
ขังหนูน้อยไว้ข้างกาย
ตอน 3
ตอนขาออกมา หลีย่างเดินสวนกับฟู่หวาย พ่อของฟู่เฉิงโจว
เธอกล่าวทักทายด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วก้าวเดินเลี่ยงออกมาด้วยท่าทีสำรวมและวางตัว
ฟู่หวายสวมแจ็กเก็ตสไตล์ทางการเรียบ ๆ ตีหน้าขรึมมองไปที่ฟู่เฉิงโจว น้ำเสียงฟังดูเคร่งเครียด “แกก็ระวังตัวหน่อย ตระกูลเย่ไม่ใช่คนที่แกจะละเลยได้ พวกผู้หญิงไร้สาระข้างนอกนั่น รีบจัดการให้จบ ๆ ไปซะ”
ฟู่เฉิงโจวเอ่ยตอบอย่างเย็นชา “พ่อครับ ผมรู้ขอบเขตดี”
เช้าวันรุ่งขึ้น หลีย่างเจอไต้ซานที่ลานจอดรถใต้ดินของบริษัท
พอไต้ซานเห็นเธอ ก็พุ่งเข้ามาหาทันทีด้วยท่าทางโมโห
“อาย่าง เรื่องระหว่างเธอกับฟู่เฉิงโจวมันยังไงกันแน่? ทำไมจู่ ๆ เขาถึงเปิดตัวแฟนสาวล่ะ?”
ผ่านไปแค่คืนเดียว ข่าวที่ตระกูลฟู่จัดงานเลี้ยงรับรองว่าที่ลูกสะใภ้ก็แพร่สะพัดไปทั่ววงสังคมชั้นสูง
“ไม่มีอะไรหรอก”
หลีย่างมีสีหน้าปกติ แล้วถือกระเป๋าเดินตรงไปทางหน้าลิฟต์
“วันนี้เย่เซี่ยจูจะเข้ามาทำงานที่สำนักประธานกรรมการ เธอช่วยสอนงานเย่เซี่ยจูด้วยนะ”
“ฟู่เฉิงโจวใช้เส้นสายยัดเธอเข้ามาในสำนักประธานกรรมการงั้นเหรอ? !”
สีหน้าของไต้ซานดูย่ำแย่ลงทันใด เธอบ่นอุบด้วยความไม่พอใจ
“ตอนนั้นเธอขอร้องเขาตั้งนาน เขาก็ไม่ยอมย้ายเธอ แต่ตอนนี้กลับกระตือรือร้นเชียว!”
“เขาทำแบบนี้มันสมกับที่เธอตรากตรำทำงานหนักมาหลายปีไหมเนี่ย!”
หลีย่างเริ่มติดตามฟู่เฉิงโจวเมื่อสี่ปีก่อน ถูกโยนไปขัดเกลาในแผนกประชาสัมพันธ์อยู่หลายปี ต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อแรงกายและผ่านความลำบากมาแสนสาหัส กว่าจะก้าวมาถึงตำแหน่งในทุกวันนี้
ผู้ถือหุ้นเก่าแก่ของหนานซื่อหลายคนไม่พอใจที่ฟู่เฉิงโจว ซึ่งเป็นคนนอกแซ่ฟู่ เข้ามารับช่วงต่อกิจการใหญ่โตของหนานซื่อ จึงคอยขัดแข้งขัดขาฟู่เฉิงโจวทั้งในที่ลับและที่แจ้ง หวังจะลากฟู่เฉิงโจวลงจากตำแหน่งสูงให้ได้
เป็นหลีย่างที่อาศัยความสามารถอันแข็งแกร่ง ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ดำรงตำแหน่งผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์ เจรจาปิดโปรเจกต์ระดับ S ให้ฟู่เฉิงโจวได้หลายโครงการ
ในบรรดาโครงการเหล่านี้ เพียงแค่หยิบยกขึ้นมาสักชิ้น ก็ดีพอที่จะทำให้ประวัติการทำงานของเธอเจิดจรัส จนผู้คนต้องยกย่องบูชาแล้ว
หลายปีมานี้มีคนไม่น้อยต้องการดึงตัวเธอไปร่วมงานด้วย แต่ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะยื่นข้อเสนอที่ดีงามแค่ไหน หลีย่างก็ไม่เคยสั่นคลอนในความตั้งใจที่จะอยู่ที่หนานซื่อ
แต่ตอนนี้ มันต่างออกไปแล้ว
เธอแค่ต้องการรีบเอาของที่หนานอวิ๋นสัญญาไว้มาให้ได้ แล้วออกไปจากที่ที่ทำให้เธออึดอัดใจแห่งนี้เสียที
เมื่อสี่ปีก่อน เพื่อนสนิทสมัยเด็กอย่างเฉินจิ้นหายตัวไปอย่างกะทันหัน หนานอวิ๋นรับปากว่าขอแค่เธออยู่ข้างกายฟู่เฉิงโจวจนกว่าเขาจะแต่งงาน ก็จะมอบที่อยู่ของเฉินจิ้นให้ ดังนั้นเธอถึงได้อดทนมาจนถึงตอนนี้
หลีย่างโตมาพร้อมกับเฉินจิ้น เขาคือคนในครอบครัวที่เธอสามารถเอาชีวิตเธอเข้าแลกได้
เพราะงั้นเธอต้องตามหาเฉินจิ้นให้เจอ!
ไต้ซานโกรธจนควันออกหู จนพูดจาไม่ยั้งคิดออกมา “เธอก็ลาออกเลยสิ ถีบหัวส่งไอ้คนเนรคุณพรรค์นั้นไปซะ!”
หลีย่างชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองไต้ซานด้วยสายตาจริงจัง
“ซานซาน ระวังคำพูดหน่อย หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง”
ตระกูลฟู่น่ะ ไม่มีใครไปล่วงเกินได้หรอก
ไต้ซานยังคงเดือดดาลและคับแค้นใจ “ฉันพูดผิดตรงไหน? คนในบริษัทมีใครบ้างไม่รู้ว่าเธอคือแฟนตัวจริงของฟู่เฉิงโจว!”
“เขาไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเธอก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ยังหน้าด้านพาเมียน้อยมาหยามหน้าเธออย่างโจ่งแจ้งอีก!”
“ถ้าเธอไม่เขี่ยเขาทิ้ง จะเก็บเขากับเมียน้อยไว้เลี้ยงดูตอนแก่หรือไง?”
หลีย่างกำลังจะเตือนให้เธอระวังคำพูดและการกระทำ แต่แล้วประตูลิฟต์ก็เปิดออก กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังห้อมล้อมพูดคุยหัวเราะอยู่กับเย่เซี่ยจู
ไต้ซานก้าวออกจากลิฟต์ พลางขมวดคิ้วจ้องมองคนพวกนั้น แล้วตวาดเสียงเย็น “เช้า ๆ แบบนี้มาจับกลุ่มคุยเรื่องไร้สาระ ไม่อยากทำงานกันแล้วหรือไง?”
“หัวหน้าหลี อรุณสวัสดิ์ค่ะ” เย่เซี่ยจูยิ้มตาหยีพลางเอ่ยทักทายหลีย่าง
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
เพราะคำเตือนของฟู่เฉิงโจว น้ำเสียงของหลีย่างจึงแฝงไว้ด้วยความเคารพ
เธอหันไปหาไต้ซานและเอ่ยกำชับ “ไต้ซาน เธอช่วยพาหล่อนไปที่สำนักประธานกรรมการทีนะ”
ไต้ซานปรายตามองเย่เซี่ยจูแวบหนึ่ง วางมาดเจ้านายเต็มที่
“ตามฉันมา”
“อาจจะต้องรอสักครู่นะคะ” เย่เซี่ยจูยิ้มให้ไต้ซานด้วยท่าทางขอโทษขอโพย “เฉิงโจวไปช่วยฉันเบิกอุปกรณ์สำนักงาน บอกให้ฉันรอเขาอยู่ตรงนี้ค่ะ”
ไต้ซานอ้าปากค้าง ก่อนจะหันขวับไปมองหลีย่าง ตาแทบจะถลนออกมาอยู่รอมร่อ
ฟู่เฉิงโจวถึงกับยอมจัดการเรื่องจุกจิกแบบนี้ให้เย่เซี่ยจูด้วยตัวเองเลยเหรอเนี่ย
เมื่อก่อนหลีย่างไม่เห็นเคยได้รับสิทธิ์นี้เลย!
แพขนตาของหลีย่างสั่นเครือเล็กน้อย หากแต่สีหน้ายังคงเป็นปกติ
“ฉันไปทำงานก่อนนะ”
“เดี๋ยวก่อน มาที่ห้องทำงานผมหน่อย มีงานจะมอบหมายให้คุณ”
เสียงของฟู่เฉิงโจวดังขึ้นจากด้านหลัง หลีย่างหยุดยืนอยู่กับที่ แล้วหันกลับไป
ฟู่เฉิงโจวยื่นลังกระดาษในมือไปให้ไต้ซาน พลางกำชับเย่เซี่ยจูอย่างใส่ใจ “คุณไปรายงานตัวกับไต้ซานก่อนนะ อย่าเดินเพ่นพ่านไปไหนมาไหนคนเดียวล่ะ”
ในใจไต้ซานรู้สึกอัดอั้นไปด้วยความโมโห แต่ก็ทำได้แค่ยื่นมือไปรับมา
เย่เซี่ยจูพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วเดินตามไต้ซานออกไป
ส่วนหลีย่าง ก็เดินตามหลังฟู่เฉิงโจวเข้าไปในห้องทำงานของเขา
“วันนี้คุณไปที่เขตพัฒนาหนานเฉิงกับฝ่ายโครงการหน่อยนะ”
พอเดินผ่านประตูห้องทำงานเข้ามา ฟู่เฉิงโจวก็ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอก ก่อนจะถอดออกแล้วยื่นส่งให้หลีย่างตามความเคยชิน
หลีย่างรับมา พลันได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของส้มซิตรัสติดอยู่บนเสื้อสูทของฟู่เฉิงโจว
กลิ่นหอมนี้ เมื่อกี้เธอเพิ่งจะได้กลิ่นจากตัวของเย่เซี่ยจูในลิฟต์เหมือนกัน
หลีย่างชะงักไปเล็กน้อย รีบปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ แล้วก็เอาสูทของเขาไปแขวนไว้บนราวแขวนเสื้อ พลางถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ฝ่ายโครงการบอกว่าที่ถนนหนานเฟิงมีเจ้าของที่ดื้อแพ่งอยู่เจ้าหนึ่งไม่ยอมย้ายออก คุณไปจัดการที งบประมาณสิบห้าล้าน”
ฟู่เฉิงโจวนวดหว่างคิ้ว ดูท่าทางจะรำคาญใจอยู่ไม่น้อย
หลีย่างได้ยินคำว่า “ถนนหนานเฟิง” ก็ลมหายใจสะดุดห้วง
สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอเติบโตมาตั้งแต่เด็กนั้น ก็ตั้งอยู่ที่ถนนหนานเฟิงเช่นกัน ในโลกใบนี้แม่ผู้อำนวยการคือคนที่ดีกับเธอที่สุด
สำหรับเธอแล้ว ที่นั่นคือบ้านเพียงแห่งเดียวของเธอ
ฟู่เฉิงโจวเห็นเธอยังไม่ไป ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีอะไรอีก?”
หลีย่างกลั้นหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะเดินกลับมายืนที่หน้าโต๊ะทำงาน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “เป็นไปได้ไหมคะที่จะไม่รื้อถอนถนนหนานเฟิง? คุณก็รู้นี่คะ ว่าที่ตรงนั้นมีความหมายกับฉันมาก”
คุณอาจจะชอบ





