืนสติตื่นขึ้นมาได้ทันอย่างแน่นอน

                  หุหุ

                  แผนการคราวนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับลูกสาวของเธอจริงๆ!

                  ทั้งโฉนดที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดของนังโง่ซูหนี่ อีกไม่นานก็จะตกเป็นของลูกสาวเธอแล้ว!

                  คิดได้เช่นนั้น หลัวจุนฮวาก็พลันยิ้มกริ่มอย่างมีความสุขเหลือล้น อดเร่งเร้าคนอื่นๆไม่ได้

                  “สหายทั้งหลาย สองคนนั้นน่าจะยังหลับอยู่ในห้อง รีบเข้าไปดูกันเถอะ!”

                  ตัดภาพอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ภายในบ้านตอนนี้

                  เวลาบีบคั้นเข้าใกล้ทุกที ซูหนี่เพิกเฉยต่อความเขินอายทั้งมวล สะบัดผ้าห่มเพียงผืนเดียวที่ปิดคลุมเรือนร่างทิ้งอย่างไม่ไยดี สองมือพัลวันคว้าเสื้อผ้ากางเกงในเร่งสวมใส่ทันที ขณะเดียวกันก็ยังหันไปปั้นหน้าขึงขังพูดกับฝ่ายชายว่า

                  “สหายเซิ่งเต๋าอัน ตอนนี้มีเวลาเหลือไม่มากแล้ว เอาเป็นว่าฉันจะสรุปให้ฟังสั้นๆนะ ไม่ว่าจะแก้ตัวยังไงตอนนี้ก็ไม่คงทันแน่ ทันทีที่คนพวกนั้นมาถึง ก็แค่บอกไปว่า พวกเรากำลังคบหาดูใจกันอยู่ แค่นั้นพอ! เพราะถ้าจับพวกเราอยู่บนเตียงคาหนังคาเขาไม่ได้ ก็ถือว่าไม่ผิด จริงมั้ย?”

                  “ไม่อย่างนั้น พวกเราทั้งคู่ต้องแย่แน่ ลองคิดดูนะ ตัวฉันคงต้องถูกรุมประณามแล้วขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ส่วนคุณอาจโดนข้อหาหนักถึงขั้นเข้าคุกเข้าตาราง ต่อให้จะมีเส้นสายก็เถอะ แต่ครั้งนี้ไม่น่าจะรอด!”

                  “ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคน ขอแค่วันนี้เอาตัวรอดไปให้ได้ก่อน หรือจะให้ฉันสาบานก็ยังได้ หลังจากที่เรื่องทุกอย่างจบลง ฉันสัญญาจะไม่มายุ่มย่ามหรือรบกวนชีวิตของคุณอีกตลอดไป”

                  คู่ชายหญิงสบประสานมองตากัน ซูหนี่จ้องตรงไปยังนัยน์ตาลึกล้ำสีดำสนิทของอีกฝ่าย เฝ้ารอคอยคำตอบภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้นเข้ามาทุกที

                  “ไม่ต้องห่วง ผมจะรับผิดชอบคุณเอง”

                  ประกายตาคมชัดสีเข้มขลับของเซิ่งเต๋าอันจ้องมองซูหนี่อย่างห้าวหาญแน่วแน่ ราวกับเขาได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างไปเรียบร้อยแล้ว

                  ตั้งแต่ย้ายมาที่นี่ เขาย่อมต้องเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับบุตรสาวบุญธรรมตระกูลกู่แล้วเช่นกัน ลือกันว่า เธอคือลูกเป็ดขี้เหร่ที่มีน้องสาวเป็นถึงหงส์ขาวแสนงดงาม 

                  อย่างไรเสีย สิ่งที่ตาของเขาได้เห็นในวันนี้กลับไม่เหมือนข่าวลือแม้แต่น้อย ผู้หญิงคนนี้ทั้งใจเย็นและมีเหตุผล ภายใต้สถานการณ์เลวร้ายสุดขีดถึงขั้นเรียกได้ว่า สามารถบดขยี้อนาคตที่สดใสของเธอได้อย่างไม่ยากเย็นนี้ แต่ตัวเธอกลับไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกใดๆออกมาให้เห็นเลย

                  เธอค่อยๆลงมือแก้ไขสถานการณ์ไปทีละขั้นตอน คัดสรรหาวิถีทางที่ดีที่สุดและตัดสินใจออกมาได้อย่างฉับไวไร้ที่ติ

                  ต้องพูดเลยว่า กระทั่งตัวเขาในตอนนี้ยังเริ่มสนใจในตัวซูหนี่ขึ้นบ้างแล้ว

                  เซิ่งเต๋าอันยกมือลูบศีรษะหญิงสาวอย่างแผ่วเบา ลูบไล้ไล่เรียงตามไรผมยาวสลวยไปสุดอยู่ที่ใบหน้ารูปไข่สวยงาม ผิวพรรณผ่องใสของเธอช่างเนียนขาวละเอียดดั่งหิมะ มีเสน่ห์ชวนให้ลุ่มหลงจนทำให้เขาถึงกับใจสั่นสะท้านที่ปลายนิ้วเมื่อสัมผัส เวลาเดียวกันนั้น ภาพฉากสุดร้อนแรงยามที่เธอขึ้นคร่อมขี่ดุจม้าพยศบนเรือนร่างของเขาในตอนนั้น ก็พลันผุดปรากฏขึ้นเลือนลางในใจ

                  ซูหนี่ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าลูกเป็ดขี้เหร่เลยสักนิด ทั้งหมดเป็นเพียงข่าวลือไร้สาระทั้งสิ้น และมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดว่า แท้จริงแล้ว ภายใต้เสื้อผ้าตัวใหญ่หลวมโคร่งของเธอนั้น ได้เก็บซ่อนเรือนร่างทรงโตสุดยั่วยวนปานใดเอาไว้

                  เซิ่งเต๋าอันเร่งระงับดับไฟอารมณ์ภายในใจจนสิ้น จากนั้น จึงเร่งจับไหล่ของเธอกดให้นั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะหนังสืออย่างรวดเร็ว

                  เขาเปิดลิ้นชักหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า ‘คำปฏิญาณจากมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่’ ออกมาและกางเปิดไว้บนโต๊ะเสร็จสรรพ

                  “เอาล่ะ ลองอ่านบรรทัดต่อไป”

                  “ห๊ะ?”

                  ซูหนี่นั่งตะลึงงันอยู่ชั่วครู่ บริเวณใบหน้าที่เรียวนิ้วของชายหนุ่มลูบไล้สัมผัสยังคงร้อนผ่าวไม่จางหาย

                  เปลี่ยนเรื่องเร็วแท้

                  เซิ่งเต๋าอันกระตุกเชือกเปิดโคมไฟบนโต๊ะให้ส่องสว่าง หมุนตัวย้อนกลับไปที่เตียงและทำการสะบัดผ้าปูจัดระเบียบให้เรียบร้อย แล้วจึงค่อยเดินถือดินสอกลับมาทำท่านั่งสอนหนังสือหญิงสาวด้วยท่าทีเป็นปกติ

                  เขาไม่วายเอียงตัวขยับเข้าชิดใกล้ซูหนี่ ยื่นมือชี้ปลายดินสอไปที่อักษรประโยคหนึ่งในหนังสือ ปลายเสียงเข้มผสานความนุ่มลึกพ่นผ่านใบหูของเธอเบาๆ ทำเอาซูหนี่ถึงกับเสียวสันหลังวาบพร้อมสั่นระทวยเล็กๆ

                  “อ่านประโยคนี้ออกใช่มั้ย?”

                  “ชะ-ใช่ค่ะ” ซูหนี่พยักหน้าแอบใจสั่นเบาๆ

                  ในฐานะที่เป็นถึงนักศึกษาชั้นหัวกะทิระดับแนวหน้าของประเทศ อย่าว่าแต่อ่านออกเลย กระทั่งช่วงปีที่มหาบุรุษผู้นี้พูดออกมาครั้งแรก รวมไปถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ใกล้เคียงกัน เธอก็สามารถไล่เรียงสาธยายให้ฟังได้ครบถ้วน มิหนำซ้ำ เจ้าของร่างเดิมยังเป็นคนเรียนเก่งอีกด้วย ดังนั้นแล้ว นี่จึงไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย

                  “บัดนี้ประชาชนจีนได้ลุกขึ้นแล้ว”

                  ซูหนี่อ่านท่องเสียงไม่ดังหรือเบาจนเกินไป คอยรับฟังการเคลื่อนไหวจากภายนอกไปด้วย และสิ่งที่ได้ยินค่อนข้างชัดเจนก็คือ เสียงกระแทกเท้าที่ค่อยๆใกล้เข้ามา

                  บ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ใครเข้าออกจึงย่อมรู้ตัวได้ไม่ยากนัก

                  พริบตาถัดมา เสียงถีบประตูก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น ‘ปัง!’ มันถูกเปิดขึ้นทันทีจากภายนอก

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย บ่วงแค้นหัวใจปีศาจ
9.8
อุบัติเหตุสยองคร่าชีวิตกุลธิดาน้องสาวสุดที่รักของหัสดินไปอย่างไม่มีวันกลับ ทิ้งให้เขาจมอยู่กับความกามแค้นต่อต้นเหตุที่ทำลายดวงใจดวงเดียวของเขา ในขณะที่ดารินผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกันต้องสูญเสียพี่ชายและตื่นมาพบกับพายุแห่งการจองเวร หัสดินปักใจเชื่อว่าเธอคือคนผิดที่ต้องชดใช้อย่างสาสม เขาเฝ้ารอเวลาที่เธอออกจากโรงพยาบาลเพื่อเริ่มต้นการล้างแค้นที่แสนทรมาน บ่วงกรรมที่ผูกพันด้วยความเกลียดชังและรอยเลือดจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางปริศนาที่รอวันเปิดเผย
หน้าปกนวนิยาย หลังจากฉันเสียชีวิต เขาก็ล่มสลาย
8.1
ฉินซื่อเฝ้ารักเจียงหร่วนมานับสิบปี จนสบโอกาสแต่งงานกับเธอในวันที่ตระกูลเจียงล่มสลาย แต่ชีวิตคู่ที่แสนหวานกลับกลายเป็นฝันร้ายในปีที่ห้า เมื่อเขาบังคับให้เธอทำแท้งเพื่อผู้หญิงอีกคน เจียงหร่วนได้รู้ความจริงอันโหดร้ายว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการล่มจมของครอบครัวเธอ เธอจึงร่วมมือกับศัตรูแกล้งตายเพื่อหลบหนีไป ทิ้งให้ฉินซื่อจมกองน้ำตาด้วยความเสียใจที่สายเกินไป พร้อมเตรียมแผนการล้างแค้นให้เขาชดใช้อย่างสาสมกับความเจ็บปวดที่เธอได้รับ
หน้าปกนวนิยาย [Back to be Superstar] ย้อนอดีตมาเป็นดาว
8.2
ชีวิตของอิมดานิพังทลายลงในพริบตาเมื่อความไว้ใจถูกทำลายโดยคนใกล้ชิด บริษัทของพ่อถูกอาแท้ๆ ยึดไปอย่างเลือดเย็น ซ้ำร้ายน้องสาวและเพื่อนสนิทที่เธอรักยังร่วมมือกันหักหลังเพื่อแย่งชิงคู่หมั้นของเธอไป ท้ายที่สุดเธอถูกพ่อบังเกิดเกล้าขายให้แก่เจสัน คิม เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ท่ามกลางความสิ้นหวังและขมขื่น ดานิสาบานด้วยแรงอาฆาตว่าหากมีโอกาสอีกครั้ง เธอจะกลับมาลากทุกคนที่ทำลายชีวิตเธอลงนรกและชดใช้ในสิ่งที่พวกมันทำไว้อย่างสาสมที่สุด
หน้าปกนวนิยาย ยอดรักเทพบุตรมาเฟีย
9.7
โชคชะตาความรักของทายาทมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลแห่งฮ่องกง เมื่อคาสโนว่าตัวร้ายกลับต้องมาสิ้นลายเพราะเสน่ห์ของสาวน้อยไร้เดียงสาอย่างโยธกา เขาจึงตั้งมั่นที่จะครอบครองเธอไว้เพียงผู้เดียวตลอดกาล ท่ามกลางบรรยากาศอันเร่าร้อนในห้องลับ พี่หมิงพยายามปลดเปลื้องอาภรณ์ของหญิงสาวที่กำลังสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น แม้เธอจะเอ่ยปากห้ามด้วยเสียงแผ่วเบา แต่สายตาอันหวานเยิ้มและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเขากลับยิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่มีวันปล่อยดอกไม้งามดอกนี้ให้หลุดมือไปได้เลย
หน้าปกนวนิยาย อ้อนรักอาเสือ
8.4
เมื่อความปรารถนาเริ่มอยู่เหนือขอบเขตความสัมพันธ์เดิม อาเสือจึงตัดสินใจทลายกำแพงคำว่าอาหลานทิ้งไป เขาย้ำเตือนให้เจ้าเอยมองความจริงว่าทั้งสองไม่มีพันธะทางสายเลือดต่อกัน แต่เป็นเพียงชายหญิงที่มีความต้องการลึกซึ้งตรงกันในค่ำคืนนี้ หากเขาปล่อยให้เธอกลับห้องไปเฉยๆ โดยไม่สานต่อความเร่าร้อนที่เกิดขึ้น เขาคงกลายเป็นผู้ชายที่โง่ที่สุด ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดเกินจะต้านทานไหวในนิยายรักโรแมนติกเรื่องนี้
หน้าปกนวนิยาย เมียบำเรอในหัวใจ
9.5
ตะวันฉายแบกความแค้นที่ฝังรากลึกมานานถึงสี่ปี หลังถูกว่าจันทร์หญิงสาวที่เขาเคยรักสุดหัวใจทรยศไปมีชีวิตใหม่กับชายอื่นพร้อมลูกสาวตัวน้อย เขาจึงกลับมาเพื่อชำระแค้นให้สาสมกับความทุกข์ที่ตนได้รับ แต่เมื่อได้เผชิญหน้ากันจริงๆ หัวใจที่เคยแข็งกร้าวกลับสั่นคลอนด้วยความพ่ายแพ้ต่อเสน่ห์ของเธอและเด็กหญิงผู้น่ารัก เส้นกั้นบางๆ ระหว่างความเกลียดชังกับความรักเริ่มเลือนหาย จนเขาลืมสิ้นซึ่งแผนการล้างแค้นและตระหนักว่าตนเองยังคงรักเธออย่างหมดหัวใจไม่เคยเปลี่ยนแปลง