
ร้ายกว่ารัก
ตอน 2
“เฮ้อ!” พิชชาภรณ์ถอนหายใจยาวอย่างหนักใจเป็นคำรบสองกับการเดาของปกรณ์ที่มันถูกต้องแม่นยำราวกับตาเห็น
“ต๊าย! บุญบาปนี่ฉันพูดถูกหรือยะ”
แทนคำตอบใบหน้าหวานภายใต้ผมยาวสีเข้มถึงกลางหลังพยักรับพร้อมกับขบริมฝีปากแน่น แต่คนถามกลับเห็นเป็นเรื่องตลกอย่างหาที่สุดมิได้จึงหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
“ถ้าอย่างนั้นก็เอาไว้เดี๋ยวสักสามสิบห้า ถ้ายังไม่มีใครเอาเธอ เราสองคนค่อยมาแต่งกันเองก็ได้ แต่ว่าฉันไม่ทำการบ้านหรอกนะ บอกไว้ก่อน” ร่างสูงจีบปากจีบคอพูดอย่างนึกสนุก ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายเกลียดกลัวการใช้ชีวิตคู่เป็นที่สุด ทั้งๆ ที่ครอบครัวก็ออกจะอบอุ่นจนพิชชาภรณ์เคยออกปากว่า ‘อบอุ่นมากจนหนูร้อนเหงื่อท่วมแล้ว’
คนฟังเบ้ปากพลางปิดนิตยสารที่กำลังอ่านลงอย่างกระแทกกระทั้น ไม่นึกสนุกไปกับคนพูดแม้แต่น้อย เพราะคำพูดของเขาจี้ใจดำเธอเต็มๆ เลยนี่นา โดยเฉพาะคำว่า ‘ไม่มีใครเอา’
ปกรณ์รู้ดีว่าเพื่อนสาวของตนนั้นโสดชนิดที่เรียกได้ว่าตั้งแต่เกิดมาจนอายุจะสามสิบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็ยังไม่เคยมีคำว่า ‘แฟน’ เข้ามาเฉียดใกล้เลยแม้แต่นิดเดียว ฉะนั้น คำว่า ‘แต่งงาน’ ก็ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด
“เจ๊ก็พูดได้สิ หนูจะสามสิบแล้วนะ”
หญิงสาวบ่นอุบถึงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นตามวัย ทั้งที่เธอไม่ใช่ผู้หญิงหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ ติดจะสวยกว่าดาราบางคนเสียด้วยซ้ำ แต่ไม่เคยเลยที่จะมีผู้ชายหน้าไหนมาขายขนมจีบอย่างเพื่อนคนอื่นๆ จนแล้วจนรอดก็เหลือเพียงเธอ ปกรณ์ และปณาลี เพื่อนในกลุ่มอีกคนเท่านั้นที่ยังนั่งครองตัวเป็นโสดอยู่บนคานทองนิเวศแบบนี้ ปกรณ์นั้นดีหน่อยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องอายุ แถมยังสามารถครองตัวเป็นโสดได้โดยไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้างด้วย แต่เธอนี่สิ เกือบจะสามสิบอยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนมาชายตาแลเลยสักคน คิดแล้วก็เจ็บจี๊ดในอก เธอเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัยเชียวนะ
เสียงหัวเราะร่วนของเพื่อนชายใจสาวของพิชชาภรณ์ดังประกอบเป็นระยะๆ จนใบหน้าหวานงอง้ำอย่างขัดใจ มือใหญ่ตบลงบนหลังมือบางเบาๆ พลางเอ่ยปลอบ
“เอาน่า อยู่บนคานก็สบายดีออก จำไม่ได้หรือว่าเคยพูดอะไรไว้”
“จำได้”
คนจำได้ทำหน้าเมื่อย ไม่ใช่เธอกลัวว่าตัวเองจะขึ้นคาน เธอแอบคิดด้วยซ้ำไปว่าการใช้ชีวิตโสดแบบนี้ยังดีกว่าการที่จะต้องคอยห่วงหรือพะวงว่าอีกฝ่ายจะอยู่อย่างไร คิดอย่างไร แต่ที่น่าหนักใจตอนนี้ก็คือเธอเป็นลูกสาวคนเดียวและไม่มีทายาทมาสืบสกุลบิดานี่สิเป็นปัญหาที่บังคับให้เธอต้องหาใครสักคน แต่กว่าจะหาได้ กว่าจะแต่งงาน อู่ของเธอคงสึกจนไม่เหมาะแก่การมีเบบี๋อย่างแน่นอน และเมื่อถึงตอนนั้นนอกจากจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการแล้วยังต้องมีใครก็ไม่รู้มานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ข้างๆ อีก ‘อี๋! แค่คิดก็ขนลุกแล้ว’
คิดถึงจุดนี้มือเล็กก็ลูบต้นแขนของตัวเองอย่างอดไม่ไหว นี่แค่คิดเฉยๆ ยังขนลุกขนาดนี้ แล้วถ้าให้มีจริงๆ เธอขอกลั้นใจตายดีกว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็เล่ามา” เห็นสีหน้าของเพื่อนก็รู้แน่ว่าอีกฝ่ายต้องการระบายความอัดอั้นตันใจ นางฟ้าผู้ใจดีจึงยอมสละเวลาเป็นกระโถนให้เพื่อนรักได้ระบายเป็นการชั่วคราว แม้ว่าหลังจากที่เอ่ยประโยคนั้นใบหน้าคมจะหันไปอีกทางก็ตามที
“ตอนนี้หนูตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำยังไงดี พวกคุณแม่อยากได้หลานไว้เลี้ยงแก้เหงา เมื่ออาทิตย์ก่อนพี่เซ ลูกพี่ลูกน้องของหนูพาเด็กๆ มาที่บ้าน พวกท่านดีใจมากเลยนะคะที่มีเด็กๆ มาร้องเรียกคุณย่าครับ คุณย่าขา” เสียงหวานบีบให้แหลมเล็กเหมือนเสียงเด็กขณะนึกถึงคำพูดที่ ‘ต้นกล้า’ กับ ‘ต้นแก้ว’ หลานชายหลานสาวตัวแสบเรียกเหล่าผู้อาวุโสทั้งหก
“แต่พอพี่เซกับพี่เอมพาเด็กๆ กลับเท่านั้นแหละ บ่นคิดถึงเช้า สาย บ่าย เย็น แถมพ่วงก่อนนอนอีกต่างหาก แล้วทุกอย่างก็มาลงที่หนูเมื่อคุณปู่เปรยขึ้นว่าอยากได้เหลน เจ๊ก็รู้ว่าหนูไม่อยากแต่งงาน แล้วหนูจะไปหาเหลนที่ไหนมาให้พวกท่านล่ะคะ”
หญิงสาวเล่าเรื่อยๆ พลางถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ เมื่อคิดถึงประโยคที่เศรษฐพงศ์และเอมอรตอบกลับมาเมื่อเธอโทรศัพท์ไปขอร้องให้พาเด็กๆ มาเที่ยวที่บ้านอีก
‘หนูเพลงก็แต่งงานสิครับ จะได้มีหลานไว้ให้พวกคุณยายเลี้ยง’
“แถมพี่เซยังมาบอกให้หนูแต่งงานอีก เรื่องอะไร หนูอุตส่าห์โสดมาได้ตั้งเกือบสามสิบปีเชียวนะ จะให้ไปแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ได้ยังไง เจ๊ว่าจริงมั้ย”
“ถ้าหล่อนไม่อยากแต่งงานขนาดนั้น หล่อนก็หาผู้ชายสักคนมาทำหลานให้ท่านเสียสิ” ปกรณ์ที่ฟังบ้างไม่ฟังบ้างเพราะมัวแต่สนใจหนุ่มน้อยหน้ามนลูกค้าของร้านบอกปัดไปอย่างไม่ใส่ใจในคำพูดของตัวเองมากนัก
แต่นั่นกลับทำให้หญิงสาวที่กำลังนั่งกลุ้มได้พบหนทางสว่างที่รออยู่เบื้องหน้า อาจจะแปลกประหลาดจนดูเหมือนโรคจิตไปสักหน่อยแต่มันก็น่าจะได้ผลที่ดีเกินคาดไม่ใช่หรือ ทำลูกไม่จำเป็นต้องแต่งงานก็ได้นี่นา แค่มีผู้ชายสักคน
“ขอบคุณค่ะเจ๊!”
เสียงหวานร้องออกมาอย่างดีใจ เรียวแขนเล็กวาดโอบรอบลำคอแกร่งแล้วยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตที่แก้มของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วฟอดใหญ่ จนปกรณ์อ้าปากค้างเมื่อโดนจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว
แต่พอจะหันมาแฉ่งเสียให้สมกับที่ทำให้หนุ่มหน้ามนที่อุตส่าห์เล็งไว้ตื่น พิชชาภรณ์ก็ก้มหน้าก้มตาเปิดนิตยสารรายปักษ์บนโต๊ะอย่างเอาเป็นเอาตายทิ้งให้ปกรณ์ได้แต่ค้อนปะหลับปะเหลือกให้กับลมฟ้าและอากาศ
หากทว่าผ่านไปแค่สิบนาทีพิชชาภรณ์ก็ร้องเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นขึ้นมาอีกคราจนเขาสะดุ้ง
“เจ๊! หนูเจอแล้ว”
สีหน้าและแววตายามลากปลายนิ้วไปตามตัวอักษรที่ปรากฏบนหน้านิตยสารกอสสิปรายปักษ์ชื่อดังชวนให้ถูกเรียกรู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะเมื่อริมฝีปากสีระเรื่อกระตุกยิ้มให้กับความคิดของตัวเอง
“เจออะไรย่ะหล่อน” ถามด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิดเพราะหนุ่มหน้ามนคนเดิมลุกขึ้นเดินหนีไปตกเสียงเรียกของหญิงสาว หมดกัน อุตส่าห์จ้องมาตั้งนาน
“เป้าหมายค่ะ”
“เป้าหมายอะไรกันยะ” ปกรณ์หันกลับมาถามด้วยความสนใจมากกว่าเมื่อครู่ ทั้งยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อดูสิ่งที่หญิงสาวกำลังให้ความสนอกสนใจ ดวงตาสีเข้มใต้กรอบแว่นสีดำไล่มองตามอักษรที่ปรากฏบนหน้ากระดาษ
‘บุรินทร์ ภักดีบุรมย์ นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงของธุรกิจขนส่งติดอันดับโลก’
“ทำไม หนุ่มหล่อเริ่ดเพอร์เฟกต์ขนาดนี้...แกคิดจะจับเขาหรือไง" คนเดาเดาอย่างนึกสนุกด้วยมั่นใจว่าเพื่อนสาวไม่มีทางทำแบบนั้นอย่างแน่นอน เพราะหากพิชชาภรณ์ทำจริงคงไม่อยู่เป็นโสดมาจนถึงปูนนี้
ทว่าคำตอบที่ได้กลับทำให้ปกรณ์ตะลึงงันเมื่อ พิชชาภรณ์พิชชาภรณ์หันมาพยักหน้าตอบ
“ใช่ค่ะ”
ไม่เสียแรงที่เป็นเพื่อนกันมาหลายปี เดาความคิดของเธอเก่งจริงๆ พิชชาภรณ์นึกครึ้มในใจแล้วก็ฉีกยิ้มหวานขณะที่ดวงตากลมยังไม่ละไปจากภาพของชายหนุ่มสวมชุดสูทสีเข้มเบื้องหน้า
“นี่แหละผู้ชายที่จะมาเป็นต้นแบบของลูกหนู”
คุณอาจจะชอบ





