
สหายรักของกุนซือน้อย
ตอน 3
วันนี้…เป็นวันที่ขบวนสมรสพระราชทาน จะต้องออกเดินทาง หลังพักผ่อนทั้งคนและม้าเต็มที่ 3 คืน ในส่วนของหนุ่มน้อยหรือเจ้าตัวซุกซน…ก็ถูกกักบริเวณตามระเบียบ เหตุเพื่อความปลอดภัย โดยผสมคำขู่ไว้ด้วย….
“ ถ้าเจ้าดื้อ พี่อาจต้องส่งเจ้ากลับ ”
“………" ทำเป็นนิ่งแต่หูผึ่งมาก
“ กลับไปไหนดีนะ ระหว่างจวนของเจ้าสาวเจ้า กับสำนักเสี้ยวเทียน ” ในความรู้สึกของเด็กหนุ่ม ย่อมไม่ดีทั้ง 2 แห่ง เนื่องจากแห่งแรก เขาแอบออกหนีมาสุดชีวิต แถมยังจับเจ้าสาวในนาม….เปลื้องผ้าลักษณะเกือบเปลือยและมัดไว้ที่เสาปลายเตียง…มัดรวมๆกับบ่าวไพร่ และญาติของเขา…มัดทุกเสาของเตียง
แบบนี้เขาจะกลับไปได้เช่นไร!!!
ส่วนสำนักเสี้ยวเทียนเป็นสำนักของนักพรตที่ฝึกวรยุทธ์ เขาร่ำเรียนวรยุทธ์จากที่นี่ ….หากกลับไปคราวนี้ เขาอาจจะถูกจับให้บวชตลอดชีวิต เนื่องจากเจ้าอาวาสซึ่งเป็นท่านตาของเขา…เอ็นดูเขาเป็นพิเศษ ไม่อยากให้ไปแย่งชิงอำนาจในวังหลวง ยิ่งถ้ารู้ว่าเขาหลบหนีการแต่งงาน ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี การจับโกนผมบวชจะทำให้เขาปลอดภัยจากทุกเรื่อง…ท่านเชื่ออย่างนั้น
แต่สำหรับเขาแล้วไม่….เขาคิดว่า การใช้ชีวิตในใต้หล้า ท่องไปในโลกกว้าง เป็นสิ่งที่ปุถุชนและชาวยุทธ์ควรกระทำ แม้ว่าเขาจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในที่สิ่งเขาทำก็เถอะ ….
ขอแค่ช่วงเวลาหนึ่งก่อนเขาเข้ารับภารกิจอันยิ่งใหญ่ เขา….มีความฝัน ฝันจะท่องโลกกว้างและรู้จักผู้คนให้มากกว่าเดิม
“ ข้าจะเป็นเด็กดีของท่านพี่ขอรับ ” …..รอยยิ้มที่ดูน่าเอ็นดู ถ้าเป็นคนอื่นคงหลงกล นี่…พี่สาวแท้ๆคนนี้ ไม่นับรวม
“ คุณชายน้อยซุนไห่หลง ” นางเรียกขานแซ่ทางมารดา เนื่องจากยามนี้ ควรปกปิดฐานะที่แท้จริงของน้องชายตนเองไว้เป็นการดี
“ ขอรับพี่หญิง ”
“ ไม่ต้องมาทำหน้าเป็น ข้าขอย้ำอีกครั้งว่า ฐานะเราเมื่อย่างเข้าแคว้นไท่เหยี่ยน เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องกัน เจ้าเป็นหลานชายของท่านน้าซุนอันป๋อ แม้ว่าจะไม่ต้องสนิทสนมกันมาก แต่อย่าลืมว่า…ข้าส่งเจ้ากลับที่ทุก ที่เจ้าไม่อยากไปได้เสมอ ” น้ำเสียงเย็น ใบหน้ายิ้มๆของนางทำเอาเจ้าด้วยซุกซนถึงกับเสียวสันหลัง
ต่อให้เขาสวมกวานแล้ว แต่อายุแค่เพียง 16 หนาวเท่านั้น จะเทียบกับนางที่อายุ 19 หนาวได้อย่างไร องค์หญิงลี่เหลียนถูกปลูกฝัง และได้รับการอบรมสั่งสอนจากซุนฟู่เหรินมาอย่างดี ตระกูลซุนเป็นเสนาธิการบดีที่ยิ่งใหญ่มาหลายสมัย แม้ในยามเปลี่ยนแผ่นดิน คนในตระกูลก็สร้างผลงานจะสามารถส่งลูกหลานเข้ามาเชื่อมสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์ได้ทุกครั้ง
ในยามนี้…ทุกคนในขบวนล้วนแต่งกายด้วยชุดทะมัดทะแมง เนื่องจากเตรียมการมาอย่างดี ทหารองครักษ์กว่า 30 นาย ทั้งติดตามและองครักษ์ต่างเดินทางไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นางกำนัล และสาวใช้ก็จัดเตรียมมาเพียง 20 คน ทำให้ขบวนนี้มีคนที่ออกเดินเท้าให้ผู้คนพบเห็นกว่า 50 คน
พวกเขาต้องใช้เวลา 3 - 4 วันจึงจะออกจากเขตป่าใหญ่ ที่มีภูเขากั้นแห่งนี้ไปได้ กลางคืนตั้งกระโจมที่พักชั่วคราวเป็นวงกลมเพื่อง่ายต่อการคุ้มกันความปลอดภัย เพราะจากบันทึกพบว่าการบุกช่วงกลางคืนประสบความสำเร็จมากกว่าเวลากลางวัน
การเดินทางของราชวงศ์ไปต่างแดน เป็นเรื่องที่ไม่มีใครพึงปรารถนา เพราะเป็นเป้าหมายแสนหวานของหมู่กองโจรและผู้ไม่หวังดี แม้จะกระทำเป็นความลับ มันก็ไม่เคยเป็นความลับได้จริงๆสักที
ยามจื่อ (23.00-00.59 น.) เป็นช่วงเวลาที่คนเดินทางส่วนใหญ่หลับเอาแรงกันหมดแล้ว มีคนหนึ่งที่เพิ่งออกจากณาณ หลังจากที่เดินลมปราณมาพักใหญ่ ตาใสแจ๋วเลย เขาคำนวณเวลาแล้วว่าควรนอนเวลาไหน และตื่นเวลาไหน
“ คารวะ เอ่อ …..คุณชายน้อย ” เสียงทหารยามอึกอัก เมื่อร่างเพรียวบางกะทัดรัดของเด็กที่เพิ่งเข้าสู่วัยหนุ่มเดินผ่าน ซุนไห่หลงเพียงพยักหน้าเล็กน้อย เขาออกมาดูลาดเลาตามวิสัยของคนที่ทำอะไรรอบคอบแม้จะอายุน้อยก็เถอะ
หทารยามเวลานี้มี 5 คน แน่นอนว่ามีองครักษ์เงาจำนวนไม่ต่างกันแฝงตัวอยู่….
เสียงสัตว์จำพวกหรีดหริ่งเรไรเงียบหายไป มันเงียบจนเขารู้สึกได้ ว่าน่าจะมีสิ่งผิดปกติ นี่เป็นอีกเหตุผลหลักที่ทำให้เขาลุกออกจากที่พัก
ร่างเพรียวบางของหนุ่มน้อยกระโดดแหวกอากาศไปยืนบนต้นไม้ใหญ่ที่ใกล้ที่สุด เสียงขลุ่ยใบไม้ที่เขาเด็ดมาเป่า น้ำเสียงที่แฝงพลังแต่เบาสะท้อนความรู้สึกเป็นอิสระ แม้ไม่ได้รบกวนผู้ที่กำลังหลับใหล แต่ก็สามารถเชื่อมต่อจิตของผู้ที่กำลังหลับลึกให้คล้อยตามได้
สายตาดุดนกเค้าแมวสอดส่ายหาความผิดปกติจากด้านบน แน่นอนว่าคนของเขาที่ซ่อนตัวอยู่ ย่อมตื่นไปกับสัญญาณที่เขาพยายามสื่อสาร และสานต่อคำสั่งค้นหาของซุนไห่หลงได้สำเร็จ
หิ่งห้อยที่ถูกปลดปล่อยออกจากขวดหยกสี่เหลี่ยมเล็กทึบแสง 4-5 ตัวนั้น บ่งบอกว่าคนของเขาพบสิ่งผิดปกติแล้ว ซึ่งมาจากทุกที่รอบทิศ
ซุนไห่หลงเห็นดังนั้น ควบคุมสติให้มั่นคงแล้วเป่าขลุ่ยใบไม้แจ้งสาส์นถึงพี่สาวของตนในทันที…
ไม่ทันถึง 1 เค่อหลังจากนั้น ลูกธนูนับ 100 ดอก พุ่งเป้าไปที่กระโจมที่ตั้งไว้ด้านล่าง …ฉึก ฉึก ฉึก !!!!! ฉึก ฉึก…
ไร้เสียงร้องโหยหวน หรือเสียงที่แสดงความเจ็บปวดแต่อย่างใด ทหารยามที่เดินลาดตะเวณ 5 คนนั้นหายไปตั้งแต่เสียงเป่าขลุ่ยใบไม้แล้ว
1 เค่อต่อมา ปรากฎคนในชุดดำ…พรางตัวประมาณ 10 กว่าคน ค่อยๆกระโดดลงมาจากอากาศ ครึ่งหนึ่งเดินไปตามกระโจมที่ถูกพายุลูกธนูซัดใส่ ครึ่งหนึ่งเหมือนค้นหารอบๆ
เจ้าถิ่นที่ลอบมองอยู่บนต้นไม้ มองด้วยสายตาระแวดระวัง รอเพียงสัญญาณจากนายที่จะเข้าไปจัดการ…
เมื่อแน่ใจว่าไม่ใช่คนของตน หรือคนที่แคว้นไท่เหยี่ยนส่งมา คุณชายน้อยซุนไห่หลง ที่วันนี้เป็นคนบัญชาการตั้งรับอย่างชาญฉลาด ก็ส่งสัญญาณโจมตี โดยที่ตนเองคุมสถานการณ์อยู่ด้านบน
แล้วก็ไม่ยากเลยที่องครักษ์เงาจะจัดการได้อย่างรวดเร็ว และเร้นกายหายไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน มีเพียงทหารลาดตระเวณเข้ามาทำการเก็บกวาดสิ่งที่เกิดขึ้นให้เรียบร้อย เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
เหตุการณ์แบบนี้ พวกเขาพบเจอเกือบจะตลอดทางที่เดินทางมาที่นี่ การตั้งรับดัดแปลงตั้งแต่ไม่รู้ตัว จนปัจจุบัน …มองสถานการณ์ขาด
“ เป็นพวกไหนกันนะ ” หนุ่มน้อยพึมพำ เพราะพอออกนอกเมือง การเดากลุ่มคนร้ายก็เริ่มยากขึ้น เนื่องจากมากมายไปหมด
“ คนจากในวังขอรับ ” เสียงขององครักษ์ประจำตัวบอกเบาๆจากด้านข้าง
“ จึงไม่ชำนาญพื้นที่…. ก็จัดว่าดีกับเรา ” เขาพึมพำ…
เลยยามจื่อไปไม่นาน ….. ยังเป็นช่วงเวลาของการนอนหลับใหลของคนเดินทางอีกครั้ง ขบวนสมรสพระราชทาน ที่ยังไม่หลับเนื่องจากส่วนใหญ่ตื่นตระหนก จึงจับกลุ่มอยู่ในกระโจมที่ซึ่งด้านใน มีคันดินเหนียวสูง ⅓ จั้ง พอที่จะเป็นฐานกันธนูที่ยิงโจมตีได้
ทำไมมีกองดิน ?!!! เพราะเป็นกุศโลบายในการขุดโพลงดินเพื่อซ่อนตัว เวลาถูกข้าศึกโจมตี แล้วไม่สามารถออกมานอกกระโจมเพื่อหนีได้ ทำให้เกิดดินจำนวนมาก ดินนี้ เอามาผสมขี้เถ้าและเศษใบหญ้าแล้วก่อเป็นกำแพง กันลม กันหนาวยามค่ำคืน รวมทั้งกันอาวุธได้ประมาณหนึ่ง
ทุกคนในกระโจมจึงรอดพ้นจากการลอบโจมตีได้ กลศึกนี้ ต้องมีคนที่ตื่นอยู่ มิฉะนั้น จะป้องกันโจรที่เข้ามาประชิดตัวได้ไม่นาน
“ เฮ้!!!!!! พวกเราบุก ” นี่คือ…ของจริงสินะ เสียงร้องของโจรป่าของจริงตัวจริง….ที่ชำนาญพื้นที่ ดังมาจากทุกทิศทาง ซุนไห่หลงที่ยังอยู่บนต้นไม้สูงขมวดคิ้วเพียงเล็กน้อย ในขณะที่องครักษ์เงาที่ประจำอยู่บนต้นไม้สูงทุกต้นจับอาวุธคู่กายมั่น
เสียงวีดร้อง กรี๊ดกร๊าดของเหล่าสาวใช้ และนางกำนัลดังระงม ….ของจริงก็แบบนี้แหละ
เหล่าทหารที่คุ้มกัน ต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยองครักษ์เงาที่อยู่บนต้นไม้ เล็งธนูอย่างแม่นยำ ทำให้ผู้บุกรุกตายเกลื่อน เสียงสาวๆเงียบไปแล้ว ไม่มีใครออกมาจากกระโจมสักคน
การต่อสู้ใช้เวลานาน เกือบครึ่งชั่วยาม ทหารได้รับบาดเจ็บ มีล้มตาย แต่โจรป่าก็ตายไปเกือบครึ่ง พวกมันมาประมาณ ไม่ถึง 100 คน จนทำให้ทหารเงา ครึ่งหนึ่งแบ่งลงไปช่วย เพราะพวกเขาต้องเหลือไว้คุ้มกันเจ้านายทั้ง 2 คนคนแรกตอนนี้หนีเข้าไปหลบในโพลงดิน อีกคนยิงธนูอย่างแข็งขันอยู่ด้านบน
การที่คนน้อยกว่า ไม่เป็นการฉลาดเลยที่เขาจะลงมา เพราะมีโอกาสพลาดพลั้งสูง
ระหว่างที่องครักษ์เงา และทหารที่คุ้มกันกำลังจะพลาดท่าทั้งหมด มีกลุ่มคนที่สวมอาภรณ์สีดำแดง มีพลังแกร่งกล้าควบม้า พร้อมกับยิงธนูพุ่งใส่กลุ่มโจรป่าอย่างแม่นยำ รวดเร็ว บ้างก็ประชิดตัวจ้วงแทงด้วยดาบและทวน ลงมาช่วยต่อสู้อย่างอาจหาญ ราวกับเป็นกลุ่มคนที่เชี่ยวชาญการรบแบบกองทัพอยู่แล้ว
ไม่ถึง 1 เค่อ กลุ่มโจรที่มาโจมตีก่อนหน้านั้น ….ล้มตายทั้งหมด !!!!!
สร้างความประหลาดใจให้กับซุนไห่หลง เพราะเดาไม่ออกว่าอาภรณ์สีดำแดงนี้ เป็นของผู้ใด แต่มีตราสัญลักษณ์ของแคว้นจิ้น ซึ่งเป็นแคว้นทางตะวันออก….ผูกอยู่ที่ต้นแขนข้างขวา เห็นได้เมื่อมี 1 คนเดินเข้ามาตรงบริเวณด้านหน้ากระโจม ที่เหลือกระโดดกลับขึ้นม้าไปหมดแล้ว
“ ข้าน้อยหลี่หนิงซา หัวหน้าหน่วยรบพิเศษจากแคว้นจิ้น คารวะองค์หญิงลี่เหลียน ” อ่า ….เป็นคนของแคว้นจิ้น จริงๆ…..คนที่ยังอยู่ด้านบน ถอนหายใจอย่างโล่งอก
--------
คุณอาจจะชอบ





