
อุ่นไอรักตำหนักเหมยพันปี
ตอน 2
คืนแรก เขาหลับเป็นตาย ตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็จัดการตัวเอง สวมเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของตำหนัก เข้าไปทำอาหารก็เห็นกระดาษแผ่นเล็กเขียนไว้ว่าให้ไปหาตอนบ่าย กระดาษมีกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ เหมือนบัตรเชิญไปงานรื่นเริง
เมื่อเวลาบ่ายมาถึง เขาเดินไปที่ห้องกว้างใหญ่ห้องเดิม ยังไม่ทันเคาะ นางก็เปิดประตูออกราวกับรอฟังเสียงฝีเท้าเขาอยู่ก่อนแล้ว
“เจ้านามลั่วซิน ใช่หรือไม่?” นางพูด สีหน้าไม่มีแววหวั่นไหวเช่นเมื่อวานอีกต่อไป
“ขอรับ แม่นาง...”
“ฉาง”
“...ฉาง?”
“ข้าแซ่ฉาง ไม่ได้แซ่เหมยอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ” นางตอบ “ชงชามาสักป้านแล้วกลับมาที่ห้องนี้ เจ้ารู้ไหมอะไรอยู่ที่ใด? อุปกรณ์ที่เจ้าต้องใช้อยู่บนถาดในครัว” พูดจบ นางปิดประตูใส่หน้าอีกครั้ง
“...ขอรับ?” ลั่วซินกะพริบตาปริบๆ ก่อนหมุนตัวเดินย้อนกลับห้องครัว
หลังต้มน้ำร้อนแล้ว ลั่วซินยกถาดอุปกรณ์ชงชากลับมาที่ห้องเดิม เห็นนางนั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ เบื้องหน้าไม่มีอะไร แท่นฝนหมึกแห้งสนิท สายตานางจ้องต้นเหมยสูงใหญ่ไม่วางตา
เขาวางถาดลงบนโต๊ะ เมื่อนั้นนางจึงหมุนกายมา
“ข้าน้อยไม่แน่ใจว่าแม่นางต้องการดื่มชาตัวใด จึงยกมาทั้งหมด” ลั่วซินนั่งลง
“ชามะลิแล้วกัน” นางตอบ คิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อยขณะมองเขาปรับอุณหภูมิป้านและถ้วยชาโดยการเทราดด้วยน้ำร้อน น้ำไหลลงตะแกรงของถาดน้ำชาสองชั้นซึ่งถูกสร้างไว้เพื่อรองรับน้ำร้อนจากการชงชา “...เจ้าเคยเรียนชงชามาก่อนรึ?”
“เคยเรียนจากแม่เฒ่ามาบ้างขอรับ เรื่องหลักการต้มน้ำ การเตรียมใบชา การชงชา พอจะมีความรู้อยู่บ้าง” เขาเริ่มชงชาด้วยน้ำแร่ที่ต้มจนร้อนได้ที่
ชามะลิถูกเลื่อนไปให้เจ้าของห้อง นางรับมาสูดดมกลิ่นหอมของชาก่อนจะดื่ม
“ฝีมือการชงชาที่ดี หากต้มน้ำร้อนเกินไปก็ใช้ไม่ได้ หากต้มช้าเกินไปน้ำจะแก่ ใช้ไม่ได้เช่นกัน เจ้ากะได้พอเหมาะ” นางกล่าวเมื่อดื่มหมด วางถ้วยลงช้าๆ “เจ้าเองก็ดื่ม ข้ามีเรื่องต้องพูดด้วย ไม่สมควรพูดกันทั้งที่คอแห้ง”
“เช่นนั้นไม่เกรงใจแล้ว”
เมื่อเขาดื่มหมดแล้ว อีกฝ่ายจึงพูดต่อ
“คนเหล่านั้นเล่าอะไรให้เจ้าฟังแล้วบ้าง?”
“ทราบเพียงว่า งานของข้าน้อยคือการดูแลตำหนักนี้ และที่นี่มีท่านอาศัยอยู่เพียงผู้เดียว”
“เท่านั้นเอง...?”
“ขอรับ” ลั่วซินชักเป็นกังวลว่าตนเองควรรู้สิ่งอื่นด้วยหรือเปล่า
“เช่นนั้นเจ้ารู้จักตำหนักนี้มากน้อยเพียงใด?”
“ทราบเพียงเป็นสถานที่ซึ่งดูแลรักษาต้นเหมยพันปี ซึ่งข้าน้อยคาดว่าเป็นต้นที่มองเห็นจากหน้าต่างของห้องนี้” พูดจบ สายตาเลื่อนไปยังต้นเหมยที่ออกดอกมากมาย
เด็กหนุ่มยังพอทราบว่าต้นเหมยพันปีเป็นต้นไม้ที่คอยคุ้มครองโอรสสวรรค์ เขาจงใจละเว้นเรื่องข่าวลือแปลกประหลาดต่างๆ นานาว่าที่นี่เป็นตำหนักต้องสาปบ้าง ต้นเหมยแท้จริงเป็นต้นที่ปลูกทับสุสานของปีศาจในยุคโบราณบ้าง ในตำหนักนี้มีปีศาจอาศัยอยู่บ้าง แม้ไม่เชื่อข่าวลือเหล่านั้น แต่สถานที่นี้มีความผิดแปลกจากสถานที่อื่นจริง
คู่สนทนาถอนหายใจยาว
“มิผิด นั่นคือต้นเหมยพันปี และข้าทำหน้าที่ดูแลรักษาต้นเหมย” นางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ ทว่าประโยคถัดมากลับเจือความเคลือบแคลง “เจ้าถอดเสื้อให้ข้าดู”
“...ท่าน...ว่าอะไร?” ลั่วซินเบิกตาโต
“ถอดเสื้อ” นางย้ำคำเดิม “หรือเจ้าจะให้ข้าเป็นฝ่ายถอดให้?”
คุณอาจจะชอบ





