
VILLAIN ..นายตัวร้าย!
ตอน 2
เช้าวันต่อมา..
ฉันนั่งมองตู้เสื้อผ้าอย่างคิดไม่ตก ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเรียนที่ Vania แล้วแท้ๆ แต่ทำไมอยู่ๆถึงรู้สึกแปลกๆไม่รู้แฮะ
แฟร์รี่ : ไปเถอะน่า ถ้ารุ่นพี่ไลลาสั่งรื้อสวนสาธารณะ K ขึ้นมาจริงๆ เธอจะไปดูพระอาทิตย์ตกดินในมุมสวยๆแบบนั้นได้จากที่ไหนกันล่ะ?
นั่นสินะ
เดวิล : เลอะเทอะละ! แค่ที่ดูวิวที่ไหนก็ดูได้ จะหลงไปอยู่ในสังคมจอมปลอมนั่นทำไม พวกคนรวยน่าเบื่อจะตายป้ะ
ใช่เลย! ก็จริง
แฟร์รี่ : ก็ถือเป็นปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ๆสิ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย แต่ไปหาเพื่อนคนรวยใหม่ๆ...
เดวิล : ไปให้เขาดูถูกมากกว่าน่ะสิ!
แฟร์รี่ : เดวิลใจร้ายเกินไปแล้วนะ หัดมองโลกในแง่ดีบ้างสิ
เดวิล : คนอ่อนแอก็ชอบมองโลกสวยเว่อร์แบบนี้
แฟร์รี่ : แฟร์รี่ก็แค่...
“พอ! พอทั้งคู่นั่นแหละน่า”
ฉันหลุดพูดคนเดียวเพราะโหมดแฟร์รี่กับเดวิลเริ่มตั้งท่าจะตีกันมั่วในหัวแล้วสิ เฮ่อ.. เอาไงดีเนี่ย เริ่มสายแล้วด้วย ไอ้โอห์มแต่งตัวเสร็จแล้วมั้งป่านนี้
ก๊อกๆๆ~
นั่นไง
“พี่แอลเสร็จยัง ช้าอะ ไปก่อนนะ”
“เค โชคดี”
ฉันตะโกนบอกโอห์มที่เดาว่ามันคงเดินไปตั้งแต่ตัวเองพูดจบแล้วแหละ เดี๋ยวนี้น้องชายฉันไปเรียนแต่เช้าเพราะติดสาว ต้องคอยไปประคบประหงมกันตลอดเวลา แต่ก็นะ ดีกว่าไม่ไปเรียนนี่
กลับมาที่ชุดนักศึกษาเจ้าปัญหาที่ถึงเวลาต้องเลือกสักที เอาวะ! Vania นี่แหละเป็นตัวของตัวเองที่สุดแล้ว!!
คิดได้แบบนั้นฉันก็คว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำอย่างไม่รีรอ อาบน้ำอาบท่าแล้วเดินออกมาเปิดตู้เสื้อผ้าอย่างมั่นใจ แต่ก็ต้อง...
อ๊ากกกกกกก!
“แม่คะ ชุดนักศึกษาของหนูอยู่ไหน!!!!!!”
ฉันตะโกนลั่นบ้านทันทีที่เห็นแค่ชุดนักศึกษาของ Destinesia แขวนอยู่ และต้องใช่แน่! ถ้าไม่ใช่แม่ไม่มีใครกล้ามายุ่งกับตู้เสื้อผ้าของฉันหรอก!
“ก็อยู่ในตู้ไงจ๊ะ แม่รีดให้เนี๊ยบสุดๆเลยนะ จับดีๆระวังกลีบกระโปรงบาดมือนะลูก อิอิ”
“หนูหมายถึงอีกชุดนึง ชุดของ Vania ค่ะ!”
ฉันเริ่มชักสีหน้าอย่างรู้ชะตากรรมว่าแม่ต้องเล่นอะไรแผลงๆอีกแน่ และเชื่อเขาเลย
“อ้อ เมื่อวานแม่จะเผาขยะแล้วไม่มีเชื้อเพลิงก็เลยโยนมันลงไปแทน โทษทีจ้ะ แม่ไม่รู้ว่าลูกต้องใช้น่ะ ตายแล้ววว แบบนี้ลูกคงต้องใส่ชุดของ Destinesia ไปก่อนแล้วล่ะ”
นั่นไง! นั่นนนนไง!!! จะบังคับให้ไปให้ได้เลยสินะไอ้มหาลัยไฮโซเฮงซวยนั่นน่ะ ตั้งแต่รู้จักที่นี่ทำไมชีวิตฉันไม่ค่อยมีความสุขอีกเลยเนี่ย
“สาบานสิคะว่าแม่ไม่รู้จริงๆ!”
“ม่ายยยนะ แม่ไม่รู้อะไรเลยจ้ะ”
เห๊อะ!
Rrrrrrrrrrr
แล้วไม่ทันที่ฉันจะต่อปากต่อคำอะไรกับแม่มากนัก น้องชายตัวแสบก็โทรเข้ามาขัดจังหวะ
“ว่าไงโอห์ม” ฉันกดรับสายอย่างอารมณ์เสีย โอห์มมันก็กรอกเสียงตื่นเต้นสุดๆกลับมา
[พี่แอล มาแล้วพี่!!!]
“อะไร?”
[ป้ายสั่งรื้อสวนสาธารณะ K ตั้งเด่นเป็นสง่าหน้าทางเข้า คนฮือฮากันใหญ่เลยพี่!!!]
“ให้ตายสิ เอาจริงหรอเนี่ย!”
ก็พอรู้นะว่าถ้าฉันไม่ไปจะทำงี้ แต่ไม่คิดจะรอเช็คหลังเลิกเรียนเลยหรอ บ้ากันไปใหญ่แล้ว มาติดป้ายตั้งแต่ 7 โมงเช้า คนรวยนี่ทำไรก็ได้จริงๆ
[พี่ไม่มีทางเลือกแล้วแหละ แต่งตัวซะ เพื่ออิสรภาพของสวนสาธารณะ K ของพวกเรานะ!!!]
เฮ่ออออ
ติ๊ด~
มาขนาดนั้นนี้ฉันก็ทำไรไม่ได้แล้วป่ะ รีบวิ่งขึ้นมาใส่ชุดนักศึกษาของ Destinesia อย่างไม่มีทางเลือกก่อนจะพุ่งตัวออกจากบ้านด้วยความเร็วแสง แล้วไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ฉันก็ลงรถเมล์มายืนอยู่หน้ามหาลัยไฮโซที่ตอนนี้วุ่นวายไปด้วยรถหรูนับสิบ หันไปอีกทางก็มีบอดี้การ์ดของลูกหลานคนรวยวิ่งวุ่นกันไปช่วยเปิดประตู นี่คนพวกนี้ลงรถกันเองไม่เป็นรึไงเนี่ย แล้วนั่นอะไร มีแม่นมถือกระเป๋าพาไปส่งขึ้นห้องเรียนรึไง
'นี่ ดูยัยนั่นสิ นางนั่งรถเมล์มาเรียนอ่ะแก'
'เห๊อะ เสียชื่อชะมัด เรียนที่ไฮโซแต่ยังติดนิสัยบ้านๆ'
'ฮ่ะๆ เด็กทุนล่ะมั้ง หน้าตาไม่คุ้นในวงไฮโซเลยอ่ะ'
ฉันเดินผ่านแก๊งค์สาวไฮโซที่จีบปากจีบคอนินทากันซึ่งๆหน้า แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่น่าสนใจสักนิด เพราะสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งใดในตอนนี้ คือต้องตามหารุ่นพี่ไลลาให้เจอก่อน!
แต่เดินวนไปวนมาจนขาแทบลากก็ยังไม่เจอรุ่นพี่หรือแม้แต่ใครที่มีลักษณะคล้ายกับเธอเลยสักคน ให้ตายสิ! ที่นี่ใหญ่โตเกินกว่าจะตามหาคนๆนึงให้เจอได้ในวันเดียวล่ะมั้งเนี่ย เชื่อแล้วล่ะว่ามันโอเว่อร์อย่างที่ใครๆว่าจริงๆ แถมไม่มีความจำเป็นอะไรที่ฉันต้องรีบมาตั้งแต่ 8-9 โมงด้วย เพราะที่นี่เริ่มเรียนเที่ยง เลิกช้าสุดก็ 5 โมงเย็น เป็นตารางเรียนที่ชิลมากจนรู้สึกว่าไม่น่าจบออกไปพร้อมความรู้ที่เพียงพอต่อการทำงานเลยนะเอาจริง
แต่เดี๋ยวนะ..ดาดฟ้าไงล่ะ! ถ้ายืนบนดาดฟ้าก็น่าจะมองเห็นทุกคนได้ง่ายกว่ามองจากพื้นที่ในระดับเดียวกัน โป๊ะเชะ! คิดได้แบบนั้นฉันเดินลิ่วๆ ตรงมาที่ลิฟท์ของมหาลัยแล้วกดไปที่ชั้นบนสุดทันที
ติ๊งงง~
พอลิฟท์เปิดออก สิ่งแรกทึ่ทำคือฉันเดินตรงไปที่ดาดฟ้าแล้วมองลงไปข้างล่างอย่างใจจดใจจ่อ ทั้งที่ตามหารุ่นพี่ไลลา แต่ฉันกลับไม่ได้สนใจคนที่เดินผ่านไปผ่านมาข้างล่างสักนิด เพราะวิวที่นี่มันสวยชะมัด สวยสมคำร่ำลือ สวยจริงๆอย่างที่รุ่นพี่พูดไว้ ดาดฟ้าที่นี่มันเห็นวิวรอบเมืองในละแวกนี้เลยอะ
“สุดยอด”
“แจ๋วใช่ไหมล่ะ”
กว่าจะรู้ตัวว่าเผลอตะลึงกับความสวยของวิวตรงหน้าจนหลุดปากชมออกมา ก็มีคนมายืนอยู่ข้างๆแล้วล่ะ
และนี่ไง คนที่ฉันตามหา!
“รุ่นพี่ไลลา มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
ไม่รู้ทำไมเวลาอยู่กับผู้หญิงคนนี้ฉันถึงรู้สึกว่าตัวเองเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ พูดจาคะขาตลอดเลยนะ แต่รุ่นพี่ก็ไม่ตอบอะไร เธอหันหลังเดินกลับเข้าไปในตึก
“เอ่อ รุ่นพี่คะ เรื่องสวนสาธารณะ K ...”
“ตามมาสิ”
พูดแค่นั้นเธอก็เดินนำฉันลงมาจนถึงหน้าประตูห้องที่หรูหราและใหญ่โตกว่าห้องอื่นๆภายในชั้นนี้ และทันทีที่เธอเปิดประตูเข้าไป ก็พบกับโซฟาชุดใหญ่ตั้งเด่นเป็นสง่ากลางห้อง รอบข้างรายล้อมด้วยถ้วยรางวัลมากมายในตู้โชว์ ถัดไปมีโต๊ะสนุ๊ก โต๊ะปิงปอง ครัวขนาดย่อม และอุปกรณ์สันทนาการมากมาย ก่อนรุ่นพี่จะเดินนำฉันมาที่โต๊ะตัวใหญ่ที่ถัดจากโซฟา บนโต๊ะนี้มีโมเดลจำลองของสถานที่หนึ่งวางอยู่
“นี่มัน..”
ฉันมองโครงสร้างก็รู้ทันทีว่าโมเดลนี้คือสวนสาธารณะ K ที่คุ้นเคย แต่ทำไมถึงมีโมเดลนี้อยู่ในที่แบบนี้กัน
“ไลลา!”
เสียงเรียกของใครบางคนขึ้นทำให้ฉันเบนความสนใจจากโมเดลบนโต๊ะไปหาผู้มาเยือนทันที และ
เพี๊ยะ! เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!
“คิดว่าตัวเองพูดกับใครอยู่ฮะ! พี่ไลลา เรียกซิ พี่-ไล-ลา ไอ้เด็กปีนเกลียวหัวดื้อตัวดี!”
รุ่นพี่ไลลาเดินเข้าไปรัวมือใส่คนที่เดินเข้ามาสองสามทีแล้วบ่นอุบอิบด้วยท่าทางหมันเขี้ยว
เอ๊ะหรือว่าหมอนี่จะเป็นน้องชาย? ถ้างั้นนี่ก็เป็นทายาทมหาเศรษฐีพันล้านอีกคนสินะ ตายๆ ตัวฉันจะขึ้นขี้กลากไหม มาหายใจร่วมกับทายาทเศรษฐีทั้งสองคนแบบนี้
“โอเคๆขอโทษ แล้วยัยหน้าจืดนี่ใคร? จะเป็นลมรึไงหน้าซีดเชียว”
เอิ่ม สำหรับฉันหมอนี่สอบผ่านหมดทุกข้อ ทั้งบุคลิก หน้าตา และฐานะ คือเกือบจะดีอยู่ละถ้าไม่ซนเอามือใหญ่ๆนั่นมาจับหน้าฉันพลิกไปพลิกมาแล้วพ่นคำพูดคำจากวนๆแบบนั้นอ่ะนะ
“เรย์จินี่แอล.. แอลนี่เรย์จิ”
“หวัดดี”
ฟุ้บ!
ฉันทักทายร่างสูงที่ทิ้งตัวลงบนโซฟาหน้าตาเฉย แต่หลังพลิกหน้าฉันเล่นจนสนุก หมอนี่ก็แทบไม่ปรายตามองฉันละ
“กองไว้ตรงนั้นแหละ แล้วจะไปไหนก็ไป”
เอิ่ม..ดี ฉันพยักหน้ารับแบบไม่โต้กลับเลย งั้นไปละนะ ตั้งแต่เห็นหน้าหมอนี่ก็มีลางสังหรณ์ประหลาดเกิดขึ้นทันที การเผ่นตอนนี้ย่อมดีกว่าอยู่ใกล้รังสีอำมหิต
“ไม่ต้องแอล เรย์! แกต้องรับผิดชอบโปรเจครีโนเวทสวนสาธารณะ K”
หืม...รีโนเวทสวนสาธารณะ K งั้นหรอ?
“เออรู้ละไง พูดมาร้อยรอบได้แล้วเนี่ย”
“ก็นี่ไง แอลเป็นคนพื้นที่ เธอรู้ทุกซอกทุกซุมของที่นั่นดี ต่อไปนี้เด็กนี่คือผู้ช่วยของแก”
ผู้ช่วย? นั่นไงแม่นอย่างกับตาเห็น ลางสังหรณ์ของฉันตอนเห็นหน้าหมอนี่กำลังนำพาเรื่องวุ่นวายมาเป๊ะๆ
“เดี๋ยวสิคะรุ่นพี่ทำไมถึง..”
“ช่วยหน่อยสิแอล ฉันช่วยชีวิตเธอนะ ความจำสั้นรึไงฮะ”
รุ่นพี่ไลลาลากฉันมากระซิบกับฉันด้วยแววตามีความหวังว่าฉันจะยอมช่วยเธอ ก็นะ.. เพื่ออิสรภาพของสวนสาธารณะ K ถึงจะไม่เต็มใจเท่าไหร่ก็เถอะ -_-
“ฉันไม่ต้องการผู้ช่วย”
โป๊ะเชะ! นายเรย์จิอะไรนั่นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หมอนี่ตอบได้ตรงใจฉันมาก นับว่าเป็นเรื่องดีเพราะแค่เอาตัวรอดในมหาลัยนี้ชีวิตฉันก็ยากพออยู่แล้ว
“อื้ม ดีเลย งั้นไปนะ”
“หยุดนะแอล!”
“พวกเธอจะออกไปได้ยังวะ เสียงดังหนวกหู”
“แกกล้าไล่ฉันหรอฮะไอ้เรย์จิ!”
ตอนนี้ไม่รู้ใครจะคุยกับใครก่อนเลย รู้แค่รุ่นพี่ไลลามือไวคว้าหมอนบนโซฟาเขวี้ยงอัดหน้าเรย์จิอย่างแรง
ตุ้บ!!!
ให้ตายเหอะ ดั้งหักมั้ยนั่น!
“ยัย-ปี-ศาจ”
แล้วแค่นั้นเองที่เรย์จิส่งเสียงขู่ก่อนจะคว้าหมอนเขวี้ยงกลับมาด้วยท่าทางอารมณ์เสียจนฉันเกือบกระโดดหลบแทบไม่ทัน ก่อนทั้งสองคนจะหยิบหมอนใกล้ตัวมาเขวี้ยงใส่กันไปมา ปากก็ตะโกนบ่นกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ตุ้บ! ตั๊บ!
“แกมันงี่เง่าไอ้เด็กอวดดี”
“หืม! แก่กว่าแค่ปีสองปีบ่นเป็นมนุษย์ป้าไปได้”
เพี๊ยะ!!!
“แกว่าใครแก่ฮะ ไอ้...."
“โอ๊ย ยัยโรคจิต!!!”
ฉันยืนมองภาพสองคนพี่น้องปาหมอนและวิ่งไล่ตีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่มีใครยอมใคร แม้แต่หมอนั่น..เอ่อ เรย์จิที่ล็อคตัวรุ่นพี่ไลลาแล้วเอาหมอนอุดจมูกเธอไว้ก็ไม่มีทีท่าจะยอมปล่อยสักนิด
เดี๋ยวนะ หมอนปิดหน้าก็หายใจไม่ออกตายดิ นี่ต้องห้ามไหมหรือยังไง? เออห้ามก็ได้!!
“หยุดดดดดด!!!”
ในที่สุดฉันก็ตัดสินใจยุติสงครามที่แสนจะวุ่นวายของสองพี่น้องด้วยเสียงอันทรงพลังจนทั้งสองคนต้องหันขวับมามอง
“.....”
“เอ่อ..แหะๆ ค่อยพูดค่อยจากันดีกว่านะคะ”
ฉันพยายามไกล่เกลี่ยพอเพิ่งนึกออกว่าแก๊งค์เด็กปาหมอนสองคนนี้เป็นทายาท Destinesia นี่หว่า
“วันนี้เด็กปีหนึ่งไม่มีเรียน แอล! นี่เป็นโอกาสของเธอ ถ้าไม่อยากให้ทุบสวนสาธารณะ K ทิ้งถาวร ก็อยู่ที่นี่ให้คำปรึกษาเรย์จิซะ”
รุ่นพี่ไลลาพูดไปก็ปัดเนื้อปัดตัวก่อนจะเดินมายืนข้างฉันเพื่อบอกความต้องการที่แสนจะมัดมือชกของเธอ
“ฉะ..ฉันหรอ”
“ใช่! ส่วนแกไอ้น้องบ้า ไอ้เด็กประหลาด ถ้าวันนี้ไม่ได้สาระอะไร แกตายแน่!!!”
“กลัวจะแย่”
ทั้งรุ่นพี่ไลลาและเรย์จิก็ยังคงเขม่นกันไปตามเรื่องตามราวเพื่อจะยั่วโมโหอีกฝ่าย แต่เอ๊ะฉันมีบทอะไรในเรื่องนี้บ้างเนี่ยรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน
“แล้วห้ามรังแกยัยนี่เด็ดขาด! ห้ามแตะต้องเธอไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็ตาม”
“เฮ่อ...”
แล้วอยู่ๆเหตุการณ์มันก็สงบลงแบบง่ายๆงงๆอะ พอฟังรุ่นพี่พูด เรย์จิก็ถอนหายใจเหมือนยอมแพ้แล้วลุกจากโซฟามากอดคอรุ่นพี่ไลลาเดินไปที่ประตู
ก็คง..ดีกันแล้วแหละ แต่มาถึงจุดนี้ร่างสูงๆทำให้เรย์จิดูเป็นพี่มากกว่าอีกนะ เพราะรุ่นพี่ไลลาตัวเล็กนิดเดีย...
“พูดมาก! ไปให้พ้นๆสักทียัยปีศาจ! น่ารำคาญ!”
ปังงงง!!!
แล้วพูดแค่นั้นเรย์จิก็ดันร่างรุ่นพี่ไลลาออกไปแถมปิดประตูใส่หน้าเธอเสียงดังลั่น
ดะ...เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะเมื่อกี๊ไม่ได้...ดีกันแล้วหรอกหรอนั่น
“ส่วนเธอ..” พอปิดประตูนั่นแล้วเรย์จิก็หันมองฉันด้วยหน้าตาเบื่อหน่ายก่อนจะเดินตรงเข้ามา
“เอ่อ ถ้านายไม่ต้องการผู้ช่วย ฉันขอตัว”
ฉันชิงพูดก่อนจะเดินสวนออกมาที่ประตูบานเดิมที่หมอนี่เพิ่งปิดทันทีแต่ก็...
หมับ!
“นี่ยัยจืด”
เรย์จิคว้าแขนฉันเอาไว้ขณะกำลังเดินสวนกัน ก่อนจะพูดมาโดยไม่หันกลับมามองฉันสักนิด แต่ยัยจืดเนี่ยนะ? นั่นไม่ใช่ชื่อฉันป่ะ - -*
“ไหนลองเล่าประวัติคร่าวๆของเธอมาดิ๊”
...หืม?
คุณอาจจะชอบ





