
พระจันทร์ร่ายรัก
ตอน 2
“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนผม จำไว้”
“คุณก็ไม่มีสิทธิ์ปรักปรำใครง่ายๆ แบบนั้นเหมือนกัน”
พระจันทร์ขบฟันเข้าหากันแน่นอย่างเหลืออด เขาไม่เคยต้องมาต่อล้อต่อเถียงหรืออดกลั้นกับวาจาแสนก้าวร้าวนี้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้าหาญต่อกรกับเขา
“คุณต้องการเท่าไรสำหรับค่าเสียหาย ผมจะเขียนเช็คให้” พระจันทร์เอ่ยถามขึ้นใหม่อย่างใจเย็นหลังจากที่พยายามเก็บข่มความขุ่นเคืองใจไว้
พิมพ์อัปสรถึงกับหน้าชากับวาจาของอีกฝ่าย มัคคุเทศก์สาวไม่อาจยั้งอารมณ์โกรธที่คุกรุ่นไว้ได้อีกต่อไป
“เฮอะ! เพราะคุณมันบ้าอำนาจเห็นแก่เงินอย่างนี้นี่สิ ถึงได้ไม่เห็นหัวใคร”
“คุณ!” พระจันทร์สบถกราดเกรี้ยวได้เพียงเท่านั้น พิมพ์อัปสรก็ตอกวาจาซ้ำเติมให้เพลิงโทสะในอกเขายิ่งรุนแรงขึ้น
“คุณคงเคยชินกับการแก้ปัญหาด้วยการใช้เงินฟาดหัวสินะ อย่าคิดเอามาใช้กับฉัน มันไม่ได้ผลจำไว้”
“คุณต้องการอะไรสาวน้อย ผมขอโทษคุณก็ต่อว่าผม พอผมเสนอเงินให้คุณก็มาด่าผมอีก ผมไม่สนุกรู้ไว้ซะ” คราวนี้ท่าทางเริ่มเปลี่ยนจากมือล้วงกระเป๋ามาเป็นท้าวเอวพิมพ์อัปสรก็ช่างยอกย้อนเสียจนพระจันทร์แทบกระอักเลือด
“ฉันก็ไม่สนุกหรอกนะที่ต้องมาเสียเวลากับเรื่องบ้าๆ นี่ เวลาของฉันมันมีค่ามากกว่าเศษเงินของคุณรู้เอาไว้”
“เวลาของผมก็มีค่ามากกว่ามาโต้เถียงกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างคุณเหมือนกัน”
“คุณ!” พิมพ์อัปสรเป็นฝ่ายสะอึกอึ้งที่ถูกพระจันทร์กล่าวหา
“ในเมื่อจบเรื่องแล้วก็ทางใครทางมัน เพราะคำขอโทษของผมมันไม่อาจทำให้จิตใจที่กระด้างของคุณมันอ่อนนุ่มได้ ก็ไม่จำเป็นที่ผมต้องใส่ใจ แต่ก็ขอบใจนะสาวน้อยสำหรับกระเป๋านี่ บาย!” พระจันทร์เบ้ปากยักไหล่ให้ก่อนเบี่ยงกายเดินเลี่ยงจากไป แต่สองเท้ากลับต้องชะงักหยุดเดินเพราะพิมพ์อัปสรวิ่งมาขวางทางและยกมือขึ้นกางกั้นราวกลัวเขาหาทางหลบหลีก
“นี่คุณ! เดินหนีกันง่ายๆ แบบนี้ มันไม่มากไปหน่อยหรือ”
“คุณจะเอาอย่างไรกันแน่” อีกครั้งที่ต้องยกมือขึ้นท้าวเอวเลิกคิ้วถามอย่างเอือมระอา แต่ไม่ทันที่พิมพ์อัปสรจะได้โต้ตอบวาจาใดๆ เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือก็ดังกังวานขึ้นก่อน ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!
“ฮึ่ย!” เสียงหวานสบถอย่างหงุดหงิดก่อนที่เจ้าของจะหยิบโทรศัพท์มือถือที่ห้อยคอไว้ขึ้นมาดู เมื่อเห็นว่าสายเรียกเข้าเป็นใครหญิงสาวก็รีบกดรับทันที ปล่อยให้ชายหนุ่มยืนถอนใจรออย่างสุดเซ็งเพราะรู้ดีว่าเธอไม่ยอมให้เขาจากไปง่ายๆ หากไม่ได้สิ่งที่พอใจ
“ฮัลโหล ว่าไงเก่ง เออ…เฮ้ย! แย่จริง โทษทีน้อง พี่จะไปเดี๋ยวนี้แหละ” เจ้าของปลายนิ้วเรียวรีบกดวางสายอย่างหงุดหงิดที่ปล่อยให้ความขุ่นเคืองใจเข้าครอบงำจนลืมความรับผิดชอบในหน้าที่ ยามนี้ล่วงเลยเวลานัดหมายกับคณะทัวร์มาเกือบครึ่งชั่วโมง แต่ในใจก็ไม่วายกล่าวโทษว่าเพราะชายหนุ่มบ้าอำนาจตรงหน้านี้เป็นเหตุให้เธอเสียเวลา
“ฝากไว้ก่อนเถอะ ถือว่าล้างซวยไป อย่าได้เจอะเจอกันอีกเลย พวกบ้าอำนาจอย่างพวกคุณนี่” พอพ่นวาจาดุดันเสร็จพิมพ์อัปสรก็สะบัดหน้าแล้ววิ่งจากไปทันทีทิ้งให้พระจันทร์งงกับวาจาแสบๆ คันๆ ของคู่กรณี เพราะยังไม่ทันที่เขาจะได้โต้ตอบคำใด ร่างโปร่งระหงของเธอก็หันหลังกลับแล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็วราวกับมีเรื่องร้อนรน
พระจันทร์ถึงกับส่ายหน้าก่อนแค่นหัวเราะราวเยาะตัวเองที่มาพลั้งเผลอโต้เถียงกับคนท่าทางถือดีราวกับเด็กทะเลาะกันอย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน สองเท้าเดินไปตามทางเดินที่ร่างของคู่กรณีที่เขารู้จากผู้จัดการโรงแรมแค่ว่าชื่อ พิมพ์ เป็นมัคคุเทศก์ที่พาคณะทัวร์มาพักที่นี่นั้นหายลับไป แต่ดูเหมือนว่าวาจาและดวงตาแสนเหยียดหยามของเธอยังติดตามมายากจะลบเลือนออกไป
************************************
“พี่พิมพ์! ทางนี้พี่!”
พิมพ์อัปสรชะงักเท้าที่กำลังก้าวอย่างเร่งรีบเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยเอ่ยเรียกมาจากมุมหนึ่งของล็อบบี้ในโรงแรม มัคคุเทศก์สาวหันไปมองตามเสียงนั้นเมื่อเห็นว่าเป็นใครก็รีบสาวเท้าเข้าไปหาเจ้าของเสียงคุ้นเคยนั้นทันที
“เก่ง! มาทำอะไรตรงนี้”
“โหพี่! พี่หายไปไหนมาเนี่ย ลูกค้าด่าไฟแลบจนแสบแก้วหูหมดแล้ว” พิพัฒน์ หรือ เก่ง หน้ายุ่งทันทีที่ได้ฟังคำลูกพี่ ปกติปัญหาไหนๆ เขาแก้ได้หมดไม่เคยต้องให้ร้อนถึง แต่ครั้งนี้มันยากเกินแก้จริงๆ ในเมื่อพิมพ์อัปสรเล่นหายไปค่อนชั่วโมงพร้อมตั๋วเข้าชมสถานที่ที่จะนำพาคณะทัวร์ท่องเที่ยว รอบเย็นนี้
“โทษทีเก่ง เอาไว้พี่จะเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้ไปเคลียร์เรื่องวุ่นๆ นี่ก่อนเถอะ” พิมพ์อัปสรตบบ่าลูกน้องคู่หูด้วยความรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในการออกทัวร์ครั้งนี้
“ไปสิพี่!” พิพัฒน์พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย ทั้งลูกพี่ลูกน้องต่างสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจับมือมองตาอย่างให้กำลังใจกันแล้วพากันออกไปคลี่คลายสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด
“คุณพิมพ์! คุณเป็นไกด์ประสาอะไรถึงได้ผิดนัดกันเกือบชั่วโมงแบบนี้น่ะฮะ!” ลูกทัวร์หนุ่มใหญ่คนหนึ่งรีบถลาเข้ามาต่อว่าทันทีที่เห็นพิมพ์อัปสรปรากฏกายขึ้น เสียงดังลั่นทำให้คนทั้งล็อบบี้หันมามองเป็นตาเดียวกัน พลันลูกทัวร์คนอื่นๆ ก็พากันกรูเข้ามารุมต่อว่ายาวเหยียดจนพิมพ์อัปสรได้แต่ยืนนิ่งเงียบเพราะไม่มีโอกาสเอ่ยแทรก
“นั่นสิ! มาเอาจนป่านนี้แล้วมันจะไปทันไหม!”
“เอ่อ...คือ ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ คือพิมพ์” มัคคุเทศก์สาวพยายามดึงอารมณ์ของลูกทัวร์ให้เย็นลง
“จะให้เย็นอย่างไรไหว คุณมันไม่มีความรับผิดชอบ” เสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยจบ จากนั้นก็มีเสียงอื่นๆ แทรกขึ้นมาแทบจะพร้อมกันจนเสียงดังเซ็งแซ่ไปหมด
“ใช่ผิดหวังจริงๆ คอยดูนะฉันจะฟ้องบริษัทให้ถึงที่สุด”
“อย่างนี้คุณจะรับผิดชอบอย่างไรคะคุณพิมพ์”
“ผมรับผิดชอบเองครับ” เสียงเข้มกังวานดังแทรกขึ้นขณะที่พิมพ์อัปสรกำลังปวดหัวจนแทบระเบิดด้วยไม่อาจคุมสถานการณ์ได้ เสียงนั้นทรงพลังอำนาจมากพอที่จะทำให้ทุกคนหยุดวาจาและหันมามองเจ้าของเสียงโดยพร้อมเพรียงกัน
“กรี๊ด...ใครอะ หล่ออะเธอ”
“ใช่อย่างกะดาราแน่ะ ดูสิเค้ายิ้มให้ฉันด้วย”
เหล่าลูกทัวร์สาวที่อยู่ข้างๆ พิมพ์อัปสรพากันกรีดร้องแล้วกระซิบกระซาบชื่นชมรูปร่างหน้าตาของเจ้าของเสียงนั้น เมื่อหันไปตามเสียงเข้มกังวานแล้วพบชายหนุ่มรูปงามไม่ว่ามองมุมไหนก็ไร้ที่ติ แถมรอยยิ้มแสนอบอุ่นนั้นช่างกระชากใจเหล่าสาวน้อยสาวใหญ่ให้ใจหลุดลอยไปตามๆ กัน
“คุณ!” พิมพ์อัปสรอุทานลั่น ดวงตาคู่งามเบิกกว้างเมื่อพบคนที่เป็นต้นเหตุให้เธอผิดนัดกับลูกทัวร์ครั้งนี้ มัคคุเทศก์สาวถลึงตาใส่เมื่อพระจันทร์หลิ่วตาให้ก่อนหันไปเอ่ยกับลูกทัวร์ที่ยังคงจับจ้องมองเขาอย่างสงสัย
คุณอาจจะชอบ





