ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย หวางเสี่ยวเหยา นางร้ายปลูกผัก

หวางเสี่ยวเหยา นางร้ายปลูกผัก

ในขณะที่เหล่านางร้ายผู้ข้ามมิติคนอื่นมักมุ่งมั่นที่จะพิชิตใจพระเอกหรือเปลี่ยนแปลงโชคชะตาเพื่อความยิ่งใหญ่ ทว่า หวางเสี่ยวเหยา กลับเลือกเดินบนเส้นทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเธอตัดสินใจละทิ้งบทบาทเดิมเพื่อออกตามหาตัวประกอบชายผู้แสนธรรมดาและจืดจางที่สุดในเรื่องเพียงเพื่อจุดประสงค์เดียวคือการพาเขาไปใช้ชีวิตสงบสุขและเริ่มต้นลงมือปลูกผักในชนบทด้วยกันอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางความวุ่นวายของโลกแฟนตาซีที่เธอเพิ่งเข้ามาอาศัยอยู่
ตอน
แชร์

ตอน 2

เหอรั่วเหวินคือนางร้ายในนิยายที่หวางเสี่ยวเหยาสร้างขึ้น แล้วหวางเสี่ยวเหยาคือใครกัน…

ที่จริงแล้วนักเขียนสาวนางนี้คือชาวไทยเชื้อสายจีน ก่อนที่โรคระบาดโควิดไนน์ทีนจะเกิดขึ้นนางอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย ทว่าไม่รู้อะไรดลใจให้นางไปเรียนต่อที่ประเทศจีน (บางทีอาจเป็นเพราะถูกค่อนขอดว่าเขียนนิยายจีนเก๊ เสินเจิ้นก็เป็นได้ แต่พอไปถึงนางก็ยังคงเขียนงานจีนเก๊ๆ อีกอยู่ดี เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานที่นะ...) และพอไปถึงโควิดไนน์ทีนก็มาทักทายชาวโลก นางสาวเยาวลักษณ์จึงต้องเป็นหวางเสี่ยวเหยาไปตลอดกาลเพราะนางดันเสียชีวิตอยู่ที่นั่น!

ตัดกลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน

หลังจากที่พายุสลายตัวไปแล้วท้องนภาก็กลับมาเป็นสีครามดังเดิม บรรยากาศยังคงฉ่ำชื้น ที่ยอดไม้และชายคาบ้านยังมีหยดน้ำพร่างพราย พื้นดินเต็มไปด้วยแอ่งน้ำเจิ่งนอง ผู้คนในเมืองเริ่มกางร่มออกมาจับจ่ายซื้อของในตลาด วัวควายถูกปล่อยออกมากินหญ้า เหล่าสกุณาร่ำร้อง ความเป็นไปต่างๆ นานาในโลกใบนี้ได้ดำเนินต่อไป

เฉกเช่นเดียวกับที่สำนักฝึกยุทธ์เย่วเหมิน

บัดนี้บ่าวรับใช้และศิษย์ในสำนักต่างพากันช่วยทำความสะอาดบ้านเรือน บางคนเช็ดพื้น บางคนก็กวาดใบไม้ ผู้ที่สบายที่สุดเห็นจะเป็น เหอเจียจวิ้น ผู้เป็นประมุขแห่งสำนักเย่วเหมินแห่งนี้

เขาคือชายร่างท้วมสวมอาภรณ์สีเหลืองวัยห้าสิบห้าปี ที่กำลังยืนลูบเครายาวระหว่างทอดสายตามองไปยังซุ้มประตูด้านหน้าของสำนัก ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังทำงานกันอย่างวุ่นวาย คนผู้นี้มีใบหน้าเอิบอิ่มแต่ดวงตากลับฉายแววกังวลตลอดเวลา เขารู้แก่ใจดีว่าบุตรีเพียงคนเดียวเป็นโรคประหลาด ดังนั้นฝนตกเมื่อใดเขาไม่เคยเย็นใจได้สักครั้ง จิตใจว้าวุ่นอยู่กับการเป็นห่วงบุตรี ยามนี้เขาไม่รู้เลยว่าเหอรั่วเหวินไปอยู่เสียที่ใด

“มีใครเห็นลูกสาวข้าบ้าง นางกลับมาที่เรือนหรือยัง! ”

ประมุขแห่งสำนักเย่วเหมินเอ่ยถามพ่อบ้านคนหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินผ่านหน้าไป ชายวัยกลางคนได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักเท้าไว้แล้วหันมาตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสดใส

“ยังไม่เห็นเลยขอรับ ทว่าท่านประมุขน้อยฝีมือเก่งกาจ ท่านประมุขอย่าได้กังวลไปเลย ประเดี๋ยวนางก็กลับมาเองขอรับ”

สิ้นคำฝ่ามือของประมุขก็ยกขึ้นโบกไหว พ่อบ้านถูกไล่ไปให้พ้นหูพ้นตาเพราะคำตอบที่ฟังแล้วไม่นำพาให้สบายใจ พลันนั้นศิษย์รองที่ยกลังอาวุธออกมาเตรียมฝึกวิชาก็เดินผ่านมาเห็นเข้าจึงได้บอกเล่าสิ่งที่ตนเองพบเห็นมา

“เมื่อช่วงสายท่านประมุขน้อยเดินทางไปพร้อมข้าเพื่อไปหาใต้เท้าถางที่จวน นางจะไปคุยเรื่องที่ใต้เท้าถางส่งคำเตือนมายังสำนักของเรา เรื่องเก็บค่าคุ้มครองจากชาวบ้านขอรับ แต่พอรู้ว่าใต้เท้าออกไปสืบคดีนอกเมืองนางก็ไล่ข้ากลับทันที นางบอกว่านางจะไปหาใต้เท้าถางเพียงลำพัง ข้าจะขัดใจนางก็มิได้”

ประมุขเหอฟังแล้วหงุดหงิดหัวใจ เหตุใดบุตรีของเขาจึงฝักใฝ่อยู่กับการไล่ตามมือปราบหนุ่มผู้นี้นัก ทั้งๆ ที่รูปร่างหน้าตาของนางก็จัดได้ว่าสะคราญโฉมจนแทบจะล่มบ้านล่มเมืองได้ มีชายหนุ่มมากมายสนใจและทาบทามนางไปเป็นภรรยา ทว่านางกลับไม่เคยใส่ใจ ส่วนมือปราบผู้นั้นก็หาใช่จะพิเศษกว่าชายใดมากนัก แค่เพียงเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาดี มีฐานะและเป็นบุตรชายในตระกลูเศรษฐี จะว่าไปแล้วมีผู้ชายอีกมากที่เทียบเคียงรัศมีของถางจื่อฉวนได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจนัก เขาอยากจะกำจัดเจ้ามือปราบนั่นไปให้พ้นเส้นทางทำมาหากินเสียเหลือเกิน ติดอยู่เพียงว่ายังไม่อาจหาวิธีที่เหมาะสมได้ จะขยับไปซ้ายไปขวาบุตรีของตนก็จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวจนเสียเรื่องทุกครั้ง

สีหน้าหวั่นวิตกและเครียดขึงของเหอเจียจวิ้นไม่อาจรอดพ้นไปจากสายตาของศิษย์รองนามว่า หวังซูจิ้ง ที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ คนผู้นี้แอบมีใจให้เหอรั่วเหวินมาช้านาน เขาพยายามแสดงออกให้นางรับรู้หลายครั้ง ทว่าหญิงสาวก็กลับวางเฉย ดังนั้นแล้วเมื่อประมุขเหอร้อนใจเขาจึงได้ออกตัวอาสาจะช่วยเหลือ

“ท่านประมุขจะให้ข้าออกไปตามนางหรือไม่ขอรับ”

เหอเจียจวิ้นหันขวับแล้วรีบพยักหน้า บุตรีของเขานั้นตะวันไม่ลับฟ้าไม่เคยกลับมาถึงเรือน พฤติกรรมปีกกล้าขาแข็งเช่นนี้เขาได้ตำหนิและพร่ำบ่นนางไปหลายครั้ง ทว่านางก็ไม่เคยจดจำมาใส่ใจ พูดเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวาเสียอย่างนั้น บางทีอาจจะต้องโทษสายเลือดดันทุรังและดื้อดึงของตนเองที่ไหลเวียนอยู่ในกายนางก็ได้ พอคิดถึงเรื่องนี้ประมุขแห่งสำนักก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ครั้นคิดไปถึงความสามารถอันเก่งกาจที่เขาได้ถ่ายทอดให้นางทางสายเลือดเหอเจียจวิ้นก็ยกยิ้มพึงพอใจ

ถึงบุตรีจะดื้อด้านอย่างไรแต่เขาก็ยังรักและภูมิใจในตัวนางไม่น้อย

ทั้งนี้เขายังได้วางแผนไว้ว่าจะยกตำแหน่งประมุขสำนักให้นางดูแลสานต่ออีกด้วย เหอเจียจวิ้นจึงรีบเอ่ยกำชับกับศิษย์รองผู้นี้

“เจ้าพาคนไปอีกสอง หากว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นจะได้ช่วยเหลือได้ทัน”

“ท่านประมุขโปรดวางใจ คุณหนูต้องปลอดภัยแน่ขอรับ”

หวังซูจิ้งนั้นรู้เท่าทัน ภายใต้คำสั่งนั้นเขามองเห็นเหตุผลอยู่ข้อเดียวก็คือ ‘ไม่ไว้ใจ’ ประมุขใหญ่นั้นรู้ว่าเขามีใจให้บุตรีของตนจึงไม่คิดจะเปิดโอกาสให้อยู่กันตามลำพัง แต่ถึงจะรู้ว่าอุปสรรค์ใหญ่ที่ขวางกั้นเป็นถึงประมุขสำนักทว่าชายหนุ่มก็มิได้ย่อท้อ เขาก้มหน้ารับคำสั่งแต่กลับคิดหาหนทางแก้ไขไว้ในที

แต่แล้วยังไม่ทันได้ขยับกายเคลื่อนที่ เสียงร้องบอกจากศิษย์ในสำนักก็ดังขึ้น

“คุณหนูกลับมาแล้ว ท่านประมุขน้อยกลับมาแล้วขอรับ! ”

เหอเจียจวิ้นยกยิ้มขึ้นต้อนรับทันควัน เขาเขม้นมองไปยังประตูทางเข้าสำนักเพื่อรอคอยบุตรี เหตุที่ผู้เป็นบิดาต้องกังวลเช่นนี้เพราะรู้ว่าผู้คนจำนวนมากมองสำนักเย่วเหมินคล้ายเป็นกลุ่มคนอันธพาล มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต่อต้านจนสำนักมือปราบต้องเข้ามาตักเตือน เช่นนั้นประมุขเหอจึงเกรงว่าบุตรีจะได้รับอันตรายจากการซุ่มโจมตีจากกลุ่มชาวบ้านที่ไม่พอใจ

ครั้นเมื่อสตรีนางหนึ่งปรากฏกายขึ้นที่ซุ้มประตูสำนัก สายตาทุกคู่ของคนในบริเวณนั้นก็จดจ้องไปที่นาง ศิษย์ในสำนักต่างพากันตกตะลึงกับสภาพเนื้อตัวของท่านประมุขน้อย หญิงสาวเดินเท้าเข้ามาด้วยอาการเหนื่อยหอบ อาภรณ์เปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยคราบโคลน ม้าประจำตัวของนางหายไป ดูจากสารรูปแล้วน่าเป็นห่วงยิ่งนัก นางคล้ายกับขอทานหรือไม่ก็ยาจกมากกว่าจะเป็นคุณหนูในเรือนใหญ่ได้

“เหวินเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า! ” ประมุขใหญ่เดินจ้ำเข้าไปหาหญิงสาวทันที

หวางเสี่ยวเหยาในร่างเหอรั่วเหวินพอรู้ว่าเดินทางมาถึงจุดหมายแล้วก็กระตุกมุมปากขึ้นคล้ายยิ้มขำ ทว่าไม่ใช่ จากนั้นกายนางก็ทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง ผู้เป็นบิดาเห็นเช่นนั้นก็พุ่งปราดเข้ามารับร่างบุตรีไว้ได้ทันท่วงที

“เหวินเอ๋อร์ ใครทำอะไรเจ้าบอกข้ามา เดี๋ยวข้าจะส่งคนไปจัดการพวกมันให้หมดสิ้น! ”

เหอเจียจวิ้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน ส่วนคนในอ้อมแขนของเขาก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างเอน็จอนาถใจ

“ไม่มีผู้ใดทำอะไรข้าทั้งนั้น ข้าทำตัวเองเจ้าค่ะท่านพ่อ”

ใครใช้ให้นางเขียนถึงฉากนั้นชุ่ยๆ โดยไม่นึกถึงระยะเวลาเดินทาง นางอธิบายไว้ว่าสำนักเย่วเหมินอยู่ทางตะวันตกของเมืองซูโจว แต่ฉากที่พระนางจะร่วมรักกันท่ามกลางสายฝนเกิดขึ้นทางตะวันออกของตัวเมือง แล้วนางร้ายเหอรั่วเหวินก็เดินทางไปขัดขวาง แต่แล้วก็เกิดฝนตกหนักขึ้นเพื่อไม่ให้นางร้ายเข้ามาเป็นก้างขวางคอได้สำเร็จ พระเอกนางเอกจึงได้ร่วมรักกันอย่างถึงใจ ในหน้านิยายนางบรรยายฉากรักได้อย่างถึงพริกถึงขิง แต่พอนางมาเข้าร่างนางร้ายจริงๆ เหตุการณ์ในส่วนของนางร้ายก็ถึงพริกถึงขิงเช่นกัน

ในตอนที่จะต้องไปหยิบขวดยานักเขียนสาวต้องตะเกียกตะกายไปกับพื้นดินเฉอะแฉะ อาการหนาวสั่นหมดเรี่ยวหมดแรงก็ยังไม่หายดีเพราะสายฝนเพิ่งจะขาดเม็ดไป แถมที่พื้นยังเต็มไปด้วยอุจจาระวัวควายที่ทิ้งไว้เรี่ยราด ไม่ทราบว่าชาวไร่ชาวนาบ้านใดปล่อยวัวปล่อยควายมากินหญ้าแถวนั้น การคลานไปกับพื้นตะปุ่มตะป่ำเลอะเทอะก็ว่าแย่แล้ว แต่นางยังต้องคลานหลบมูลสัตว์อีกด้วย หลบพ้นบ้างไม่พ้นบางก็ช่างประไร ในตอนนั้นสิ่งเดียวที่เป็นเป้าหมายก็คือขวดยา

แล้วหวางเสี่ยวเหยาก็ได้ยามาอยู่ในมือในที่สุด นางเปิดฝาแล้วเทพรวดเข้าปาก ในใจคิดเพียงว่า ‘ต่อไปนี้ข้าจะผูกขวดยาไว้กับเอว ให้ตายเถอะ! ’

และนั่นคือที่มาของเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน นอกจากนางจะต้องพยายามรักษาชีวิตเอาไว้แล้ว นางจะต้องเดินทางไปหาแหล่งที่มาของยารักษาอาการนี้อีกด้วย นางจะต้องไม่มีจุดจบแสนเอน็จอนาถเช่นเดิม ส่วนผู้ชายคนนั้นนางไม่สนใจอีกแล้ว ถางจื่อฉวนจะลงเอยกับสตรีใดก็ไม่ใช่เรื่องของนาง เขาจะไปลักลอบหลับนอนกันที่ใดก็ไม่ใช่เรื่องของนางอีก

เมื่อคิดเช่นนั้นนักเขียนสาวจึงหยัดกายลุกขึ้นยืน มองซ้ายมองขวาก็ไม่พบกับอาชาไนยชั้นดีประจำกาย คาดว่ามันน่าจะวิ่งเข้าไปในป่า นางจึงต้องเดินเท้ากว่ายี่สิบลี้เพื่อกลับมายังสำนัก ระหว่างทางนางยังต้องพยายามหลบหลีกจากถนนหลักเพราะอับอายผู้คนเหลือเกิน กลิ่นมูลสัตว์ที่ติดมาตามเสื้อผ้าคละคลุ้งจนต้องยกมือขึ้นปิดจมูก ทั้งเลอะเทอะ เปอระเปื้อน ทั้งเหม็นหึ่งเกินบรรยาย ดูท่าชีวิตในร่างใหม่นี้จะไม่เรียบง่ายเสียแล้ว...

หวางเสี่ยวเหยาออกจากภวังค์แล้วเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของวงแขนอุ่นที่รับตัวนางไว้ ดูจากรูปร่างและลักษณะการแต่งกายนางก็รู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้คือบิดาของเหอรั่วเหวินนั่นเอง นางจำรูปร่างหน้าตา ลักษณะที่บรรยายถึงตัวละครหลักในเรื่องได้ครบหมดทุกตัว นักเขียนสาวจึงออดอ้อนบิดาเพราะเหน็ดเหนื่อยจนเกินทน

“ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว...”

ประมุขเหอมองบุตรีด้วยแววตาเอ็นดูแต่กลับส่ายหน้า “เหวินเอ๋อร์ลูกพ่อ… กลับมาก่อนฟ้ามืดได้ก็ดีแล้ว แต่ตอนนี้เจ้าเหม็นมาก รีบไปอาบน้ำแล้วเราค่อยคุยกันเถอะนะ”

“เจ้าค่ะ ข้าเองก็มีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกท่านพ่อเช่นกัน”

สิ้นคำนั้นเหอเจียจวิ้นก็หันมองศิษย์ในสำนัก ทุกคนพอรู้ว่าประมุขน้อยอาการหนักก็พากันหลบหน้าหลบตา ต่างรู้กันดีว่าจากนี้ประมุขจะต้องเรียกใช้งาน ศิษย์ในสำนักงานยุ่งขึ้นมาทันควัน ที่กวาดใบไม้อยู่ก็กวาดอย่างมุ่งมั่นราวกับจะถอนหญ้าขึ้นมาด้วย ส่วนคนที่จัดการกับแอ่งน้ำขังอยู่ๆ ก็ใช้พลังปราณผลักน้ำให้กระเซ็นออกไป สาวใช้ก็ไม่รู้หายหน้าไปไหนกันหมด ส่วนศิษย์น้องที่เป็นสตรีก็วิ่งปราดไปหลังเรือนเห็นเพียงปลายผมและชายกระโปรงพริ้วอยู่ไกลๆ ตอนนี้จะมีก็แต่หวังซูจิ้งให้เรียกใช้ได้เท่านั้น

“ใครก็ได้มาช่วยพาคุณหนูไปพักที่เรือนที”

ชายหนุ่มเดินรี่เข้ามาด้วยความเต็มใจ “ข้าน้อยช่วยประคองไปเองนะขอรับ”

นักเขียนสาวเงยหน้าขึ้นมองผู้อาสา ทว่าพอได้เห็นหน้าเขาเท่านั้นนางก็ถอนหายใจอย่างสุดเซ็ง “เฮ้อ…”

ในนิยายที่นางเขียนไว้นี้มีเพียงตัวละครหลักเท่านั้นที่จะหน้าตาดีราวกับเทพประทาน แต่พอเป็นตัวประกอบขึ้นมา ทุกคนแลดูจืดจางจนไม่มีส่วนใดน่าสนใจ หวังซูจิ้งนี่ก็ด้วย!

พลันนั้นคนที่อ่อนเปลี้ยเสียขาอยู่ในอ้อมแขนของประมุขเหอก็ค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน “ไม่เป็นไร ข้าค่อยๆ เดินไปเองก็ได้ ขอบใจนะ”

พอนางพูดขอบใจทั้งหวังซูจิ้งและเหอเจียจวิ้นก็เบิกตากว้าง กลับมาคราวนี้เหตุใดประมุขน้อยดูแปลกประหลาดยิ่งนัก นับตั้งแต่ที่ยอมปล่อยให้เนื้อตัวสกปรกเยี่ยงสุนัข กลับบ้านได้ตั้งแต่ยังไม่ค่ำ แถมยังรู้จักเอ่ยขอบใจ!

เดิมทีตัวละครนางร้ายนี้มีนิสัยหยิ่งทระนง นางเอาแต่ใจตนเองเป็นอย่างมาก อยากได้อะไรก็ต้องได้ พูดจากับคนทั่วไปไร้หางเสียง ชอบตวาดและใช้น้ำเสียงแข็งกร้าว มีดีอยู่สองอย่างเท่านั้นคือรูปโฉมโนมพรรณงดงาม อีกทั้งยังเก่จกาจในด้านวรยุทธ์จนยากจะหาผู้ใดเทียบเคียง ชายหนุ่มในสำนักจึงไม่กล้าคิดจะเกี้ยวนาง เหลือเพียงหวังซูจิ้งเท่านั้นที่อาศัยความมึนเข้าอ้างแบบไม่เจียม ส่วนชายหนุ่มที่นางพึงพอใจก็คือถางจื่อฉวน มือปราบหนุ่มที่ไม่มีใจให้นางแม้แต่นิด แต่นางก็พยายามจะไปแย่งชิงหัวใจของเขามา

ทว่าเข้าร่างคราวนี้นักเขียนสาวคิดไว้ว่าจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของนางร้ายโดยสิ้นเชิง นางจะเปลี่ยนให้ร่างนี้เป็นหวางเสี่ยวเหยาโดยสมบูรณ์ นับตั้งแต่ชื่อเรียกเลยทีเดียว!

หนึ่งคืนผ่านไปการเปลี่ยนแปลงตัวเองก็เสร็จเรียบร้อย

หวางเสี่ยวเหยาในร่างเหอรั่วเหวินเดินออกมาจากเรือนนอน วันนี้นางสวมอาภรณ์สีส้มสดใส ปักลายงดงามด้วยด้ายสีเหลืองอ่อน บนศีรษะเกล้ามวยไว้ครึ่งหนึ่งและปักปิ่นประดับงดงาม เรือนผมที่เหลือปล่อยยาวสยายระบั้นเอว เนื้อตัวประพรมด้วยเครื่องหอม บนใบหน้าประแป้งนวลและเติมสีแดงอ่อนๆ ที่ริมฝีปาก แค่เรื่องการแต่งกายของนางก็ทำให้สาวใช้มองไม่กระพริบตา ช่างแตกต่างจากเหอรั่วเหวินในวันวานยิ่งนัก

“คุณหนูจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ แต่งกายงดงามราวกับจะเข้าวังหลวง”

คนเพิ่งเคยสวมใส่อาภรณ์แบบจีนโบราณครั้งแรกไม่ตอบในทันที นางยกยิ้มขึ้นด้วยความพึงพอใจ สองมือประสานกันไว้ที่ด้านหน้า ก้าวเท้าซ้ายนำเท้าขาวแล้วเดินไปข้างหน้าด้วยท่วงท่าสง่างามแล้วจึงตอบ

“ข้าจะไปเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองน่ะ”

สาวใช้นางนั้นอ้าปากกว้างตกตะลึง ‘เพ้อเจ้ออะไรของนาง! ’

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ย้อนเวลามายุค80พร้อมระบบทำฟาร์มแสนห่วย เล่ม 1
9.8
อลิส เจนี่ ร็อกส์ ได้มาเกิดใหม่ในร่างของหลิวตาน เด็กสาวสู้ชีวิตยุค 80 ท่ามกลางครอบครัวปู่ย่าที่กดขี่บ้านรองราวกับข้ารับใช้ เมื่อได้รับโอกาสใหม่เธอจึงมุ่งมั่นพาแม่และพี่น้องก้าวสู่ความมั่งคั่งด้วยพลังธาตุเร่งโตและระบบทำฟาร์มสุดประหลาดที่มักมอบรางวัลชวนกุมขมับอย่างเมล็ดผักกาดหลังทำงานหนัก แม้ระบบจะดูพึ่งพาไม่ค่อยได้และเต็มไปด้วยความห่วยแตก แต่หลิวตานก็ไม่ย่อท้อที่จะใช้ทุกวิถีทางเพื่อเปลี่ยนโชคชะตาและสร้างความร่ำรวยให้ครอบครัวที่เธอรักให้สำเร็จ
หน้าปกนวนิยาย ธิดาแค้นต้องเอาคืน
9.2
ตระกูลซูถูกกวาดล้างจนสิ้นซากในคืนเดียว ซูเฉิงอิ้งต้องทนทุกข์จากการถูกน้องสาวทรยศและชายคนรักหลอกใช้จนถูกตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติก่อนจะถูกประหารอย่างอนาถ เมื่อได้รับโอกาสกลับมาเกิดใหม่พร้อมความแค้น นางจึงถือดาบกลับมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรม เริ่มจากการกำจัดน้องสาวชั่วและคนรักหน้าเนื้อใจเสือ พร้อมสยบคำนินทาที่บิดเบือนความจริงทั้งหมด ทว่าในเส้นทางแห่งการล้างแค้นนี้ ตงฟางไป๋เยว่กลับก้าวเข้ามาป่วนหัวใจจนนางแทบจะวางดาบไม่ลง
หน้าปกนวนิยาย เพลิงหัวใจไฟเสน่หา
8.1
สีหราชระเบิดอารมณ์คลุ้มคลั่งใส่บุษย์น้ำเพชรอย่างรุนแรงจนเธอเปรียบเขาเป็นดั่งคนบ้าที่ไร้สติ แม้หญิงสาวจะพยายามประชดประชันเพื่อปกปิดความกลัว แต่ทว่าโทสะของชายหนุ่มกลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างไม่อาจต้านทานได้ เขาประกาศกร้าวแสดงความเป็นเจ้าของเหนือตัวเธอเพียงผู้เดียวพร้อมพันธนาการร่างบางไว้ด้วยกำลังมหาศาล ท่ามกลางเสื้อผ้าที่ถูกฉีกขาดและคราบน้ำตาแห่งความหวาดหวั่นที่รินไหล บุษย์น้ำเพชรจำต้องเผชิญกับเพลิงเสน่หาอันดุดันที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ไปกับความโกรธแค้นของเขา
หน้าปกนวนิยาย เกิดใหม่ในฐานะคุณหนูตระกูลพาน
7.9
หลังสูญเสียมารดา หลี่อันหนิงในวัยห้าขวบต้องเผชิญโศกนาฏกรรมเมื่อน้องชายฝาแฝดถูกพรากไป ส่วนเธอต้องกระเสือกกระสนปกป้องน้องสาวท่ามกลางความเย็นชาของครอบครัวและบิดาแท้ๆ จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ ทว่าสวรรค์กลับให้โอกาสเธอเกิดใหม่อีกครั้งในช่วงเวลาสำคัญ พร้อมพลังพิเศษที่เหนือล้ำกว่ามนุษย์ทั่วไป อันหนิงจึงเริ่มต้นแผนการทวงแค้นและแก้ไขโชคชะตาเพื่อปกป้องน้องทั้งสองไม่ให้ต้องพบจุดจบอันแสนเศร้าเหมือนในอดีตที่เธอเคยผ่านมา
หน้าปกนวนิยาย เมื่อผมรวยด้วยระบบปลูกผัก
7.9
มังกรได้รับโอกาสครั้งที่สองในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ หลังถูกคนรักเก่าลงมือสังหารอย่างโหดเหี้ยมจนเสียชีวิต การหวนคืนสู่อดีตในครั้งนี้เขาไม่ได้กลับมาเพียงตัวเปล่า แต่มาพร้อมกับระบบปลูกผักสุดมหัศจรรย์ที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของเขาไปตลอดกาล จากความแค้นในชาติก่อนสู่เส้นทางการสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยพลังพิเศษ มังกรต้องใช้ระบบนี้เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้ที่มั่งคั่งและแข็งแกร่งที่สุด พร้อมเผชิญหน้ากับอุปสรรคในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการต่อสู้และโอกาส
หน้าปกนวนิยาย ชายาอ๋องตัวร้าย
8.2
ไม่ว่านี่จะเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งหรือโอกาสในการย้อนเวลากลับมาเริ่มต้นใหม่ แต่สิ่งที่นางได้เรียนรู้อย่างถ่องแท้คือความทรมานจากการทุ่มเทความรักให้แก่คนที่ไม่เคยเห็นค่า การพยายามดิ้นรนเพื่อคว้าหัวใจของเขานั้นช่างเป็นเรื่องที่น่าเวทนาและไร้ความหมายเหลือเกิน เมื่อความรักข้างเดียวที่เคยมอบให้ถูกละเลยอย่างไม่ใยดี นางจึงตัดสินใจที่จะยุติความรู้สึกทุกอย่างลงเพียงเท่านี้ และจะไม่กลับไปเดินบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดซ้ำสองอีกต่อไป