
อาญาสีชมพู
ตอน 3
“ก็กีบอกแม่แล้ว แม่โกรธกีแทบตาย ตีกีหยิกกีด้วย หยิกจนแขนเขียวหมดเลยค่ะ” น้องสาวต่างบุพการีอวดแขนที่ถูกทำร้ายให้ดู
“แม่บอกอีกว่าอย่าให้พี่เหนือรู้เรื่องนี้เด็ดขาด”
สมควรแล้วล่ะ แค่นั้นยังน้อยไป ปภาณิณมองแขนที่อีกฝ่ายส่งให้ดู แล้วเตือนสติตัวเองว่าให้หยุดความคิดหยาบช้ากับน้องอย่างกีรนาเสียที
“ทำไมถึงเล่าให้พี่ฟังไม่ได้ล่ะ”
ถามพร้อมกับอยากรู้ใจของนางจันทร์เพ็ญไปด้วยว่าเหตุใดจึงไม่อยากให้เธอรู้เรื่องนี้ ในเมื่อเธอก็เป็นสมาชิกในบ้าน และเป็นเสาหลักสำคัญคนหนึ่งอีกด้วย
“ไม่รู้สิคะ แต่กีไม่อยากเก็บเรื่องนี้เอาไว้อีกแล้ว กีอึดอัด กีไม่สบายใจค่ะ”
“เลยแบ่งมาให้พี่ไม่สบายใจด้วย ว่างั้น?” ถามล้อๆ
กีรนาเลยแกล้งมุ่ยหน้าใส่เธอ “พี่เหนือชอบพูดเล่นเรื่อยเลย แต่กีชอบนะที่พี่เหนือไม่โกรธกีแบบแม่...ขอบคุณมากนะคะพี่เหนือ”
หญิงสาวอ่อนวัยกว่ามองเธอด้วยสายตารักและเทิดทูน ไม่ต่างจากที่มองมารดาของตน ซึ่งปภาณิณก็พยายามบอกตัวเองว่าเธอนั้นรักกีรนาดั่งน้องแท้ๆเช่นกัน จึงยิ้มตอบให้อีกฝ่ายไป
เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วเลยชวนให้ไปพักผ่อน
“ดึกมากแล้วน้องกี ไปนอนเถอะไป”
“โอเคค่ะ ตอนนี้กีสบายใจแล้ว กีจะได้นอนหลับสนิทเสียที”
ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างที่ไม่ให้มีอะไรมาปิดบังซ่อนเร้น ปภาณิณจึงถือโอกาสถามอีกเรื่อง
“กี”
“คะพี่เหนือ”
“ได้ข่าวพี่กวินบ้างไหม”
กีรนาส่ายหน้าเป็นคำตอบ จึงพยักหน้าให้อีกฝ่ายเข้าห้องไปเสียแล้วจึงเดินเท้าเบาๆไปดูบิดาในห้องด้านล่างที่จัดเอาไว้สำหรับท่านโดยเฉพาะ ในนั้นประกอบด้วยเตียงผู้ป่วยพร้อมที่นอนลม ทั้งยังมีเครื่องดูดเสมหะและเตียงนอนของคนที่จ้างมาให้ดูแลท่านด้วย
หญิงวัยสามสิบปลายๆนอนตะแคงหันหลังให้บนที่นอนข้างๆเตียงนายจรัส
เมื่อเห็นว่าท่านกำลังหลับอยู่ จึงเดินเข้ามามองใกล้ๆก่อนก้มลงกอดเบาๆ ซบหน้าลงตรงอกที่เคยแข็งแกร่งที่ซึ่งบัดนี้เหลือแต่กระดูกเพราะกล้ามเนื้อฝ่อลีบลงไปโขทีเดียว
“พ่อคะ เหนือจนปัญญาแล้วค่ะ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อดี”
ว่าจบพร้อมกับน้ำตาที่อัดอั้นมานานไหลอาบลงจนซึมไปถึงเสื้อนอนของคนที่ยังคงนอนนิ่งเงียบบนเตียง ปภาณิณร้องไห้เงียบๆอยู่อีกครู่จึงผละออก ปาดน้ำตาทิ้ง ยืนมองท่านก่อนจากไปเงียบๆเหมือนตอนที่เข้ามา
คล้อยหลังประตูที่ปิดลง หยาดน้ำซึมออกจากหางตาของชายที่เคยเป็นผู้นำครอบครัวแล้วทิ้งตัวลงกับหมอนหนุนเฉกเช่นเดียวกับบุตรสาวของตนพร้อมแรงกระเพื่อมที่ทรวงอกอยู่อย่างนั้นเป็นนานสองนาน
เสียงพูดจาร้อนรนทั้งยังฟังดูวุ่นวายดังมาจากทางด้านหน้าของตัวบ้าน ปภาณิณที่เพิ่งนอนได้ไม่กี่ชั่วโมงลืมตาตื่นขึ้น แล้วเปิดประตูเดินออกไปดู พบแสงสีแดงวูบวาบบนหลังคายานพาหนะขนาดใหญ่ที่จอดนิ่งรออยู่ จึงสาวเท้าเร็วๆออกไปดู พบบิดานอนอยู่บนเตียงรถเข็นที่มีเจ้าหน้าที่นำขึ้นรถพอดี หญิงสาวใจหายวาบ เรียกเสียงตื่นตระหนก
“คุณพ่อ!”
เธอจะตามขึ้นรถไปด้วย แต่ถูกมือใครบางคนรั้งเอาไว้ก่อน จึงหันไปมอง ค่อยพบว่าเป็นนางจันทร์เพ็ญนั่นเอง
“คุณพ่อเป็นอะไรคะคุณน้า”
“ชีพจรตก น้าเห็นหน้าแกซีดๆเมื่อเช้าเลยให้อมรลองวัดความดันให้” เล่าอย่างพยายามระงับอาการตื่นๆของตนเองเช่นกัน แล้วว่าต่อ “น้าจะตามไปดูเอง หนูไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน แล้วค่อยตามไปทีหลัง”
“แต่...” เธออยากไปด้วยตอนนี้
“ไปเถอะลูก ไปทั้งอย่างนี้คงไม่เหมาะ ถึงโรง’บาลแล้วก็หมดห่วง หมอออกเก่งกันทั้งนั้น”
หญิงสาวก้มมองตนเองในชุดนอน แล้วนิ่งไปอย่างที่คิดอะไรไม่ออก มองตามมารดาเลี้ยงที่ไปพร้อมรถที่ขับลับรั้วบ้านแล้ว ก่อนลำดับความคิดตนเองใหม่ ตั้งใจกลับไปยังห้องนอนเพื่อเตรียมตัวไปดูอาการของพ่อ
“พี่เหนือ”
เสียงเรียกตื่นๆของกีรนานั่นเอง เธอหันไปมอง ทางนั้นก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา ถามเสียงสั่น
“คุณพ่อเป็นอะไรคะ”
“พี่ไม่รู้ เห็นคุณน้าบอกว่าเมื่อเช้าคุณพ่อความดันตก” บอกไปเท่าที่รู้พลางถามอีกฝ่าย “แล้วกีออกไปไหนมาแต่เช้า”
“ไปตลาดค่ะ เพิ่งกลับมานี่เอง ได้ยินน้าหยาดพูดอยู่หน้าบ้านเลยวิ่งเข้ามาดู”
“พี่จะไปดูพ่อ”
“กีไปด้วยค่ะ”
สองสาวแยกย้ายกันเข้าห้องของตนเอง ปภาณิณไม่มีแก่ใจนอนอีกต่อไป แม้ว่าเพิ่งได้หลับไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น บัดนี้ความง่วงปลิวหายไปแล้วเมื่อเห็นบิดาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ทั้งยังไม่รู้ว่าอาการของท่านเป็นไปอย่างไรแล้วบ้าง
ไม่นานจากนั้น กีรนาติดรถไปโรงพยาบาลที่บิดารักษาตัวอยู่ด้วยกันกับเธอ พบนางจันทร์เพ็ญนั่งก้มหน้าเงียบๆที่เก้าอี้สำหรับญาติที่หน้าห้องของไอซียู
“คุณพ่อเป็นยังไงบ้างคะ” ถามขณะนั่งลงที่เก้าอี้ว่างตัวที่ติดกับคู่สมรสของบิดา
“หมอบอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือด”
“แล้วต้องใช้เงินเยอะไหมคะคุณแม่” เป็นกีรนาที่ถามขึ้นแทบจะทันที ปภาณิณฉุนวูบหนึ่งเมื่อได้ยินคำถาม ชีวิตของบิดาทั้งคน ต่อให้ต้องใช้เงินเป็นร้อยๆพันๆล้านเธอก็จะหามาให้จงได้
จันทร์เพ็ญท่าจะมองออกเลยหันไปเอ็ดบุตรสาวของตน
“ถามอะไรแบบนั้นยัยกี แกนี่”
“ก็กีแค่อยากรู้นี่คะ”
ปภาณิณระงับโทสะในอกบอกด้วยสีหน้าเย็นชา
“ประกันคุณพ่อมีจ้ะน้องกี”
“น้าลืมบอก ตัวแทนเขามาเยี่ยมเมื่อกี๊แล้วก็ว่าค่ารักษาของจรัสเกินวงเงินประกันแล้วล่ะลูก”
ได้ยินแบบนั้นก็นิ่งไป เพราะก่อนหน้าบิดาของเธอเป็นประเภทที่ต่อต้านการทำประกันทุกรูปแบบ พอมีคนรู้จักแนะนำก็ทำไปอย่างแกนๆชนิดเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบค่าเบี้ยไม่แพงมาก เหมือนทำไปเพื่อตัดรำคาญ ท่านคิดเสมอว่าตัวเองแข็งแรงและด้วยว่าตนเองไม่เคยเจ็บป่วยหนักๆมาก่อนจึงไม่ได้ใส่ใจตรงนั้น
คุณอาจจะชอบ





