ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย THE SECRET กวางน้อย

THE SECRET กวางน้อย

พันธะการหมั้นหมายระหว่างฉันกับเขาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วัยเพียงสิบห้าปี ก่อนที่คู่หมั้นหนุ่มจะหายหน้าไปนานหลายปีจนไร้การติดต่อ ทว่าเมื่อฉันอายุสิบแปดและกำลังจะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย พี่กวางกลับปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งพร้อมประกาศกร้าวถึงเจตจำนงในการจัดงานวิวาห์ทันทีโดยไม่ให้ตั้งตัว แม้ฉันจะเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจในความสัมพันธ์ที่ห่างเหินไปนาน แต่เขากลับยืนยันหนักแน่นว่าการกลับมาในฐานะเจ้าบ่าวครั้งนี้คือสิ่งที่เขาตัดสินใจมาอย่างดีแล้วและจะไม่มีวันเปลี่ยนใจเด็ดขาด
ตอน
แชร์

ตอน 2

CHAPTER 1

“ป้ากวาคะ...”

เพราะเสียงตอบกลับมาคือความเงียบงันความระทึกกับหัวใจดวงน้อยๆ ที่อยู่หน้าอกข้างซ้ายก็ออกกำลังแรงเต้นรัวขึ้น ใจก็หวังให้ได้ยินเป็นเสียงตอบกลับแม้มันจะสวนทางกับความเป็นจริงเลยก็ตาม เมื่อเป็นแบบนั้นฉันจึงใช้เท้าตวัดขาตั้งจักรยานคันเก่งของตัวเองลงจากนั้นก็เดินเข้ามาในบริเวณบ้านทรงไทยที่ตั้งเด่นในพื้นที่มากกว่าร้อยไร่ในนาม ‘นาคนิล’ หรือว่าไร่นาคนิลที่ใครต่างเรียกจนชินปาก

ไร่แห่งนี้ตั้งอยู่จังหวัดเหนือสุดของประเทศคือจังหวัดเชียงรายที่สำคัญไม่มีใครไม่รู้จัก ความเลื่องชื่อในด้านต่างๆ โดยเฉพาะความเป็นชาไร่แห่งนี้ตั้งอยู่บนที่สูงบรรยากาศจึงค่อนข้างเย็นปกคลุมตลอดทั้งปีและจะเย็นสุดในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงแต่ที่แน่ๆ นาคนิลมีจำนวนลูกจ้างเยอะเทียบเท่าโรงงานหนึ่งโรงเลยแหละ

ที่การันตีได้เพราะแม่ฉันทำงานอยู่ไร่แห่งนี้

และฉันก็อยู่ที่นี้ตั้งแต่เกิดกระทั่งตอนนี้อายุ 13 แล้ว

ฉันก้าวเดินเข้ามาในบริเวณบ้านเดินไปทั่วใต้ถุนแต่ก็ไม่พบกับป้ากวาเลยฉะนั้นความคิดหนึ่งเข้ามาแทรกพร้อมกับใบหน้าที่เงยขึ้นมองชั้นสองของบ้านนี้ ไม่คิดเปล่าแล้วเมื่อสองเท้าถอดรองเท้าหูคีบเอาไว้ใกล้ตุ่มดินเผาข้างกันนั้นมีต้นดอกแก้วต้นพอประมาณขึ้นอยู่ เท้าเปล่าที่ก้าวขึ้นเหยียบบันใดสะอาดที่ละขั้นกระทั่งมาอยู่บนชั้นสองได้สำเร็จ

จากที่ยืนนั้นฉันเห็นวิวไร่ชาตอนเช้าที่โคตรสวยเพราะแสงแดดจากพระอาทิตย์ส่องสอดแทรกผ่านไอหมอกกระทบหักเหกันจนกลายเป็นลำแสงสวยงามการชื่นชมในบรรยากาศตรงหน้าเกิดขึ้นแค่ช่วงเวลาหนึ่งเพราะตอนนี้ฉันได้ยินเสียงคนเดินมาทางด้านหลังพอหันไปก็เป็นคนที่อยากพบ

ป้ากวาหรือเรียกอีกชื่อว่าแม่เลี้ยงกวา ป้ากวาอยู่ในชุดพื้นเมืองล้านนา เสื้อผ้าทอสีดำแขนยาวเข้ากับผ้าซิ่นตีนจกลวดลายสวยเด่นผมยาวสีดำสนิทถูกม้วนขึ้นปักด้วยปิ่นสีเงินมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์

“ป้ากวา”

“ก็ป้านะสิจะใครอีก”

“ใจเดินหาทั่วบ้านเลย” ฉันพูดออกมาพร้อมเข้าไปช่วยป้ากวาที่ในมือถือถาดใหญ่มาด้วย “เดี๋ยวใจช่วยเองค่ะ”

ฉันวางถาดลงกลางโต๊ะที่ตั้งออกไม่ไกลในถาดใบนี้มีขนมสองชนิดที่ถูกแบ่งเป็นฝั่งเอาไว้ ขนมสองชนิดนี้มีสีสันสวยแถมยังส่งกลิ่นหอมยั่วยวนจมูกยิ่งนัก

“นั่งมองขนมไปก่อนนะใจเดี๋ยวป้ามา”

“ค่ะป้ากวา”

การนั่งเฝ้าขนมมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเมื่อทั้งสีสันกลิ่นส่งมาแตะจมูกแบบนี้แต่ฉันก็ต้องอดทนเป็นอย่างมาก ป้ากวาทำขนมอร่อยจะตายและเชื่อว่าที่อยู่ตรงหน้าจะมีรสชาติอร่อยกว่าทุกครั้งด้วยเนื่องจากไม่เคยเห็นและกินมาก่อน วันนี้เป็นเช้าวันเสาร์และเมื่อถึงเสาร์อาทิตย์ทีไรแม่จะให้ฉันมาช่วยป้ากวาทุกครั้ง

ป้ากวามีบุญคุณมาก

ฉันรู้จึงเข้าใจที่แม่สอนมาตลอด

ผ่านไปสักพักเดียวป้ากวากลับมาอีกครั้งพร้อมกับโถลายไทใบพอประมาณส่วนอีกมือหนึ่งเป็นถ้วยสองใบซ้อนกันฉันรีบลุกขึ้นแล้วไปช่วยท่านโดยการถือถ้วยออกมาวางไว้ที่โต๊ะ

“มีอะไรเรามาหาป้าแต่เช้าเลย”

“แม่ค่ะ แม่ให้น้อย...”

“มาช่วยป้าอีกแล้วสิเรา”

“ช่วยได้ค่ะใจเต็มใจมากป้ากวามีขนมอร่อยให้ทาน”

“เด็กหนอเด็ก”

ป้ากวาส่ายหน้าประกอบและฉันก็รู้ดีว่าตอนนี้ควรทำอะไรจึงค่อยๆ เอาถ้วยออกมาวางเอาไว้ตามที่ป้ากวาเคยสอนทุกครั้งทว่าครั้งนี้ถ้วนกับมีสามใบ

ป้ากวาหยิบมาเกินหรือว่า...

“ป้ากวาคะคือ...”

“แม่ครับเสื้อยืดตัวสีดำของกวางอยู่ไหน”

และประโยคของฉันก็กลืนลงลำคอไปอย่างรวดเร็วเมื่อมีประโยคนี้เข้ามาพร้อมกับบุคคลหน้าใหม่ที่ตัวสูงโปร่งตอนนี้เดินเข้ามาทั้งชุดคลุมส่งกลิ่นมิ้นท์หอมอ่อนๆ โชยเข้ามาแตะจมูก เรือนผมสีดำสนิทไม่ได้เชตแต่เปียกลู่ไปด้วยน้ำอีกทั้งกรอบหน้าตามสันกรามยังเปียกชื้นอยู่นั้นเรียกสายตาฉันไปจับจ้องนี่ยังไม่รวมจมูกโด่งริมฝีปากสีชมพูสดบอกได้เลยว่าโคตรของโคตรหล่อ

“ในตู้สิหาดีหรือยัง”

“ก็…”

“ไปลองหาอีกครั้ง”

“ครับ”

แค่เสี้ยวนาทีที่หางตาของเขาเหลือบมามองฉันก่อนย้ายเคลื่อนตัวออกไปความงงของตัวเองคงไปกระทบสายตาของป้ากวามั้งจึงทำให้ป้ากวายิ้มนิดๆ พลางตักข้าวต้มกุ้งในโถลายไทใส่ถ้วยที่ฉันเตรียมเอาไว้

“พี่เขาเป็นลูกชายป้าเองพึ่งขึ้นจากกรุงเทพ”

“อ่อค่ะ”

“จะมาอยู่ด้วย”

รู้ไหมการนั่งทานข้าวตั้งแต่อายุ 13 มาไม่มีครั้งไหนที่จะเกร็งร่างกายได้เท่านี้อีกแล้วแหละไม่ว่าจะขยับตัวไปทางไหนซ้ายหรือว่าขวาก็ตามจะมีหางตาหนึ่งจับจ้องมายังตัวฉันตลอดหรือว่าไปทำอะไรไม่เข้าตาไว้นะถึงได้โดนหมายด้วยสายตาขนาดนี้ นี่ขนาดมาล้างถ้วยในครัวก็ยังติดตาไม่หายเลย พอจัดการทุกอย่างเสร็จก็ออกไปเผชิญความเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง

“ใจเราพับใบเตยเป็นดอกไม้ได้ใช่มั้ย”

“ใช่ค่ะป้ากวา” ฉันนั่งลงในเก้าอี้ของตัวเองซึ่งตั้งอยู่หน้าของเขาผู้ชายใส่เสื้อยืดสีดำกางเกงวอร์มสีเทาคนเดิม “ป้ากวาอยากได้เหรอคะเดี๋ยวใจทำให้ค่ะ”

“คนนี้ต่างหากที่เขาชอบ”

“อ่า... เดี๋ยวใจทำให้คุณกวางเองค่ะ”

เขาชื่อว่า ‘กวาง’

เขาเป็นรุ่นพี่ฉันเกือบ 5-6 ปีเลย

และเขาอยู่ ม.6 จะย้ายเข้ามาเรียนในเทอมนี้

“ไม่เป็นไร... น้อยใจสอนพี่เลยดีกว่าครับ”

“ค่ะ ”

เพราะคำยืนยันที่หนักแน่นนั้นผูกมัดให้ฉันต้องทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเวลาต่อมาทั้งฉันแล้วก็คุณกวางมายืนอยู่หลังบ้านที่เยื้องไปข้างนั้นเป็นสระบัวกว้างพื้นที่ข้างกันกอใบเตยสิ่งที่เป็นที่ต้องการมากขึ้นอยู่เต็มรอบๆ

“จะทำอะไร”

ฉันจะก้าวเท้าเดินไปยังกอใบเตยเหล่านั้นก็ถูกมือใหญ่ยื่นมือใช้นิ้วชี้เกี่ยวคอเสื้อรั้งเอาไว้ให้หยุดเมื่อเป็นอย่างงั้นแล้วมีเหรอที่ฉันจะไม่หันไปมองอีกฝ่ายที่ยืนนิ่งด้านหลัง

“ก็จะไปเอาใบเตยไงคะคุณกวาง”

“ระวัง” ไม่แค่ว่าเปล่านิ้วที่รั้งคอเสื้อก็ถูกปล่อยออก “ตกลงสระจะซ้ำให้”

“...”

“พูดจริงนะใจ”

ใจงั้นเหรอ

ใจคือสรรพนามที่ฉันแทนตัวเองกับคนที่สนิทส่วนคนอื่นๆ ฉันมักแทนด้วยน้อยเสมอพอได้ยินคุณกวางเรียกแบบนี้มันก็อดยิ้มให้อีกฝ่ายไม่ได้

“สบายค่ะ ใจมาทุกวันเวลาที่จะเอาใบเตยไปทำขนม”

“หัดระวังเอาไว้บ้าง”

ทุกวันนี้ฉันก็ไม่ประมาทนะ

ทุกวันนี้ฉันก็ระวังตัวอยู่นะ

“ค่ะ”

ใช้เวลาไม่นานในมือของฉันและของคุณกวางก็เต็มไปด้วยใบเตย คุณกวางให้ฉันยืนรอใต้ต้นมะม่วงที่ขึ้นข้างกันส่วนตัวเองกำลังนั่งลงมัดใบเตยให้รวมกันแต่มีเหรอที่คนอย่างฉันจะนิ่งเมื่อนึกว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งจึงเลี่ยงไปหาวัตถุดิบที่จะทำมาไว้ในมือ

ทั้งฉันและคุณกวางขึ้นมาบนบ้านโดยไร้เงาของป้ากวา ป้ากวาไม่อยู่บ้านแต่เลือกไปดูร้านกาแฟของไร่แทนฉะนั้นในนาทีนี้มีแค่ฉันกับคุณกวางที่อยู่ด้วยกัน

“ทำใส่แจกันใบนี้นะข้างในพี่ใส่น้ำเอาแล้ว”

“งั้นมาเริ่มกันเลยนะคะเริ่มจากเอาใบเตยมาทำแบบนี้ก่อน...” ฉันสอนอีกฝ่ายให้ทำเหมือนตัวเองมันอาจทุลักทุเลบ้างแต่ผลที่ออกมาก็อยู่ในระดับที่พอใจ คุณกวางหัวเร็วสามารถทำได้ตั้งแต่สองอันแรกฉะนั้นในตอนนี้เขาก็ยังตั้งใจทำอยู่ส่วนฉันหยุดตั้งแต่เมื่อกี้แล้วแหละ “ทำสวยนะคะเนี่ย”

ฉันพักสิ่งที่ทำในมือที่ใกล้จะเสร็จลงวางบนตักเมื่อเห็นว่าดอกสุดท้ายในมือใหญ่ใกล้ประสบความสำเร็จแล้ว ดอกสุดท้ายที่ดูอีกฝ่ายตั้งใจทำกว่าดอกอื่นๆ ที่ผ่านมาเสียด้วย นึกไม่ถึงนะเอาจริงว่าผู้ชายอย่างคุณกวางจะมาทำอะไรแบบนี้ด้วยตัวเองคงเป็นเพราะท่าทางลักษณะมันไม่ให้มาทางนี้เลยมั้ง

คุณกวางเป็นผู้ชายที่ดูแบดเอาการ

นึกว่าจะชอบอะไรที่ตรงข้ามมากกว่า

“ตั้งใจมากดอกนี้”

“ค่ะ”

เป็นแบบนี้ฉันจึงไม่กล้ากวนอีกต่อไปจะหันมาสนใจสิ่งที่ตัวเองทำเงียบๆ กระทั่งความเงียบเข้ามาปกคลุมได้ไม่ถึง 5 นาทีเสียงอีกคนก็ดังขึ้นพร้อมกับสิ่งที่ฉันกำลังทำมันก็เสร็จสมบูรณ์ลง

“แล้วนี่คืออะไร?”

“นี่เหรอคะ” ฉันยื่นสิ่งที่อยู่ในฝ่ามือออกไปให้อีกฝ่ายเห็นชัดๆ ในมือฉันนั้นเป็นดอกพุดที่ถูกทำเป็นตัวสัตว์บนก้านกิ่งก้านของดอกแก้วส่วนหางสัตว์นั้นเอาดอกบานไม่รู้โรยมาใช้ “กระแตพุดค่ะ”

“น่ารักดีใช้ทำอะไรบ้าง”

หลายอย่างเลยนะเท่าที่เห็นมาเมื่อนึกได้ฉันจึงรีบบอกคุณกวาง

“ไว้บนหัวเตียงหรือไม่ก็ไหว้พระค่ะคุณกวาง”

“งั้น...” คุณกวางยื่นมือมาคว้ากระแตพุดไปจากมือของฉันจากนั้นก็เอาดอกไม้ใบเตยที่เป็นฝีมือของตัวเองที่เป็นดอกสุดท้ายมาวางเอาไว้ทดแทนกันจะว่าแลกก็คือแลกนั่นแหละไม่แปลกอะไร “แลกกัน”

อ่าแบบนี้เอง...

ฉันกำดอกใบเตยมาวางไว้บนตักของตัวเองแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองคุณกวางที่ยังสนใจกระแตพุดในมือไม่หาย เขาพลิกไปมาแล้วสังเกตแบบนั้นเหมือนไม่เคยสัมผัสหรือว่าเห็นมาก่อน

“อยากได้อีกหรือเปล่าคะ ใจจะได้ทำให้”

“หื้ม?”

“ก็คุณกวางจะเอาไปไหว้พระไงคะ ใช้หลายๆ ตัวก็ได้แทนดอกไม้อะไรแบบนี้”

“ใครบอก”

“อ้าว” ฉันร้องงงออกมาในทันทีเมื่อได้ยินแบบนี้ก็นึกว่าเขาจะเอาไปไหว้พระต่างหากถึงจะทำเอาไว้ให้อีกหลายๆ ตัวแต่นี่ไม่ใช่ “แล้วเอา...”

“จะเอาไปไว้บนหมอน”

“…”

“ในห้องนอนต่างหากยัยเด๋อ”

แล้วชื่อฉันจากใจก็เปลี่ยนเป็นยัยเด๋อไปแล้ว

“ใครจะไปรู้ละคะคุณกวาง” พอฉันปฏิเสธเขาก็ชะงักแล้วใช้สายตามองนิ่งมา “มีอะไรหรือเปล่าคะ”

“พี่กวาง”

“…”

“เรียกแบบนี้นะยัยเด๋อ”

“…”

พี่กวางงั้นเหรอ

“เข้าใจมั้ยครับ”

“…”

ฉันพยักหน้าหงึกๆ รับเป็นคำตอบที่ไร้เสียงพูด

ก็ได้น้อยใจจะเรียกว่าพี่กวาง

“โอเค”

เพราะอีกฝ่ายลุกเอาแจกันกับกระแตพุดเข้าไปด้านในซึ่งเป็นห้องนอนฉันที่ว่างงานจึงเปลี่ยนท่าทางให้ตัวเองสบายขึ้นโดยการโน้มตัวไปด้านหลังพร้อมกับเหยียดขาทั้งสองไปด้านหน้าทิ้งศีรษะลงหมอนอิงระยะของสายตาจึงเปลี่ยนไปมองเพดานของบ้านแทน

ดวงไฟกลมที่มีความระยิบระยับประดับรอบบ่งบอกถึงระดับความมีฐานะทางการเงินที่อยู่ในระดับดีมาก ทุกอย่างบนบ้านทรงไทยหลังนี้จึงมีมูลค่าที่ถ้าตีเป็นราคาต้องมีจำนวนมหาศาลอยู่มากกว่าบ้านคนอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้มันไม่แปลกเลยถ้าจะเป็นแบบนั้น

ก็เหมือนที่แม่บอกว่าป้ากวารวยมาก

สามีป้ากวาก็ร่ำรวยมากอีกเช่นกัน

แล้วแบบนี้ผลประโยชน์จะตกไปไหนถ้าไม่ใช่พี่กวาง

ลูกชายเพียงคนเดียว...

พี่กวางทำบุญด้วยอะไรนะ

ทำบุญมากจากชาติที่แล้วไว้เยอะหรือไงกันพอมาถึงชาตินี้บุญเก่าก็ยังไม่หมดแถมมีมาเพิ่มเรื่อยๆ เติมให้ตลอดอะไรแบบนี้

“คิดอะไรอยู่?”

“อ่า” แค่ได้ยินเสียงทักร่างกายก็เปลี่ยนมาเป็นดีดเด้งขึ้นในทันทีอีกทั้งยังเงยใบหน้าขึ้นมองร่างสูงที่บัดนี้มีหมวกสีดำโลโก้ชื่อดังติดเพิ่มมาบนร่างกาย พี่กวางได้แค่ยกยิ้มให้กับฉันก่อนที่จะก้มคว้าโทรศัพท์เครื่องหรูบนโต๊ะกลางขึ้นมาใส่ที่กระเป๋ากางเกง “ไม่ได้คิดอะไรค่ะ”

“โกหกไม่ดีนะ”

“ใจไม่ได้โกหกเสียหน่อยค่ะแค่คิดเรื่อยเปื่อย”

“แสดงว่าว่างใช่มั้ย”

“ก็ว่าง... พี่กวางมีอะไรจะใช้ใจหรอคะ”

“ไม่ใช่เหรอแรงงานเด็กอ่ะจะชวนในเมืองหน่อย ไปเป็นเพื่อนพี่หน่อยได้มั้ยครับ”

“…”

“ทำไมสีหน้าไม่ดีล่ะมีอะไรหรือเปล่าใจ บอกพี่หน่อย”

“ใจไม่ได้เป็นอะไรค่ะไปเป็นเพื่อนพี่กวางได้สบายเลย”

รอยยิ้มออกมาจากริมฝีปากของฉันในทันทีที่พูดจบลงเพราะไร่นาคนิลอยู่ไกลจากตัวเมืองไปแค่สิบกว่ากิโลเมตรจึงเป็นเรื่องง่ายดายของการสัญจรไปมาอย่างไม่ติดขัด ตอนนี้ฉันได้มานั่งข้างคนขับรถหรูซึ่งมีแค่สองที่นั่งรถคันนี้พึ่งได้เห็นเป็นครั้งแรกแถมยังมีสีสันเด่น

รถสีส้มเด่นขนาดนี้

คิดว่าไม่เรียกสายตาคนอื่นหรือไง

“คุณ... เอ่อพี่กวางจะไปไหนเหรอคะ”

“ซื้ออุปกรณ์การเรียนนิดหน่อยครับ” อ่า... จริงสินะวันมะรืนก็เปิดเรียนแล้วในเทอมสุดท้ายด้วยนิ “ร้านไหนดีใจ”

“ต้องร้านนี้ค่ะในห้าง เพื่อนๆ ซื้อกันเยอะ”

“บอกทางพี่นะ”

“ได้ค่ะ”

ฉันบอกทางพี่กวางจนกระทั่งพวกเราทั้งสองเข้ามาอยู่ในห้างใหญ่แห่งหนึ่งของตัวจังหวัดสิ่งที่เลยที่พี่กวางมุ่งหน้าหาก็คือร้านที่ขายอุปกรณ์การเรียนจริงๆ แต่เนื่องจากเป็นร้านใหญ่จึงมีหนังสือขายด้วย ฉันยืนตรงโซนอุปกรณ์เครื่องเขียนดูผ่านสายตาไปซึ่งพี่กวางก็อยู่ตรงข้ามกันระหว่างฉันกับพี่กวางมีชั้นปากกายี่ห้อต่างๆ ขั้นกลางเอาไว้ ชั้นไม่สูงจึงสามารถเห็นเวลาพี่กวางยืนเทสปากกาทำหน้ายุ่งๆ อย่างชัดเจน

“ใจพี่ฝากถือให้หน่อยครับ”

“ได้เลย”

ปากกกาสีสวยกว่าสิบเล่มถูกส่งมาให้ฉันถือเอาไว้จากนั้นอีกคนก็ยังหยิบโน้นนี่มาเทสแล้วกำเอาไว้เช่นเดิมซึ่งฉันก็พอเข้าใจจริงๆ ว่าพี่กวางคงเปิดฝาปากกาไม่สะดวกเวลาลองแน่ๆ จึงเลือกฝากฉันเอาไว้จนเวลาผ่านไปสายตาก็เจอกับปากกาด้ามหนึ่งมีสีชมพูสวยบนตรงฝาปิดเป็นรูปชาไข่มุกน่ารักมากจนทำให้เผลอยิ้มได้ไม่ยากเลยกระทั่งมืออีกข้างที่กำลังจะยื่นเข้าไปจับปากกาเล่มนี้ชะงักลงเมื่อได้ยินประโยคหนึ่งเข้ามาแทรก

“แพงนะถ้าไม่มีปัญญาซื้อก็อย่าจับเลย”

“ฟังที่อีฟ้าพูดเถอะอีน้อย”

“มึงๆ มันชื่ออีน้อยใจ”

“อ๋อ...อีน้อยใจ” เป็นฟ้าและก็ฝนคู่พี่น้องแฝดที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน กลุ่มนี้แหละที่ฉันอยู่ด้วยกันกับพวกเธอ “ไม่อยู่ไร่อยู่นาแล้วเหรอถึงมาเดินห้างได้”

“มึงก็ถามมันแปลกอีฝน อีน้อยใจมันเป็นคนใช้ เจ้านายใช้มันแน่ๆ”

“แล้วฟ้ากับฝนมาเที่ยวกันเหรอ แต่งตัวสวยมากเลยนะ”

“งี้แหละอีน้อยเสื้อสวยก็ต้องคู่คนสวยๆ” ฝนเป็นคนตอบ

“แต่งแบบนี้เป็นปกติอยู่แล้ว แต่งแบบที่มึงไม่มีปัญญาแต่งอ่ะอีน้อยใจ” ตบท้ายด้วยฟ้า

“ก็คงใช่แหละ”

เพราะฉันไม่เคยใส่หรือว่าซื้ออะไรเป็นของตัวเองที่ราคาค่อนข้างแพงมาก่อนอย่างเสื้อผ้าปีหนึ่งถึงมีชุดสวยๆ ในราคาเบาสักครั้งส่วนที่ใส่ออกมาบ้างครั้งก็ได้มาฟรีจากพี่ๆ คนอื่นที่แม่รู้จักหอบหิ้วของเก่ามาให้ เคยได้ยินไหมกับประโยคที่ว่า ‘เก่าของใครแต่เป็นของใหม่สำหรับฉัน’ ก็มีประมาณนั้นเลย

ไม่ใช่ว่าไม่อยากได้แต่รู้ว่าอยากได้แต่ไม่มีปัญญา

อยู่แบบนี้ไม่เสียหายหรอกพอโตค่อยซื้อก็ได้

ทุกอย่างล้วนเติบโตขยับออกไปได้เสมอและก็ไม่มีอะไรอยู่กับที่ได้หรอกฉันเชื่อแบบนั้น การลำบากในวันนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบททดสอบของฉันที่พยายามทำให้รู้ถึงความอดทนการแก้ไขก็ได้ถึงแม้จะเป็นอะไรที่ร้ายๆ ฉันเชื่อเสมอว่าถ้าผ่านมันไปได้ถ้าเจอเรื่องอื่นๆ ที่หนักหนาเข้ามาอีกตอนนั้นฉันอาจมีภูมิคุ้มกันมากกว่าคนอื่นๆ แล้วก็จะผ่านมันไปได้ง่าย

ถึงแม้โลกนี้จะไม่มีอะไรง่ายก็ตาม

แต่หนทางแก้ไขมีแน่ๆ

“รู้ตัวก็ดีแล้วอีน้อยใจ” ฝนย้ำทำให้ฉันหลุดออกจากความคิดพวกนั้นมาสู่ปัจจุบันที่เกิดขึ้นแล้วสิ่งที่เห็นในเวลาต่อมาก็คือฟ้าได้เอาตัวไปอีกฝั่งซึ่งเป็นฝั่งเดียวกันกับที่พี่กวางเลือกปากกาอยู่ ฟ้าพยายามขยับตัวให้ใกล้ชิดอีกฝ่ายมากที่สุดนี้คงเป็นสเต็บแรกของการทำความรู้จักแต่พี่กวางกับไม่สนใจเลยสักนิด ฉันยังแอบเห็นว่าพี่กวางขยับตัวห่างเพื่อหนีฟ้าด้วย “หล่อลากอีฟ้าชอบแน่ๆ”

“อ๋อ...” ฉันไร้ประโยคพูดต่อได้แต่มองไปยังเหตุการณ์ตรงหน้าที่กำลังเกิดขึ้น “เดี๋ยวไปดูหนังสือก่อนนะ”

“ไปดิ”

ยิ่งอยู่ก็ยิ่งจะทำให้บรรยากาศเสียเปล่าๆ ฉะนั้นถ้าจะเลือกเดินออกมาแล้วมันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดฉันก็มักจะเลือกทำมันทันที การเดินเข้ามาในโซนหนังสือเรียนวิชาสังคมซึ่งเป็นวิชาที่ฉันชอบสุดก่อนเลือกหนังสือเล่มหนึ่งมาไว้ในมืออ่านรายละเอียดย่อยๆ ทว่าสายตาและจิตใจกับไม่มุ่งมั่นตรงหนังสือเลย

แล้วฉันก็ขยับตัวแอบมองไปยังโซนปากกาอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งนี้เห็นว่าฟ้าเป็นฝ่ายชวนพี่กวางคุยด้วย

แต่ในนาทีเดียวกับนัยน์ตาสีน้ำตาลคมเข้มคู่นั้นกับมองทะลุมาสบสายตากับฉันที่อยู่ห่างแต่เป็นแนวยาวเดียวกัน คิ้วขมวดนิดๆ เหมือนกำลังรำคาญอะไรสักอย่างหนึ่งแค่นิดเดียวสายตาก็หันไปมองคู่สนทนาตรงหน้า

พี่กวางเหมือนปฏิเสธอะไรสักอย่างหนึ่งกับฟ้า

ปฏิเสธจริงจังมากๆ

จากนั้นไม่นานฝนก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยก่อนที่แฝดทั้งสองคนจะเดินหลีกเลี่ยงออกไป ตอนนี้ฉันกับมั่นใจได้เลยว่าพี่กวางค่อนข้างไม่ชอบให้ใครมาแตะร่างกายของตัวเองเท่าไหร่นักแค่ฟ้ายืนใกล้เท้าใหญ่ก็จะขยับถอนเพื่อสร้างระยะห่างเองเสมอ แต่ตอนนี้ฉันควรออกจากความคิดตัวเองได้แล้วเพราะพอใช้สายตามองไปที่พี่กวางอยู่กับกลายเป็นว่ามันว่างเปล่าไม่มีใครเลย

“พี่อยู่นี่”

“คะ?” ฉันพับหน้าหนังสือลงแล้วหันหลังกลับก็เจอคนตัวสูงยืนประชิดตัวเองจนได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ จากตัวของเขาพร้อมกับรอยยิ้มหวาน “เอ่อ... พี่กวางจะไปไหนต่อหรือเปล่าคะ”

“ไป”

“ไปไหนเอ่ย?”

“เด๋อ” ไม่แค่พูดแต่คราวนี้มืออีกข้างถูกยกขึ้นมาเคาะเหม่งของฉันเบาๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นแบฝ่ามือใหญ่กางออกมากันกุมหน้าผากของฉันเอาไว้เมื่อฉันขยับตัวเลี้ยวแต่ไม่ทันระวังหน้าผากต้องกระแทกกับชั้นวางที่สูงกว่ายังดีที่แรงกระแทกไม่เยอะเพราะมีมือใหญ่กันเอาไว้ “มานี่เลย”

พี่กวางเลือกคว้าหนังสือจากมือฉันไปไว้ตรงที่เดิมจากนั้นก็จับดึงคอเสื้อของฉันเหมือนที่เคยทำตอนเอาใบเตยที่บ้านจนไปถึงเคาน์เตอร์ชำระเงิน รอไม่นานนักเราสองคนก็เดินออกมาแล้วรู้ไหมพี่กวางยังไม่ปล่อยคอเสื้อฉันเลยไม่ว่าจะเดินไปจุดไหนจนมาถึงชั้นสามซึ่งมีร้านกาแฟชื่อดังและเป็นร้านอาหารในตัวเด่นออกมา

พี่กวางพาฉันเข้าร้านนี้

พี่กวางสั่งทุกอย่างให้เสร็จสรรพแต่ทุกครั้งที่สั่งเขาก็มักจะถามว่าชอบไหม แพ้หรือเปล่าและที่ทำให้แปลกใจเลยก็คืออยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ไม่มีใครเคยพูดกับฉันสักครั้งนี่เป็นครั้งแรกก็ว่าได้

“ถามอะไรได้มั้ยใจ”

“ได้ค่ะ”

“สองคนที่เจอร้านหนังสือเพื่อนเหรอ?”

“ก็... ใช่ค่ะ ใจเข้าเรียนมอหนึ่งก็มีแค่ฟ้ากับฝนที่สนิท ถ้าแบ่งกลุ่มก็ได้อยู่กับสองคนนี้ตลอดเลย” คงเพราะข้ามเวลารออาหารมั้งพี่กวางถึงได้อยากรู้พอเครื่องดื่มมาฉันก็หยุดพูดส่วนพี่กวางนั้นก็ค้นถุงที่วางไว้บนเก้าอี้ตัวข้างๆ เป็นถุงจากร้านอุปกรณ์การเรียน “ตอนนี้จะขึ้นเทอมสองก็มีแค่ฟ้ากับฝนแน่เลยค่ะพี่กวาง”

“หาไว้บ้าง”

“คะ?”

“คบคนอื่นไว้บ้างนอกจากสองคนนี้” อ่า... พี่กวางพูดขยายความชัดเจนจากประโยคแรกใบหน้าหล่อทำสีหน้าจริงจังก่อนที่จะดื่มลาเต้ทุกอย่างอยู่ในสายตาของฉันหมดแม้กระทั่งมือใหญ่ที่ค่อยๆ เคลื่อนมายังตรงหน้าฉัน “แล้วนี่พี่ให้”

“…” นี่... ปากกาสีชมพูสวยบนตรงฝาปิดเป็นรูปชาไข่มุก

“เห็นว่าอยากได้”

“แต่...” ใช่ฉันกำลังจะปฏิเสธ

“สองด้ามเลยพี่ให้ใจถือว่าเป็นของขวัญวันเปิดเรียนเล่มหนึ่งแล้วแทนคำขอบคุณที่พาพี่มาซื้อของ”

“ขอบคุณค่ะ” ฉันยกมือไหว้พี่กวางแล้วยิ้มแฉ่งให้กับปากกาสองด้ามที่เป็นสีชมพูด้ามหนึ่งและสีน้ำตาลเข้มด้ามหนึ่งจะรักษาเอาไว้อย่างดีเลย “พี่กวาง...”

“หื้ม?”

“ใจจะตั้งใจเรียนเลย”

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย วิวาห์กาฝาก
9.8
ความรักที่เธอมอบให้เขาเปรียบเสมือนกระแสธารที่ไหลรินไปอย่างไร้จุดหมายและไม่มีวันหวนคืนกลับมาได้อีก แม้ว่าวันเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปนานเพียงใด หรือเธอจะพยายามทุ่มเทความรู้สึกมากแค่ไหน แต่ความจริงที่แสนเจ็บปวดก็ยังคงชัดเจนเสมอว่า สำหรับคนที่ไม่เคยคิดจะรัก ต่อให้เนิ่นนานเท่าไหร่เขาก็ไม่มีวันเปิดใจให้เธออยู่ดี บทสรุปของความสัมพันธ์ที่มั่นคงอยู่เพียงฝ่ายเดียวท่ามกลางความเย็นชาที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
หน้าปกนวนิยาย วานรักวันชัง
9.2
หญิงสาวผู้มอบหัวใจและมวลความรู้สึกให้ชายคนหนึ่งด้วยความซื่อสัตย์และถ่อมตัวเสมอมา ทว่าฝ่ายชายกลับมองความรักนั้นเป็นเพียงเครื่องมือในการแก้แค้น เขาจงใจวางแผนล่อลวงให้เธอตกหลุมรักเพื่อหวังทำลายชีวิตเธอให้พังทลายลง ท้ายที่สุดความภักดีที่เธอมีให้กลับถูกตอบแทนด้วยการดูถูกเหยียดหยามอย่างเลือดเย็น เมื่อเขาตราหน้าว่าเธอเป็นผู้หญิงใจง่ายอย่างไร้ความปรานี โดยไม่เหลือเยื่อใยหรือความสงสารให้แก่กันแม้แต่นิดเดียว
หน้าปกนวนิยาย BAIT NAVA เหยื่อของนาวา(จบ)
8.7
สายลม นักศึกษาปีสี่ผู้สู้ชีวิตต้องเผชิญกับความวุ่นวายครั้งใหญ่ เมื่อโชคชะตานำพาให้เธอพบกับ นาวา ชายหนุ่มลุคเถื่อนที่มีรอยสักเต็มตัวและนิสัยดุดัน แม้เธอจะพยายามหลีกหนีผู้ชายอันตรายคนนี้เพียงใด เขากลับยิ่งรุกคืบเข้ามาในชีวิตเธออย่างไม่ลดละ พร้อมประกาศตัวตนที่เอาแต่ใจและเปิดเผยอดีตอย่างตรงไปตรงมาจนเธอตั้งตัวไม่ติด ท่ามกลางความกดดันจากการทำงานและเรียน สายลมจะจัดการอย่างไรกับผู้อยู่เหนือการควบคุมคนนี้ที่คอยวนเวียนไม่ยอมห่างไปจากชีวิตเธอเสียที
หน้าปกนวนิยาย ห้าปี กับ หนึ่งคำโกหก อันแสนสาหัส
8.6
ตลอด 5 ปีของการแต่งงาน ฉันเชื่อเสมอว่าชีวิตคู่ของเราสมบูรณ์แบบ จนกระทั่งอีเมลแจ้งเตือนงานศีลจุ่มของเด็กชายคนหนึ่งที่มีนามสกุลเดียวกับสามีปรากฏขึ้น ภาพที่เขาอุ้มลูกชายตัวน้อยโดยมีเน็ตไอดอลชื่อดังอยู่เคียงข้างในโบสถ์ ทำให้ความจริงอันเจ็บปวดเปิดเผยว่าเขาแอบสร้างครอบครัวซ้อนในขณะที่ปฏิเสธการมีลูกกับฉัน เมื่อตระหนักว่าเวลาที่อ้างว่าทำงานหนักคือการมอบให้หญิงอื่น ฉันจึงตัดสินใจตอบรับทุนวิจัยที่ซูริกเพื่อทวงคืนอนาคตและทิ้งชีวิตที่เต็มไปด้วยคำลวงนี้ไปทันที
หน้าปกนวนิยาย เศษเสี้ยวของห้วงหัวใจ
9.4
ความเจ็บปวดจากการยึดมั่นในคำสัญญาจอมปลอมของรุจิภาส ทำให้ดรัลรัตน์ต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่สู้ชีวิตเพื่อลูกชายเพียงคนเดียวอย่างสิปปภาสมาตลอดห้าปี เธอทิ้งทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูเขาให้เติบโตอย่างมีคุณภาพท่ามกลางสายตาคนรอบข้างที่มองว่าเธอเห็นแก่เงิน ทว่าในวันนี้เมื่ออดีตคนรักหวนกลับมาพร้อมความพยายามที่จะชดใช้ความผิดและขอโอกาสแก้ตัว ดรัลรัตน์จึงต้องเลือกว่าจะเปิดใจให้เขาเข้ามาในชีวิตอีกครั้ง หรือจะทิ้งเขาไว้เพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่เจ็บปวดตลอดไป
หน้าปกนวนิยาย เก้าทางเลือก การจากลาครั้งสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียว
9.4
ชีวิตแต่งงานของฉันถูกทำลายด้วยบททดสอบเก้าข้อที่รักแรกของสามีเป็นคนบงการ พีทเลือกโซเฟียเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เขาทิ้งงานศพยายหรือปล่อยให้ฉันบาดเจ็บกลางพายุเพื่อไปหาเธอที่แค่กลัวเสียงฟ้าร้อง เมื่อความอดทนสี่ปีสิ้นสุดลง ฉันจึงตัดสินใจปิดฉากความสัมพันธ์ที่ไร้ค่านี้ ในวันที่เขาพยายามเอาใจโซเฟียด้วยการเซ็นเอกสารโดยไม่ยั้งคิด เขาไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาลงนามไปนั้นไม่ใช่สัญญาธุรกิจ แต่เป็นใบหย่าที่ฉันเตรียมไว้เพื่อปลดปล่อยตัวเองจากกรงขังนี้ตลอดกาล