ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย Say U love me โซ่รักนารา

Say U love me โซ่รักนารา

โชคชะตาหรือความบังเอิญที่นำพาให้หญิงสาวธรรมดาได้มาพบกับ โซ่ นักดนตรีหนุ่มระดับซูเปอร์สตาร์ผู้เพียบพร้อมทั้งหน้าตาและฐานะที่สาวๆ ต่างคลั่งไคล้ แต่ความโชคดีกลับกลายเป็นความสับสน เมื่อเธอตื่นขึ้นมาบนเตียงของเขาด้วยความมึนตงโดยไม่รู้สาเหตุ ท่ามกลางความตระหนกที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มกลับยื่นข้อเสนอที่เย็นชาเพื่อปกปิดความลับนี้ โดยกำชับให้เธอลืมเรื่องราวในคืนนั้นไปเสีย แลกกับการที่เธอได้รับลายเซ็นของเขาไปครอบครองตามความปรารถนา
ตอน
แชร์

ตอน 3

หืม บังเอิญหรือเปล่า เขาคงไม่ได้มองฉันอยู่หรอกมั้ง เพราะตรงจุดที่ฉันยืนอยู่ตอนนี้มีอีกนับสิบกว่าชีวิตยืนอยู่ด้วย เขาคงแค่มองไปเรื่อยนั่นแหละเพราะจุดที่เขายืนอยู่ตอนนี้มันทำให้เขาสามารถกวาดสายตามองไปตรงไหนก็ได้ และจุดที่ฉันยืนอยู่มันก็อยู่ใกล้เวทีที่เขายืนอยู่ด้วย เขาจะมองมาทางนี้มันก็คงไม่แปลก สงสัยฉันคงจะคิดมากไปเองแหละมั้งที่เมื่อกี้เผลอคิดว่าเขาคนนั้นมองมาที่ฉันอยู่

“อ๊าย พี่โซ่มองมาทางนี้ด้วยแหละ กรี๊ด!”

และเขามีชื่อว่าโซ่ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นมือเบสของวงไดอาโทนิก และเท่าที่ฉันเคยเห็นพวกเขาผ่านตามาบ้างและได้ยืนดูพวกเขาทำการแสดงมาได้สักพักแล้วนั้น ผู้ชายที่ชื่อว่าโซ่คนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะมีอะไรที่โดดเด่นกว่าสมาชิกคนอื่นในวงมาก ทั้งเรื่องหน้าตาและเสน่ห์ของเขา เพราะแบบนี้สินะ อีกัสมันถึงได้พูดถึงผู้ชายคนนี้กรอกหูฉันแทบทุกวัน

ก็..ยอมรับว่าผู้ชายคนนี้หน้าตาดีและมีเสน่ห์เหลือล้น แต่มันก็ไม่ได้มากพอที่จะทำให้ฉันรู้สึกสนใจในตัวเขาได้ เพราะฉันค่อนข้างที่จะรู้สึกชินชากับการได้เห็นผู้ชายหน้าตาดีแล้วน่ะ เพราะบรรดาผู้ชายที่อยู่รอบข้างฉันแต่ละคนหน้าตาดีไม่แพ้คนที่ชื่อว่าโซ่นั่นเลยสักนิด อย่างเช่นพี่ชายฉัน เพราะแบบนั้น ฉันเลยรู้สึกต่างจากพวกสาวๆ ที่กำลังส่งเสียงกรีดร้องให้เขาอยู่ข้างล่างเวทีนี้ยังไงล่ะ

“เฮ้อ”

ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วเอียงคอมองไปยังคนที่ยืนอยู่บนเวทีไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะฉันคิดว่าตอนนี้เขาคงไม่ได้มองว่าฉันกำลังแสดงสีหน้าแบบไหนอยู่ ฉันถึงได้ถ้าที่จะใช้สายตาแบบนั้นมองไปที่เขา แต่..ผิดคาดแฮะ เพราะหลังจากที่ฉันแสดงสีหน้าแบบนั้นออกไป คนที่ยืนเล่นเบสไปตามทำนองเพลงในตอนนี้ก็ขมวดคิ้วใส่ฉันทันที เอ๊ะ บังเอิญหรือเปล่า หรือว่าเขากำลังจ้องฉันอยู่จริงๆ

“หืม มองอะไรวะ”

ฉันพึมพำพูดกับตัวเอง แล้วคนที่ยืนเล่นเบสอยู่บนเวทีก็ยกคิ้วขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกใจทันที ดูเหมือนว่าเขาจะอ่านปากฉันออกสินะถึงได้มีปฏิกิริยาแบบนั้น แต่หลังจากที่เขาแสดงสีหน้าแปลกใจให้เห็นแล้ว ต่อจากนั้นเขาก็ส่งยิ้มที่มุมปากมาให้ฉันก่อนที่เขาจะหันไปตั้งใจกับการแสดงต่อ หือ อะไรวะ เมื่อกี้เขาจงใจหว่านเสน่ห์ใส่ฉันอย่างนั้นเหรอ อ่า ให้ตายสิ รู้สึกขนลุกชะมัด

“และแล้วก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยกันแล้วนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราเองก็รู้สึกลุ้นไม่แพ้กันว่าวันนี้ใครกันนะที่จะเป็นผู้โชคดีที่ได้รับแฟนเซอร์วิสจากพวกเรา”

ฉันก้มหน้าลงไปมองนาฬิกาของตัวเองทันทีเพื่อดูว่าตอนนี้มันใกล้ถึงเวลาที่คอนเสิร์ตจะจบลงหรือยัง เพราะฉันเริ่มที่จะทนไม่ไหวแล้ว

“เอาล่ะครับ คนแรกเริ่มที่น้องเล็กของวงมาจับฉลามเป็นคนแรกเลยดีกว่า”

“ผมได้หมายเลข98 ครับ”

“ผู้โชคดีที่ถือบัตรหมายเลข 98 เชิญขึ้นมาบนเวทีเลยครับ”

“กรี๊ด!”

หืม เขาส่งเสียงกรีดร้องอะไรกัน แล้วนี่เขาไม่เล่นดนตรีต่อกันแล้วเหรอ แล้วทำไมทุกคนถึงได้ดูตื่นเต้นกันขนาดนั้นล่ะ อย่างกับกำลังลุ้นหวยกันอยู่ยังไงยังงั้น

“ต่อไป หมายเลข 378 ครับ”

“ผมได้หมายเลข 642”

แล้วนั่น เขาจับฉลากอะไรกัน

“เอาล่ะครับ และแล้วก็มาถึงคนสุดท้าย โซ่ ออกมาจับเร็ว”

“ขอให้เป็นกูๆ”

ประโยคนั้นทำให้ฉันหันไปมองหน้าอีกัสทันที ซึ่งตอนนี้มันกำลังภาวนาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์สิทธ์อยู่ ซึ่งแน่นอนว่าท่าทีแปลกประหลาดของเพื่อนสนิทฉันในตอนนี้ทำให้ฉันต้องมองหน้ามองด้วยสายตาเอือมระอาทันที เพราะไม่คิดว่าการมาดูคอนเสิร์ตในครั้งนี้มันจะทำให้เพื่อนฉันกลายร่างเป็นคนบ้าได้ถึงขนาดนี้ ปกติมันก็บ้าอยู่แล้วน่ะ แต่ฉันไม่เคยเห็นมันบ้าขนาดนี้มาก่อนเลย หืม อีกัสมันโดนของหรือเปล่าวะ ฉันเริ่มจะกลัวมันแล้วสิ

“บุญกุศลที่น้องกัสอุตส่าห์ทำมาน้อยนิด ได้โปรดช่วยลูกด้วย”

“ว่างๆ มึงแวะไปหาหมอหน่อยไหม กูว่ามึงอาการหนักแล้วนะ”

“เงียบก่อนอีนารา กูกำลังทำพิธีอยู่”

อะไรของมันวะ

“และผู้โชคดีของคุณโซ่ก็คือ หมายเลข...”

“ขอให้เป็นกูๆ”

“หมายเลข23 ครับ”

“โห่”

แล้วเสียงโห่ร้องด้วยความผิดหวังก็ดังขึ้นมา ก่อนที่ความเงียบจะค่อยๆ เข้ามาปกคลุม ซึ่งบรรยากาศในตอนนี้มันทำให้ฉันรู้สึกสบายใจเป็นครั้งแรกเลยตั้งแต่ที่เดินเข้ามาอยู่ในนี้ ความเงียบสงบแบบนี้สินะที่ฉันโหยหา อ่า รู้สึกดีจัง

“หมายเลข 23 ครับ อยู่ไหมเอ่ย ช่วยแสดงตัวด้วย”

“นี่เธอ”

ในระหว่างที่ฉันกำลังเสพสุขกับความสงบอยู่นั้น จู่ๆ ไหล่ของฉันก็มีคนมาสะกิด พอฉันหันไปมองก็เห็นว่าคนที่สะกิดฉันเมื่อกี้คือผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันนั่นเอง ใช่ คนเดียวกันกับคนที่กระแทกฉันก่อนหน้านี้นั่นแหละ ว่าแต่เธอพึ่งเห็นเหรอว่าฉันยืนอยู่ตรงนี้ ทั้งๆ ที่เธอกระแทกฉันจนน่วมไปทั่วทั้งร่างแล้วเนี่ยนะ

“หืม มีอะไรเหรอ จะขอโทษเรื่องเมื่อกี้เหรอ ช่างเถอะ ไม่ถือสาอยู่แล้ว”

“พูดเรื่องอะไรของเธอ”

อ้าว ที่สะกิดไม่ใช่จะมาขอโทษฉันหรอกเหรอ

“เธอหมายเลข 23 ไม่ใช่เหรอ”

หือ หมายเลขอะไร

“หมายเลขบัตรเธอไง หมายเลข 23 ใช่ไหม”

ด้วยความสงสัยฉันเลยหยิบเอาบัตรคอนเสิร์ตที่อีกัสให้ฉันก่อนหน้านี้ขึ้นมาดู ซึ่งฉันก็เห็นได้ทันทีว่าบัตรที่ฉันถืออยู่ตอนนี้มันมีหมายเลขที่ว่านั่นติดอยู่จริงๆ

“กรี๊ด อีนารา มึงโชคดีชะมัดเลยอีเพื่อนสาว”

หมับ!

แล้วอีกัสมันก็ดึงร่างฉันไปกอดด้วยความดีใจทันที หือ อะไรวะ มันดีใจอะไร แล้วนี่ทำไมทุกคนถึงมองมาที่ฉัน เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอ ใครก็ได้ช่วยอธิบายฉันให้รู้เรื่องทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“หมายเลข 23 อยู่ไหมครับ”

“อยู่ค่ะ ทางนี้ๆ!”

เมื่อกี้มันไม่ใช่เสียงของฉันหรอก แต่เป็นเสียงของอีกัสต่างหาก และนอกจากมันจะตะโกนส่งเสียงเรียกความสนใจของคนที่อยู่บนเวทีแล้ว มันยังถือวิสาสะยกแขนของฉันขึ้นเพื่อบอกตำแหน่งให้ทุกคนรู้ว่าตอนนี้ฉันยืนอยู่ที่ไหนไปด้วย

“สตาฟช่วยพาผู้โชคดีขึ้นมาบนเวทีด้วยครับ”

“แต้มบุญนี้ มึงช่วยทำเพื่อกูด้วยนะอีนารา”

“มึงพูดเรื่องอะไร กูงงไปหมดแล้วนะอีกัส”

“โชคดีเพื่อนสาว”

อีกัสพูดกับฉันมาได้เพียงแค่นั้น เพราะหลังจากนั้นฉันก็ถูกสตาฟพาตัวไป โดยที่ฉันก็เดินตามแรงชักจูงของพวกเขาไปที่ไหนสักที่ด้วยความมึนงง แต่พอฉันมารู้ตัวอีกที ฉันก็มายืนอยู่บนเวทีต่อสายตานับหมื่นคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เอ๊ะ เดี๋ยวนะ คนพวกนั้นพาฉันขึ้นมาบนนี้ทำไม อ่า ให้ตายสิ ฉันงงไปหมดแล้วนะ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย

“บังเอิญจังเลยนะ”

ประโยคนั้นทำให้ฉันหันไปมองหน้าคนคนนั้นทันทีก็เห็นว่าตอนนี้เขาได้มายืนอยู่ข้างๆ ฉันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใช่ คนนั้นคือคนเดียวกันกับที่ยืนจ้องหน้าฉันก่อนหน้านี้นั่นแหละ คนที่ชื่อว่าโซ่อะไรนั่นน่ะ

“ไปหัดเรียนวิธีเรียกร้องความสนใจจากนั้นมาจากไหน”

หือ เขากำลังพูดเรื่องอะไรของเขากันเนี่ย

“ถือว่าไม่แย่ อย่างน้อยเธอก็ทำให้ฉันมองเธอได้”

“หมายความว่าไง”

“ก็หมายความว่าที่เธอแกล้งทำเป็นไม่สนใจฉัน มันเป็นเพราะเธอต้องการที่จะเรียกร้องความสนใจจากฉันไม่ใช่เหรอ”

นี่เขากำลังคิดว่าฉันกำลังเรียกร้องความสนใจจากเขาอยู่อย่างนั้นเหรอ ฉันจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร ผู้ชายคนนี้บ้าไปแล้วหรือเปล่า คิดเองเออเองทั้งนั้น

“เป็นวิธีที่ร้ายกาจเหมือนกันนะ”

“พูดอะไรของคุณ ฉันว่าคุณกำลังเข้าใจผิดอะไรบางอย่างอยู่นะ”

“หือ เข้าใจผิดอย่างนั้นเหรอ”

“ใช่ คุณกำลังเข้าใจฉันผิด ฉันไม่ได้ทำแบบนั้นเพื่อที่จะเรียกร้องความสนใจจากคุณ”

ที่ฉันแสดงท่าทีแบบนั้นก็เพราะว่าฉันไม่คิดว่าเขาจะมองฉันอยู่ และอีกอย่างที่ฉันทำไปทั้งหมดก็เพราะว่าฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ไม่ได้เจตนาที่จะเรียกร้องความสนใจจากใครสักหน่อย และอีกอย่าง เขาเป็นใคร ทำไมฉันต้องทำให้เขาสนใจฉันด้วย หลงตัวเองชะมัด

“อ่อ เหรอ”

หือ น้ำเสียงแบบนี้ นี่เขาไม่เชื่อฉันอย่างนั้นเหรอ อ่า ให้ตายสิ ผู้ชายคนนี้นิสัยเสียอย่างที่เขาร่ำลือกันไม่มีผิด แล้วนี่ทำไมเขาต้องมายืนใกล้ฉันด้วยเนี่ย ยืนห่างไม่ได้หรือไงกัน

“เอาล่ะครับ มาถึงคู่สุดท้ายของเราสักที เอ๊ะ ว่าแต่นี่สองคนนี้แอบกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่หรือเปล่า”

ในระหว่างที่พวกฉันกำลังต่อปากต่อคำกันอยู่นั้น จู่ๆ พิธีกรที่เป็นผู้ดำเนินการในวันนี้ก็ยื่นไมค์มาจ่อปากฉัน

“เปล่าค่ะ”

“อืม ถ้าอย่างนั้นสาวน้อยคนนี้ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยได้ไหมครับ ว่าชื่ออะไร”

หืม สาวน้อย? ฉันไม่ใช่สาวน้อยแล้วนะ ฉันโตแล้ว และอีกอย่างฉันจำเป็นต้องบอกชื่อของตัวเองให้คนพวกนี้รู้ด้วยเหรอ

“ต้องบอกด้วยเหรอคะ”

“เอ่อ ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรครับ”

“ค่ะ ไม่สะดวก”

ฉันตอบไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แล้วพิธีกรคนนั้นก็ทำหน้าเหวอทันที ก็ในเมื่อเขาบอกว่าถ้าหากฉันไม่สะดวกบอกชื่อฉันก็ไม่บอกก็ได้ไม่ใช่เหรอ แล้วจะเหวอเพื่อ?

“ฮ่า ๆ สาวน้อยผู้โชคดีคนนี้รู้จักยิงมุกด้วยนะครับ ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้เรามาสนใจเรื่องนี้กันแทนดีกว่า ว่าสาวน้อยผู้โชคดีคนนี้จะได้รับแฟนเซอร์วิสอะไรจากคุณโซ่”

หืม รู้สึกขัดใจกับคำว่าสาวน้อยจัง ว่าแต่แฟนเซอร์วิสเนี่ย มันคืออะไรอย่างนั้นเหรอ

“เชิญคุณโซ่จับฉลากเลยครับ”

พิธีกรคนนั้นพูดก่อนที่เขาจะยื่นกล่องอะไรบางอย่างส่งไปให้คนที่ยืนอยู่ข้างกายของฉันทันที โซ่จึงยื่นมือล้วงเข้าไปในกล่องก่อนที่เขาจะหยิบเอาอะไรบางอย่างออกมา ซึ่งมันคือแผ่นกระดาษที่มีข้อความอะไรบางอย่างเขียนอยู่บนนั้น

“ได้คำตอบแล้วนะครับ สาวน้อยผู้โชคดีคนนี้ได้รับแฟนเซอร์วิสจากคุณโซ่คือ....”

ถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เสียงพิธีกรตอนนี้ทำให้ฉันอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ ก็เล่นเว้นวรรคคำพูดแบบนั้น ใครบ้างล่ะที่จะไม่ตื่นเต้น เฮ้อ พูดให้จบๆ ในประโยคเดียวเลยไม่ได้หรือไงกัน ให้ตายสิ

“นั่นก็คือ..กอดนั่นเอง ยินดีกับสาวน้อยผู้โชคดีคนนี้ด้วยครับที่จะได้กอดจากคุณโซ่”

หือ กอด?

ขวับ!

ทันทีที่ฉันได้ยินประโยคนั้นจากพิธีกร ฉันก็หันหน้าไปมองคู่กรณีทันทีด้วยความตกใจ ซึ่งตอนนี้คู่กรณีของฉันเขายังคงแสดงสีหน้าเป็นปกติเหมือนเดิมอยู่ ราวกับว่าคำว่ากอดเมื่อกี้มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกแปลกใจกับมันเลยสักนิด ซึ่งต่างจากฉันที่ตอนนี้ทั้งงง ทั้งตกใจ และก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมฉันต้องกอดกับคนแปลกหน้าที่โคตรจะหลงตัวเองคนนี้ด้วยเนี่ย อ่า ให้ตายสิ นี่มันวันซวยอะไรของฉันกันเนี่ย

“เชิญคุณโซ่มอบกอดที่แสนอบอุ่นให้แก่สาวน้องผู้โชคดีคนนี้เลยครับ”

เดี๋ยวสิ ช่วยถามฉันสักคำหน่อยไหมว่าฉันอยากจะกอดกับผู้ชายคนนี้หรือเปล่า บ้าชะมัด ฉันจะทำยังไงดีเนี่ย อ่า จริงสิ อีกัส! อีกัสมันต้องช่วยฉัน

เมื่อคิดได้อย่างนั้นฉันก็กวาดสายตามองหาร่างของเพื่อนสนิทของตัวเองที่อยู่ด้านล่างเวทีทันทีเพื่อขอความช่วยเหลือจากมัน แต่ทันทีที่ฉันกวาดสายตาไปเจอร่างของอีกัส ฉันก็ถึงกับต้องถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกเอือมระอาทันที เพราะตอนนี้อีกัสมันกำลังยืนชักดิ้นชักงอด้วยความอิจฉาอยู่ที่ด้านล่างเวทีพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนขอส่วนบุญจากฉันอยู่

เฮ้อ ฉันคงหวังพึ่งอีกัสไม่ได้แล้วล่ะ ดูเหมือนว่าฉันจะคาดหวังกับอีกัสมากเกินจนลืมไปซะสนิทว่าเพื่อนของฉันคนนี้มันบ้าผู้ชายมากกว่าห่วงเพื่อน สงสัยงานนี้ฉันคงต้องช่วยเหลือตัวเองสินะ

“โทษนะคะ”

ฉันหันไปกระซิบเรียกพิธีกร เพราะตอนนี้ฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องอะไรบางอย่างจากเขานิดหน่อยน่ะ แบบว่าฉันคงทำในสิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้ไม่ได้หรอก ไม่สิ ฉันไม่อยากทำมันเลยต่างหากล่ะ เพราะฉะนั้นฉันเลยอยากจะบอกให้พิธีกรได้รู้ว่าฉันไม่เต็มใจที่จะมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ และเขาก็ควรจะรับรู้ถึงความลำบากใจนี้ของฉันและช่วยแก้สถานการณ์ให้ฉันทำอย่างอื่นแทน อย่างอื่นที่ไม่ใช่การกอดน่ะ

“มีอะไรครับ”

พิธีกรหันมากระซิบถามฉันกลับ

“คือ ไม่ทำได้ไหมคะ”

“เอ๊ะ หมายความว่ายังไงครับที่ว่าไม่ทำ”

“กอดนั่นน่ะ ฉันไม่อยากทำ”

“ไม่สะดวกตรงไหนเหรอครับ แค่กอดเอง”

กอดเลยนะ ใช้คำว่าแค่ไม่ได้

“ฉันไม่...”

หมับ!

แต่ในระหว่างที่ฉันกำลังกระซิบกระซาบกับพิธีกรอยู่นั้น จู่ๆ แขนของฉันก็มีมือของใครบางคนเอื้อมมาจับ แต่มันไม่ใช่แค่จับ เพราะเจ้าของมือนั่นได้ออกแรงดึงร่างของฉัน จนฉันต้องถลาไปตามแรงของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ทันที และคนที่ทำเรื่องแบบนี้กับฉันก็คือโซ่ ผู้ชายหลงตัวเองคนนั้นนั่นแหละ

“นี่ ทำอะไรเนี่ย”

“จะกอด”

“ห๊ะ”

พรึบ!

ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดอะไรออกไปได้ ก็มีมือข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นมากดหัวฉันโดยไม่ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า จนทำให้ใบหน้าของฉันพุ่งกระแทกเข้ากับหน้าอกแข็งๆ ของเจ้าของมือนั่นเต็มๆ กลิ่นของน้ำหอมบวกกับกลิ่นของบุรุษเพศลอยมาแตะจมูกของฉันทันทีที่ใบหน้าของฉันกระแทกกับหน้าอกของเขา แต่ตอนนี้ฉันไม่ได้สนใจกลิ่นพวกนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะสิ่งที่ฉันสนใจก็คือ แรงกระแทกเมื่อกี้มันทำให้จมูกของฉันหักหรือเปล่าเนี่ยสิ

อ่า เจ็บชะมัด ผู้ชายคนนี้ไม่อ่อนโยนเลยสักนิด แบบนี้เขาไม่เรียกว่ากอดแล้ว เขาเรียกว่าจงใจทำร้ายร่างกายกันชัดๆ

“กรี๊ด!”

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ดังสนั่นก้องกังวานจนแสบแก้วหูนั้น ไม่มีใครรู้เลยว่าฉันคนนี้กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดออกจากอ้อมกอดบ้าๆ นี่ด้วยความสิ้นหวังอยู่ เพราะแขนที่กอดรัดร่างของฉันเอาไว้ตอนนี้มันช่างรัดแน่นซะเหลือเกิน แน่นจนดิ้นไม่หลุด

“นี่ ปล่อยได้แล้ว จะฆ่ากันหรือไง”

“อ่อ”

เขาครางตอบฉันมาในลำคอเพียงแค่นั้นก่อนที่เขาจะปล่อยท่อนแขนที่รัดร่างของฉันเอาไว้แน่นเมื่อกี้ออกจนฉันกลับมาเป็นอิสระได้อีกครั้ง และทันทีที่ฉันได้อิสระกลับคืนมาฉันก็ตวัดสายตาไปมองหน้าคู่กรณีด้วยความหงุดหงิดทันที

“หวังว่าจะชอบของขวัญที่ได้เมื่อกี้นะครับ”

แต่สิ่งที่เขาโต้ตอบฉันกลับมานั้นมันทำให้คิ้วของฉันกระตุกขึ้นมาทันทีด้วยความเจ็บใจ เพราะนอกจากคำพูดที่ชวนทำให้ฉันต้องรู้สึกหงุดหงิดนั่นแล้วเขายังส่งยิ้มมาให้ฉันหลังจากที่พูดประโยคอีกด้วย นี่เขากำลังยิ้มเยาะใส่ฉันอยู่เหรอ อ่า ผู้ชายคนนี้เขาจงใจกวนประสาทฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย

ฉันมองเขาตาขวางทันทีก่อนที่จะยกมือขึ้นมาถูจมูกของตัวเองไปด้วยเพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บให้กับตัวเอง แต่ในระหว่างที่ฉันถูจมูกตัวเองไปนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนจะได้กลิ่นอะไรบางอย่างโชยมา ไม่สิ กลิ่นนั่นมันติดอยู่จมูกของฉันต่างหากล่ะ และมันก็เป็นกลิ่นเดียวกันกับจุดที่จมูกของฉันกระแทกก่อนหน้านี้ด้วย อ่า นี่กลิ่นของเขาติดจมูกฉันมาด้วยอย่างนั้นเหรอ อี๋ ฉันรีบเช็ดจมูกของตัวเองทันทีด้วยความรู้สึกขยะแขยงที่จมูกของตัวเองมีกลิ่นของคนอื่นติดมาด้วยแบบนี้

“อ่า บรรดาผู้โชคดีของเราคนฟินกันน่าดูที่ได้รับแฟนเซอร์วิสจากหนุ่มๆ วงไดอาโทนิกกันแบบใกล้ชิดแบบนี้นะครับ”

ฟินกับผีน่ะสิ

“และแล้วช่วงเวลาแสนฟินของเราก็ได้หมดลงไป เชิญเหล่าผู้โชคดีกลับที่ได้แล้วครับ เพราะหลังจากนี้พวกเราจะได้สนุกกับวงไดอาโทนิกต่อ ขอมอบเวทีให้กับไดอาโทนิกครับ”

“กรี๊ด!”

“ชิ”

ฉันเดาะลิ้นด้วยความหงุดหงิดแล้วเดินกระแทกเท้าลงไปจากเวทีทันทีโดยไม่ลังเลเลยสักนิด เพราะการได้ลงจากเวทีนี้มันคือความปรารถนาของฉันตั้งแต่แรกแล้ว อ่า ไม่สิ ฉันอยากออกไปจากที่นี่เลยมากกว่า

“อีนาราเป็นไงบ้าง ตัวพี่โซ่หอมไหมมึง กูล่ะอิจฉามึงจริงๆ ไหน ขอกูสูดดมกลิ่นจองพี่โซ่จากตัวมึงที”

ถ้าหากว่าหลังจากนี้ฉันเลิกเป็นเพื่อนกับอีกัสคงไม่ต้องสงสัยกันหรอกนะว่าสาเหตุมันมาจากอะไร ให้ตายสิ มันควรจะดูสีหน้าฉันตอนนี้ก่อนไหมว่าฉันกำลังทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ ไม่ใช่มาจับฉันดมเหมือนหมาแบบนี้

“หือออ กูอยากสิงร่างมึงจัง ทำไมคนที่ได้กอดพี่โซ่ถึงไม่เป็นกู ว่าแต่มึงจะทำหน้าบอกบุญไม่รับแบบนั้นไปถึงตอนไหน มึงควรฟินสิถึงจะถูก

อย่างน้อยมันก็ไม่ได้ตาบอดสินะ

“ฟินกับผีสิ วันหลังมึงอย่าชวนกูมาทำอะไรแบบนี้อีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นกูเลิกคบกับมึงเป็นเพื่อนแน่”

“ไม่แล้วจ้าเพื่อนรัก วันนี้กูยกคำว่า best friendให้มึงไปครองเลยนาราเพื่อนรักของน้องกัส”

“ไม่ต้องทำเป็นพูดดี ตอนนี้กูกำลังเคืองมึงอยู่รู้ตัวไหม”

“เค้กฟรี 7วันเพิ่มเป็น 10”

ประโยคนั้นทำให้ฉันที่กำลังอยู่ในอาการหงุดหงิดอยู่นั้นถึงกับต้องหูผึ่งทันที

“ถ้ายังเคืองอยู่ 7เท่าเดิม”

หมับ!

ฉันเอื้อมมือไปเกาะแขนอีกัสทันทีพร้อมกับส่งยิ้มขี้อ้อนไปให้มันแล้วพูดกับมันไปว่า

“กัสจังเพื่อนรัก ใครเคืองมึงไม่มี กูไม่เคือง best friendอย่างมึงหรอก เพราะฉะนั้น 10 วันห้ามคืนคำนะ”

“เออ อีคนเห็นแก่กิน”

ใครเห็นแก่กินเหรอ ไม่มี๊ ไม่ใช่ฉันคนนี้หรอก จริงๆ นะ ฮ่าๆ

โซ่ Talk

ท่ามกลางผู้คนนับหมื่นชีวิตที่กำลังปลดปล่อยอารมณ์ไปตามจังหวะเพลง มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับสีหน้าที่แสดงถึงความเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัดนั่นมันทำให้ผมต้องลากสายตาไปมองที่เธอคนนั้นทันทีเพื่อสังเกตดูว่ามันมีอะไรความผิดพลาดตรงไหนเกิดขึ้นหรือเปล่า ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงไม่สนุกเหมือนกับคนอื่นๆ ทำไมเธอถึงแสดงความรู้สึกเบื่อหน่ายออกมาแบบนั้น มีตรงไหนที่เธอไม่ชอบใจกับการแสดงคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างนั้นเหรอ

และความสงสัยของผมมันก็ได้รับคำตอบทันที เมื่อผมเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นถูกกระแทกด้วยคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอ มันไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่มันหลายครั้งจนเธอคนนั้นต้องแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาให้เห็น นี่สินะ ที่ทำให้เธอไม่สนุกไปกับคอนเสิร์ตในครั้งนี้ ผมเข้าใจว่าเพลงที่พวกผมกำลังบรรเลงอยู่บนเวทีมันเป็นทำนองที่สนุกจนทำให้คนต้องเต้นตาม แต่การกระโดดโลดเต้นจนทำให้คนที่อยู่ข้างๆ ได้รับความเดือดร้อนนั้นมันไม่ใช่มารยาทในการดูคอนเสิร์ต เพราะฉะนั้นการตักเตือนให้คนคนนั้นรู้ตัวว่ากำลังทำผิดกฎอยู่ มันจึงเป็นหน้าที่ของผม

แต่ก่อนที่ผมจะหยุดการแสดงเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้เป็นไปตามกฎนั้น ผู้หญิงที่ถูกกระแทกคนเมื่อกี้ก็แสดงท่าทีที่น่าสนใจออกมา ถ้าเป็นคนอื่นที่เจอเรื่องเดียวกันกับเธอป่านนี้คงเอาเรื่องคนข้างๆ แน่ แต่เธอคนนั้นไม่ได้ทำเหมือนกับที่ผมคิด เธอไม่พอใจที่ถูกกระแทกก็จริง แต่เธอกลับทำใจยอมรับกับเรื่องที่เกิดขึ้นและควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้ใจเย็นลงแทน หืม แปลกคนเหมือนกันแฮะ

แต่ในระหว่างที่ผมกำลังรู้สึกแปลกใจกับท่าทีของผู้หญิงคนนั้นอยู่ จู่ๆ เธอคนนั้นก็เลื่อนสายตาขึ้นมามองหน้าผม มันอาจจะเป็นเรื่องปกติที่ผมจะต้องถูกมองด้วยสายตาของคนที่ยืนอยู่ด้านล่างเวทีอยู่แล้ว เพราะความตั้งใจของผมมันคือการทำให้คนเกือบหมื่นคนที่อยู่ในฮอลล์นี้ให้จดจ่ออยู่กับการแสดงของผม เพราะนอกจากสายตาของเธอคนนั้นที่มองมาที่ผมแล้วยังมีอีกสายตานับร้อยมองมาที่ผมเช่นเดียวกัน ใช่ นั่นมันเป็นเรื่องปกติสำหรับผม แต่ที่มันผิดปกติไปจากเดิมก็คือ ตอนนี้สายตาของผมมันกำลังจดจ่ออยู่ที่ใบหน้าของเธอต่างหากล่ะ

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ไม่เป็นทาสรักอีกต่อไป
8.3
ตลอดสามปีในฐานะภรรยาผู้ถูกตราหน้าว่าอัปลักษณ์ เจียงซิงซิงยอมทนความเย็นชาจากคุณชายเซียวแห่งเมืองบีเพื่อความรัก จนกระทั่งความจริงปรากฏว่าเธอเป็นเพียงเครื่องมือช่วยชีวิตคนรักของเขา เธอจึงตัดสินใจหย่าขาดเพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืนมา สามปีต่อมาเธอกลับมาในฐานะศัลยแพทย์และนักเปียโนผู้สง่างามจนอดีตสามีที่เคยเมินเฉยต้องอ้อนวอนขอโอกาสท่ามกลางสายฝนเพื่อรั้งเธอไว้ไม่ให้จากไปอีกครั้ง
หน้าปกนวนิยาย ลูกสาวตัวจริงเป็นสัตว์เลี้ยงกลุ่มปลอม
9.3
เหวินชูอี้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในฐานะลูกสาวที่ทุกคนเกรงใจ โดยมีฟู่ซีโจวสามีที่เป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งและเหวินหลินพี่ชายคอยเอาใจและปกป้องผลประโยชน์ให้เสมอ แม้เหวินเหนียนพี่สาวบุญธรรมจะเตือนให้เธอหัดพึ่งพาตัวเองแต่เธอกลับไม่สนใจ ทว่าโลกของเธอก็พังทลายเมื่อพี่สาวถูกทำร้ายจนโคม่า แต่สามีและพี่ชายที่เธอไว้ใจกลับเลือกช่วยชีวิตฆาตกรแทนที่จะช่วยคนในครอบครัว โดยอ้างบุญคุณในอดีตที่พวกเขามีต่อคนร้ายอย่างเลือดเย็น ทิ้งให้เธอเผชิญความสิ้นหวังในความรักที่เคยเชื่อมั่นมาตลอด
หน้าปกนวนิยาย รักต่างวัยของเจ้านายจอมเก๊ก
9.2
นารา หญิงสาววัยยี่สิบปีผู้ซ่อนความบอบช้ำจากการหย่าร้างของพ่อแม่ไว้ใต้รอยยิ้มสดใส เพื่อเป็นเสาหลักให้แม่และส่งน้องชายเรียนหมอ เธอจึงมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ไปหาป้าเพื่อหางานทำ จนได้พบกับภูตะวัน พ่อเลี้ยงเจ้าของไร่องุ่นและโรงงานไวน์วัยสามสิบห้าปี ผู้ครองตัวเป็นโสดและปิดตายหัวใจจากความผิดหวังในอดีตที่ถูกคนรักเก่านอกใจ ทว่าการปรากฏตัวของสาวน้อยมองโลกในแง่ดีคนนี้ กำลังจะทำให้ชีวิตที่แสนเย็นชาของนักธุรกิจหนุ่มกลับมาวุ่นวายและมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
หน้าปกนวนิยาย คู่มือโต้กลับ ฉบับหมอเศรษฐี
8.2
หลินเทียนต้องกลายเป็นคนพิการเพียงเพราะปกป้องคนรัก แต่เขากลับถูกเธอและเพื่อนสนิทหักหลังอย่างเลือดเย็น ในช่วงเวลาที่มืดแปดด้าน เขาได้พบกับหลิวอีเตา หมอเทวดาในตำนานที่มารับเขาเป็นศิษย์พร้อมมอบมรดกมหาศาลให้ครอบครอง ชะตาชีวิตของหลินเทียนจึงพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขากลายเป็นยอดหมอผู้ร่ำรวยที่พร้อมจะโต้กลับทุกคนที่เคยทำร้าย และฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวงเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตในฐานะผู้เหนือกว่าอย่างเต็มตัว
หน้าปกนวนิยาย เมื่อความรักแวะมาทักทาย
9.7
หลังเผชิญวิกฤตหนี้สินก้อนโตและถูกคนรักทิ้งไปอย่างไร้เยื่อใย วันวาดจึงสร้างกำแพงแก้วขึ้นมาปิดกั้นหัวใจเพื่อป้องกันความเจ็บช้ำ ทว่าชีวิตที่หม่นแสงของเธอกลับเปลี่ยนไปเมื่อได้พบกับ มกรา มหาเศรษฐีหนุ่มผู้เพียบพร้อม เขาเข้ามาพังทลายปราการที่เธอสร้างไว้ด้วยความจริงใจและกลายเป็นแสงสว่างนำทางชีวิตที่เคยมืดมน มกรามอบทั้งความอบอุ่นและความมั่นคงให้เธออย่างที่ไม่เคยได้รับจากใคร จนวันวาดเริ่มยอมเปิดใจให้ความรักครั้งใหม่ที่แสนล้ำค่านี้อีกครั้ง
หน้าปกนวนิยาย คุณเลขาในความลับ
9.2
โชคชะตาหรือความซวยกันแน่ที่ทำให้ อังเดร เบอร์นาร์ด หนุ่มลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส ต้องมารับตำแหน่งเลขาฯ คนที่แปดให้แก่ทายาทสาวเพียงคนเดียวของตระกูลดังอย่างคุณหญิงวริศรา เธอคือไฮโซสาวผู้ร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้านายจอมจู้จี้และมีข้อกำหนดมากมายในการทำงาน หน้าที่ครั้งนี้จึงกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของเลขาฯ หนุ่มที่ต้องรับมือกับความเรื่องเยอะของเจ้านายสาวผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงสังคมไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้