
หวางเสี่ยวเหยา นางร้ายปลูกผัก
ตอน 3
ตอนที่ 2 นางร้ายฉบับปรับปรุง
ยามเฉินโดยประมาณเกิดเสียงฮือฮาขึ้นภายในห้องโถงกว้างขวางที่ใช้เป็นที่ประชุมของสำนักเย่วเหมิน ศิษย์ในสำนักต่างตกตะลึงอ้าปากค้างกับสิ่งที่ได้ยิน
“หา! ... เมื่อกี้ท่านประมุขน้อยกล่าวว่าอย่างไรนะขอรับ! ”
หวางเสี่ยวเหยาในร่างนางร้ายลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสง่างาม นัยน์ตาสีถ่านกวาดมองศิษย์ในสำนักที่ยืนเข้าแถวตอนตรงกลางห้อง ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ใบหน้าของบิดาที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ที่โต๊ะประจำตำแหน่งประมุข
“ข้าพูดว่าข้าจะไปจากที่นี่”
ชาชั้นดีที่ผ่านเข้าปากไปแล้วพุ่งพรวดออกมาทันที เหอเจียจวิ้นเงยหน้าขึ้นมองบุตรีด้วยความไม่เข้าใจ
“กล่าววาจาเหลวไหลอะไรของเจ้า โดนฝนมาเมื่อวานจับไข้เสียแล้วหรืออย่างไร! ”
หวางเสี่ยวเหยายกมือขึ้นทำท่าคำนับแล้วก้มศีรษะลงก่อนจะเอ่ย “ข้ามิได้เสียสติเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่คิดว่าข้าควรจะไปรักษาอาการประหลาดเสียที เรื่องนี้จะนิ่งนอนใจไม่ได้ หากความลับรั่วไหลไปถึงหูศัตรูของเราข้าเกรงว่า…”
พูดยังไม่ทันจบความผู้ที่เพิ่งเช็ดน้ำชาออกจากคางก็แทรกกลางขึ้นทันควัน “ไฉนเลยจึงคิดว่าสำนักเย่วเหมินแห่งนี้จะปกป้องเจ้าไม่ได้ หากข้ายังอยู่ผู้ใดก็ไม่อาจทำร้ายลูกสาวของข้าได้ เจ้าเลิกคิดเช่นนั้นเสียเถอะ! ”
เหอเจียจวิ้นแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ทว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่คิดเห็นเช่นนี้ แม้กระทั่งสาวใช้สองนางที่แอบฟังยังคิดต่างออกไป พวกนางละมือจากการปัดเช็ดทำความสะอาดสิ่งของแล้วลอบมองตากันก่อนจะทำตาลุกวาว ส่วนบรรดาศิษย์ในสำนักพากันวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็ไม่เชื่อหูของตนเอง บ้างก็ว่าประมุขน้อยเปลี่ยนไป แต่หวางเสี่ยวเหยายังคงยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้าคิดมาดีแล้วเจ้าค่ะ ในการณ์นี้ข้าจะเดินทางไปหาเทพโอสถ ได้ยินว่าพวกเขากำลังคิดค้นสูตรยาอายุวัฒนะ หากว่าพวกเขาทำสำเร็จข้าจะได้นำมันมาให้ท่านพ่อด้วยยังไงล่ะ ท่านพ่อไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยของข้า ต่อไปนี้ข้าจะมีชื่อเรียกว่า หวางเสี่ยวเหยา เมื่อข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเช่นนี้แล้วคงไม่มีใครจดจำได้ว่าข้าเป็นเหอรั่วเหวินอีกแล้ว ขอท่านพ่อโปรดวางใจ”
“ไอ้หยา… เพ้อพกอะไรของเจ้า ยาอายุวัฒนะอะไรกัน ข้าไม่เคยได้ยินข่าวนี้เลย อีกาตัวใดมาบอกเจ้างั้นหรือ เหลวไหลทั้งเพ ถ้าต้องการแค่ยารักษาอาการก็สั่งคนของเราไปเหมาซื้อมาเก็บไว้เยอะๆ ก็ได้ เหตุใดต้องไปที่นั่นด้วยตัวเอง! ”
“ก็เพราะข้าจะให้ท่านเทพโอสถช่วยตรวจดูอาการให้ด้วยตัวเองอย่างไรล่ะ ก่อนนี้มีเพียงท่านหมอในเมืองหลวงมาตรวจข้าเท่านั้น ไม่แน่ว่าท่านเทพโอสถอาจวิเคราะห์อาการได้อย่างแม่นยำกว่าก็เป็นได้”
“ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเทพโอสถ ตาเฒ่านั่นไม่ใช่หมอเทวดาเสียหน่อย แล้วคนรักสันโดษเช่นนั้นจะให้เจ้าเข้าไปหาง่ายๆ งั้นหรือ ได้ยินว่าวันๆ สนใจแต่การเก็บสมุนไพรปรุงยา ขนาดศิษย์ของตัวเองยังต้องให้ร่ำเรียนกับบุตรชาย ตาเฒ่านั่นไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะสอนสั่งด้วยซ้ำ เจ้าลืมเรื่องนี้ไปเสียเถอะ อยู่ที่นี่รับช่วงเป็นประมุขต่อจากข้าดีกว่า หลังๆ มานี้เก็บค่าคุ้มครองไม่ค่อยได้ เจ้ามือปราบนั่นกำลังก่อปัญหาให้เรา ถ้าเจ้าอยู่ต่อข้าจะยอมให้เจ้าวิ่งตามผู้ชายได้ทั้งวันเลยก็ได้เอ้า! ”
“ไม่เอาหรอกเจ้าค่ะ ผู้ชายเช่นนั้นหาเมื่อไรก็หาได้ ตอนนี้ข้ารักชีวิตตนเองมากกว่า ท่านพ่อรู้ไหมว่าเมื่อวานข้าต้องทุกข์ทรมานเท่าใดกว่าจะดื่มยาได้ ปัญหาของข้ามิใช่เรื่องผู้ชาย แต่คือการขาดยาหรือทำยาหาย ดังนั้นหากข้าย้ายตัวเองไปอยู่ในสถานที่ปรุงยา ปัญหานี้ก็จะหมดไป ฟังดูเข้าทีใช่ไหมเจ้าคะ”
สาวใช้ที่ลอบฟังอยู่แทบจะปรบมือให้เลยทีเดียว วันนี้ท่านประมุขน้อยมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว!
ส่วนเหล่าศิษย์ในสำนักก็ลอบยิ้มขึ้นในสีหน้า มีแววว่าเจ้านายผู้เกรี้ยวกราดของพวกเขาจะหายไปหนึ่งราย คุณหนูอยากหายตัวไปที่ใดก็เรื่องของนาง ต่อไปนี้พวกเขาจะได้ฝึกวิชากันอย่างสบายๆ เสียที จะมีคนที่คิดเสียดายก็คือหวังซูจิ้งเท่านั้น ส่วนคนอื่นแทบจะโห่ร้องยินดี ไม่มีผู้ใดคิดจะเหนี่ยวรั้งนางเหมือนประมุขเหอเลยสักคน
“เหวินเอ๋อร์ เจ้าเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ” ประมุขใหญ่ว่าพลางลุกขึ้นยืน “ที่พูดมาทั้งหมดนั่นเป็นวิธีแก้ปัญหางั้นหรือ ข้าว่ามันน่าจะเพิ่มปัญหาให้เจ้ามากกว่า เจ้าจะไปอยู่ในสำนักปรุงยาด้วยฐานะใด ที่นั่นมิใช่โรงหมอ อีกทั้งการเดินทางไกลก็แสนยากลำบาก ไปแล้วจะรักษาโรคได้หายขาดหรือไม่ก็ยังไม่รู้ เรื่องยาอายุวัฒนะข้าไม่คาดหวังเลยจริงๆ หากว่าตาเฒ่านั่นทำสำเร็จ ของวิเศษอย่างนี้มีหรือจะตกมาถึงมือเจ้าได้ง่ายๆ ตรองดูเสียใหม่เถิดลูกรัก พ่อไม่อยากให้เจ้าต้องตกระกำลำบาก อยู่ที่นี่เพียบพร้อมไปด้วยข้ารับใช้”
“ท่านพ่อมีสายตากว้างไกลและเฉียบขาดยิ่งนัก มีประมุขเป็นผู้มองการณ์ไกลเยี่ยงนี้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าสำนักเราจะต้องรีดไถพวกชาวบ้านเพื่อหากิน”
“นั่นชมข้าใช่ไหม วันนี้เจ้าพูดจาประหลาดยิ่ง แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีสาระเท่าวันนี้มาก่อนเลย”
“ท่านพ่อควรดีใจที่ข้ามุ่งมั่นในการปรับปรุงตนเองเจ้าค่ะ ข้าเชื่อว่าการเดินทางในครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตข้าไปตลอดกาล เมื่อข้าเหยียบย่างเข้ามาที่นี่อีกครั้งข้าจะทำให้สำนักเรายิ่งใหญ่และเป็นที่เลื่องลือ ข้าจะเปลี่ยนให้ผู้คนหันมาให้ความเคารพสำนักเย่วเหมินด้วยความเลื่อมใส มิใช่หวาดกลัวและรังเกียจเช่นนี้… และข้าจะนำยาอายุวัฒนะมาให้ท่านพ่อด้วย เราสองคนจะได้เป็นอมตะอย่างไรล่ะเจ้าคะ ไม่ดีหรอกหรือ…”
“เฮ้อ…”
นักเขียนสาวหันขวับ นัยน์ตาสีดำฉายแวววาวโรจน์เขม้นมองประมุขเหอที่เดินวนไปรอบตัว นางกล่าววาจาด้วยความมุ่งมั่นและมีสาระเช่นนี้ เหตุใดบิดาจึงตอบกลับด้วยการถอนหายใจดัง ‘นี่มันเป็นเรื่องเหลวไหลตรงไหนกัน!’
พลันนั้นผู้ที่พยายามจะเหนี่ยวรั้งบุตรีด้วยความรักก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงกร้าว “บอกเหตุผลมาตามตรงดีกว่า เจ้าชื่นชอบรูปร่างหน้าตาของ หานเจี้ยนหยี บุตรชายของตาเฒ่านั่นใช่หรือไม่ กล่าวมาเสียยืดยาวเพราะเหตุใดกันแน่ ข้าได้ยินว่าคุณชายผู้นั้นเดินทางไปยังวังหลวงเพื่อส่งยา ตอนกลับยังแวะมากินอาหารที่โรงเตี๊ยมใกล้ๆ กับสำนักเรา เจ้าบังเอิญไปเจอเขาเข้าแล้วใช่ไหมล่ะ”
เอาอย่างนั้นก็ได้! หากบิดาจะเห็นว่านางไปเพราะตามผู้ชาย
เหอเจียจวิ้นนั้นเกลียดถางจื่อฉวนเข้าไส้ เขาอาจจะดีใจที่บุตรีนึกเปลี่ยนใจ นักเขียนสาวพลางคิด ‘นี่ข้าใส่ความคิดบิดเบี้ยวให้กับตัวละครได้ขนาดนี้เชียวหรือ! ’
แต่แล้วเมื่อมานึกถึงการใช้ชีวิตต่อไปในโลกใบนี้นักเขียนสาวก็เปลี่ยนใจ นางไม่อยากให้ใครต่อใครมองว่านางเป็นสตรีบ้าผู้ชาย และนางก็ไม่อยากให้ผู้ใดมองนางด้วยสายตาหยามเหยียด หรือนึกรังเกียจในความร้ายกาจอย่างที่เคยเป็น นางจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเป็นคนที่น่าเลื่อมใสคนหนึ่ง นางอยากให้โลกจำว่านางเป็นคนดีแล้ว แม้นจะยังสลัดคราบนางร้ายไม่พ้น ต้องยอมรับว่าคราที่เขียนถึงตัวละครเหอรั่วเหวินนางคิดน้อยเกินไปจริงๆ
หวางเสี่ยวเหยาในร่างนางร้ายส่ายหน้าไม่เห็นด้วย เหอเจียจวิ้นเห็นกริยาเช่นนั้นจึงกล่าวต่อไปอีก
“ข้าเข้าใจ คุณชายหานก็นับว่าเป็นชายหนุ่มที่น่าเลื่อมใส สำนักเราซื้อยาจากสำนักของเขามิได้ขาด ซื้อมากๆ เข้ายังได้ยาบำรุงแถมมาอีกด้วย หากว่าเจ้าชื่นชอบเขาจริงๆ ข้าจะส่งแม่สื่อไปทาบทามให้ ไม่ต้องลงทุนข้ามน้ำเข้าป่าไปไกลถึงสำนักปรุงยาหลังเขาแห่งนั้นให้ลำบากหรอก”
“หามิได้ หามิได้เจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่เป็นห่วงชีวิตของตนเองเท่านั้น” นางไม่สามารถเล่าไปตามตรงได้ว่าตนเองจะต้องตายเข้าสักวัน ชะตาชีวิตเดิมถูกกำหนดไว้เช่นนั้น หากนางเล่าความจริงคนเหล่านี้คงหาว่านางวิปลาศเป็นแน่
“ข้ารู้ว่าท่านพ่อรักและเป็นห่วงข้า ถ้างั้นข้าจะเอาบ่าวร่วมเดินทางไปดัวยสักสองคนดีไหมเจ้าคะ”
สาวใช้ที่แอบฟังอยู่เป็นลมล้มลงโดยพลัน
“หลันเยี่ย เจ้าเป็นอะไรไปเนี่ย ตายแล้ว หลันเยี่ย! ” สาวใช้อีกนางหนึ่งรีบร้องโวยวาย นางทิ้งไม้กวาดที่ถือไว้แล้วรีบรุดวิ่งเข้าไปลากร่างของเพื่อน คนที่แสร้งเป็นลมก็ยอมถูกลากไปกับพื้น ถูลู่ถูกังไปครู่เดียวสองคนนั้นก็หายวับไปจากครรลองสายตา ช่างเป็นการหลบหน้าโดยโจ่งแจ้ง ไม่ต้องถามความคิดเห็นก็รู้แล้วว่าไม่มีผู้ใดเต็มใจร่วมเดินทาง
สายตาของเหอรั่วเหวินสะบัดกลับมาที่ใบหน้าอิ่มเอิบของบิดาในทันที “หรือไม่ก็ให้คนของเราเดินทางไปส่งข้าก็ได้”
พลันนั้นศิษย์ในสำนักก็พร้อมใจกันหลุบตาลงต่ำ มองสำรวจพื้น มีแต่หวังซูจิ้งเท่านั้นที่ยังคงมองตรงมา
นักเขียนสาวเป็นงงงัน เหตุใดกันจึงเป็นเช่นนี้ นางเข้าร่างตัวละครที่มีความเลิศเลอเป็นพิเศษอย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้มิใช่หรือ เหตุใดผู้คนใกล้ชิดจึงไม่รักไม่เอ็นดูนางอย่างที่ควร เมื่อไม่เข้าใจจึงคิดทบทวนถึงที่มาของตัวละคร
เหอรั่วเหวินนั้นเป็นสตรีร้ายกาจที่มีวิชายุทธ์ล้ำเลิศ เก่งโดยไม่เคยฝึกวิชา วันๆ เอาแต่วิ่งตามตัวละครถางจื่อฉวนเพื่อวางแผนแย่งชิงหัวใจของเขามาจากนางเอกของเรื่อง บัดนี้นางอายุสิบเจ็ดปีแล้วแต่ยังไม่ได้แต่งงาน แม้นว่าจะมีหน้าตางดงามยิ่ง เหตุที่เป็นเช่นนั้นนักเขียนสาวก็ไม่อาจทราบได้ เพราะตอนที่พล็อตเรื่องไม่ได้คิดถึงข้อมูลตัวละครให้ละเอียดมาตั้งแต่ต้น นางจ้องแต่จะบรรยายฉากร่วมรักเพียงอย่างเดียว
มาบัดนี้จึงรู้ว่าข้อมูลหลายๆ อย่างนางก็ต้องมาสืบหาเอาเอง รวมทั้งเนื้อเรื่องในช่วงที่ขาดหายจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่อาจทราบได้อีกด้วย
หวางเสี่ยวเหยาในร่างนางร้ายพลันถอนหายใจอย่างสุดเซ็ง ในเมื่อทุกอย่างเป็นเช่นนี้ก็ช่วยไม่ได้ มีเพื่อนร่วมเดินทางเป็นตัวประกอบจืดจางสักคนสองคนก็ยังดีกว่าไม่มี
เหอเจียจวิ้นเห็นเช่นนั้นก็อ่อนใจ เขากลับไปนั่งลงที่เก้าอี้แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “พ่อคงห้ามเจ้าไม่ได้สินะ แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าก็เอาแต่ใจตัวเองมาตลอด ไม่อย่างนั้นป่านนี้เจ้าคงจะได้ออกเรือนไปนานแล้ว ข้าเลี้ยงเจ้ามาไม่ดีเอง” กล่าวจบเหอเจียจวิ้นก็ส่ายหน้า นึกว่าเปรยออกไปเช่นนี้บุตรีจะเปลี่ยนใจ
ทว่าไม่เลย เหอรั่วเหวินกลับฉีกยิ้มกว้างดวงตาเป็นประกาย
“ท่านพ่อให้ข้าไปได้แล้วใช่ไหมเจ้าคะ ข้าสัญญาว่าจะรีบรักษาตัวให้หายแล้วกลับมาช่วยท่านพ่อพัฒนาสำนักของเราเจ้าค่ะ ฮิฮิ”
ประมุขเหออ้าปากค้างแล้วมองตามร่างบางที่วิ่งไปหยิบสัมภาระที่ซ่อนไว้หลังเสา ไม่น่าเชื่อว่านางจะเตรียมตัวมาพร้อมออกเดินทาง ทำราวกับว่าอย่างไรเสียเขาก็ต้องให้อนุญาต หรืออีกนัยหนึ่งก็คือที่มาบอกเพียงเพื่อแจ้งให้รับทราบเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังคงขัดใจบุตรีไม่ได้อยู่ดี
นักเขียนสาวหยิบห่อผ้าได้แล้วก็รีบวิ่งไปคว้าข้อมือหวังซูจิ้งด้วยเกรงว่าบิดาจะเปลี่ยนใจ
“ศิษย์พี่ไปเก็บของแล้วรีบไปกับข้าเร็วเข้า! ”
หวังซูจิ้งมีสีหน้าเลิ่กลั่ก เขามองหน้าหญิงสาวสลับกับใบหน้าตกตะลึงของประมุขเหอ ถึงแม้ว่าจะยังไม่แน่ใจนักว่าฝ่ายนั้นจะให้อนุญาตหรือไม่ทว่าเท้าของเขาก็เดินตามนางไปเสียแล้ว ชายหนุ่มนึกดีใจที่ต่อไปนี้จะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับสตรีในดวงใจ
ผู้คนในสำนักอ้าปากค้างตกตะลึงไปตามๆ กัน ไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นภาพประมุขน้อยผู้ถือตัวดึงมือชายหนุ่มให้วิ่งตามไป เหล่าศิษย์ที่ยืนเข้าแถวเรียงกันอยู่ต่างพากันถอยฉากเพื่อหลีกทางให้ทั้งสองวิ่งออกไป มีเพียงเสียงของประมุขเหอเท่านั้นที่ดังไล่หลังมา
“ช้าก่อนเหวินเอ๋อร์ รอสาวใช้ของเจ้าด้วย ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าไปกันตามลำพัง รอให้หลันเยี่ยฟื้นก่อน! ”
“หากนางฟื้นแล้วก็ให้รีบตามมานะเจ้าคะ”
ร่างที่ตะโกนตอบกลับมาหายลับไปหลังประตูเสียแล้ว เหอเจียจวิ้นเพิ่งตั้งสติได้จึงรีบวิ่งตามมาที่หน้าเรือนเพื่อจะรั้งบุตรี แต่พอมาถึงที่ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลดปลง
"เฮ้อ… นี่มันหนีไปพร้อมผู้ชายหรือหนีไปหาผู้ชายกันแน่นะ ลูกข้าหนอ... ลูกข้า ไม่พ้นเรื่องผู้ชายจริงๆ! "
คุณอาจจะชอบ





