
สืบแค้นบัลลังก์เลือด
ตอน 2
รัชสมัยเฟยหลงปีที่ 5 ปกครองโดยฮ่องเต้เฟยหลง จะมีการคัดเลือกสาวงามอีกรอบ และถือเป็นโอกาสดีที่จะทำให้นางเข้าวังได้ แต่เหมยลู่อิงกำลังประสบปัญหา เมื่อบิดามารดานางไม่สนับสนุนความคิดของนางในครั้งนี้
“เจ้าจะทำเช่นไร อีกสามวันก็จะมีการเสนอชื่อส่งวังหลวงแล้ว อีกหนึ่งเดือนก็จะมีการประกาศคัดเลือกเสร็จสิ้น อีกสามเดือนจากนั้นพวกเราก็ต้องเข้าวัง”
เวลาเตรียมตัวกระชั้นชิดเหลือเกิน เหมยลู่อิงมองซ่งเป่ยฝู สหายที่เติบโตด้วยกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นบุตรของรองแม่ทัพกองธงน้ำเงินฝั่งตะวันออกผู้เป็นสหายกับบิดานางที่เป็นเพียงนายอำเภอเมืองเฟิงที่อยู่ใกล้ชายแดน
ซึ่งเติบโต และเป็นสหายกันมาตั้งแต่วัยเยาว์เช่นกัน
“แปลกเสียจริง เจ้าอยากเข้าวัง แต่ข้าไม่อยากเข้าวัง”
ซ่งเป่ยฝูทอดถอนใจอีกรอบ พวกนางอายุเท่ากัน รูปร่างหน้าตาก็ใกล้เคียงกัน เหมยลู่อิงที่กำลังคิดวิธีเข้าวังก็ยกแผ่นภาพซ่งเป่ยฝูขึ้นมาอีกรอบ นางยิ้มแล้วเอ่ย
“ข้ามีวิธีแล้ว”
ซ่งเป่ยฝูได้ยินเช่นนั้นก็รีบถาม ก่อนจะเย็นวาบไปทั้งร่าง “ถ้าท่านพ่อท่านแม่ทราบ ข้าคง”
“ในเมื่อท่านแม่อยากให้ข้าแต่งงาน ข้าก็จะให้เจ้าแต่งกับบุรุษที่เจ้าชอบแทนดีหรือไม่ กำหนดวันตรงกับวันที่เจ้าเข้าวัง เมื่อนั้นพวกเราจะสลับตัวกัน ข้าจะเป็นเจ้า ส่วนเจ้าจะเป็นข้า”
ซ่งเป่ยฝูรู้ว่าเรื่องนี้เสี่ยงมาก แต่นี่ก็เป็นโอกาสเดียวที่นางจะได้ใช้ชีวิตกับบุรุษที่พอใจ “ได้ ข้าตกลง”
เหมยลู่อิงยิ้มขอบคุณสหายอีกครั้ง และเตรียมตัวที่จะเข้าวังในครั้งนี้ แม้รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะลำบากเพียงไร
ว่ากันว่าฮ่องเต้เฟยหลงนั้น ได้ชื่อว่าเป็นฮ่องเต้ที่แข็งแกร่ง และโหดเหี้ยมไร้ปรานีที่สุด เป็นฮ่องเต้ที่เรียกได้ว่าปกครองอย่างทรราช แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าต่อกร ความสามารถที่รวมแคว้นชนเผ่าสี่ทิศเอาไว้ในมือได้อย่างแข็งแกร่งก็พอทำให้พวกเขาหุบปากได้สนิท
สามเดือนต่อมาพวกนางก็สลับตัวได้สำเร็จ คนของทางการมาส่งนางถึงประตูเมือง ยามที่เหมยลู่อิงเงยหน้ามองกำแพงสูงใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ในมือมีราชโองการถืออยู่ บัดนี้ในเมื่อไม่อาจถอยหลัง นางก็จะเดินหน้าทำทุกอย่างเพื่อให้คนชั่วผู้นั้นจมลงสู่ดิน
ใบหลิวปลิวมาตามสายลมผ่านใบหน้านาง ใบหลิวสีเหลืองทองประกายตัดกับกำแพงสีแดง ในฤดูคิมหันต์วันนี้นางจะจดจำเอาไว้ให้ดี
เมื่อก้าวเท้าไปแล้วก็ไม่อาจหวนคืน
ในเมื่อชะตานี้นางเป็นคนเลือก นางจะไม่โทษผู้ใด
การใดข้างหน้าหากชีวาของนางมอดไหม้อยู่หลังกำแพงนี้ ถือว่านางได้ทำดีที่สุดแล้ว
เสียงหนูไฉเรียกชื่อนางดังลั่นลานกว้าง ทำให้นางรีบหันไปมองแล้วเดินไปหา ก่อนส่งราชโองการในมือให้ขันทีระดับล่างสุดของวัง
หนูไฉที่มีตำแหน่งต่ำสุดมีนามว่า เสี่ยวจือ เงยหน้ามองสตรีเบื้องหน้า ก่อนมองเสื้อผ้าที่สวมใส่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เสื้อผ้าสีขาวสะอาดตาราวกับฤดูเหมันต์ เขาหันไปมองรอบด้าน สตรีทุกนางต่างสวมใส่เสื้อผ้ามีสีสันสะดุดตา แต่เขากลับคิดว่านางฉลาด
การคัดเลือกสาวงามปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 หลังจากฮ่องเต้เฟยหลงขึ้นครองราชย์ จึงนับว่าเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดกว่ารอบแรกเป็นไหนๆ ไหนจะฮองเฮาจิ่นซือเจียกับกุ้ยเฟยฮุ่ยมู่หลิว เพียงสตรีสองนางนี้ก็พอทำให้สตรีทั้งหลายต่างหมอบก้มหัวให้แทบไม่ทัน
ตัวฮองเฮานั้นมีราชครูจิ่นเผยเหลียนเป็นบิดา
ส่วนกุ้ยเฟยมีเสนาบดีฝ่ายซ้ายฮุ่ยมู่จงเป็นบิดาเช่นกัน
ตอนนี้สถานการณ์วังหลังดุเดือดยิ่งกว่าเปลวไฟเสียอีก อันฤดูคิมหันต์ว่าร้อนแล้ว ก็ไม่รู้วังหลังตอนนี้กำลังเผาไหม้ทุกอย่างเป็นจุณอยู่หรือเปล่า
เหล่าสตรีสาวงามทั้งหลายต่างเดินแถวเข้าไปในกำแพงวังแล้ว เหมยลู่อิงเงยหน้ามองประตูสีแดงที่เปิดออกด้วยหัวใจเต้นระรัว จวบจนได้ยินเสียงประตูปิดลง หัวใจนางจึงได้บอกว่านางถอยไม่ได้แล้ว
นางจับกำไลหยกสีเลือดเอาไว้แน่น สมบัติชิ้นเดียวที่ติดตัวพี่สาวนาง กำไลหยกสีเลือดนี้เป็นหยกล้ำค่า นางอยากรู้ว่าเป็นผู้ใดที่มอบให้พี่สาวนาง บางทีเขาอาจจะรู้เกี่ยวกับการตายของพี่สาวก็ได้
หัวหน้านางกำนัลมีนามว่า ไฉลิ่ว เป็นสตรีที่อายุมากกว่านางราวสามปีเห็นจะได้ ดูจากที่เหล่านางกำนัลคำนับทักตลอดทางก็รู้ว่า นางจะขัดใจคนผู้นี้ไม่ได้เด็ดขาด
ไฉลิ่วมองสตรีนางน้อยที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นนางสนม
“บุตรสาวของรองแม่ทัพกองธงน้ำเงินฝั่งตะวันออก แม่นางซ่งเป่ยฝู”
“เจ้าค่ะ” นางรีบก้าวเท้าออกไปแสดงตัว ไฉลิ่วขมวดคิ้วจากนั้นก็ก้มลงมองภาพวาด สีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็เอ่ย
“ไปอยู่อีกแถวหนึ่ง”
“เจ้าค่ะ” เหมยลู่อิงถอนหายใจ จากนั้นก็เดินไปทางแถวที่ถูกเรียกชื่อแล้ว
“พวกเจ้ารออยู่ที่นี่จนกว่าจะมีคนมาตาม และห้ามส่งเสียงหรือพูดคุยกันเด็ดขาด”
แดดในฤดูคิมหันต์ปีนี้ร้อนระอุจริง แถมที่ให้รอก็ยังเป็นกลางลานกว้างที่แทบหาต้นไม้บังไม่ได้ กว่าจะถึงคนสุดท้ายคงเป็นลมไม่ได้คัดเลือกเป็นแน่
แรกๆ สตรีทั้งหลายล้วนอยู่นิ่งตามคำสั่ง แต่ผ่านไปสองเค่อก็เริ่มแตกกระจาย พยายามหาร่มเงาต้นไม้เป็นที่กำบัง พอเริ่มเป็นหนึ่งชั่วยามก็เหลือสตรีกลางลานเพียงสิบคนเท่านั้น หนึ่งในนั้นก็คือนาง
เหมยลู่อิงยังก้มหน้าลงต่ำไม่ได้เงยหน้ามองใคร ตลอดหนึ่งชั่วยามนางนิ่งสงบเหมือนกำลังยืนอยู่ในตำหนัก ดูเหมือนการคัดเลือกนางกำนัลจะจบแล้ว เมื่อตอนนี้เหล่าขันทีทั้งหลายที่หลบซ่อนอยู่ออกมากั้นคนที่หลบอยู่ใต้ต้นไม้ไว้ทัน
ฝีเท้ามั่นคงเดินมาอย่างไม่เร่งรีบ เสียงฉินกงกงดังขึ้น
“ฝ่าบาทเสด็จ” เพียงเท่านี้ทุกคนก็คุกเข่าลงพื้น เช่นเดียวกับเหมยลู่อิง
นางยังก้มหน้าลงมองพื้น มองเท้าที่เดินก้าวเข้ามา มองเห็นเสื้อมังกรสีเหลืองทองที่พลิ้วไหวตามจังหวะการเดิน จนกระทั่งเห็นชายเสื้อมังกรสีเหลืองทองหยุดเท้าลงตรงหน้านาง
“เงยหน้า” เสียงดุนั้นทำให้นางตกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงขนาดสะดุ้งจนเสียมารยาท ไม่นานฉินกงกงก็ก้มลงมาที่นาง เหมยลู่อิงจึงเงยหน้าขึ้นตามคำสั่ง
เขาคือฮ่องเต้เฟยหลง คนที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมไร้ปรานี ดูจากการคัดเลือกนางสนมครานี้ก็ได้ จะมีผู้ใดที่คิดได้เช่นพระองค์
ไม่มีรับสั่งแต่อย่างใด เพียงแค่มองใบหน้านางก่อนมองกำไลหยกสีเลือดตรงข้อมือนาง จากนั้นพระองค์ก็เดินต่อไปอีกครั้ง
หัวใจนางเต้นระรัว หรือว่าคนที่มอบหยกสีเลือดนี้ให้พี่สาวนางคือฮ่องเต้ หรือคนที่ทำให้พี่สาวนางจบชีวิตก็คือฮ่องเต้ แล้วนางจะฆ่าเขายังไง จะเอาวิญญาณไปสังเวยให้พี่สาวได้เช่นไร
เพียงเท่านี้นางก็ต้องคิดให้หนักกว่าเดิม ไม่นานก็ได้ยินเสียงชื่อตัวเอง เหมยลู่อิงผ่านการคัดเลือกสนม
“แม่นางเป่ยฝู่ประทานดอกไม้ให้เป็นตาอิ้ง”
นางได้เป็นสนมแล้วหรือ แค่ต้องทันผู้คนก็ได้เป็น เหตุใดง่ายเพียงนี้ นางลุกขึ้นมองสตรีอีก 9 คนที่กำลังยืนนิ่งอยู่เช่นกัน ทุกคนล้วนเป็นสตรีที่งามพร้อม และมีฐานะสูงส่ง
นอกจากนี้แล้วยังมีสตรีที่แอบหลบในร่มสองสามคนก็ได้รับแต่งตั้งเป็นตาอิ้งเหมือนกัน ไม่ต้องบอกว่าพวกเขามีแรงสนับสนุนในมือขนาดไหน เพราะแม้จะหลงกลแผนการ แต่ก็ยังได้รับการคัดเลือกอยู่ดี
หนึ่งในนั้นคือสตรีนางหนึ่งที่มีนามว่า มู่หลิง นางเป็นน้องสาวของสนมกุ้ยเฟยที่ตอนนี้กำลังมีอำนาจกว่าใคร
ที่พักของตาอิ้งนั้นแบ่งออกเป็นสี่หลัง แต่ละหลังจะมีตาอิ้งอาศัยอยู่ด้วยกันสี่คน
เหมยลู่อิงเลือกวางสัมภาระตัวเองลงบนเตียงสุดท้ายมุมห้อง จากนั้นสตรีอีกนางก็วางของข้างนางแล้วหันมาทัก
“ข้าชื่อหมิ่งหลิวอวี้”
สกุลหมิ่งหรือ เหมยลู่อิงหันมามองสตรีนางน้อย ใบหน้านั้นแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์แดด ทำให้รู้ว่าผิวนางบอบบางเพียงใด เหมยลู่อิงจำได้ว่าสตรีผู้นี้ยืนอยู่หลังนาง
แม่ทัพชงหยวนถือเป็นแม่ทัพที่มีอำนาจทางทหารมากที่สุดรองจากฝ่าบาท เขาสามารถสั่งเคลื่อนทัพได้ในหนึ่งชั่วยาม หากน้องสาวเขาอายุเท่านี้ แล้วเขาอายุเท่าไรกัน
ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากแม่ทัพที่แข็งแกร่ง อายุยังน้อยสามารถเข้ามายืนอยู่จุดสูงสุดของทหารได้ในวัยเท่านี้จะเป็นคนเช่นไร คงโหดเหี้ยมพอๆ กับฮ่องเต้เมื่อกี้เป็นแน่
“ข้าแนะนำตัวกับเจ้าแล้ว เจ้าล่ะ ชื่ออะไร”
“ข้า ซ่งเป่ยฝู”
“ได้ยินว่าบิดาเจ้าเป็นรองแม่ทัพกองธงน้ำเงิน แสดงว่าบิดาเจ้าอยู่ในสังกัดพี่ชายข้า เช่นนั้นแล้วพวกเราก็เป็นสหายกันได้”
ยิ้มหวานส่งมาให้อย่างเป็นมิตร แต่นางกลับยิ้มเพียงเบาบางเพราะว่ามีความลับซ่อนอยู่ อีกอย่าง นางไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นมิตรกับใคร แต่นางมาเพื่อแก้แค้นให้พี่สาวนางต่างหาก
เสียงรอบด้านหยุดลงทำให้นางหันมอง เป็นฉินกงกงคนเดิมที่ถือราชโองการแล้วประกาศ “ฮุ่ยมู่หลิงงดงาม เพียบพร้อมด้วยมารยาท ให้ถวายตัวในคืนนี้”
มาถึงวันแรกน้องสาวของกุ้ยเฟยก็ถูกเรียกให้เข้าถวายตัวแล้ว ไม่เบาทีเดียว แต่ถ้านางจำไม่ผิด คนของฮองเฮาก็อยู่ในนี้ด้วยนี่นา จิ่นซื่อจิ้น ลูกพี่ลูกน้องของฮองเฮาที่ตอนนี้ยืนนิ่งไม่แสดงสีหน้าอะไร
นางเก็บอาการได้เก่งทีเดียว เรียกว่าหากใครไม่สังเกตละก็ ก็จะไม่เห็นแววตาไม่พอใจเพียงเสี้ยววินาทีนั้นแน่ แต่นางเห็น ซื่อจิ้นร้ายลึกต่างจากมู่หลิงที่แสดงออกโดยไร้การปิดบัง
แค่นี้ก็รู้แล้วว่าใครจะไปก่อน ใครจะได้เติบโต ดูเหมือนกุ้ยเฟยจะวางหมากผิดตัว หากนางรู้จักนิสัยน้องสาวดีกว่านี้ คงเลือกคนอื่นเข้ามาแทนแล้ว
แต่ดูเหมือนนางจะประเมินกุ้ยเฟยเร็วไป เพราะรุ่งเช้าวันถัดมา มู่หลิงก็ได้รับการเลื่อนขั้นจากตาอิ้งเป็นกุ้ยเหริน คืนเดียวเลื่อน 2 ขั้น
ฮ่องเต้คนนี้ประมาทไม่ได้เลยทีเดียว เพราะสองวันถัดมาซื่อจิ้นก็ได้เลื่อนขั้นมาที่ตำแหน่งเดียวกัน คนอื่นอาจจะมองว่าทั้งสองคนนี้กำลังแข่งกันดุเดือด แต่ความจริงแล้วฮ่องเต้กำลังสนุกกับหมากของตัวเองอยู่ต่างหาก
นางประมาทคนคนนี้ไม่ได้จริงๆ และนางก็ไม่ได้ใส่ใจว่าฮ่องเต้จะสนใจนางหรือเปล่า เพราะแผนการแต่ละอย่างล้วนไร้ความปรานี และไร้ความรักอย่างสิ้นเชิง ไม่รู้ว่าคนพวกนี้เวลาอยู่บนเตียงจะแสดงอาการแบบไหนกันนะ
นางหยุดความคิดทันที นี่นางคิดไปถึงไหนกัน... บนเตียง เมื่อแก้มเริ่มแดงจึงรีบปัดความคิด
คนอื่นเริ่มทยอยเลื่อนตำแหน่งแล้ว ตำแหน่งตาอิ้งก็เริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ตอนนี้ในเรือนนางเหลือเพียงตัวนาง และหลิวชงอวี้เพียงสองคน
เมื่อไม่ถูกเรียกให้ถวายตัว พวกสาวใช้และขันทีก็เริ่มไม่สนใจพวกนาง หลังรอคอยอยู่สามวันจากเสื้อผ้าที่กองอยู่เต็มก็ใกล้จะไม่มีใส่ นางจึงชวนหลิวชงอวี้มาที่ลานด้านหลังเพื่อซักผ้าด้วยตัวเอง
“คนพวกนี้เกียจคร้านนัก อย่าให้ถึงทีของข้าก็แล้วกัน”
เหมยลู่อิงมองหลิวชงอวี้ที่บ่นมาตลอดทางจนมาถึงลานซักล้างที่อยู่ไม่ไกลกันนัก
“รีบซักเถอะ หากคนอื่นมาเห็นเข้าเกรงว่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
ที่นางชวนหลิวชงอวี้มาซักผ้านั้นก็เพราะมีอีกจุดประสงค์หนึ่ง คือต้องการสืบจากนางกำนัลคนเก่าๆ ที่อาจจะรู้เรื่องราวของพี่สาวนาง ว่ากันว่านางกำนัลที่ใช้แรงงานนั้นรู้มากกว่านางกำนัลชั้นสูงเสียอีก
ตามปกติแล้วสนมตาอิ้งเช่นพวกนางจะมีขันทีรับใช้หนึ่งคน และนางกำนัลสองคน ได้รับเงินเดือน 30 ตำลึง นางหันมองขันที และนางกำนัลสองคนที่เอ่ยปากห้ามเป็นพิธี แล้วก็ไม่ได้สนใจพวกนางอีก กลับจับกลุ่มหัวเราะ ปากก็เคี้ยวเมล็ดกวยจี๊[เมล็ดแตงโม]เล่นอย่างไม่ใส่ใจอยู่ด้านนอกแล้วส่ายหน้า
ตาอิ้งเป็นฐานะต่ำสุดในบรรดาสนม ก่อนหน้านี้ก็มีตาอิ้งอยู่ก่อนแล้วนับไม่ถ้วน มีพวกนางเข้ามาอีกก็แทบจะขี่คอกันตาย พวกขันทีรับใช้และนางกำนัลก็มีไว้แค่ประดับ แต่ใช้งานจริงเห็นจะไม่ได้
นางเลยถือตะกร้าผ้าเดินผ่านหน้าพวกเขาที่เพียงเงยหน้ามองแล้วก้มลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พวกนี้ใช้ไม่ได้เลย คอยดู ข้าจะฟ้องพี่ชายข้า” หลิวชงอวี้ยังบ่นตามหลังนาง ในมือยังมีตะกร้าผ้าถือติดมาด้วย ก่อนหน้านี้หลิวชงอวี้แทบจะไม่เคยจับ พอใช้คนของตัวก็ไม่มีใครทำ จนตอนนี้เริ่มทนไม่ไหว จึงตามนางมาเช่นกัน
“เจ้าจะบ่นไปไย อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ขยับอยู่แล้ว เว้นเสียพรุ่งนี้เจ้าได้เลื่อนขั้น”
อย่าว่าแต่เลื่อนขั้นเลย หนึ่งเดือนมาแล้วแม้แต่ป้ายชื่อนางก็ยังไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาเลย นอกจากสองคนนั้น หลังจากนั้นตาอิ้งที่เข้ามาใหม่จิตใจก็ห่อเหี่ยวลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับนาง
“ไม่ใช่ว่าพี่ชายเจ้าเป็นถึงแม่ทัพหรอกหรือ เหตุใดไม่ให้พี่ชายเจ้าช่วยล่ะ”
คนมีพี่ชายเป็นแม่ทัพวางตะกร้าแรงๆ แล้วนั่งลงยกมือเท้าคางตัวเอง
“อย่าพูดถึงพี่ชายตัวดีเชียวนะ”
กล้าเรียกแม่ทัพว่าพี่ชายตัวดี ดูแล้วพี่น้องคู่นี้คงรักกันมาก
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงอยากเข้าวัง” ที่จริงแล้วหลิวชงอวี้สามารถแต่งงานกับขุนนางดีๆ เป็นฮูหยินเอกที่เหนือสุดในจวนได้ แต่ทำไมถึงได้มาเก่งแย่งอำนาจในวังแบบนี้นางไม่เข้าใจเลยสักนิด
“ฝ่าบาทกับพี่ชายข้าเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก ส่วนข้านั้นก็พบพวกเขาบ่อย และคุ้นเคยกันดีก่อนที่ฝ่าบาทจะขึ้นครองราชย์”
“เจ้าไม่ต้องเล่าแล้ว” ดูเหมือนน้องสาวอยากแต่งเข้าวัง แต่พี่ชายไม่อยากให้แต่งสินะ ถึงว่านางไม่เคยถูกเรียกสักครั้ง คงเพราะตอนนี้ด้านบนกำลังมองหน้ากันอยู่
“รีบซักเถอะ ถ้าดึกแล้วจะอันตราย”
แม้จะอยู่ในวัง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องระวังตัว นางกำนัลที่หายตัวไปมีนับวันได้ แต่ก็ไม่มีใครสนใจ ดูแล้วสถานที่แห่งนี้เหมือนมีนักฆ่ามือดีแฝงตัวอยู่เต็มไปหมด
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ตอนนี้นางก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่อเห็นสภาพเสื้อที่คุณหนูหลิวชงอวี้ซัก นางก็ทนไม่ไหว ต้องซักผ้าให้ใหม่
“ทำไมเจ้าเก่งนักเหมยลู่อิง”
“ถึงแม้บิดาข้าจะเป็นรองแม่ทัพ แต่เรื่องบ้านเรือน เสื้อผ้า และอาหารล้วนแต่เป็นมารดา พี่สาว และข้าเท่านั้นที่ช่วยกัน ไม่ได้จ้างคนอื่น”
“พี่สาว” หลิวชงอวี้แปลกใจ เพราะเหมยลู่อิงไม่เคยเล่าเลยว่ามีพี่สาว
คนหลุดปากเงยหน้ามองคนพูด รีบเปลี่ยนเรื่อง
“รีบเถอะ นี่ก็ค่ำแล้ว ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว หากไปช้าจะอดกินกันนะ”
พอพูดถึงเรื่องกินหลิวชงอวี้ก็กระตือรือร้นขึ้น รีบหิ้วตะกร้าเปล่าเดินตามนางไปอย่างรวดเร็ว จะไม่เร่งฝีเท้าได้เช่นไรในเมื่อพวกนางกำลังเดินผ่านตำหนักเย็น เสียงโหยหวนร้องเรียกฝ่าบาทตลอดกำแพง ทำให้พวกนางตัดสินใจจากเดินเป็นวิ่งแทน
ได้ยินว่าหากใครทำให้ไม่พอพระทัยเพียงนิดก็จะถูกสั่งขังทันที จนตอนนี้ตำหนักเย็นอัดแน่นไปด้วยสนมจำนวนมาก เรียกได้ว่าเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
ต้องเอาใจคนแบบนั้นยังไงถึงจะได้เลื่อนตำแหน่ง แค่คิดนางก็ปวดหัวแทนพวกที่พยายามอยู่ตอนนี้ สายตาก็พยายามมองหานางกำนัลเก่าๆ ที่พอจะรู้เรื่องราว
เหมยลู่อิงดึงแขนหลิวชงอวี้เอาไว้แล้วทำมือเป็นสัญญาณบอกให้เงียบ เมื่อพวกนางเดินผ่านอุทยานก็เห็นสตรีนางหนึ่งกำลังร้องเพลงอยู่ริมสระ
หากเป็นฮ่องเต้องค์อื่น คงจะได้เห็นภาพนางกำนัลนางนั้นถูกอุ้มเข้าตำหนักแล้ว แต่เปล่าเลย ภาพที่เห็นคือฮ่องเต้องค์นี้สั่งให้ขังทันที
งดงามถึงเพียงนั้นยังถูกขัง แล้วนางจะเหลือเหรอ ว่าแล้วก็หันไปทางหลิวชงอวี้ “รีบไปกันเถอะ”
ไม่รู้ว่าบาปที่ทำหนาเกินไปหรือเปล่า คนที่อยู่ไกลก็ตะโกนดังขึ้นมา
“นั่นใคร”
เหมยลู่อิงหยุดเท้านิ่ง เหลือบมองหลิวชงอวี้ที่นิ่งเช่นกัน หลิวชงอวี้ดึงมือออกแล้วยกมือทำท่าให้นางเงียบ ก่อนที่จะออกจากที่ซ่อนเพื่อแสดงตน
ฮ่องเต้เฟยหลงมองสตรีนางน้อยที่ออกมา
“หลิวชงอวี้”
เสียงนี้ไม่ได้มาจากฮ่องเต้ แต่เป็นคนด้านหลัง เจ้าของชื่อเงยหน้ามองพี่ชายที่ยืนอยู่ แต่ก็ไม่ยอมพูดด้วย
“หม่อมฉันกลับมาจากลานซักล้างบังเอิญเดินผ่านมาเพคะ”
ฮ่องเต้เฟยหลงเงยหน้ามองไปทางหลังกำแพง ตั้งแต่เด็กแล้ว หลิวชงอวี้เป็นคนขี้กลัวที่สุด ไหนเลยจะหาญกล้าออกมาเดินเพียงลำพัง ยกเว้นว่าจะมีแมวอีกตัวชี้นำเป็นแน่ อย่าให้รู้ตัวเชียว เขาจะจับแมวถลกหนังไม่เหลือ
“เจ้าคุยกับน้องเจ้าไป เราจะกลับตำหนัก”
“พ่ะย่ะค่ะ” ชงหยวนส่งเสด็จเสร็จแล้วก็หันมามองน้องสาวตัวดี
“เจ้ามาคนเดียว” เลิกคิ้วถามเพราะไม่เชื่ออย่างแน่นอน ส่วนหลิวชงอวี้เองก็ลุกขึ้นยอมรับตรงๆ “ใช่”
คนที่อยู่หลังกำแพงออกมาแล้ว นางเองก็ใช่ว่าเป็นคนขี้ขลาด เพียงแต่เวลานี้ไม่ใช่เวลาหาเรื่องใส่ตัว เพราะเชื่อว่าฮ่องเต้จะไม่ลงโทษน้องสาวคนสนิทแน่
แม่ทัพชงหยวนมองคนด้านหลัง เขาสำรวจใบหน้า ก่อนมองไปยังกำไลหยกสีเลือดบนข้อมือ ดวงตาเขาสั่นไหวก่อนเลื่อนสายตากลับมามองใบหน้านั้นอีกครั้ง ในใจได้แต่พูดว่า เหมือนเหลือเกิน
เหมยลู่อิงทันเห็นแววตาเช่นเดียวกับฝ่าบาท จึงเอ่ยแนะนำตัว “คารวะท่านแม่ทัพ ข้าน้อยเป่ยฝู บุตรีรองแม่ทัพกองธงน้ำเงินตะวันออก”
ซ่งเป่ยฝู หรือว่าเขาจะตาฝาดไปเองว่านางเหมือนใครบางคน
“กำไลเลือดในมือเจ้าได้มาจากผู้ใด”
เหมยลู่อิงก้มลงมองกำไลในมือ “เมื่อหลายปีก่อนมีพ่อค้าจากต่างแดนนำมาขายให้ข้าเจ้าค่ะ”
กำไลเลือดถึงจะหายาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอีก แม่ทัพชงหยวนจึงคิดว่าคงเป็นเรื่องบังเอิญ เมื่อเห็นว่าตัวเองคิดมากเกินไปจึงหันไปเอ่ยกับน้องสาวตนแทน
“เจ้ารีบกลับไปเถอะ หากชักช้าจะอันตราย พี่ได้เวลาออกจากวังแล้ว หากช้ากว่านี้จะไม่ทันการ”
ว่าแล้วก็สั่งให้ขันทีคนสนิทไปส่งแทน ส่วนตัวเองก็กำลังจะเดินไปอีกด้านหนึ่ง ชายหนุ่มเดินไปได้ไม่ถึงสิบก้าวก็หันหลังมามองอีกครั้ง
แผ่นหลังเหมยลู่อิงตั้งตรงไม่หวั่นไหว เดินไปอย่างมั่นคงด้วยฝีเท้าไม่เร่งรีบตามคนนับ เมื่อเดินไปได้เพียงครู่ก็หยุดลงเช่นกัน แล้วหันมามองคนด้านหลังที่ยังมองอยู่ เขาอาจคิดมากไปจริงๆ เมื่อคิดว่าตัวเองเป็นเช่นนั้นเขาจึงทำได้เพียงแค่ยิ้มแล้วรีบหันหลังเดินจากไป
ดูเหมือนว่าแม่ทัพชงหยวนจะรู้จักพี่สาวนางถึงได้สอบถามถึงกำไลเลือดวงนั้น ท่าทางจะไม่ใช่การตายธรรมดาเสียแล้ว เพราะมีทั้งฮ่องเต้ และแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่
เหมยลู่อิงและหลิวชงอวี้กลับมาถึงตำหนักพักของตนก็พบว่าอาหารที่วางบนโต๊ะนั้นเหลือเพียงครึ่งเดียว
บ่าวของเหมยลู่อิงพูดด้วยน้ำเสียงไม่เคารพ
“บ่าวเห็นว่านายหญิงยังไม่มา เกรงว่าอาหารจะบูดเสียเสียก่อนก็เลยจัดการกินให้จะได้ไม่เสียของ นายหญิงก็ทราบว่าบัดนี้ภัยแล้งกำลังมา ฮ่องเต้เองก็มีบัญชาให้แต่ละตำหนักประหยัด ผักที่ส่งมาก็ลดลงไปครึ่งหนึ่ง เอามาทำอาหารก็เหลือเพียงนิด หากยังปล่อยให้เสียอีกเกรงว่าจะถูกลงโทษได้ บ่าวเลยรีบกินให้ก่อน”
“พวกเจ้า” หลิวชงอวี้ยกมือขึ้นจะด่านางกำนัลที่กล้าต่อวาจา
แต่เหมยลู่อิงห้ามเอาไว้เสียก่อน “ปล่อยนางไปเถอะ” นางกำนัลคนนั้นรีบถวายคำนับ จากนั้นก็เชิดหน้าจากไปทันที พร้อมแสร้งบ่นลอยๆ ให้ผ่านเข้าหูหลิวชงอวี้
“ข้าก็นึกว่าเป็นถึงน้องสาวแม่ทัพหลิวแล้วจะได้ถวายตัวก่อนใคร ที่ไหนได้ แม้แต่ชื่อก็ไม่กล่าวถึง ข้าเลือกนายผิดจริงๆ”
หลิวชงอวี้โกรธจนควันออกหู
“ดูเหมือนพี่ชายเจ้าจะโกรธเจ้าอยู่”
คนเป็นน้องสาวทำหน้าไม่เชื่อ “ตั้งแต่เล็กพี่ข้าตามใจข้าเสมอ ยกเว้น”
“เรื่องเข้าวัง” เหมยลู่อิงเอ่ยแทรก ก็เห็นใบหน้ามุ่ยกลับมาแทนคำตอบอีกแล้ว
“เจ้าก็เป็นซะอย่างนี้ ไม่รู้จักเก็บอารมณ์ จะพูดจะคิดอะไรก็ล้วนออกมาทางสีหน้าหมดแล้ว เป็นเช่นนี้พี่ชายเจ้าจะไม่ได้ห่วงได้อย่างไร”
“เจ้าก็เข้าข้างพี่ชายข้า หรือว่าเจ้าก็ชอบพี่ชายข้าอีกคน”
มือที่ถือตะเกียบยกค้าง เงยหน้าแล้วอมยิ้มกลับ “ไม่ได้หรือ”
หลิวชงอวี้ยิ้มแล้วกระซิบตอบกลับ “เจ้าเป็นตาอิ้งแล้ว ไม่ได้หรอก”
เป็นตาอิ้งแล้วก็จริง แต่คนไม่เคยถวายงานก็มีอีกเป็นพันคน บางทีนางอาจจะเป็นหนึ่งในนั้น แล้วจะทำยังไงถึงจะได้เข้าใกล้พวกเขากันนะ เหมยลู่อิงหันมองหลิวชงอวี้ ดูแล้วเห็นทีจะมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น
ในใจนางได้แต่ขอโทษสหายคนเดียวในวังตอนนี้
คุณอาจจะชอบ





