
THE SECRET กวางน้อย
ตอน 3
CHAPTER 2
เป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็นที่ฉันกลับมาจากบ้านใหญ่มาถึงห้องพักสำหรับคนงานในไร่ที่อยู่เยื้องออกไปอีกฟากหนึ่งซึ่งจะว่าไกลก็เหมือนใกล้แต่จะว่าใกล้ก็เหมือนไกลเอาการเอาเป็นว่ามันไม่พอดีหรอกแต่ห้องพักนั้นอยู่ในระดับที่ดีกว่าไร่อื่นๆ มากฉะนั้นจึงไม่แปลกถ้าจะมีคนมาสนใจทำงานของไร่นาคนิลมากกว่าไร่อื่นๆ
ฉันรีบเอาปากกาที่ได้มาวางไว้บนโต๊ะไม้เล็กๆ ข้างฟูกในห้องของตัวเองก่อนจะออกมาล้างผักคะน้าที่ถูกแช่เอาไว้ในอีกฟากหนึ่งที่แม่แบ่งเป็นห้องครัวเล็กๆ การจัดการกับผักนั้นเรียบร้อยในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมาพร้อมกับเตรียมทุกอย่างที่ใช้ในส่วนผสมของการทำอาหารให้พร้อมเพื่อแม่เลิกงานมาจะได้ทำเลย
บ้างครั้งเท่านั้นที่ฉันจะทำแต่วันนี้ก่อนออกไปทำงานแม่แค่สั่งให้เตรียมเดี๋ยวจะทำเอง
วันนี้จึงลอยตัวนิดหนึ่ง
พอเสร็จฉันจึงมานั่งพักใต้ต้นไม้หน้าบ้านพักที่มีชิงช้าอยู่ที่ตรงนี้เป็นที่ประจำของฉันเลยก็ว่าได้ยิ่งเนื่องจากตอนเย็นๆ แสงจากพระอาทิตย์อ่อนลงที่ตรงนี้จะยิ่งสวยเพราะสามารถมองออกไปเป็นไร่ชาสีเขียวกว้างสะท้อนเข้ากับสีฟ้าสดของท้องฟ้าอีกทั้งยังมีแสงสีทองของดวงอาทิตย์เพิ่มอีกบอกเลยว่าโคตรสวย
ยิ่งในยามที่สายลมพัดผ่านปะทะเข้ากับใบหน้าความสดชื่น
ฉันชอบธรรมชาติแบบนี้
กระทั่ง... สายตาเบี่ยงเบนไปในทิศทางหนึ่งซึ่งเป็นด้านหลังที่เป็นทางเดินประจำของคนงานสายตาของฉันดันไปเห็นชายสูงวัยกลางคนคนหนึ่งที่คุ้นเคยร่างกายของตัวเองจึงหลบหลีกหาที่ซ่อนทันที ที่หลบซ่อนของฉันคือกอดอกมะลิใหญ่ใกล้กันกับบ้านพัก กอดอกมะลิทำหน้าที่พลางร่างเล็กของฉันให้ปลอดภัยรวมกับความเงียบของตัวเองทุกอย่างจึงอยู่ในความปลอดภัยขึ้นมาได้
ฉันไม่อยากเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนั้น
ฉันไม่อยากอยู่ตามลำพังกับเขา
และฉันพยายามหลีกเลี่ยง
วัลหรือว่าวัลพนาผู้ชายคนที่ฉันพยายามหลบและหลีกเลี่ยงมาเกือบปีที่ผ่านมารวมไปถึงตอนนี้เขาอยู่ในฐานนะผู้เลี้ยงของฉัน เขาเป็นสามีใหม่ของแม่ที่เข้ามาทำงานได้ไม่ถึงหกเดือน
การที่ฉันไม่อยากเจอไม่ใช่ว่าเขาจะทำอะไรไม่ดีกับตัวเองนะแต่เป็นการแสดงออกทางสายตามากกว่าที่ทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัยการเซฟตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ฉันทำมาตลอดทุกครั้งและในวันนี้ดูเหมือนฉันเลือกถูกเพราะพอผู้ชายคนนั้นมาถึงบ้านพักเขาตรงเข้าไปในห้องฉันเลย
ไม่แวะห้องตัวเองกับแม่ที่อยู่อีกทิศทางหนึ่ง
นี่ไงความไม่ไว้ใจของฉัน
เมื่อครั้งได้สติฉันจึงรีบออกจากกอดอกมะลิวิ่งแยกไปในทางไปบ้านใหญ่ของที่พึ่งกลับมาได้ไม่ถึงชั่วโมงแต่ฉันรับรู้ได้ว่าที่นั่นปลอดภัยมากกว่าบ้านพักของตัวเองฉะนั้นจึงไม่แปลกถ้าจะวิ่งไปพอมาถึงบ้านใหญ่ของป้ากวาฝีเท้าของตัวเองหยุดลงเหลือแค่อาการหอบและเหนื่อยมากกว่าปกติเท่านั้น
“หนีอะไรมาใจ?”
“คะ?” เพราะประโยคคำถามนั้นเรียกให้ฉันเงยใบหน้าขึ้นไปชั้นบนซึ่งตรงกับประตูหน้าต่างที่มีร่างใหญ่ของพี่กวางที่โน้มแขนทั้งสองข้างเท้ากับบานหน้าต่างเอาไว้ ใบหน้าหล่อผูกคิ้วขมวดเหมือนปมกิริยานี้ฉันรู้ว่าอีกฝ่ายรอคำตอบจากตัวเองอยู่ “เอ่อ... ใจ”
“เป็นอะไรหื้ม?”
“...” ฉันจะบอกพี่กวางยังไงดี ถ้าบอกไปไม่มีใครเชื่อจะทำยังไง
“ขึ้นมานั่งบนบ้านก่อนเดี๋ยวพี่เอาน้ำให้ หน้าซีดหมดรู้ตัวมั้ย”
“ค่ะ” ฉันเข้ามาบนบ้านมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมกับเมื่อเช้าเพื่อรอพี่กวางที่เข้าไปในทางห้องครัว พึ่งรู้ว่าห้องนั้นเป็นห้องนอนของพี่กวางและถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ พี่กวางไม่เห็นตั้งแต่ฉันวิ่งจากบ้านพักมาแล้วหรือไงกัน บ้านใหญ่อยู่บนเนินสามารถมองรอบไร่ได้แบบนี้มันยิ่งกว่าเห็นอีกนะแต่ความคิดก็หยุดลงเมื่อพี่กวางเดินมาพร้อมน้ำหนึ่งแก้วมาวางตรงหน้าฉันก่อนจะทรุดร่างนั่งลงตรงข้าม “ขอบคุณค่ะ”
“ดื่มก่อน”
“หายเหนื่อยหรือยัง วิ่งมาไกลขนาดนั้น” ไม่รู้ว่าควรทำหน้าแบบไหนได้แค่ยิ้มออกไปมันก็ยังดีแล้วหลังจากที่แยกกับพี่กวางจากการไปห้างเสร็จฉันก็เดินกลับบ้านแล้วยังวิ่งกลับมาที่เดิมทั้งที่ยังไม่ถึงชั่วโมงของวันด้วยซ้ำแบบนี้จะให้ตอบอะไรกัน “ไหนบอกมาสิว่าวิ่งหนีอะไรมา”
“ใจ...”
Rr…
แต่เสียงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงพี่กวางดันดังขัดขึ้นประโยคที่กำลังจะหลุดจากปากฉัน สายตาของพี่กวางจ้องมองฉันนิ่งอยู่แบบนั้นไม่สนใจเสียงของโทรศัพท์เลยด้วยซ้ำแล้วก็เป็นฉันเองที่เลือกหลบสายตาพี่กวาง
“รับโทรศัพท์ก่อนก็ได้ค่ะพี่กวาง”
“โอเคครับ”
พี่กวางรับโทรศัพท์โดยที่ไม่ลุกออกไปไหนนั่งพูดกับปลายสายต่อหน้าฉันถ้าจับใจความเรื่องที่พูดมันเป็นเรื่องราวของรถอะไรประมาณนั้นจะได้ยินออกมาแบบนั้นเสียมากกว่าจากนั้นคำที่พ่นออกจากปากพี่กวางราวกับคำสั่งก็เป็นภาษาอังกฤษหมดลงท้ายก่อนวางว่าเอาที่กูสั่ง
“พี่พูดธุระของพี่แล้วคราวนี้ถึงทีใจตอบคำถามพี่ได้แล้ว”
“ค่ะ ใจรอแม่ค่ะแต่คุณวัลเอ่อ... พ่อมาก่อนใจจึงมารอที่นี่จนกว่าแม่เลิกงานแล้วค่อยไปที่บ้านพักค่ะ”
“วัล ชื่อพ่อเหรอ?”
“ค่ะ... พ่อเลี้ยง” พี่กวางพยักหน้าเข้าใจในทันที “ใจขอรอที่นี่ก่อนนะคะ พี่กวางจะให้ใจทำอะไรมั้ย”
“ให้นั่งเฉยๆ แล้วช่วยกินขนมจานนี้ให้หมดที”
“เอ่อ...”
“ขนมที่ใจจ้องตอนที่เดินผ่านในห้างไง ช่วยกินให้หมดหน่อยได้มั้ยครับ”
“พี่กวางจะไปไหนคะ”
ฉันเอ่ยถามอย่างงงๆ เมื่อสวมรองเท้าแล้วเหลือบไปเห็นร่างสูงเดินตามมาพร้อมกับสวมรองเท้าแตะ ฉันกำลังจะกลับบ้านพักเพราะถึงเวลาที่แม่น่าจะเลิกงานจากไร่มาแล้วโดยที่ไม่ลืมล้างจานขนมที่พึ่งทานก่อนหน้าจนหมดเรียบร้อยพี่กวางทานแค่สองชิ้นเองจากนั้นที่เหลือทั้งหมดจึงตกมาเป็นหน้าที่ฉัน
“ไปส่งใจไง”
“เฮ้ย... ใจไปเองได้ไม่รบกวนพี่กวางดีกว่า”
ฉันเลือกปฏิเสธออกมาทันทีแอบเกรงใจมากกว่าอีกอย่างทางเดินไปบ้านพักก็ชินแล้ว
“พี่ใส่รองเท้าแล้วพร้อมเดิมขี้เกียจถอด”
แบบนี้ก็ได้เหรอแล้วรู้ไหมว่าพูดจบพี่กวางก็เดินนำออกไปเลยจนฉันที่ยังอยู่ที่เดิมต้องวิ่งตามกระทั่งอยู่ในระนาบเดียวกันจึงค่อยๆ ลดความเร็วลง ใบหน้าหล่อของพี่กวางมองซ้ายขวาซอกแซกไปมาสายตาก็สังเกตสิ่งรอบตัวเสมอในระหว่างนี้ก็มีแต่ความเงียบที่พอสะสมเข้าจะกลายเป็นความอึดอัดและฉันไม่ชอบจึงเผยประโยคชวนอีกฝ่ายคุย
“พี่กวางพึ่งมาไร่ครั้งแรกเหรอ ทำไมใจอยู่มานานไม่เคยเห็นเลย”
“พึ่งมา... พี่หมายถึงพึ่งมาอยู่ยาวแต่ถ้าถามว่าครั้งแรกมั้ยก็ไม่”
“แสดงว่ามาหลายครั้ง”
“ก็หลายครั้งนะแต่ไม่ออกมาให้ใครเห็น” ไม่อยากเปิดเผยความหล่อเหลาใช่ไหมนะ “ครั้งนี้ครั้งแรกที่ออกมาเดิน”
“สวยมั้ย ใจชอบบรรยากาศตอนนี้มากเลยยิ่งใกล้ถึงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินยิ่งชอบ”
ไม่ใช่แค่พระอาทิตย์ตกดินนะในเวลานี้จะได้เห็นฝูงนกที่พากันบินกลับรัง ได้กลิ่นดอกไม้หอมส่งกลิ่นล่องลอย ได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่หาเช้ากินค่ำพากันกลับบ้านทุกอย่างล้วนหาเห็นได้อยากถ้าอยู่ในเมืองแต่นี่คือต่างจังหวัดฉะนั้นฉันจึงเห็นทุกวันแต่ก็ไม่เคยเบื่อสักนิด
“ชอบมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ค่ะ”
“แล้วถ้าวันหนึ่งเปลี่ยนเป็นนั่งริมทะเลมองพระอาทิตย์ตกเช่นกันล่ะใจจะชอบมั้ย”
“เอาตามตรงเลยนะใจยังไม่เคยเห็นทะเลเลย เห็นแต่ภูเขาและก็ทะเลหมอกที่สวยสุด” พี่กวางหยุดเดินแล้วหันมามองฉันนิ่ง สองมือเรียวซุกเข้าในกระเป๋ากางเกงสายตาคมเบิกกว้างนิดหน่อยกับคำตอบที่ได้ยิน “ทัศนศึกษาใจไม่ได้ไปค่ะ เอาเงินส่วนนี้ไปใช้ในเรื่องอื่นๆ คงดีกว่าเยอะอีกอย่างพอใจโตวันหนึ่งคงได้ไปเองแต่ช้าหน่อย”
“เสียใจหรือเปล่า ถ้าพี่ถามแบบนี้คำตอบคงเป็นการพยักหน้าสินะ”
“เสียใจค่ะแต่พอเพื่อนเล่าให้ฟังก็ยิ้มได้แล้ว”
ฉันส่งรอยยิ้มไปให้พี่กวางที่ยังมองมาตัวเองนิ่งๆ พี่กวางไม่ค่อยถือตัวหรอกแต่ไม่ชอบให้ใครโดนตัวมากกว่า พวกเราเดินมาจนถึงบ้านพักคนงานที่ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วน ทุกห้องเปิดประตูออกมาไว้บ้างห้องทำอาหารตรงหน้าระเบียงแต่บางห้องก็นั่งคุยกันแล้วมองมาทางฉัน
สายตาพวกนั้นแน่นอนว่ามีความสงสัย
สายตาพวกนั้นแน่นอนว่าคิดอะไรหลายๆ อย่างไปแล้ว
และฉันก็สามารถเดาได้
กระทั่งทั้งฉันแล้วก็พี่กวางเดินมาถึงหน้าห้องพักซึ่งเยื้องออกไปหน่อยมีต้นไม้และมีม้าหินอ่อนทุกเย็นก็จะมีการตั้งวงเหล้ากันหนึ่งในนั้นคือวัลพ่อเลี้ยงของฉันเอง
“ไอ้วัลลูกมึงมาแล้ว” เสียงของใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในวงเหล้าเอ่ยขึ้น
“มาพร้อมผู้ชายด้วย หล่อนะเนี่ยอีน้อยตาถึง” สมทบด้วยอีกคนหนึ่งระหว่างนั้นแม่ก็เดินออกจากห้องพักมาพอดี “สายใจลูกมึงเป็นสาวแล้วพาแฟนมากด้วย”
“สายใจมาก็ดีพาน้อยเข้าบ้าน” วัลเอ่ยสั่งแม่ที่มองมายังฉันแล้วก็พี่กวางนิ่งๆ สายตาของแม่ฉันรับรู้ว่ากำลังคิดไปในทางที่หลากหลายยิ่งได้ยินในสิ่งที่คนในวงเหล้าเอ่ยมาใบหน้าของแม่ก็ยิ่งเรียบ ในที่นี้ไม่มีใครรู้เลยว่าพี่กวางเป็นถึงลูกเจ้าของไร่ที่ทำงานอยู่และในอนาคตพี่กวางอาจมาเป็นเจ้านาย “ได้ยินมั้ยสายใจ”
พ่อเลี้ยงฉันย้ำแม่อีกครั้งซ้ำๆ
“จ๊ะพี่” แม่รับปากแล้วเดินเข้ามาใกล้หน่อย “น้อยเข้าไปช่วยแม่ทำกับข้าว”
“เอ่อ...”
ใช่ฉันกำลังลังเลใจมากกว่าปกติหลายเท่าตัวปนไปกับการทำอะไรถูกในวินาทีนี้ด้วยความที่ว่าทุกคนต่างจังจ้องไปยังพี่กวางรวมถึงปลายสายตามายังฉันยิ่งกว่าการจับผิด สายตาของคนอื่นๆ ยังไม่เท่ากับสายตาของแม่เลยด้วยซ้ำแม่ถ้าตอนนี้ถามว่าเข้าข้างใครกับเลยว่าเอียงไปทางพ่อเลี้ยงมากกว่าฉันที่เป็นลูกสาวด้วยซ้ำ
ในทุกๆ ครั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรแม่จะให้ความสำคัญกับพ่อเลี้ยงมากกว่าฉันเป็นปกติ แม่จะถามความเห็นจากเขาทั้งที่บางครั้งมันไม่เกี่ยวอะไรเลยแต่ยังชักพ่อเลี้ยงให้เข้ามาร่วมด้วย
บางครั้งฉันก็อยากไปอยู่ที่อื่น
และบางครั้งฉันก็น้อยใจคนเป็นแม่
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้หรือว่าทำไปแล้วมันก็เท่านั้น
“แม่บอกให้เข้าไปช่วยทำอาหารได้ยินมั้ยน้อยใจ”
แม่ย้ำประโยคเดิมอีกครั้งแต่เพิ่มน้ำเสียงราบเรียบทว่านาทีนี้สิ่งที่ฉันตกใจมากกว่าคือพี่กวางยกมือไหว้แม่
“สวัสดีครับ”
“แม่นี่...”
“ผมเป็นลูกแม่กวาครับ” หกพยางค์ในประโยคนี้ชัดเจนและหนักแน่นอีกทั้งยังเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นทำให้คนที่อยู่ในละแวกนี้ต่างได้ยินชัดเจนและท่าทางก็เปลี่ยนไปในทันที “พึ่งมาอยู่ที่นี่ฝากตัวด้วยนะครับ”
“คุณกวางลูกนายหญิงเหรอ”
“ถ้าหมายถึงแม่กวาของไร่นาคนิลก็ใช่ครับ ผมเป็นลูกชายคนเดียวของแม่กวา”
“…”
“วันนี้เดินมาส่งใจเพราะเห็นว่าจะค่ำแล้วอีกอย่างอยากมาดูไร่ด้วย”
“…”
“ไร่สวยดีครับแต่อาจต้องเปลี่ยนระบบอะไรนิดๆ หน่อยว่ามั้ยครับ”
“…”
ไม่มีคำตอบจากคนรอบข้างอีกทั้งสถานการณ์ก็ยังอึมครึมลงคล้ายกับสภาพอากาศตอนฝนกำลังจะตกทั้งที่ความเป็นจริงไม่ใช่เลยไม่มีฝนตกอะไรทั้งนั้น พี่กวางหันมามองฉันที่นิ่งเงียบแต่รู้ไหมสายตาของฉันมันไม่เป็นแบบนั้นสายตาของตัวเองสอดส่ายไปมามองทุกคนกระทั่งมาหยุดที่พี่กวาง
“เข้าบ้านไปช่วยแม่ได้แล้วใจ” พี่กวางเอ่ยปากและใช้สายตาสั่งงานฉันทำตามอย่างง่ายดายถึงจะเดินห่างออกมาแต่ก็ยังทันได้ยินประโยคที่พี่กวางเอ่ยตามมาติดๆ กับแม่ของฉัน “ตอนเลิกเรียนนับตั้งแต่พรุ่งนี้ไปขอยืมตัวใจด้วยนะครับพอดีบ้านใหญ่มีงานให้ทำและไม่ต้องห่วงผมจะมาส่งเองครับ”
สุดท้ายรู้ไหมว่าฉันได้ยินประโยคตอบรับการขออนุญาตจากปากของแม่เลยฉะนั้นวันนี้ตั้งแต่เลิกเรียนเป็นต้นไปฉันต้องมุ่งหน้าไปบ้านใหญ่ซึ่งเป็นเรือนทรงไทยหลังเดิมแต่ตอนนี้ควรอยู่กับปัจจุบันดีกว่า
ปัจจุบันที่ว่าเป็นวันเปิดเรียนวันแรก
และก็เป็นปัจจุบันที่ฉันกำลังอยู่หน้าตู้กดน้ำของโรงเรียน
วันเปิดเรียนที่ใครหลายคนต่างรอให้มันมาถึงแต่รู้ไหมยังมีอยู่นะคนที่ไม่อยากมาโรงเรียนเช่นตัวฉันเอง แก้วน้ำพลาสติกที่บรรจุน้ำอยู่เกือบเต็มในมือถูกฉันเอาผ้าเช็ดหน้าชุปลงไปให้มันเปียกจากนั้นก็วางแก้วน้ำไว้ตรงโต๊ะม้าหินอ่อนก่อนเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาพร้อมบิดน้ำออกแล้วเอามาเช็ดเสื้อนักเรียนบนตัวช่วงหน้าท้องที่ยังเป็นสีแดงเด่น
ฝนทำน้ำแดงคว่ำใส่ฉันเมื่อกี้เองแต่ฝนก็แสดงความรับผิดชอบโดยการลากมาตรงนี้แล้วก็หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
ยังดีนะที่ทุกครั้งฉันมักจะใส่เสื้อซับในสีขาวซ้อนเสื้อนักเรียนทุกครั้งฉะนั้นมันจึงไม่ค่อยน่าเกลียดมากเท่าไหร่นักหรอก ด้วยความที่ตั้งใจเช็ดมากไปหน่อยจึงไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบตัวนักเพราะงั้นฉันจึงไม่รู้ว่าฝนเข้ามาเมื่อไหร่กระทั่งได้ยินเสียงของเธอดังขึ้น
“อีน้อยทำอะไรชักช้าว่ะ เทน้ำลงเสื้อก็หมดเรื่อง”
“เดี๋ยวๆ ฝน....”
ไม่ทันแล้วฝนคว้าแก้วน้ำที่ไม่ใช่น้ำเปล่ามาแล้วเทลงจุดเดิมซ้ำที่เดิมจนตอนนี้จากสีแดงเปลี่ยนเป็นสีคล้ำน่าอับอายกว่าเดิมอีกหลายเท่า ความเปียกชื้นมาพร้อมกับความเย็นเฉียบเพราะน้ำที่ฝนพึ่งเทเป็นโคล่าที่พึ่งซื้อมา
“เฮ้ย... กูลืมคิดอ่ะ”
“ช่างเถอะ” ฉันพูดได้แค่นี้
“ฝนทำอะไรอยู่ที่นี่แฟนมึงรอที่ห้องเรียน” เสียงของแฝดดังขัดขึ้นแล้วฟ้าก็มาหยุดยืนห่างเพื่อรักษาระยะ “อ้าวแล้วทำไมอีน้อยน่าเกลียดขนาดนั้น อี๋เสื้อสกปรก”
“น้ำแดงหกเลอะเสื้อกูเลยเอาโคล่าเทซ้ำ... นึกว่ามันจะหายไง”
“เหรอ... เอ่อรีบไปเถอะฝนปล่อยอีน้อยจัดการตัวเองซะ”
“ไปนะอีน้อย”
เสียงหัวเราะรั้งท้ายของคู่แฝดนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้นะแต่มันก็แค่ความรู้สึกเท่านั้นแหละแค่สองคนนี้คบกับฉันมันยังดีกว่าไม่มีใครคบเลย ยังดีแล้ว แกทำดีแล้ว ยิ้มได้แล้ว คำพวกนี้คือคำที่ฉันท่องเสมอว่าแล้วก็ชุบผ้าเช็ดหน้าผืนเดิมลงไปในแก้วอีกใบแล้วก็กำลังจะเช็ดลงเสื้อกับต้องหยุดลง
มีปากกาสีเงินด้ามสวยเข้ามาตีลงมือฉันให้หยุดจากนั้นคนมาใหม่ที่อยู่ในชุดนักเรียนมอปลายไม่เรียบร้อยก็ยังนั่งลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนรองเท้าสีดำเหยียบส้นขึ้นเหยียบลงบนเก้าอี้ คิ้วทั้งสองขมวดขึ้นอีกทั้งสายตายังจ้องไปยังเสื้อของฉันอย่างไร้คำพูดใดๆ
“พี่กวางกินข้าวแล้วเหรอ”
ใช่เกือบลืมไปเลยพี่กวางพึ่งมาใหม่เมื่อเช้าฉันอยู่บนอาคารเรียนแอบเห็นพี่กวางเดินอีกอาคารหนึ่งผู้หญิงคนอื่นมองมายังเขาเต็มเลยยิ่งเข้าไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับพี่ดิวและพี่ข้ามฟ้ายิ่งฮอตใหญ่
“นี่คือประโยคทักทาย?” อ่า... ตอบแต่ไม่มองหน้าเลย “ไปทำอะไรมาทำไมถึงเป็นแบบนี้”
“น้ำหกค่ะ”
“แต่เมื่อกี้ที่เห็นไม่ใช่” เห็นที่ฝนทำแน่ๆ เลย
“ฝนช่วยต่างหาก”
“แน่ใจใช่มั้ยว่าช่วย... ช่วยซ้ำให้เป็นกว่าเดิมหรือเปล่า”
“…” ฉันตอบไม่ได้หรอกได้แต่ก้มหน้าลงแล้วตั้งหน้าตั้งตาเช็ดเสื้อของตัวเองซ้ำๆ แบบนั้นไปเรื่อยๆ จนมีปากกาด้ามเดิมเข้ามาตีซ้ำและคราวนี้มันแรงกว่าเดิมนิดหน่อย
“ไม่ออกหรอกหยุดได้แล้ว บิดผ้าเช็ดหน้าให้แห้งแล้วก็บิดที่เสื้อ” ฉันทำตามที่พี่กวางบอก “แล้วเดิมตามมา”
“ไปไหนคะ”
“ตามมาใจ” สามพยางค์เรียบแต่หนักแน่นกว่าเดิมทำให้ฉันเดินตามพี่กวางมาเงียบๆ กระทั่งขึ้นอาคารเรียนซึ่งอาคารนี้เป็นระดับมอปลายทั้งหมด ฉันมาหยุดลงหน้าห้องเรียน 601 หรือว่าหกทับหนึ่งนั้นแหละ “เข้ามา”
เพราะฉันยังนิ่งพี่กวางเลยหันตัวกลับมาแล้วเดินไปข้างหลังของฉันจากนั้นก็เอาปากกาเล่มเดิมจี้ไปที่กลางหลังก่อนดันเข้ามาแน่แหละคราวนี้ฉันดื้อไม่ได้ต้องเดินเข้าไปในห้องที่ในขณะนี้อยู่ในช่วงพักเที่ยงแต่ยังมีรุ่นพี่คนอื่นๆ มองมาอยู่ การกระทำของพี่กวางเรียนสายตาคนอื่นๆ ได้มาก การใช้ปากกาดันจี้หลังหยุดลงเมื่อมาถึงจุดที่พี่กวางต้องการนั้นก็คือโต๊ะเรียนของพี่กวาง
“เอาไปใส่”
“แต่ๆ ...”
“รูดซิปขึ้นด้วย” เสื้อยี่ห้อดังถูกยื่นมาให้พอฉันส่ายหน้าปฏิเสธก็เหมือนกำลังจะโดนด่าจึงรับมาใส่ทับลงกับตัวเองแล้วทำตามที่อีกฝ่ายบอก “ไม่น่าเกลียดหรอก”
“แต่เสื้อแพงนี่ค่ะ”
“แล้วยังไง ใครสนกัน”
“เดี๋ยวเปื้อนอีกคราวนี้ตายแน่ๆ”
“คนที่จะตายคือคนที่ทำใจต่างหาก”
ประโยคพูดอันแสนธรรมดาแต่กับทำให้ฉันชะงักแล้วเงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่เดิมที่กำลังก้มมองลงมาเช่นกัน ความห่างมันมีอยู่แล้วเนื่องจากฉันเตี้ยส่วนพี่กวางสูงมากเราทั้งสองมองกันได้สักครู่หนึ่งก่อนที่พี่กวางจะเคลื่อนไหวโดยการนั่งลงพร้อมกับเอื้อมมือเปิดขวดน้ำเปล่าที่วางไว้บนโต๊ะ
“งั้นใจไปก่อนดีกว่า”
“ยัง... นั่งลงก่อน” แต่สิ่งที่ได้กับมาคือคำสั่งบวกกับสายตาที่สั่งให้นั่งลงไปกับเก้าอี้ตรงด้านหน้าซึ่งเป็นโต๊ะเรียนของใครคนหนึ่ง ช่วงพักเที่ยงโต๊ะเรียนนี้จึงว่างเพราะเจ้าของอาจไปทานข้าวหรือไม่ก็ไปซื้อขนมซึ่งนั้นแหละฉันก็เกรงใจอยู่ดีเผื่อเขาเข้ามาแล้วเจอฉันนั่งทำไงล่ะทีนี้ “โต๊ะไอ้ดิวนั่งได้มันไม่อยู่”
“เดี๋ยวพี่เขาก็มา”
“อย่าดื้อใจ”
อ่า... ฉันนั่งลงตรงข้ามพี่กวางทันที
โต๊ะเรียนของห้องมีการแบ่งเรียนโดยนั่งเป็นคู่มีสี่แถวแล้วแถวที่พี่กวางนั่งคือแถวในสุดติดกับหน้าต่างนั่งส่วนเกือบสุดหลังห้องและคู่ที่พี่กวางนั่งด้วยหน้าจะเป็นผู้ชายเพราะมีแค่กระเป๋าใบเล็กสีแดงกับปากกาเล่มเดียวบนโต๊ะเรียนส่วนโต๊ะพี่กวางนั้นมีแค่ขวดน้ำ
การย้ายมาโรงเรียนแค่วันแรกของพี่กวางถือว่าหาเพื่อนได้รวดเร็วมากเลย แค่วันเดียวทำได้ถึงขนาดนี้ถ้าเทียบกับฉันบอกเลยว่าดีกว่า การนั่งของตัวเองเรียกสายตาของรุ่นพี่หลายคนหนึ่งในนั้นคงเป็นรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งตรงมุมหน้าประตูฝั่งตรงข้ามสายตาของพี่เขาไม่เคลื่อนย้ายไปไหนเลยจ้องแค่ฉัน
ไม่นานพี่คนนั้นก็ลุกเดินเข้ามาเดี่ยวๆ มาหยุดลงที่ข้างโต๊ะที่อยู่ระหว่างฉันและก็พี่กวางแน่นอนว่าการกระทำทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของฉันหมด พี่ผู้หญิงคนนั้นใช้มือยื่นลูกอมหัวใจเม็ดเล็กมากลางโต๊ะคราวนี้พี่กวางก็เงยหน้าไปมองพร้อมกับท้าวคางรุ่นพี่คนนั้นแก้มแดง
“เพื่อนบอกชื่อกวางเหรอ เราชื่อดานะอยู่ห้องสอง”
“อ้อ...” พี่กวางตอบแค่นี้
“ขอไอดีไลน์หน่อยดิกวาง” คราวนี้ชัดเจนเลยว่าพี่ดาเข้ามาจีบพี่กวาง การจีบโต้งๆ แบบนี้เห็นได้น้อยมากถือว่าเป็นการจีบที่เปิดประสบการณ์ฉันมากเป็นพิเศษเพราะพึ่งเห็น “เราอยากคุยด้วย”
“อยากรู้จักเราเหรอ” พี่กวางถามขึ้นพร้อมกับยิ้มให้ “เราลึกลับนะฉะนั้นไอดีเราก็ลึกลับ”
“…”
“อยากคุยก็หามาให้ได้นะแล้ว... ดาจะได้คุย”
สรุปคือยังไงฉันคิ้วขมวดส่วนพี่ดากับอมยิ้มซึ่งมาพร้อมสายตามุ่งมั่นมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“โอเค ถือว่าเปิดโอกาสนะกวาง”
“ถ้าหามาได้นะครับ”
พี่ดาเดินออกไปเหลือเอาไว้แค่ลูกอมหัวใจที่เอาไว้ต่างหน้าเพียงแค่ครู่เดียวก็มีร่างสูงของพี่อีกคนเข้ามานั่งข้างพี่กวางก็โต๊ะที่ฉันบอกว่ามีกระเปาสีแดงกับปากกาวางไว้อ่ะ
“มาวันแรกดาฉายานางฟ้าห้องสองก็มาจีบแล้วเหรอวะ”
“อ๋อนางฟ้าห้องสอง” พี่กวางหันไปมองพี่ข้ามฟ้าและหันมามองฉัน “มาขอไอดีไลน์”
“หึ... เข้าไม่ถูกทาง ตัดเลยว่างั้น”
“แล้วแต่มึงจะคิด”
“ก็ตามนั้น” พี่ข้ามฟ้าพูดอีกทั้งเคลื่อนสายตามายังฉัน สายตาคู่นั้นสำรวจตัวฉันจนแทบพรุนสุดท้ายก็เหลือเอาไว้แค่รอยยิ้มหวานส่งมาให้ พี่ข้ามฟ้าหนึ่งในสองหนุ่มที่เมื่อวันวาเลนไทน์เมื่อไหร่ได้ดอกกุหลาบมากสุดและเพจหนุ่มหล่อสาวสวยของโรงเรียนแทบลงรูปเป็นประจำทุกวันพอพี่กวางเข้ามาแน่นอนว่าจะต้องถูกเหมาให้มาโผล่หน้าในเพจแน่ๆ คราวนี้ฉันบอกเลยว่าจะต้องเปลี่ยนเป็นสามหนุ่มที่ทุกคนล้วนให้ความสนใจ “เข้าใจแล้ว เข้าใจแจ่มแจ้งเลยเลยสัส”
ก๊อกๆ
“ใจ...”
“คะ” ฉันรู้ว่าตัวเองเหม่อและสติพึ่งกลับมาเมื่อพี่กวางเคาะลงบนโต๊ะเรียก “พี่กวางมีอะไรหรือเปล่า”
“ใช้โทรศัพท์มั้ย”
“มีค่ะแต่วันนี้ไม่ได้เอามา” โทรศัพท์ที่เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อปีก่อนจากป้ากวามันราคาแพงอีกอย่างถ้าเกิดเอามาโรงเรียนด้วยจะต้องเกิดเรื่องฉะนั้นเอาไว้ที่ห้องดีกว่า “ใจไม่ค่อยพกโทรศัพท์มาค่ะ”
“ฉลาดนิ”
“คะ?”
“ชมว่าฉลาดแล้วเอาไว้ที่บ้านเหรอ”
“ค่ะโทรศัพท์แพงเอาไว้ที่บ้านดีแล้วอีกอย่างใจเอาไว้หาข้อมูลการเรียน”
“แล้วได้เล่นแอพอื่นมั้ย” ฉันพยักหน้ายอมรับมีแต่แค่ไลน์ส่วนเฟซกับไอจีกะว่าขึ้นมอสี่ค่อยเล่นดีกว่าไม่สายไปหรอก “มีอะไรบ้างเรายัยเด๋อ”
“มีแค่ไลน์ค่ะแต่มีเพื่อนแค่ป้ากวาคนเดียว”
“แม่พี่เหรอ”
“ค่ะป้ากวาชอบส่งการ์ตูนน่ารักมาให้ทุกครั้งก่อนนอนเลย” ฉันยอมรับกับพี่กวาง “โทรศัพท์ของใจป้ากวาก็ซื้อให้นะคะเป็นของขวัญวันเกิด สวยมากๆ ด้วย”
“เข้าใจแล้วครับ”
ฉันออกจากห้องเรียนของพี่กวางมาก่อนหน้าที่ออดจะดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าเริ่มเรียนคาบบ่ายแล้วที่พี่กวางถามถึงไลน์ก็ไม่ได้อะไรต่อนะคงถามเฉยๆ เท่านั้นแหละพอเลิกเรียนฉันก็กลับแล้วไปช่วยงานที่บ้านใหญ่เสร็จแล้วก็มาช่วยแม่ทุกอย่างเสร็จจึงเข้ามาอยู่ในห้องของตัวเอง
กระทั่งเสียงหนึ่งดังมาจากโทรศัพท์
เสียงนี้เรียกสายตาของฉันให้หันไปมองพร้อมกับสายตาเบิกกว้าง
Kwang [kw] Add Friend you
คุณอาจจะชอบ





