
ร้อยเล่ห์พรางใจ
ตอน 2
“ตามมา!” เขาสั่งแล้วเดินฉับๆ ตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัว แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันขวับกลับมาอีกครั้ง!
“จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม” เขาถามเมื่อยังเห็นแม่ตัวดียืนเป็นหุ่นขี้ผึ้งอยู่กับที่ ดวงตาสีน้ำตาลไหม้วาววับราวกับพยัคฆ์ร้ายกำลังจับจ้องเหยื่อ
ยามสบตากับเขา ช่อมาลียิ่งขาสั่นพั่บๆ ใจจริงอยากขยับก้าวเท้าตามไป แต่จนแล้วจนรอดก็ก้าวไม่ออกสักที
“ต้องให้ลากไปไหมฮึ”
“มะ...ไม่...ไม่ต้องค่ะ” ช่อมาลีรีบโบกไม้โบกมือพัลวัน ยิ่งเห็นคนตาดุมองนิ่ง ก็ยิ่งลนลาน ดวงตาของเขาดุดันและนิ่งลึกจนเธอรู้สึกหวาดหวั่น ยิ่งเขาเปล่งเสียงเข้มสั่งการเธอยิ่งหวั่นเกรง
“รีบตามมา ยืนบื้ออยู่ได้” เสียงเข้มดุออกคำสั่งอีกครั้ง และครั้งนี้ช่อมาลีรีบก้าวฉับๆ ตามไปติดๆ เพราะขืนยืนกระบิดกระบวนอยู่ตรงนี้ เธออาจถูกเขาหักแข้งหักขาฆ่าหมกห้องน้ำเอาได้
ช่อมาลีเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อเริ่มเข้าใกล้อาณาเขตห้องของเจ้านายไปทุกขณะ หากเป็นไปได้เธออยากวิ่งหนีไปเสีย เพราะไม่รู้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะพบเจอกับอะไรบ้าง แต่จากการประเมินด้วยสายตาแล้วแม่บ้านสาวคิดว่าเธอคงวิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็คงไม่พ้นถูกจับตัวมาลงทัณฑ์แน่นอน ก็ช่วงขาของเขาออกจะยาวขนาดนั้น ขาสั้นๆ ของเธอหรือจะพารอดพ้นไปได้
รองประธานหนุ่มหยุดยืนหน้าประตูห้องทำงานแล้วปรายตามองแม่บ้านสาวที่เดินตามหลังมาต้อยๆ ดวงตาสีน้ำตาลไหม้สำรวจรายละเอียดบนใบหน้ารูปไข่ตลอดจนเรือนร่างเล็กกะทัดรัดแต่กลมกลึงสมส่วนจากหัวจรดเท้าในเวลาเพียงพริบตาเดียวก็ตวัดสายตากลับไปยังประตูห้อง มือใหญ่จับลูกบิดขยับเปิดประตูเดินนำเข้าไปก่อน
ช่อมาลีที่เดินตามมาถึงหยุดชะงักไปชั่วขณะ หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกเมื่อมองเข้าไปข้างในห้องทำงาน ความจริงเธอก็เพิ่งเข้ามาทำความสะอาดในห้องนี้ได้ไม่ถึงชั่วโมงดี และมันก็เป็นห้องทำงานที่ดูเป็นระเบียบสะอาดตาซึ่งเธอเองยังอยากมีห้องดีๆ แบบนี้กับเขาบ้าง แต่ก็ทำได้แค่ฝันเท่านั้น แล้วทำไมตอนนี้เธอถึงรู้สึกว่าห้องนี้มันน่ากลัวเช่นนี้นะ
“ต้องให้จุดธูปอันเชิญไหมถึงจะเข้ามาได้” น้ำเสียงห้วนสั้นนั้นฉุดดึงช่อมาลีให้หลุดจาภวังค์ แม่บ้านสาวสะดุ้งสุดตัว ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างจ้องมองเจ้าของเสียงอย่างตื่นตะลึง ริมฝีปากอิ่มสั่นระริกยามเอ่ยตอบรัวเร็ว
“มะ...ไม่...ไม่ต้องค่ะ” ว่าแล้วคนกลัวจนตัวสั่นก็เดินตัวลีบลอดผ่านช่องบานประตูที่เปิดแง้มไว้กับร่างสูงใหญ่ของเจ้านายที่ยังยืนจังก้ารอคอยปิดประตูอยู่
‘ภีมวัจน์’ ส่ายศีรษะยามมองตามแผ่นหลังแบบบางของแม่บ้านสาวที่ผ่านหน้าไป หนุ่มลูกครึ่งผงะเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาจากเรือนร่างของหญิงสาว หัวคิ้วสีน้ำตาลเข้มขมวดมุ่น เพราะกลิ่นนั้นมันชวนให้เขาก่อเกิดความรู้สึกหวามไหว หัวใจแกร่งเต้นแรงขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ จะว่าเป็นกลิ่นของน้ำหอมชั้นดีก็ไม่น่าใช่เพราะคนอย่างเธอคงไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อของแบรนด์เนมราคาแพงๆ แบบนั้นมาใช้แน่นอน
ข้อสำคัญ! เขาคุ้นชินกับกลิ่นหอมของน้ำหอมราคาแพงลิบลิ่วนั้นดีว่ากลิ่นใดเป็นกลิ่นใดบ้าง
รองประธานหนุ่มสลัดความคิดเหล่านั้นออกไปแล้วปั้นหน้านิ่งดังเดิม สายตาคมดุจับจ้องมองดวงหน้าซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องหน้าที่ลงตัวกันพอดี ผมดำขลับที่ซอยสั้นนั้นเผยให้เห็นพวงแก้มยุ้ยน่าหยิก ซ้ำผิวแก้มนั้นยังขาวอมชมพูน่าลูบไล้ยิ่งนัก
ช่อมาลีกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อนเต็มทน ขาแข้งพาลสั่นเอาดื้อๆ เมื่อต้องยืนเผชิญหน้ากับเจ้านายหนุ่มหลังจากเดินตามเข้าไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน แม่บ้านสาวหลุบตาต่ำลงมองพื้นห้องเพราะไม่กล้าสบสายตาดุดันนั้น
เวลาแต่ละวินาทีกว่าจะผ่านไป มันช่างเนิ่นนานเหลือเกินในความรู้สึกของช่อมาลี แม่บ้านสาวพยายามนับหนึ่งถึงสิบวนเวียนไปมาในใจระหว่างยืนรอคำพิพากษา และเมื่อเห็นเจ้านายไม่เอ่ยปากเสียที หญิงสาวจึงทำใจกล้าเอ่ยปากขออนุญาตอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“เอ่อ... ช่ะ...ช่อ เอ่อ... ขออนุญาต...น...นั่งนะคะ” คนประหม่าบอกพร้อมดึงเก้าอี้ออกเตรียมหย่อนกายนั่งลง เพราะคิดว่าการยืนค้ำศีรษะเจ้านายคงไม่เหมาะสม แต่ยังไม่ทันได้หย่อนก้นลงนั่ง เสียงเข้มดุก็ตวาดกังวาน
“ใครใช้ให้เธอนั่งฮะ!”
ช่อมาลีสะดุ้งโหยง ผุดลุกขึ้นยืนตัวตรงด้วยความตกใจ หน้าที่ซีดอยู่แล้วยิ่งซีดเผือดหนักเข้าไปใหญ่ เพราะนอกจากเขาจะตวาดเสียงกร้าวแล้ว ดวงตาเขายังดุดันบ่งบอกความไม่พอใจอีกด้วย
“ช...ช่อ...เอ่อ...ช่อ...ขอโทษค่ะ”
ภีมวัจน์แทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่ได้เมื่อเห็นเจ้าหล่อนหวาดผวาจนลนลาน ริมฝีปากหยักร้ายคล้ายจะเผลอยกยิ้ม แต่เจ้าตัวก็รีบดึงสติกลับมาปั้นสีหน้าเครียดขึงดังเดิม
“บอกฉันมาซิว่าเธอเข้ามาทํางานที่นี่ได้ยังไง”
ช่อมาลีกระพริบตาปริบๆ แม่บ้านสาวอึกอัก พยายามดึงสติกลับมาแล้วเรียบเรียงคำตอบ
“ว่าไง ฉันถามไม่ได้ยินหรือไงฮะ”
“ดะ...ได้ยินค่ะ” ช่อมาลีสะดุ้งโหยงเมื่อโดนตวาดใส่เสียงดัง อาการหวาดผวาครอบงำว่าหนักหนาแล้วยิ่งมากมายขึ้นไปอีก แม่บ้านสาวรีบร่ายยาวบอกเล่าประวัติความเป็นมาของตัวเองโดยละเอียดทันที
ภีมวัจน์เอนกายพิงพนักเก้าอี้ทรงสูงกอดอกหรี่ตามองคนเล่าไม่หยุด พอเห็นเจ้าหล่อนพูดเอาๆแทบไม่มีช่วงเว้นหายใจ ก็อดขบขันกับความหวาดผวาเกินเหตุนั้นไม่ได้
ฟังประวัติความเป็นมาของเธอแล้วความจริงก็น่าสงสารอยู่หรอก แต่วีรกรรมแสบสันที่เธอก่อก็ทำให้เขาไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ รองประธานหนุ่มยื่นมือไปหยิบกระดาษชำระมาเช็ดคราบน้ำสกปรกบนใบหน้า
เขาก็ประหลาดคน...แทนที่จะไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายก่อนแล้วค่อยกลับมาชำระความกับยัยตัวแสบ เขากลับทนนั่งตัวเหม็นหึ่งคันยุกยิกเพราะน้ำเลอะๆนั่น ฟังเจ้าหล่อนสาธยายอยู่ได้
“จบหรือยัง”
“คะ” ช่อมาลีชะงัก เมื่อจู่ๆเจ้านายหน้าดุก็โพล่งขึ้นกลางคัน แม่บ้านสาวกระพริบตาปริบๆก่อนทำท่านึกราวกับต้องการทบทวนว่าเธอยังเล่าตกหล่น เรื่องใดไปบ้างหรือไม่
“คำถามง่ายๆ ไม่เข้าใจหรือไงฮะ” ภีมวัจน์ดุพร้อมจ้องอย่างตำหนิ
ช่อมาลีหน้าเสีย แต่ก็พยายามยิ้มเข้าสู้
“เอ่อ... ค่ะ จบแล้วค่ะ”
“ถ้าจบแล้วก็ไปได้ และพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานอีก”
“ฮะ...ว่ายังไงนะคะ” คนถูกสั่งหยุดงานหน้าเหวอ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง ลำคอที่แห้งผากอยู่แล้วยิ่งแห้งมากขึ้นหลายเท่าตัว
“ฉันบอกว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานอีก”
“ช่อรู้ค่ะว่าช่อผิดที่ เอ่อ...เอากระป๋องน้ำครอบหัวคุณ แล้วก็ทั้งทุบทั้งตี แต่ว่านั่นต้องถึงขั้นสั่งพักงานเลยเหรอคะ”
“ใครว่าฉันสั่งพักงาน”
“อ้าว! ก็คุณ...”
“ฉัน... ไล่เธอออก”
“ไล่ออก!”
คุณอาจจะชอบ





