
สหายรักของกุนซือน้อย
ตอน 2
“ เช่นนั้นก็ปล่อยไปเถิด เจ้าตัวซุกซนนี่ ท่าทางจะยังไม่อยากโต” ใบหน้างดงามจากการแต่งแต้มสีสันที่วิจิตรนั้นยกยิ้มน้อยๆ ราวกับเป็นเรื่องสนุก
“ พ่ะย่ะค่ะ ”
“ แต่ …ส่งสาส์นจากข้าไปแจ้งท่านน้าสักหน่อย จะได้เตรียมการรับมือ ว่าเราจะส่งลูกศิษย์ไปฝึกปรือฝีมือก่อนรับตำแหน่ง” นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่องค์หญิงลี่เหลียนเพิ่งพบเจอ การรับมือเจ้าตัวซุกซนตั้งแต่เกิด เป็นความเคยชินต่างหาก และต้องใช้ความเมตตาที่สูงมากกว่าคนทั่วไป
อุตส่าห์หนีมาชายแดนแสนไกล เจ้าตัวซุกซน!!! ก็ไม่วายที่จะตามมา แล้วทางนู้นล่ะ…จะเป็นเช่นไรบ้างหนอ คงครึกครื้นพิลึก
“ นี่สำหรับเจ้า และนี่สำหรับท่านน้า ” นางส่งสาส์นให้หัวหน้าองครักษ์ และซุนอันป๋อ น้าชายของนางที่เป็นกุนซือให้กองทัพแคว้นไท่เหยี่ยนเกือบ 10 ปีแล้ว …
ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้องค์จักรพรรดิวางแผนแทรกซึมพระญาติฝั่งพระชายาและนางสนมไปทุกแคว้น เป็นแผนหว่านเมล็ดพืช ที่ในคราแรก สร้างความตระหนกให้กับทุกแคว้น แต่พอนานวันเข้ากลับพบว่า กุนซือที่ส่งมาจากวังหลวง เป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญกลศึก และตำราพิชัยสงครามเป็นอย่างดี ทำให้คลายความระแวงไปได้ จนเกิดการยอมรับในที่สุด
แผนที่ 2 คือปล่อยข่าวเรื่องอาจมีการใส่ร้าย …ว่าสมคบคิดกับพวกกบฎ เพื่อจะได้ถูกโค่นล้มอย่างไม่มีข้อสงสัย เป้าหมายเพื่อให้ผู้ครองแคว้นเกรงกลัว และไม่กล้าตั้งตนเป็นใหญ่
แผนที่ 3 คือการส่งพระราชธิดามาสมรส เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีเป็นเครือญาติ
แผนที่ 4 คือการส่งพระราชโอรสเข้ามาปกครอง …..ถึงเพลานั้น คนในจวนก็ตกอยู่ในอาณัติของวังหลวงไปแล้ว นับว่าแยบยล กำจัดไม่ได้ ก็ดึงเป็นพวกไปเสียเลย
สำหรับสาส์นถึงหัวหน้าองครักษ์ เพียงแค่ให้เขาทำเป็น ‘ ไม่รู้ไม่ชี้ ’กับเรื่องที่เจ้าตัวซุกซนทำก็เท่านั้น เป็นเรื่องดีที่ผู้ติดตามขบวนสมรสพระราชทานนี้ ล้วนเป็นคนของตำหนักซุนฟู่เหรินทั้งสิ้น พวกเขารู้ว่าต้องทำเช่นไร
ก่อนจะหมดยามห้าย (21.00-22.59 น.) ….ในขณะที่นักเดินทางต่างพากับหลับใหล ปรากฎมีคนผู้หนึ่งนั่งร่ำสุราท่ามกลางแสงดาวระยิบระยับบนฟากฟ้าเพียงลำพัง บนหลังคาที่สูงที่สุดของโรงเตี๊ยม
ฟิ้ววว!!! ร่างหนึ่งเหาะตัวลอยด้วยพลังตัวเบาที่จัดอยู่ในระดับดี…ไปทรุดตัวนั่งลงข้างๆ เขาลอบมองอยู่นาน 2 นาน จึงได้รู้ว่า จอมยุทธ์น้อยท่านนี้ร่ำสุราเพียงลำพัง ความเหงาทำให้เขาพาตัวเองขึ้นไป หมายจะหาเพื่อนนั่งชมดาวด้วยกัน
“ ดึกแล้วไยท่านไม่พักผ่อน ” เสียงนุ่มทุ้มนั้นทักทายก่อน พร้อมยกขวดสุราที่ถือติดมาชนกับขวดสุราของคนที่นั่งอยู่ก่อน ลักษณะเหมือนคนที่ชื่นชอบการจิบสุราเช่นกัน
“ …….. ” เจ้าของขวดสุราที่ถูกทักทาย เพียงแค่ยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แต่ใจกลับคิดว่าหมดเวลาสงบของตนเสียแล้ว นางขยับตัวลุกขึ้นหมายจะจากไป
“ เดี๋ยวสิท่าน อยู่เป็นเพื่อนข้าก่อน” แต่ช้ากว่าผู้มาใหม่ เจ้าหนุ่มน้อยคว้ามือหมับ กระตุกมือเล็กๆนั้นเบา แต่รวดเร็ว เร็วจนเจ้าของมือแปลกใจ
‘ น่าสนใจดีนี่ ’ เป็นสาเหตุให้นางนั่งลงที่เดิม และยกขวดสุราชนกันอีกครั้งเบาๆแล้วยกดื่ม ด้วยความที่ดื่มมาตั้งแต่เริ่มออกรบร่วมกับบิดาและพี่ๆตั้งแต่อายุ 10 หนาว เพราะอากาศช่วงหน้าหนาวนั้นไม่ปรานีใคร นางจึงจัดเป็นคนคอทองแดงคนหนึ่ง จากแค่ดื่มเป็น จนปัจจุบันหมักเหล้าชั้นเลิศดื่มกินเองได้
“ ดาวสวยเหลือใจ นั่งมองข้างล่างไม่เห็นชัด นั่งมองคนเดียวเปลี่ยวใจยิ่งนัก กำลังหาเพื่อนร่วมชมดาวด้วยกัน ข้าเห็นท่านนั่งร่ำสุราอยู่ลำพังนานแล้ว ให้เกียรตินั่งเป็นเพื่อนข้าสัก 1 เค่อเถิด ” เสียงที่ฟังดูเหมือนจะออดอ้อนขอความเห็นใจ ทำให้คนฟังเผลอยกยิ้ม เพราะภาพที่เห็น เจ้าหนุ่มน้อยนี่ น่าจะเพื่มเริ่มสวมกวานได้ไม่นาน
ปีที่นางเติบโต ผู้ชายสวมกวานเริ่มที่อายุ 16 หนาว แสดงถึงการบรรลุนิติภาวะ โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
แต่ดูท่าเจ้าหนุ่มนี่ …จะเป็นเด็กที่อยากโต เอาล่ะนางจะเป็นพี่สาวให้ ‘พี่สาวที่อายุน้อยกว่าสัก 1-2 ปี’ …..แต่ไม่นานก็ฉุกคิดว่า เป็นพี่สาวคงจะไม่เหมาะ เพราะพี่สาวต้องสั่งสอนน้องให้เป็นคนดี ไม่ใช่ร่วมร่ำสุราเยี่ยงนี้
‘ดูไปเรื่อยๆดีกว่า’ แม้ว่านางจะอายุน้อยกว่า แต่ประสบการณ์ที่ร่วมออกรบตั้งแต่ 10 หนาวพร้อมท่านพ่อและพี่ชาย สอนอะไรนางไว้มากมาย นางน่าจะมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่านั่นแหละ
สำหรับหนุ่มน้อยผู้มาใหม่ …นอกเหนือจากอาการดีใจที่สหายคนใหม่ไม่ต่อต้าน เขายังรู้สึกแปลกใจจนลอบยกยิ้มกับการพรางใบหน้าด้วยหน้ากากหนัง จนบดบังโฉมหน้าที่แท้จริงเสียอย่างนั้น
แต่ช่างเถิดเขาไม่ได้คิดคบหาคนด้วยหน้าตาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะปิดบังหรือเอาอะไรมาคลุมทั้งตัว เขาก็หาได้ใส่ใจ มีเพียงมิตรภาพในเพลา 1 เค่อที่เขาร้องขอ ….ก็เท่านั้น
เด็กน้อยอายุราว 15-16 หนาว 2 คนนั่งชมดาวที่งดงาม ไม่พ้นสายตาขององครักษ์หนุ่มจากกองคาราวานใหญ่ไปได้ เขาอมยิ้มกับความซุกซนที่แสนจะเป็นมิตรของผู้เป็นนาย เพราะคนที่ชวนคุยมีเพียงนายของเขา อีกคนเพียงแค่นั่งกระดกขวดสุราเข้าปากทีละน้อย อย่างจะดื่มด่ำกับบรรยากาศจริงๆ
วิ้ววว!!!! เสียงอาวุธขนาดเล็กแทรกอากาศหมายจะสอยคนที่ดูดาวให้ร่วง แต่ไม่สามารถทำอะไรคนทั้ง 2 ได้ ทั้งคู่กระโดดหลบ และโต้ตอบคนที่พุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
เสียงนั้นเบา….เปรียบดั่งขวดสุรากระทบกันดังกิ๊ก กิ๊ก!!! ไม่ได้ทำให้องครักษ์ที่เคลิ้มหลับไปแล้วตกใจแต่อย่างใด สิ่งที่ทำให้เขาตกใจคือเมื่อลืมตาขึ้นมา ภาพสหายน้อย 2 คนที่ชมจันทร์บนหลังคานั้น…..หายไป!!! ต่างหาก…
เขาตกใจจนใบหน้าที่ซ่อนในหน้ากากผ้าแพรสีดำขาวนั้นซีดเผือด ในกายหนาวเย็น แต่ทันใดนั้นหูก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ที่ชายป่าไม่ห่างนัก เขาจึงรีบรุดไปดู พร้อมกับโดยส่งสัญญาณเรียกคนที่เสริมอีก 3 คน ที่เหลือคุ้มครองเจ้านายที่นอนพักอยู่ด้านบน
ทั้ง 4 คนวิ่งตามเสียงต่อสู้ปริศนาไปที่ป่าโปร่งติดโรงเตี๊ยม ..
สิ่งที่ทุกสายตาเห็นคือ หนุ่มน้อยหน้าแฉล้ม ยืนอยู่ด้านหลังสหายใหม่ของเขา แต่กำลังตกอยู่ในวงล้อมของกลุ่มคนชุดดำ ราว 7-8 คน
ถัดตรงบริเวณนั้นไม่ไกล ยังพบคนชุดดำนอนตายเกลื่อน…..จากรอยเลือดที่ดาบเงาวับ น่าจะเป็นฝีมือของสหายตัวน้อยนั่น และมีความเป็นไปได้สูงว่า…น่าจะใกล้หมดแรงแล้ว
องครักษ์และผู้ที่ติดตามจึงพุ่งตัวเข้าไปที่กลุ่มดังกล่าว เพื่อปิดจบฉากระทึกใจก่อนนอนวันนี้…อย่างง่ายดาย
“ นายท่าน ข้าน้อยผิดไปแล้วที่มาช้า ” เป็นเขาและผู้ติดตามที่ทรุดตัวลงไปทำความเคารพผู้เป็นนาย อย่างรู้สึกดังเช่นคำพูด
“ ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้เป็นอะไรนี่ ต้องขอบใจสหายของข้า……อ่าาา ” หนุ่มน้อยบอก แต่เมื่อหันไปอีกที สหายนิรนามของเขาได้กระโดดตัวปลิว…หายตัวไปเป็นที่เรียบร้อย
“ ดูท่าฝีมือจะไม่เบา ” องครักษ์ที่ลุกขึ้นเปรยเบาๆ
“ นึกไม่ถึงเหมือนกัน ….แต่ว่าพวกนี้ เป็นใครที่ไหนกัน กล้าลอบทำร้ายข้าได้ ช่างอุกอาจนัก ” หนุ่มน้อยพึมพำ อย่างไม่สบอารมณ์
“ ยิ่งออกนอกวังหลวง ศัตรูยิ่งชัดเจน ข้าน้อยว่านายท่านควรระวังตัวให้มากขึ้น ”…คนฟังพยักหน้าน้อยๆอย่างครุ่นคิด เพราะเขายังไม่ได้ทำความรู้จักกับสหายเมื่อสักครู่เลย พอดีมาเกิดเหตุการณ์ร้ายเสียก่อน
ที่รู้สึกชอบเพราะ ถูกชะตา และดูท่าทางจะอายุอานามรุ่นราวคราวเดียวกัน สัก 15-16 หนาวนี่แหละ
“ ไปซุกซนที่ไหนมาน้องรัก ” เสียงทักของพี่สาว ทำเอาเจ้าของห้องถึงกับชะงัก ไม่ใช่เพราะเขานอนห้องเดียวกับพี่สาว แต่เป็นเพราะนางมานั่งรอเขาที่ห้องต่างหาก
“ ข้าพักผ่อนเพียงพอแล้วขอรับ…ท่านพี่ ท้องฟ้าวันนี้แม้ไร้ซึ่งดวงจันทร์ แต่ดวงดาวนั้น…งดงามเกินที่ที่ข้าจะอดใจ” น้องชายตอบแล้วเดินมาสวมกอดพี่สาวของตน เขาเป็นน้องชายคนเล็กร่วมอุทร จึงเป็นพี่รักและห่วงใยของทั้งมารดาและพี่สาวนักหนา
“ ระวังตัวไว้บ้าง อย่าชะล่าใจนัก โชคดีที่เจ้าเจอคนมีฝีมือ ” อ่อ…..พี่สาวรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว หนุ่มน้อยได้แต่ยกยิ้ม
“ กว่าจะมาถึงแคว้นชายแดนได้ ข้าเบื่อแล้ว อยากหาคนคุยด้วยที่ไม่ใช่ท่านพี่ คนที่จะแลกเปลี่ยนความรู้และแนวคิดได้ ” หนุ่มน้อยยังคงเอ่ยเสมือนแก้ตัว แต่ผู้เป็นพี่รู้ว่า ..ความจริงก็แค่ครึ่งเดียว
“ หลังจากนี้เราจะผ่านป่าใหญ่ และภูเขา ที่พักที่ดีแบบนี้จะเป็นแห่งสุดท้าย จงดื่มด่ำความสุขเถิดน้องรัก ใช้เวลาอีก หลายวันกว่าจะเข้าเขตแคว้นไท่เหยี่ยน ” สิ่งที่องค์หญิงลี่เหลียนกล่าวไม่ได้เกินจริงนัก เพราะแคว้นไท่เหยี่ยนที่กว้างใหญ่ และห่างไกล ยากแก่การรุกรานของวังหลวงและแคว้นใกล้เคียงก็จริง….
แต่ก็มีพวกชนเผ่า และพวกโจรป่าอาศัยอยู่รอบกำแพงเมือง พวกนั้นก่อความไม่สงบเล็กๆน้อยๆไม่หยุดหย่อน แต่ไม่กล้าฮึกเหิมก่อการจลาจลในแคว้นได้ เพราะเกรงบารมีแม่ทัพหลิวที่รักษาการณ์เมืองนั่นเอง
“เจ้ารู้ไหม ทำไมท่านแม่ทัพถึงไม่ปราบปรามกองโจรแนวชายแดนนี้ให้สิ้นซาก ” น้ำเสียงนั้นหยั่งเชิงมากกว่าจะอยากได้คำตอบ
“ ข้าเชื่อว่า หัวหน้ากองโจรคืออดีตทหารของท่านแม่ทัพหลิว พวกชนเผ่านั่นก็เป็นหนึ่งในพันธมิตร ” เป็นคำตอบที่คนฟังยกยิ้มอย่างชอบใจ กลยุทธ์เล็กๆน้อยๆแบบนี้ นางอยากให้เจ้าน้องชายของนางวิเคราะห์ได้ และมองเล่ห์กลเป็นเพราะในภายหน้าเขาต้องทำงานใหญ่ นี่เป็นเหตุผลหลักที่นางยอมให้เจ้าตัวซุกซนติดตามมาด้วย
ในเมืองหลวง แม้มีอาจารย์ทางบุ๋นและบู๊ที่เก่งกาจ แต่มีหรือจะสู้มาเห็นด้วยตาตัวเอง แก้ไขสถานการณ์เอง น้องชายคนเล็กของนางเพิ่งอายุ 16 หนาวได้ไม่นาน จะว่าไปการนั่งเรียนในตำราเพียงพอแล้ว นับจากนี้…นี่คือสิ่งที่เขาต้องเรียนรู้ด้วยตนเองจากอาจารย์ที่มีประสบการณ์ และจากสิ่งแวดล้อมจริง
-------
คุยกัน!!!
บ้านเมืองนี้มีองค์จักรพรรดิที่ชำนาญด้านการกลยุทธ์ สู้กันที่กุนซือจริงๆ วางรากฐานกันเป็น 10 ปี …
คุณอาจจะชอบ





