
รักร้อยใจในไร่ชา
ตอน 2
ภายในห้องรับรองขนาดใหญ่ บรรยากาศที่ตึงเครียดที่เกิดจากเหตุการณ์วุ่นวายในงานแต่งยังคงคลุมเครือ ลูกหยี ยืนอยู่ท่ามกลางความสับสน ในขณะที่คุณวิภาหรือที่เธอเรียกว่าแม่ใหญ่ เดินเข้ามาใกล้เธอ ดวงตาคมดุจะแผดเผา
“ลูกหยี ไม่ต้องมาทำหน้างอแงเลย ลูกต้องแต่งแทนพี่สาว”
ถึงแม้ลูกหยีจะตอบรับที่จะแต่งงานแต่สีหน้าของเธอก็แสดงออกชัดว่าโดนบังคับ ทั้งๆ ที่เธอรับปากแล้วแต่เสียงของแม่ใหญ่ก็ยังมาตอกย้ำอย่างไม่มีทางเลี่ยง ลูกหยีเงยหน้าขึ้นมองแม่ด้วยสายตาที่แสดงความไม่พอใจ
“ทำไมต้องเป็นหนูด้วยคะ แม่รู้ใช่ไหมว่าพี่ลูกเกดเขาหนีไปเพราะอะไร” ลูกหยีเถียงกลับ เสียงสั่นเล็กน้อย “เขาหนีไปเพราะไม่อยากแต่งกับลุงณัฐ ไม่ใช่ความผิดของหนู”
แม่ใหญ่ยืนตรงสีหน้าแสดงความโกรธที่ลูกหยีพูดตรงเกินไปแบบไม่ไว้หน้าเธอกับพี่สาว
“ใช่ พี่ลูกเกดหนี แต่เรื่องนี้มันจะจบแค่นี้ไม่ได้ มันเกี่ยวกับหน้าตาของครอบครัว พวกเราเป็นหนี้บุญคุณลุงณัฐมากมายตั้งแต่สมัยที่พ่อของลูกป่วยหนักและเขาเป็นคนช่วยไว้ ถ้าเราไม่แต่งตามสัญญา จะทำให้ครอบครัวเราดูแย่ในสายตาของทุกคน”
ลูกหยี ฟังคำพูดของแม่แล้วรู้สึกถึงความกดดันที่ถาโถม เธอไม่เคยสนใจเรื่องของหนี้บุญคุณหรือสัญญาครอบครัวมาก่อน สิ่งที่เธอรู้สึกคือความอยุติธรรมที่พี่สาวของเธอหนีไป แต่เธอกลับต้องแบกรับภาระนี้แทน
“แต่แม่คะ หนูไม่ใช่พี่ลูกเกด หนูไม่เหมือนเขา” ลูกหยีพูดเสียงดังขึ้น พลางส่ายหัว
“ลุงณัฐก็ไม่ได้ชอบหนู หนูรู้” หญิงสาวหันหน้าไปมองทางเจ้าบ่าวที่ยืนฟังอยู่อีกด้านอย่างเงียบๆ
แม่ใหญ่ขยับเข้าใกล้ ดวงตาแข็งกร้าวขึ้น
“ใช่ ลูกไม่เหมือนพี่สาว แต่ลูกต้องทำเพื่อครอบครัวนี้ จะชอบหรือไม่ชอบมันไม่สำคัญ ลูกเกดทำให้เราต้องเสียหน้า แต่เราจะแก้ไขเรื่องนี้ด้วยการแต่งงานของลูก มันคือหน้าที่ของลูก เข้าใจไหมลูกหยี ลูกอย่าลืมว่าลูกเป็นหนี้บุญคุณครอบครัวเราด้วย”
เสียงของแม่ใหญ่ดังชัดเจนพร้อมกับการทวงบุญคุณ มันเหมือนการตัดสินใจที่ไม่เปิดช่องให้ลูกหยีมีทางเลือกใด ๆ ลูกหยีกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกดดัน หัวใจเต้นแรง ความคิดภายในสมองวิ่งวุ่น เธอรู้สึกเหมือนถูกกดดันให้ทำสิ่งที่ไม่ต้องการอย่างหนัก ความรู้สึกโกรธและไม่พอใจท่วมท้นขึ้น แต่เธอก็รู้ว่าการปฏิเสธแม่ใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย
“แม่จะทำยังไงถ้าหนูไม่แต่ง” ลูกหยีถามเสียงสั่นเล็กน้อยแต่ก็ยังมีความถือดีและท้าทาย
แม่ใหญ่จ้องเธอนิ่ง ก่อนพูดออกมาช้า ๆ
“ถ้าลูกไม่แต่ง ครอบครัวเราจะล้มละลาย เราจะไม่มีที่ดิน ไม่มีบ้าน ทุกอย่างที่พ่อของลูกสร้างมาจะหายไปหมด ลูกคิดว่าอยากเห็นอย่างนั้นหรือ”
คำพูดนั้นกระแทกเข้าไปในใจลูกหยีอย่างแรง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการแต่งงาน แต่มันเป็นเรื่องของความอยู่รอดของครอบครัว เธอคิดถึงพ่อที่เธอรักและพยายามปกป้องครอบครัวเสมอมา แล้วหันไปมองแม่ใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอด้วยแววตาที่ไม่ยอมแพ้
“ก็ได้หนูจะทำเพื่อครอบครัว” ลูกหยีพูดเบา ๆ น้ำเสียงขมขื่น เธอรู้ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่เธอไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หลังจากการเผชิญหน้ากับแม่ใหญ่ ลูกหยีกลับไปยังห้องที่ถูกจัดไว้เพื่อใช้เป็นห้องพักของเจ้าสาวในงานแต่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น เธอนั่งลงบนเตียง มองกระจกที่สะท้อนภาพตัวเองก่อนที่จะให้ทีมช่างแต่งตัวให้ใหม่
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ขัดจังหวะ เอกณัฐก้าวเข้ามาในห้องดวงตาเขาเย็นชาและดูเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่าง
“ตกลงเธอจะยอมแต่งงานกับฉันจริง ๆ หรือเด็กน้อย”
เขาถามเสียงเรียบ แต่มันเจือความสงสัยในใจว่าเด็กสาวคนนี้จะยอมรับชะตากรรมที่เธอไม่ได้เลือกได้จริงหรือไม่
“ลุงก็เห็นว่าแม่บังคับให้หนูแต่ง” ลูกหยีตอบเสียงแผ่ว เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อดี
เอกณัฐถอนหายใจยาว มองเธอด้วยสายตาที่แฝงความรู้สึกบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก
“ฉันไม่ใช่ผู้ชายที่เธอจะพอใจหรอก ฉันไม่ได้อ่อนโยนเหมือนพ่อหนุ่มในฝันของเธอ แต่ถ้าเธอต้องการทำตามหน้าที่ ฉันจะไม่บังคับเธอ”
คำพูดของเอกณัฐทำให้ลูกหยีสับสน เธอคาดหวังว่าเขาจะบังคับหรือพูดอะไรที่ทำให้เธอตัดสินใจง่ายขึ้น แต่เขากลับปล่อยให้เธอเลือกเอง
“ใช่ หนูไม่อยากแต่งกับลุง แต่นี่เป็นเรื่องของครอบครัว หนูไม่มีทางเลือกและลุงก็ไม่อยากได้หนูเป็นเมียหรอกหนูรู้ เพราะหนูไม่ใช่พี่ลูกเกด” ลูกหยีตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเจ็บปวด เอกณัฐพยักหน้าเบา ๆ แล้วหันหลังเตรียมจะออกจากห้อง
“ถ้าเธอพร้อม เราจะไปต่อกัน”
ประตูปิดลง ปล่อยให้ลูกหยีนั่งให้ช่างแต่งหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับความคิดมากมายที่วนเวียนในหัว เธอรู้สึกได้ถึงความกลัวและความไม่แน่นอนของชีวิตหลังจากนี้
คุณอาจจะชอบ





