
หวางเสี่ยวเหยา นางร้ายปลูกผัก
ตอน 2
เหอรั่วเหวินคือนางร้ายในนิยายที่หวางเสี่ยวเหยาสร้างขึ้น แล้วหวางเสี่ยวเหยาคือใครกัน…
ที่จริงแล้วนักเขียนสาวนางนี้คือชาวไทยเชื้อสายจีน ก่อนที่โรคระบาดโควิดไนน์ทีนจะเกิดขึ้นนางอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย ทว่าไม่รู้อะไรดลใจให้นางไปเรียนต่อที่ประเทศจีน (บางทีอาจเป็นเพราะถูกค่อนขอดว่าเขียนนิยายจีนเก๊ เสินเจิ้นก็เป็นได้ แต่พอไปถึงนางก็ยังคงเขียนงานจีนเก๊ๆ อีกอยู่ดี เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่นะ...) และพอไปถึงโควิดไนน์ทีนก็มาทักทายชาวโลก นางสาวเยาวลักษณ์จึงต้องเป็นหวางเสี่ยวเหยาไปตลอดกาลเพราะนางดันเสียชีวิตอยู่ที่นั่น!
ตัดกลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน
หลังจากที่พายุสลายตัวไปแล้วท้องนภาก็กลับมาเป็นสีครามดังเดิม บรรยากาศยังคงฉ่ำชื้น ที่ยอดไม้และชายคาบ้านยังมีหยดน้ำพร่างพราย พื้นดินเต็มไปด้วยแอ่งน้ำเจิ่งนอง ผู้คนในเมืองเริ่มกางร่มออกมาจับจ่ายซื้อของในตลาด วัวควายถูกปล่อยออกมากินหญ้า เหล่าสกุณาร่ำร้อง ความเป็นไปต่างๆ นานาในโลกใบนี้ได้ดำเนินต่อไป
เฉกเช่นเดียวกับที่สำนักฝึกยุทธ์เย่วเหมิน
บัดนี้บ่าวรับใช้และศิษย์ในสำนักต่างพากันช่วยทำความสะอาดบ้านเรือน บางคนเช็ดพื้น บางคนก็กวาดใบไม้ ผู้ที่สบายที่สุดเห็นจะเป็น เหอเจียจวิ้น ผู้เป็นประมุขแห่งสำนักเย่วเหมินแห่งนี้
เขาคือชายร่างท้วมสวมอาภรณ์สีเหลืองวัยห้าสิบห้าปี ที่กำลังยืนลูบเครายาวระหว่างทอดสายตามองไปยังซุ้มประตูด้านหน้าของสำนัก ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังทำงานกันอย่างวุ่นวาย คนผู้นี้มีใบหน้าเอิบอิ่มแต่ดวงตากลับฉายแววกังวลตลอดเวลา เขารู้แก่ใจดีว่าบุตรีเพียงคนเดียวเป็นโรคประหลาด ดังนั้นฝนตกเมื่อใดเขาไม่เคยเย็นใจได้สักครั้ง จิตใจว้าวุ่นอยู่กับการเป็นห่วงบุตรี ยามนี้เขาไม่รู้เลยว่าเหอรั่วเหวินไปอยู่เสียที่ใด
“มีใครเห็นลูกสาวข้าบ้าง นางกลับมาที่เรือนหรือยัง! ”
ประมุขแห่งสำนักเย่วเหมินเอ่ยถามพ่อบ้านคนหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินผ่านหน้าไป ชายวัยกลางคนได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักเท้าไว้แล้วหันมาตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสดใส
“ยังไม่เห็นเลยขอรับ ทว่าท่านประมุขน้อยฝีมือเก่งกาจ ท่านประมุขอย่าได้กังวลไปเลย ประเดี๋ยวนางก็กลับมาเองขอรับ”
สิ้นคำฝ่ามือของประมุขก็ยกขึ้นโบกไหว พ่อบ้านถูกไล่ไปให้พ้นหูพ้นตาเพราะคำตอบที่ฟังแล้วไม่นำพาให้สบายใจ พลันนั้นศิษย์รองที่ยกลังอาวุธออกมาเตรียมฝึกวิชาก็เดินผ่านมาเห็นเข้าจึงได้บอกเล่าสิ่งที่ตนเองพบเห็นมา
“เมื่อช่วงสายท่านประมุขน้อยเดินทางไปพร้อมข้าเพื่อไปหาใต้เท้าถางที่จวน นางจะไปคุยเรื่องที่ใต้เท้าถางส่งคำเตือนมายังสำนักของเรา เรื่องเก็บค่าคุ้มครองจากชาวบ้านขอรับ แต่พอรู้ว่าใต้เท้าออกไปสืบคดีนอกเมืองนางก็ไล่ข้ากลับทันที นางบอกว่านางจะไปหาใต้เท้าถางเพียงลำพัง ข้าจะขัดใจนางก็มิได้”
ประมุขเหอฟังแล้วหงุดหงิดหัวใจ เหตุใดบุตรีของเขาจึงฝักใฝ่อยู่กับการไล่ตามมือปราบหนุ่มผู้นี้นัก ทั้งๆ ที่รูปร่างหน้าตาของนางก็จัดได้ว่าสะคราญโฉมจนแทบจะล่มบ้านล่มเมืองได้ มีชายหนุ่มมากมายสนใจและทาบทามนางไปเป็นภรรยา ทว่านางกลับไม่เคยใส่ใจ ส่วนมือปราบผู้นั้นก็หาใช่จะพิเศษกว่าชายใดมากนัก แค่เพียงเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาดี มีฐานะและเป็นบุตรชายในตระกลูเศรษฐี จะว่าไปแล้วมีผู้ชายอีกมากที่เทียบเคียงรัศมีของถางจื่อฉวนได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจนัก เขาอยากจะกำจัดเจ้ามือปราบนั่นไปให้พ้นเส้นทางทำมาหากินเสียเหลือเกิน ติดอยู่เพียงว่ายังไม่อาจหาวิธีที่เหมาะสมได้ จะขยับไปซ้ายไปขวาบุตรีของตนก็จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวจนเสียเรื่องทุกครั้ง
สีหน้าหวั่นวิตกและเครียดขึงของเหอเจียจวิ้นไม่อาจรอดพ้นไปจากสายตาของศิษย์รองนามว่า หวังซูจิ้ง ที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ คนผู้นี้แอบมีใจให้เหอรั่วเหวินมาช้านาน เขาพยายามแสดงออกให้นางรับรู้หลายครั้ง ทว่าหญิงสาวก็กลับวางเฉย ดังนั้นแล้วเมื่อประมุขเหอร้อนใจเขาจึงได้ออกตัวอาสาจะช่วยเหลือ
“ท่านประมุขจะให้ข้าออกไปตามนางหรือไม่ขอรับ”
เหอเจียจวิ้นหันขวับแล้วรีบพยักหน้า บุตรีของเขานั้นตะวันไม่ลับฟ้าไม่เคยกลับมาถึงเรือน พฤติกรรมปีกกล้าขาแข็งเช่นนี้เขาได้ตำหนิและพร่ำบ่นนางไปหลายครั้ง ทว่านางก็ไม่เคยจดจำมาใส่ใจ พูดเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวาเสียอย่างนั้น บางทีอาจจะต้องโทษสายเลือดดันทุรังและดื้อดึงของตนเองที่ไหลเวียนอยู่ในกายนางก็ได้ พอคิดถึงเรื่องนี้ประมุขแห่งสำนักก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ครั้นคิดไปถึงความสามารถอันเก่งกาจที่เขาได้ถ่ายทอดให้นางทางสายเลือดเหอเจียจวิ้นก็ยกยิ้มพึงพอใจ
ถึงบุตรีจะดื้อด้านอย่างไรแต่เขาก็ยังรักและภูมิใจในตัวนางไม่น้อย
ทั้งนี้เขายังได้วางแผนไว้ว่าจะยกตำแหน่งประมุขสำนักให้นางดูแลสานต่ออีกด้วย เหอเจียจวิ้นจึงรีบเอ่ยกำชับกับศิษย์รองผู้นี้
“เจ้าพาคนไปอีกสอง หากว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นจะได้ช่วยเหลือได้ทัน”
“ท่านประมุขโปรดวางใจ คุณหนูต้องปลอดภัยแน่ขอรับ”
หวังซูจิ้งนั้นรู้เท่าทัน ภายใต้คำสั่งนั้นเขามองเห็นเหตุผลอยู่ข้อเดียวก็คือ ‘ไม่ไว้ใจ’ ประมุขใหญ่นั้นรู้ว่าเขามีใจให้บุตรีของตนจึงไม่คิดจะเปิดโอกาสให้อยู่กันตามลำพัง แต่ถึงจะรู้ว่าอุปสรรค์ใหญ่ที่ขวางกั้นเป็นถึงประมุขสำนักทว่าชายหนุ่มก็มิได้ย่อท้อ เขาก้มหน้ารับคำสั่งแต่กลับคิดหาหนทางแก้ไขไว้ในที
แต่แล้วยังไม่ทันได้ขยับกายเคลื่อนที่ เสียงร้องบอกจากศิษย์ในสำนักก็ดังขึ้น
“คุณหนูกลับมาแล้ว ท่านประมุขน้อยกลับมาแล้วขอรับ! ”
เหอเจียจวิ้นยกยิ้มขึ้นต้อนรับทันควัน เขาเขม้นมองไปยังประตูทางเข้าสำนักเพื่อรอคอยบุตรี เหตุที่ผู้เป็นบิดาต้องกังวลเช่นนี้เพราะรู้ว่าผู้คนจำนวนมากมองสำนักเย่วเหมินคล้ายเป็นกลุ่มคนอันธพาล มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต่อต้านจนสำนักมือปราบต้องเข้ามาตักเตือน เช่นนั้นประมุขเหอจึงเกรงว่าบุตรีจะได้รับอันตรายจากการซุ่มโจมตีจากกลุ่มชาวบ้านที่ไม่พอใจ
ครั้นเมื่อสตรีนางหนึ่งปรากฏกายขึ้นที่ซุ้มประตูสำนัก สายตาทุกคู่ของคนในบริเวณนั้นก็จดจ้องไปที่นาง ศิษย์ในสำนักต่างพากันตกตะลึงกับสภาพเนื้อตัวของท่านประมุขน้อย หญิงสาวเดินเท้าเข้ามาด้วยอาการเหนื่อยหอบ อาภรณ์เปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยคราบโคลน ม้าประจำตัวของนางหายไป ดูจากสารรูปแล้วน่าเป็นห่วงยิ่งนัก นางคล้ายกับขอทานหรือไม่ก็ยาจกมากกว่าจะเป็นคุณหนูในเรือนใหญ่ได้
“เหวินเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า! ” ประมุขใหญ่เดินจ้ำเข้าไปหาหญิงสาวทันที
หวางเสี่ยวเหยาในร่างเหอรั่วเหวินพอรู้ว่าเดินทางมาถึงจุดหมายแล้วก็กระตุกมุมปากขึ้นคล้ายยิ้มขำ ทว่าไม่ใช่ จากนั้นกายนางก็ทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง ผู้เป็นบิดาเห็นเช่นนั้นก็พุ่งปราดเข้ามารับร่างบุตรีไว้ได้ทันท่วงที
“เหวินเอ๋อร์ ใครทำอะไรเจ้าบอกข้ามา เดี๋ยวข้าจะส่งคนไปจัดการพวกมันให้หมดสิ้น! ”
เหอเจียจวิ้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน ส่วนคนในอ้อมแขนของเขาก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างเอน็จอนาถใจ
“ไม่มีผู้ใดทำอะไรข้าทั้งนั้น ข้าทำตัวเองเจ้าค่ะท่านพ่อ”
ใครใช้ให้นางเขียนถึงฉากนั้นชุ่ยๆ โดยไม่นึกถึงระยะเวลาเดินทาง นางอธิบายไว้ว่าสำนักเย่วเหมินอยู่ทางตะวันตกของเมืองซูโจว แต่ฉากที่พระนางจะร่วมรักกันท่ามกลางสายฝนเกิดขึ้นทางตะวันออกของตัวเมือง แล้วนางร้ายเหอรั่วเหวินก็เดินทางไปขัดขวาง แต่แล้วก็เกิดฝนตกหนักขึ้นเพื่อไม่ให้นางร้ายเข้ามาเป็นก้างขวางคอได้สำเร็จ พระเอกนางเอกจึงได้ร่วมรักกันอย่างถึงใจ ในหน้านิยายนางบรรยายฉากรักได้อย่างถึงพริกถึงขิง แต่พอนางมาเข้าร่างนางร้ายจริงๆ เหตุการณ์ในส่วนของนางร้ายก็ถึงพริกถึงขิงเช่นกัน
ในตอนที่จะต้องไปหยิบขวดยานักเขียนสาวต้องตะเกียกตะกายไปกับพื้นดินเฉอะแฉะ อาการหนาวสั่นหมดเรี่ยวหมดแรงก็ยังไม่หายดีเพราะสายฝนเพิ่งจะขาดเม็ดไป แถมที่พื้นยังเต็มไปด้วยอุจจาระวัวควายที่ทิ้งไว้เรี่ยราด ไม่ทราบว่าชาวไร่ชาวนาบ้านใดปล่อยวัวปล่อยควายมากินหญ้าแถวนั้น การคลานไปกับพื้นตะปุ่มตะป่ำเลอะเทอะก็ว่าแย่แล้ว แต่นางยังต้องคลานหลบมูลสัตว์อีกด้วย หลบพ้นบ้างไม่พ้นบางก็ช่างประไร ในตอนนั้นสิ่งเดียวที่เป็นเป้าหมายก็คือขวดยา
แล้วหวางเสี่ยวเหยาก็ได้ยามาอยู่ในมือในที่สุด นางเปิดฝาแล้วเทพรวดเข้าปาก ในใจคิดเพียงว่า ‘ต่อไปนี้ข้าจะผูกขวดยาไว้กับเอว ให้ตายเถอะ! ’
และนั่นคือที่มาของเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน นอกจากนางจะต้องพยายามรักษาชีวิตเอาไว้แล้ว นางจะต้องเดินทางไปหาแหล่งที่มาของยารักษาอาการนี้อีกด้วย นางจะต้องไม่มีจุดจบแสนเอน็จอนาถเช่นเดิม ส่วนผู้ชายคนนั้นนางไม่สนใจอีกแล้ว ถางจื่อฉวนจะลงเอยกับสตรีใดก็ไม่ใช่เรื่องของนาง เขาจะไปลักลอบหลับนอนกันที่ใดก็ไม่ใช่เรื่องของนางอีก
เมื่อคิดเช่นนั้นนักเขียนสาวจึงหยัดกายลุกขึ้นยืน มองซ้ายมองขวาก็ไม่พบกับอาชาไนยชั้นดีประจำกาย คาดว่ามันน่าจะวิ่งเข้าไปในป่า นางจึงต้องเดินเท้ากว่ายี่สิบลี้เพื่อกลับมายังสำนัก ระหว่างทางนางยังต้องพยายามหลบหลีกจากถนนหลักเพราะอับอายผู้คนเหลือเกิน กลิ่นมูลสัตว์ที่ติดมาตามเสื้อผ้าคละคลุ้งจนต้องยกมือขึ้นปิดจมูก ทั้งเลอะเทอะ เปอระเปื้อน ทั้งเหม็นหึ่งเกินบรรยาย ดูท่าชีวิตในร่างใหม่นี้จะไม่เรียบง่ายเสียแล้ว...
หวางเสี่ยวเหยาออกจากภวังค์แล้วเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของวงแขนอุ่นที่รับตัวนางไว้ ดูจากรูปร่างและลักษณะการแต่งกายนางก็รู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้คือบิดาของเหอรั่วเหวินนั่นเอง นางจำรูปร่างหน้าตา ลักษณะที่บรรยายถึงตัวละครหลักในเรื่องได้ครบหมดทุกตัว นักเขียนสาวจึงออดอ้อนบิดาเพราะเหน็ดเหนื่อยจนเกินทน
“ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว...”
ประมุขเหอมองบุตรีด้วยแววตาเอ็นดูแต่กลับส่ายหน้า “เหวินเอ๋อร์ลูกพ่อ… กลับมาก่อนฟ้ามืดได้ก็ดีแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าเหม็นมาก รีบไปอาบน้ำแล้วเราค่อยคุยกันเถอะนะ”
“เจ้าค่ะ ข้าเองก็มีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกท่านพ่อเช่นกัน”
สิ้นคำนั้นเหอเจียจวิ้นก็หันมองศิษย์ในสำนัก ทุกคนพอรู้ว่าประมุขน้อยอาการหนักก็พากันหลบหน้าหลบตา ต่างรู้กันดีว่าจากนี้ประมุขจะต้องเรียกใช้งาน ศิษย์ในสำนักงานยุ่งขึ้นมาทันควัน ที่กวาดใบไม้อยู่ก็กวาดอย่างมุ่งมั่นราวกับจะถอนหญ้าขึ้นมาด้วย ส่วนคนที่จัดการกับแอ่งน้ำขังอยู่ๆ ก็ใช้พลังปราณผลักน้ำให้กระเซ็นออกไป สาวใช้ก็ไม่รู้หายหน้าไปไหนกันหมด ส่วนศิษย์น้องที่เป็นสตรีก็วิ่งปราดไปหลังเรือนเห็นเพียงปลายผมและชายกระโปรงพริ้วอยู่ไกลๆ ตอนนี้จะมีก็แต่หวังซูจิ้งให้เรียกใช้ได้เท่านั้น
“ใครก็ได้มาช่วยพาคุณหนูไปพักที่เรือนที”
ชายหนุ่มเดินรี่เข้ามาด้วยความเต็มใจ “ข้าน้อยช่วยประคองไปเองนะขอรับ”
นักเขียนสาวเงยหน้าขึ้นมองผู้อาสา ทว่าพอได้เห็นหน้าเขาเท่านั้นนางก็ถอนหายใจอย่างสุดเซ็ง “เฮ้อ…”
ในนิยายที่นางเขียนไว้นี้มีเพียงตัวละครหลักเท่านั้นที่จะหน้าตาดีราวกับเทพประทาน แต่พอเป็นตัวประกอบขึ้นมา ทุกคนแลดูจืดจางจนไม่มีส่วนใดน่าสนใจ หวังซูจิ้งนี่ก็ด้วย!
พลันนั้นคนที่อ่อนเปลี้ยเสียขาอยู่ในอ้อมแขนของประมุขเหอก็ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน “ไม่เป็นไร ข้าค่อยๆ เดินไปเองก็ได้ ขอบใจนะ”
พอนางพูดขอบใจทั้งหวังซูจิ้งและเหอเจียจวิ้นก็เบิกตากว้าง กลับมาคราวนี้เหตุใดประมุขน้อยดูแปลกประหลาดยิ่งนัก นับตั้งแต่ที่ยอมปล่อยให้เนื้อตัวสกปรกเยี่ยงสุนัข กลับบ้านได้ตั้งแต่ยังไม่ค่ำ แถมยังรู้จักเอ่ยขอบใจ!
เดิมทีตัวละครนางร้ายนี้มีนิสัยหยิ่งทระนง นางเอาแต่ใจตนเองเป็นอย่างมาก อยากได้อะไรก็ต้องได้ พูดจากับคนทั่วไปไร้หางเสียง ชอบตวาดและใช้น้ำเสียงแข็งกร้าว มีดีอยู่สองอย่างเท่านั้นคือรูปโฉมโนมพรรณงดงาม อีกทั้งยังเก่จกาจในด้านวรยุทธ์จนยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง ชายหนุ่มในสำนักจึงไม่กล้าคิดจะเกี้ยวนาง เหลือเพียงหวังซูจิ้งเท่านั้นที่อาศัยความมึนเข้าอ้างแบบไม่เจียม ส่วนชายหนุ่มที่นางพึงพอใจก็คือถางจื่อฉวน มือปราบหนุ่มที่ไม่มีใจให้นางแม้แต่นิด แต่นางก็พยายามจะไปแย่งชิงหัวใจของเขามา
ทว่าเข้าร่างคราวนี้นักเขียนสาวคิดไว้ว่าจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของนางร้ายโดยสิ้นเชิง นางจะเปลี่ยนให้ร่างนี้เป็นหวางเสี่ยวเหยาโดยสมบูรณ์ นับตั้งแต่ชื่อเรียกเลยทีเดียว!
หนึ่งคืนผ่านไปการเปลี่ยนแปลงตัวเองก็เสร็จเรียบร้อย
หวางเสี่ยวเหยาในร่างเหอรั่วเหวินเดินออกมาจากเรือนนอน วันนี้นางสวมอาภรณ์สีส้มสดใส ปักลายงดงามด้วยด้ายสีเหลืองอ่อน บนศีรษะเกล้ามวยไว้ครึ่งหนึ่งและปักปิ่นประดับงดงาม เรือนผมที่เหลือปล่อยยาวสยายระบั้นเอว เนื้อตัวประพรมด้วยเครื่องหอม บนใบหน้าประแป้งนวลและเติมสีแดงอ่อนๆ ที่ริมฝีปาก แค่เรื่องการแต่งกายของนางก็ทำให้สาวใช้มองไม่กระพริบตา ช่างแตกต่างจากเหอรั่วเหวินในวันวานยิ่งนัก
“คุณหนูจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ แต่งกายงดงามราวกับจะเข้าวังหลวง”
คนเพิ่งเคยสวมใส่อาภรณ์แบบจีนโบราณครั้งแรกไม่ตอบในทันที นางยกยิ้มขึ้นด้วยความพึงพอใจ สองมือประสานกันไว้ที่ด้านหน้า ก้าวเท้าซ้ายนำเท้าขาวแล้วเดินไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าสง่างามแล้วจึงตอบ
“ข้าจะไปเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองน่ะ”
สาวใช้นางนั้นอ้าปากกว้างตกตะลึง ‘เพ้อเจ้ออะไรของนาง! ’
คุณอาจจะชอบ





