ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย หมาป่าในกำมือนายแสนดี ภาค 1

หมาป่าในกำมือนายแสนดี ภาค 1

ชีวิตของผมเปลี่ยนไปเมื่อได้ยื่นมือเข้าช่วยชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่กำลังบาดเจ็บ แต่เขากลับหายตัวไปพร้อมกับหม้อข้าวต้มที่ผมเตรียมไว้ให้ ทว่าความสงสัยกลับทวีคูณขึ้นเมื่อผมได้พบเขาอีกครั้งในรั้วมหาวิทยาลัยด้วยร่างกายที่ไร้ร่องรอยแผลราวกับไม่เคยเจ็บหนักมาก่อน ความพิศวงนี้ทำให้ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าเขาหายดีอย่างรวดเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร หรือชายที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้จะเป็นคนละคนกับที่ผมเคยช่วยไว้กันแน่
ตอน
แชร์

ตอน 2

แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องนอนของเรย์ เปลือกตาของชายหนุ่มขยับเปิดขึ้นเผยดวงตาสีน้ำเงินสวย ร่างสูงบางลุกขึ้นนั่งก่อนจะบิดขี้เกียจเล็กน้อย นิ้วมือยาวรูดผ้าม่านออกทำให้แสงแดดอ่อนสาดส่องเข้ามาภายในห้อง หน้าต่างถูกเปิดออกช้า ๆ เรย์สูดหายใจเข้าเต็มปอดรับอากาศบริสุทธิ์

‘จากที่ผมสืบค้นมา ปกติแล้วที่นี่จะปกคลุมไปด้วยหมอกหนาและอากาศหนาวเหน็บอยู่เสมอ คงไม่บ่อยนักที่แสงแดดจะสาดส่องทะลุเมฆหนาลงมา’

“หม้อใบใหญ่ในครัวหายไปไหนล่ะเนี่ย”

‘พ่อของผมง่วนอยู่กับการหาหม้อใบใหญ่ภายในครัว ผมควรจะบอกพ่อดีไหมนะ ว่าชายคนนั้นเอาหม้อไป’

“พ่อ ผมจะสายแล้วนะ” เรย์ตะโกนเรียกพ่อในขณะที่กำลังสวมรองเท้าอยู่หน้าประตูบ้าน

“โอเค ๆ พ่อกำลังออกไป” เมสันเดินออกมาจากครัวด้วยสีหน้างุนงง และบ่นพึมพำกับตัวเองเรื่องหม้อ

“เหมือนจำได้ว่าตอนย้ายของก็เอามาด้วยนี่นา...”

“เดี๋ยวว่าง ๆ ผมจะช่วยหานะครับ” เรย์เลือกที่จะไม่บอกพ่อของเขา เรื่องหม้อใบนั้นแล้วเดินขึ้นมานั่งรอบนรถ

‘วันนี้ผมมีภารกิจที่ต้องตามหาว่าใครคือพี่รหัสของผม จากคำใบ้มันจะมีรุ่นพี่สักกี่คนกันเชียวที่จริงจังกับการกินมาก ๆ’

“กำลังคิดอะไรอยู่เหรอเรย์” พ่อเดินมาขึ้นรถ สตาร์ตเครื่อง และขับรถออกไปก่อนจะเห็นสีหน้าของเรย์ที่กำลังเคร่งเครียดจึงได้เอ่ยถาม

“พอดีที่มหาฯ ลัยเขาให้ตามหาพี่รหัสของตัวเองน่ะครับ” เรย์ตอบกลับ เมสันเองก็หันมาพร้อมกับยิ้มบางให้กับลูกชาย

“ก็ดีนะ อย่างน้อยเขาก็หาอะไรให้ลูกทำ จะได้ไม่เบื่อ”

‘จะได้ไม่เบื่องั้นเหรอ แต่ว่า... ผมไม่ชอบกิจกรรมแบบนี้น่ะสิ’ ผมได้แต่คิดอยู่ภายในใจ พลางมองออกไปนอกกระจกรถ

หน้ามหาวิทยาลัยเอ็กซ์

“จอดรถตรงนี้แหละครับ เดี๋ยวผมเข้าไปเอง” เมสันหยุดรถ เรย์เปิดประตูลงจากรถทันทีที่รถจอดสนิท ก่อนจะเดินเข้ามหาฯ ลัย

“วันนี้พ่ออาจไม่ได้มารับนะ กลับเองได้ใช่ไหม” เมสันตะโกนออกมาจากรถ ประโยคของพ่อทำให้เรย์หันกลับไปตอบรับ

“ครับ!” คนเป็นพ่อมองลูกชายที่กำลังเติบโตเป็นหนุ่ม ก่อนจะขับรถออกไป

ผมกำลังเดินเข้ามหาวิทยาลัย หางตาพลันเหลือบเห็นชายคนหนึ่งที่ดูคุ้นตา เขาเดินแซงหน้าผมไป ผมเดินก้าวขายาว ๆ ตามหลังชายข้างหน้า เพื่อที่จะดูให้แน่ใจ ว่าเขาใช่คนที่ผมคิดหรือเปล่า และลองเชิงถามดู

“นี่... นายข้าวต้มหมู แผลหายดีแล้วเหรอ?” สิ้นเสียงทักทายของผม คนตรงหน้าก็หยุดเดินกะทันหัน ทำให้ใบหน้าของผมชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างจัง

“โอ๊ย! เจ็บ” ผมเอามือกุมจมูกของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะหันมองคนร่างสูงใหญ่ตรงหน้าที่ค่อย ๆ หมุนตัวมาทางผม

“มีอะไร” ชายหนุ่มร่างใหญ่ เขาสูงกว่าผมราวสักสิบเซนติเมตร หันกลับมาถาม ทำให้ผมเห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน

เส้นผมสีดำเทาตัดกับดวงตาสีน้ำตาลดูดุดันมีเสน่ห์คู่นั้นทำให้เรย์ตกอยู่ในภวังค์

“นะ… นายจำฉันไม่ได้เหรอ” เมื่อได้สติผมก็เอ่ยเสียงสั่น เพราะเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจ ผมจำได้แค่ว่าชายที่ผมช่วยไว้มีผมสีดำเทา ร่างสูงใหญ่ แต่ไม่เคยเห็นดวงตาของเขาเลย

“ฉันไม่รู้จักนาย” คนตรงหน้าตอบกลับเสียงเรียบ ทำให้ผมคิดไปว่าผมอาจทักคนผิดจริง ๆ และในความเป็นจริง เขาคนนั้นบาดแผลหนักไม่น่าจะหายได้เร็วภายในหนึ่งถึงสองวัน

“เด็กปีหนึ่งแบบนายชอบทำตัวมีปัญหาสินะ เปิดเทอมวันแรกก็หาเรื่องคนอื่นซะแล้ว หึ” เขาเอ่ยต่อพร้อมยกยิ้มมุมปาก และส่งสายตาน่ากลัวมองมาที่ผม

‘ชอบทำตัวมีปัญหางั้นเหรอ หมายความว่ายังไง’

“ขะ... ขอโทษครับ” ผมรู้สึกไม่สบายใจ รีบโค้งตัวขอโทษ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเขาก็หายไปแล้ว

“เร็วชะมัดเลย”

เรย์เดินขึ้นมาถึงห้องเรียนก็พบว่าเวเฟียสที่เป็นบัดดี้ของเขาไม่มาเรียน อาจารย์แจ้งว่าเขาไปธุระแต่เรย์ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

โรงยิมที่ถูกทำความสะอาดไปครั้งก่อน ตอนนี้ดูสบายตาขึ้นเยอะ พื้นที่โล่งกว้างเหมาะจะใช้งานมากขึ้น ขาดก็แต่แสงไฟ ในคราวนี้อาจารย์จึงขอให้นักศึกษาวิศวกรรมไฟฟ้าปีหนึ่งถึงสองช่วยกันจัดการ แน่นอนว่าผมคงต้องสูบความรู้จากรุ่นพี่ และเป็นโอกาสที่ดีที่อาจจะเจอตัวพี่รหัสของผมด้วยเช่นกัน

นักศึกษาปีที่หนึ่งทุกคนกำลังช่วยพี่ ๆ ขนย้ายอุปกรณ์สำคัญต่อการเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างตึก ที่น่าแปลกใจคือโรงยิมนี้ถูกปิดร้างมาตลอดไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาซ่อมแซมเอาตอนนี้ล่ะ

“เริ่มจากวางแปลนไฟฟ้าในอาคารก่อนแล้วกัน พวกมึงวาด” เสียงของรุ่นพี่ด้านบนเวทีพูดคุยกัน เขาออกคำสั่งให้เพื่อนในกลุ่มลงมือวาดแปลน

“เออ ๆ” ตามด้วยเสียงตอบรับอย่างเชื่อฟัง

ภายในไม่กี่นาที รุ่นพี่ก็ร่างภาพระบบไฟฟ้าสำหรับโรงยิมแห่งนี้ขึ้นมา พร้อมส่งภาพนั้นเข้ามาในไลน์กลุ่มของคณะ ผมดูภาพแล้วมันล้ำลึกเกินกว่าที่เด็กปีหนึ่งแบบผมจะเข้าใจ

“เด็กปีหนึ่งช่วยพี่ ๆ เตรียมอุปกรณ์ก็แล้วกัน แบ่งออกเป็นห้าตำแหน่งตามภาพ อยากช่วยพี่คนไหนก็ตามสะดวก” รุ่นพี่คนหนึ่งกล่าวขึ้น

ทั้งห้าตำแหน่งแบ่งเป็น ระบบเครื่องเสียง ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ระบบจอแสดงผลโปรเจคเตอร์ และระบบแสงไฟสปอตไลต์

เรย์ลังเลว่าจะไปจุดไหนดี แต่บังเอิญเหลือบไปเห็นผู้ชายผมสีดำเทาคนเดิมที่เจอตรงทางเข้ามหาลัย

‘พี่เขาก็อยู่คณะนี้ด้วยเหรอ เมื่อเช้าผมเสียมารยาทใส่เขา คิดว่า… ควรจะทำดีไถ่โทษสักหน่อย’ เรย์คิดในใจขณะที่มองจ้องชายคนนั้นอยู่ ก่อนจะก้าวขายาวเดินเข้าหา

“ขอสายแลนกับคีม” รุ่นพี่ยื่นมือลงมาจากเวทีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะหยิบของสองสิ่งนั้นส่งให้

“เออ แบบนี้ค่อยดีหน่อย พวกก่อนหน้านี้แม่งไม่ได้เรื่อง” รุ่นพี่พูดขณะรับของไปจากมือของผม ดวงตาสีอัลมอนด์ปลายตาคมมองจ้องหน้าของผมก่อนเขาจะเอนตัวกลับไป ดวงตาสีน้ำเงินจับจ้องเขาอย่างไม่วางตา

“มองอะไร รีบช่วยดิจะได้เสร็จ” เรย์ก้มหน้าไม่ตอบอะไร พร้อมมีท่าทีลนลานจับคีมอีกอันขึ้นมาด้วยความงงงวย ทำให้รุ่นพี่เข้าใจแล้วว่าเขาทำไม่เป็น

“ทำไม่เป็นล่ะสิ งั้นจะสอน แต่แค่รอบเดียว” รุ่นพี่กระโดดลงมาจากเวทีอย่างทะมัดทะแมง นั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขาหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาพร้อมอธิบาย เรย์หมุนตัวตามก่อนจะนั่งลงที่โต๊ะ แล้วทำตามทีละขั้นตอน จึงสรุปใจความได้ว่า

หนึ่ง ปอกเปลือกนอกของสายแลนออก โดยใช้คีมเข้าหัวที่มีมีดปลอก ใช้คัตเตอร์หรือกรรไกรแทนก็ได้ ระยะการปอกให้ห่างจากปลายสายประมาณสองถึงสามเซนติเมตร พอใส่สายแลนเข้าไปแล้วหมุนคีมเป็นวงกลมให้รอบสาย ระวังอย่าให้สายแลนภายในขาด

สอง ดึงปลอกสายแลนส่วนปลายแยกออกจากกันเมื่อปอกสายแลนเสร็จแล้ว จะสังเกตเห็นเส้นด้ายสีขาวและไส้กลาง ให้ใช้กรรไกรตัดออก

สาม สายแลนพันเกลียวเป็นคู่อยู่สี่คู่ แยกสายออกแล้วดึงให้ตรง ใส่ปลอกหุ้มหัวแลนเข้าไป

สี่ เรียงสีสายแลนดังนี้ทั้งสองข้าง ขาวส้ม ส้ม ขาวเขียว ฟ้า ขาวฟ้า เขียว ขาวน้ำตาล น้ำตาล จากนั้นตัดปลายสายแลนให้เป็นแนวเฉียง แล้วสอดสายแลนเข้าไส้ในหัวให้สุดปลอกแล้วตัดด้วยกรรไกร จากนั้นนำมาทดสอบกับอุปกรณ์วัดสัญญาณ

“ช่วยได้ดี ดูท่าก็ไม่ใช่เด็กมีปัญหาเท่าไรนี่” หลังจากการต่อสายแลนเสร็จเรียบร้อย รุ่นพี่หันมามองผม และยกยิ้มเจ้าเล่ห์

“เดี๋ยวสิ พี่ว่าผมอีกแล้วนะ” รุ่นพี่เดินปลีกตัวออกไปในทันทีเมื่อพูดจากวนเด็กหนุ่มตรงหน้าได้สำเร็จ เสียงของเรย์ที่ร้องตามหลังไม่ได้เป็นที่สนใจของเขา

ผมคิดว่าเขาน่าจะหายโกรธเรื่องเมื่อเช้าแล้ว แต่ผมยังไม่รู้จักชื่อของเขาเลย แล้วรุ่นพี่ที่อาสามาช่วยงานที่นี่มีเพียงไม่กี่คน พี่รหัสของผมอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ก็ได้

เลิกเรียนวันนี้พ่อไม่ได้มารับ เรย์ได้โอกาสที่จะเดินกลับบ้านด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก แต่วันนี้เขาอยากไปซื้อของใช้ของกินในเมืองสักหน่อยจึงใช้เส้นทางลัดเพื่อออกไปฝั่งถนนใหญ่ แต่แล้วความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเรย์กลับทำให้พบคนแปลกหน้าที่เข้ามาทักทาย

“เฮ้ย ๆ เด็กที่ไหนวะ ไม่รู้เหรอว่าซอยนี้ใครคุม” ผมเดินเข้ามาในซอยนี้เพียงลำพัง แต่มีกลุ่มนักเลงวัยรุ่นเข้ามาล้อมถึงสามคน พร้อมเสียงทักทายที่ฟังดูแล้วไม่น่าจะเป็นมิตร ทำให้ผมตกใจเดินถอยหลังออกมาจากกลุ่มนักเลงตรงหน้า จนตัวเกือบจะชิดกำแพงสูงด้านหลัง

“กลัวก็เอาเงินมา มีเท่าไหร่เอามาให้หมด” ชายที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้านักเลงกล่าวขึ้น เขามีท่าทางที่น่ากลัว

“ผะ… ผมไม่มี” ผมโกหกไป เพราะไม่อยากจะใช้เงินแก้ปัญหา ถ้าให้ครั้งหนึ่งครั้งหน้ามันก็จะมาทำแบบนี้กับผมอีก

“ถุย! คุณหนูขนาดนี้ต้องมีเงินสิวะ” นักเลงอีกคนถ่มน้ำลายลงพื้นพร้อมหันมาพูดกับผม

“เอามันเลยไหมลูกพี่” พวกมันอีกคนพูดยุยงขึ้น ผมยืนตัวแข็งก้าวขาไม่ออก นักเลงทั้งสามคนก็ค่อย ๆ ก้าวเข้ามาหาผมอย่างเชื่องช้า คนที่เป็นหัวหน้ายื่นมือมาทางผม

‘แย่แล้ว จะทำยังไงดี’ เรย์ได้แต่คิดหาวิธีหลบหนี เปลือกตาปิดลงด้วยความกลัว มือของหัวหน้านักเลงที่กำลังจะเอื้อมมาถึงคอเสื้อของผม

พลั่ก!! ก่อนที่ดวงตาของผมจะปิดสนิท มือใหญ่ของใครคนหนึ่งพาดผ่านใบหน้าของผมแล้วปัดมือของนักเลงคนนั้นหลบไป จนผมต้องหันไปมองหน้าของเขา ชายหนุ่มร่างสูงที่เข้ามาช่วยผม เขาเดินเข้ามาอยู่ด้านข้าง พร้อมวางแขนข้างหนึ่งลงบนไหล่ของผม คล้ายกับว่าเราสนิทสนมกัน

“เหอะ ปล่อยมันไป” พอพวกมันเห็นหน้าของเขา การโจมตีก็หยุดชะงักลง และคนที่เป็นหัวหน้าบอกให้ทุกคนถอยกลับ แต่ก็มีคนสงสัยและไม่อยากจะทำตาม

“ทำไมวะพี่ พวกเรามีกันตั้งสามคน พวกมันมีกันแค่สองคนเอง”

“กูบอกให้ไปก็ไปดิวะ” เขาออกคำสั่งเสียงดังลั่น ทำให้ลูกน้องสองคนนั้นตกใจ ก่อนจะหันมาบอกผม

“ฝากไว้ก่อนเถอะมึง” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มข้างกายผมจะได้เอ่ยอะไร เพียงแค่หางตาของเขาที่จับจ้องอย่างเอาเรื่อง พวกนักเลงก็ยอมถอยหนีแล้ว

‘พี่เขาเท่ชะมัดเลยแฮะ’

“ขอบคุณที่ช่วยนะครับ ...รุ่นพี่” ผมก้มขอบคุณเขา ก่อนจะเงยหน้ามาสบตากับดวงตาสีน้ำตาลอันทรงเสน่ห์ ตาคมคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อย เขาเดินเข้ามาใกล้ผมแล้วใช้มือข้างหนึ่งดันกำแพงที่อยู่ทางด้านหลังของผม ทำให้ผมต้องถอยหลังไปชนกำแพงโดยสัญชาตญาณ

“อยากตอบแทนไหมล่ะ” ชายหนุ่มร่างสูงกว่า โน้มตัวเข้าใกล้เรย์ คนตัวเล็กพยักหน้าหงึก ๆ ทันทีที่ได้ฟังคำกล่าวนั้น

‘เมื่อเช้าผมก็ทำท่าทีไม่ดีใส่พี่เขา ครั้งนี้อาจเป็นการได้ขอโทษอย่างจริงใจ แถมเขายังช่วยผมไว้อีกติดหนี้รุ่นพี่ซะแล้วสิ’

“ทำข้าวต้มหมูมาให้ฉันสิ” เมื่อรุ่นพี่พูดแบบนั้นก็ทำให้เรย์เกิดความรู้สึกสับสนเล็กน้อย

‘เขาอยากกินข้าวต้มหมูงั้นเหรอ ทำไมต้องข้าวต้องหมูด้วยล่ะ นี่เขายังผูกใจเจ็บผมอยู่งั้นเหรอ แค่ทักคนผิดเองเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น’

“เอ๋ อะ… เอ่อรุ่นพี่ชื่ออะไรครับ ผมจะได้เอาไปให้ถูก” พอเรย์ตั้งสติได้จึงถามเขากลับ มองตาสีน้ำตาลอมส้มจับจ้องอย่างวางตา ร่างใหญ่ที่โน้มคร่อมร่างของเรย์ค่อย ๆ ขยับถอยห่าง

“เจค ไรอัน” รุ่นพี่หันหลังเดินออกไปพร้อมกล่าวตอบเสียงเรียบ

เส้นผมสีดำเทาเป็นเอกลักษณ์กระทบแสงแดดยามเย็นดึงดูดสายตาของผมให้จับจ้องที่แผ่นหลังกว้างของเขาอยู่อย่างนั้น นอกจากมาซื้อของแล้ว ผมคงต้องซื้อวัตถุดิบสำหรับทำข้าวต้มหมูกลับไปด้วย

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ภรรยาไม่รับจ้าง
8.2
ภูริดล นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จแต่ปฏิเสธการมีครอบครัวตามความต้องการของบิดา ได้พบกับพิรฎา หญิงสาวที่ยอมเซ็นสัญญาเป็นภรรยาจ้างวานเพื่ออิสรภาพจากครอบครัวที่ไร้ความสุข ทว่าเธอกลับพลาดพลั้งเสียทีให้เขาและพบความลับในสัญญาว่าภารกิจนี้จะจบลงก็ต่อเมื่อเธอให้กำเนิดทายาทโดยไม่มีสิทธิ์ในตัวลูก เมื่อความผูกพันเริ่มก่อตัวท่ามกลางคำลวงและความจริงที่ถูกปิดบัง ทั้งคู่จึงต้องเผชิญกับบททดสอบหัวใจว่าความรักครั้งนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือแค่ข้อตกลงทางธุรกิจ
หน้าปกนวนิยาย มนตร์พิศวาสอสูร
9.3
บัณฑิตาหนีการแต่งงานที่ถูกบังคับมายังลอนดอนเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่โชคชะตาทำให้เธอต้องเผชิญหน้ากับชายหนุ่มผู้เคยพรากพรหมจรรย์ของเธอไปในอดีต แม้เธอจะพยายามปฏิเสธว่าไม่รู้จักเขา แต่ฝ่ายชายกลับจำเหตุการณ์คืนนั้นได้อย่างฝังใจและไม่มีวันลืมเลือน เมื่อเหยื่อสาวเดินเข้ามาติดกับด้วยความบังเอิญ ราชสีห์หนุ่มจึงเริ่มพันธนาการเธอไว้ด้วยความเสน่หาอันเร่าร้อนและยากจะถอนตัว เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะครอบครองเธอและไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไปได้อีกเป็นอันขาด
หน้าปกนวนิยาย เมียเด็ก Honey (I hate you)
9.4
เมื่อความเข้าใจผิดนำไปสู่รอยร้าวที่ยากจะประสาน ชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยทิฐิกลับเลือกที่จะเมินเฉยต่อคำวิงวอนและข้อเท็จจริงของหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ เขาตราหน้าว่าสิ่งที่เธอพยายามอธิบายเป็นเพียงบทละครตบตาเพื่อโก่งราคาค่าตัว ทว่าความจริงที่ปรากฏเบื้องหน้าหลังความสัมพันธ์ทางกายเริ่มต้นขึ้น กลับกลายเป็นหยดเลือดและความเงียบงันที่ตอกย้ำความผิดพลาดครั้งใหญ่ เขาจึงยื่นข้อเสนอเป็นจำนวนเงินเพื่อชดใช้ให้แก่พรหมจรรย์ที่เขาพรากมาด้วยความใจร้อน ท่ามกลางความเจ็บปวดและคราบน้ำตาที่ไม่มีวันย้อนคืน
หน้าปกนวนิยาย พิชิตใจ..นายอบอุ่น i's you
8.3
สัมผัสอันแสนหวานจากการจูบกันเพียงแค่ครั้งเดียวในคราวนั้น กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลย เพราะตั้งแต่วินาทีที่ริมฝีปากของเราทั้งคู่ได้สัมผัสกัน หัวใจของผมก็ถูกคุณครอบครองไปเสียแล้ว มันเป็นความรักที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและฝังรากลึกลงในใจของผมตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบสบตาและใกล้ชิดกับคุณอย่างลึกซึ้งแบบนั้น เรื่องราวความรักที่เริ่มต้นจากจูบแรกจะนำพาหัวใจของผมให้ไปหยุดอยู่ที่คุณเพียงคนเดียวเท่านั้น
หน้าปกนวนิยาย ฉากรักในคืนฝนโปรย
8.2
เธอ…คือแม่หม้ายป้ายแดง ส่วนเขา…คือหนุ่มหล่อผู้หลงรักแม่หม้าย เธอใจแข็งเป็นหิน ส่วนเขาก็ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก -------------------------------------- ณาณีมเปิดและส่งรูปของราฮีมที่เธอแอบถ่ายชายหนุ่มไว้ไปให้ทั้งสองได้ดูผ่านไลน์ ณิการ์และธัญมณกรี๊ดกร๊าดเป็นการใหญ่ เพราะราฮีมหล่อและดูดีกว่าที่คิดไว้มาก “แกจะปิดกั้นตัวเองทำไมยะ ในเมื่อมีผู้ชายดีๆ เดินเข้ามา แกก็รับเขาไว้พิจารณาสิ” ณิการ์ที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเอ่ยขึ้น “แต่ฉันไม่อยากวนกลับไปใช้ชีวิตแต่งงานอีกนี่แก” แม้จะอยากเปิดใจให้ราฮีม แต่สิ่งที่ณาณีมกลัวคือการแต่งงาน การต้องใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวันทั้งคืน “ก็อยู่กันไปแบบนี้ ไม่ต้องแต่ง” “ก็คิดว่าจะไม่แต่ง แต่ฉันกับเขาก็ต้องมีเซ็กซ์กัน ฉันจะทำได้เหรอ ในเมื่อสิบสามปีที่ผ่านมาของฉัน มีแค่พี่แดนคนเดียว” นี่คืออีกเรื่องที่ณาณีมกังวล “ของใหม่ๆ คนใหม่ มันอาจทำให้อารมณ์แกซู่ซ่าก็ได้ ชีวิตเป็นของแก แล้วตอนนี้แกก็โสดแล้ว” ธัญมณเอ่ยขึ้นบ้าง นั่นทำเอาณิการ์ที่ปกติลุคจะแรงที่สุดของกลุ่มถึงกับอุทานออกมา “หืม…” “แกเป็นเจ้าของจิ๊มิแต่เพียงผู้เดียวยัยณา แกจะใช้กับใครมันก็สิทธิ์อันชอบธรรมของแก เพราะแกโตแล้ว...เข้าใจ๋” ประโยคนี้ยังเป็นของธัญมณ แต่ดูเหมือนณาณีมจะเข้าใจอะไรยาก “ไม่เข้าใจ” “โอ๊ย! ยัยณา ชีวิตนี้แกจะเจอดุ้นแค่อันเดียวเหรอยะ เลิกกับพี่แดนแล้วแกจะเอาปูนมาโบกจิ๊มิ ไม่ยอมให้ดุ้นอันอื่นผ่านเลยก็ใช่เรื่อง แก่จนอายุจะสามสิบห้า แถมยังมาเป็นหม้ายเอาตอนนี้อีก มดลูกก็ฝ่อลงไปทุกวัน มีของดีติดอยู่กับตัวเอง ทำไมไม่ใช้ กลัวอะไร” ณิการ์เริ่มตามธัญมณทัน และยุณาณีมมันเสียเลย “กลัวสารพัดสิ่งอ่ะ กลัวจนไม่กล้าไปหมด” “งั้นวันไหนที่คุณราฮีมกลับมาเมืองไทย ให้ฉันไปทดสอบความฟิตและความอึดให้เอาไหม งานนี้ฟรี ไม่คิดค่าเสียหาย” “ยัยปุ้ยบ้า เดี๋ยวผัวแกก็เอาปืนมายิงแสกหน้าคุณราฮีมกันพอดี” ณาณีมแหวใส่ความคิดบ้าๆ ของเพื่อน “เท่าที่แกเล่ามา ดูเหมือนยัยพราวก็ทำท่าจะชอบคุณราฮีมอยู่ไม่น้อย วันดีคืนดีพราวคาบไปกิน จะมานั่งเสียใจไม่ได้แล้วนะยะ” “โอ๊ย!...นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่” คนมาปรึกษาเริ่มหัวเสีย ส่วนคนให้คำปรึกษาก็ชักจะสนุก ที่สามารถแหย่จนณาณีมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาแบบนี้ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ยอมรับมาเถอะ ว่าแกเองก็ชอบคุณราฮีมอยู่” “แกว่าถ้าฉันจะรักใครใหม่ มันไม่เร็วไปเหรอ ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งหย่า” นี่คือสิ่งที่ณาณีมกังวลอยู่เหมือนกัน เธออยากเป็นโสดให้นานกว่านี้ สองสามปี หรือมากกว่านี้ก็ได้ “ไม่เร็ว ช้าไปด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่จมปลัก เอาอดีตมาเป็นกำแพง” ----------------------------------------- “ผมรู้สึกแปลกๆ อยากให้คุณช่วย” เสียงอู้อี้ของราฮีมเอ่ยตอบ เพราะยังคงเอามือปิดปากไว้อยู่ “ช่วยอะไรคะ?” สีหน้าของณาณีมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม นั่นเพราะยังไม่เข้าใจว่าราฮีมเป็นอะไร และเขาอยากให้เธอช่วยอะไร “ช่วยถอนพิษให้ผมหน่อย” “ถอนพิษ พิษอะไร” ตอนนี้สีหน้าของณาณีมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “ก็พิษจากลิปสติกสีแดงๆ ของคุณพราวที่มันติดอยู่บนปากของผมตอนนี้ไง” “คุณราฮีม…อื้อ…” พอฟังจบณาณีมก็ทำท่าจะขยับหนี แต่ราฮีมกลับไวกว่ามาก ชายหนุ่มใช้มือที่ปิดปากตัวเองไว้เมื่อครู่ เอื้อมมารวบตัวณาณีมเข้าไปกอด จากนั้นก็โน้มใบหน้าลงมาจูบเธออย่างรวดเร็ว และนี่คือวิธีถอนพิษที่เขาเอ่ย ณาณีมอึ้ง ทำตัวไม่ถูก สมองสั่งงานให้ผลักราฮีมออกห่าง แต่ร่างกายกลับตรงกันข้าม เพราะมันไม่ทำตามที่เธอสั่งเลย ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยจูบกับผู้ชายแค่คนเดียวนั่นคือดาวิน เธอจำไม่ได้ว่าจูบครั้งล่าสุดกับดาวินเมื่อไหร่ และเพราะจำไม่ได้ จึงลืมเลือนรสจูบของอดีตสามีไปจากความรู้สึกเช่นกัน เวลานี้หัวใจของณาณีมเต้นแรงมาก รู้สึกวาบหวามกับจูบที่ราฮีมมอบให้จนควบคุมตัวเองไม่ได้ จูบที่ทำให้เธอขนลุกซู่ ร่างกายไหวระริกเหมือนเด็กสาว และนั่นก็ทำให้ณาณีมเผลอจูบชายหนุ่มกลับไปเช่นกัน ถ้าไม่ติดว่านี่มันริมถนน ราฮีมคงอุ้มณาณีมไปบนเตียงแล้วก็ทำตามที่ใจเขาเรียกร้องแล้ว “คุณจูบเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก” เขาจำเป็นต้องถอนจูบออก และรู้สึกว่าตอนนี้ ฝนกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า “ก็ฉันผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้วนิ” “แล้วทำไมใจต้องเต้นแรงแบบนี้ด้วย ลมหายใจคุณก็ร้อน” เพราะความใกล้ชิด ทำให้ราฮีมได้ยินเสียงเต้นของหัวใจณาณีมชัดมาก มิหนำซ้ำเวลานี้ตัวเธอก็ร้อนผ่าวเหมือนคนมีไข้
หน้าปกนวนิยาย บาปผัว แค้นหัวใจ
8.0
ชีวิตสมรสที่แสนสุขพังทลายลงเมื่ออาร์ม สามีผู้อ่อนโยนละเมอชื่อเคท พนักงานสาวที่ฉันคอยดูแล การหักหลังทวีความรุนแรงจนเขาวางยาและขังฉันไว้ กระทั่งเคทจัดฉากอุบัติเหตุโยนความผิดให้ฉัน อาร์มทำร้ายร่างกายและบังคับเจาะเลือดฉันไปให้เมียน้อยขณะที่ฉันกำลังแท้งลูก จนทำให้ลูกในครรภ์พิการถาวร เมื่อเขาทิ้งให้ฉันตายอย่างเลือดเย็น ความรักจึงกลายเป็นความแค้น ฉันติดต่อทนายเพื่อฟ้องให้เขาสิ้นเนื้อประดาตัว และขอความช่วยเหลือจากเจตน์ ชายที่แอบรักฉันมาสิบปี เพื่อร่วมกันทำลายปีศาจในคราบสามีคนนี้ให้ย่อยยับ