ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว

หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว

หลังผ่าตัดนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งนั้น นางวูบหมดสติและเสียชีวิตลงไป ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ก็อยู่ในร่างของคุณหนูปัญญาอ่อนที่มีชื่อเดียวกันผู้นี้เสียแล้วทั้งยังจำอดีตชาติยามเป็นปรมาจารย์เต๋าได้อีกด้วย +++ 1 : ไล่ออกจากอารามไท่ผิงกวน แคว้นจิ้น ราชวงศ์เซวียน อารามไท่ผิงกวน “ไป ๆ อาจารย์ขับไล่พวกท่านออกจากอารามแล้ว อย่าได้มาเหยียบที่นี่อีก” “ศิษย์พี่รองรีบปิดประตูเร็วเข้า !” ตุบ ! ห่อผ้าสองห่อถูกโยนออกมาจากประตูอาราม ปัง ! ตามด้วยเสียงปิดประตูลงสลักอย่างหนาแน่น สตรีนางหนึ่งยืนตัวตรงเป็นสง่า เสื้อผ้ากับเส้นผมของนางปลิวไสวดั่งไผ่ลู่ลม หลินซือเยว่เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่ออารามไท่ผิงกวนด้วยสายตาเลื่อนลอย อาศัยอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้วนะ บางครั้งนางเองก็ลืมเลือนวันเวลาไปเหมือนกัน “คุณหนูเจ้าคะ ศิษย์น้องทั้งสองของท่านทำเกินไปแล้วนะเจ้าคะ เหตุใดถึงไล่พวกเราสองคนออกจากอารามได้เล่า” เผิงฉือกระทืบเท้าเบา ๆ ตรงไปฉวยห่อผ้าทั้งสองบนพื้น ขึ้นมาคล้องแขนตัวเองไว้ “หากไม่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ ศิษย์น้องทั้งสองคงไม่กล้าขับไล่ข้าออกจากอารามหรอก” น้ำเสียงของนางสงบนิ่งฟังแล้วสบายหูยิ่งนัก หาได้มีความโกรธเกลียดแต่อย่างใด “นั่นรถม้า” นิ้วเรียวสวยชี้ไปยังรถม้าคันที่มีคนนั่งเฝ้าอยู่ “ป้าเผิงไปถามดูว่าใช่รถม้าของเราหรือไม่” เผิงฉือไม่รอช้ารีบตรงไปหาคนเฝ้ารถม้าที่อยู่ใต้ต้นไผ่ในทันที ไม่ช้านางก็กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มนิด ๆ “เป็นรถม้าของเราจริง ๆ เจ้าคะคุณหนู คนขับบอกว่าเป็นคนของตระกูลหลินเจ้าค่ะ ได้รับคำสั่งจากท่านพ่อของคุณหนู ให้มารับคุณหนูกลับตระกูลหลินเพื่อไปแต่งงานเจ้าค่ะ” “กลับไปแต่งงานนี่เอง” นางเอ่ยเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ หันหลังกลับไปทางประตูอาราม ประสานมือค้อมตัวคำนับลาอาจารย์ เผิงฉือเห็นเช่นนั้นก็อดที่จะคำนับตามนางไม่ได้ ภายในอารามไท่ผิงกวน “อาจารย์เหตุใดถึงไม่บอกลากับศิษย์พี่ใหญ่ไปตรง ๆ ล่ะ ทำเช่นนี้นางไม่โกรธท่านไปจนวันตายเลยรึ” เหอกุ้ยแม้มีอายุยี่สิบแปดปีแล้ว ทว่าเขากราบเป็นศิษย์เจ้าอาวาสชุนหวังเหล่ยหลังสตรีผู้นั้น จึงได้เป็นเพียงแค่ศิษย์พี่รองเท่านั้น “นั่นสิอาจารย์ ศิษย์พี่ใหญ่นางไม่เคยออกจากอารามไปไหนไกล ท่านทำเช่นนี้ไม่ใช่ขับไล่นางไปสู่ความตายหรอกรึ” จางเจียเฟิ่งเห็นด้วยกับศิษย์พี่รองของเขา “ให้มันน้อย ๆ หน่อยเจ้าศิษย์โง่ทั้งสอง พวกเจ้าคิดว่าอารามไท่ผิงกวนแห่งนี้ สามารถอยู่รอดมาได้เพราะใครกัน หากไม่ใช่เพราะฝีมือของศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้า เห็นนางเงียบ ๆ แบบนั้น ความคิดนางกว้างไกลยิ่งนัก อาจารย์อย่างข้ายังเทียบนางไม่ติดด้วยซ้ำไป” เจ้าอาวาสชุนปีนี้อายุอานามปาเข้าไปหกสิบห้าปีแล้ว ทว่าร่างกายยังแข็งแรง อารามเต๋าแห่งนี้มีวิถีแบบไม่เคร่งครัด ใช้ชีวิตเยี่ยงฆราวาสผู้หนึ่ง สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ “อาจารย์นางอยู่ในอารามวาดยันต์กันภัยให้ชาวบ้านที่มากราบไหว้ ตั้งโต๊ะรักษาโรคภัยให้ผู้คนในตัวอำเภอฝู แต่หนนี้นางต้องกลับบ้านไปเพื่อแต่งงาน นางบริสุทธิ์ถึงเพียงนั้นมิถูกสามีจับกลืนกินจนไม่เหลือกระดูกหรอกรึ” เหอกุ้ยนึกภาพเทพเซียนผู้สูงส่งอย่างหลินซือเยว่ หากต้องร่วมเตียงกับบุรุษหยาบกระด้าง เพียงเท่านั้นเขาก็ทำใจไม่ได้จริง ๆ แทบอยากจะไปแย่งตัวศิษย์พี่ใหญ่ของตัวเองกลับคืนมา “เลิกคร่ำครวญได้แล้ว กลับไปกวาดลานอารามกับตรวจดูน้ำมันตะเกียงให้เรียบร้อย ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าไม่อยู่ เจ้าทั้งสองต้องรีบร่ำเรียนศึกษาหาความรู้ อารามไท่ผิงกวนจะได้เจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้าต่อไปได้” เจ้าอาวาสชุนทำเสียงดังใส่ลูกศิษย์ทั้งสอง “ไป ๆ ข้าจะสวดมนต์” โบกมือไล่ทั้งคู่ให้ออกจากห้องสวดมนต์ไป เจ้าอาวาสชุนรีบลุกไปปิดประตูลั่นกลอน ท่าทางลุกลี้ลุกลนจนผิดปกติ ย่องเบา ๆ ไปที่ใต้เตียงนอน ดึงหีบไม้เก่าเก็บออกมา ครั้นกดสลักเปิดออก ก็พบตั๋วเงินจำนวนสามพันตำลึงอยู่ในนั้น ตระกูลหลินที่ไม่ได้บริจาคน้ำมันตะเกียงมาหลายปี จู่ ๆ ก็ส่งตั๋วเงินมาให้ พร้อมกับขอรับคนกลับไปเพื่อแต่งงาน ช่วงนี้ชาวบ้านมาทำบุญที่อารามน้อยลง หลินซือเยว่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับนาง ถึงไม่ยอมลงจากอารามไปรักษาผู้คน รายได้เลยหายหดแทบจ่ายอาหารการกิน(สุรานารี)ไม่พอ ตั๋วเงินสามพันตำลึงนี่มาได้ทันเวลาพอดี ! แครก ๆ ๆ ๆ เสียงกวาดลานหน้าอารามดังขึ้นพร้อมกับเสียงบ่นของเหอกุ้ย “ข้ารู้ว่านางเก่งเอาตัวรอดได้ ข้าเพียงไม่อยากให้นางไปก็เท่านั้น” “ศิษย์พี่รองท่านอย่าได้เสียใจไปเลย ไม่ใช่ว่ามีแต่นางที่ต้องแต่งงานมีครอบครัว ท่านเองก็เถอะที่บ้านส่งคนมารับทุกปีไม่ใช่รึ” จางเจียเฟิ่งรู้ดีว่าตนและเหอกุ้ย ถูกครอบครัวลงโทษด้วยการส่งมาอยู่ยังอารามแห่งนี้ ทว่าเพียงชั่วคราวเท่านั้น “ตัวข้านั้นไม่เป็นไรหรอก เจ้านั่นแหละศิษย์น้องสาม ข้าได้ยินว่าที่บ้านของเจ้า เพิ่งหาคู่หมั้นหมายคนใหม่ให้เจ้าอีกคนแล้วไม่ใช่รึ” สองศิษย์พี่น้องหยุดกวาดลานอาราม แล้วหันหน้าไปมองตากัน จากนั้นพวกเขาก็ถอนหายใจดัง ๆ พร้อมกัน ไม่มีศิษย์พี่ใหญ่อยู่ด้วย นับจากนี้ไปยามทำความผิดใครจะออกหน้าคอยช่วยเหลือ ยามเงินหมดใครจะให้หยิบยืม ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งไม่สบายใจเป็นอย่างมาก บนถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง รถม้าไม้ธรรมดาไม่เล็กไม่ใหญ่ ไร้ป้ายชื่อตระกูลบอกกล่าว คล้ายไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ด้านในเป็นใคร เผิงฉือพยายามหลอกถามคนขับรถม้าอยู่หลายหน ถึงสถานการณ์ของตระกูลหลินในยามนี้ นางไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนไม่รู้จักใครสักคน คนขับรถม้าตอบว่า เขามีหน้าที่มารับคุณหนูรองกลับบ้านเท่านั้น เรื่องอื่นนั้นเขาไม่รู้จริง ๆ “ได้ถามหรือไม่ ใช้เวลากี่วันในการเดินทาง” หลินซือเยว่เอ่ยเสียงเนิบ ๆ “ถามแล้วเจ้าค่ะ เขาบอกว่าราว ๆ สิบวันก็ถึงเมืองหลวงแล้ว” “สิบวันเชียวรึ” หลินซือเยว่มองห่อผ้าที่วางอยู่ด้านข้าง มีเพียงของใช้จำเป็นของนางไม่กี่ชิ้น พร้อมกับก้อนเงินจำนวนห้าสิบตำลึง “คงต้องแวะซื้อของในอำเภอฝูเสียก่อน” เผิงฉือรีบเปิดม่านบอกกับคนขับรถม้า แต่เขากลับทำเสียงฮึดฮัดคล้ายไม่พอใจ “เสียเวลาเดินทางเปล่า ๆ” น้ำเสียงเขากระด้างกระเดื่อง
ตอน
แชร์

ตอน 2

2 : ทวงหนี้

โรงหมออานฉวน

“คุณหนูหลิน” ผู้ดูแลลู่รีบเข้ามาทักทายหลินซือเยว่ด้วยสีหน้าเป็นมิตร

“ข้ามาทวงหนี้” นางไม่อ้อมค้อมสักคำ ทำเอาผู้ดูแลลู่ถึงกับผงะถอยหลังไปเล็กน้อย ท่าทางเย็นชาทว่าสูงส่งของหลินซือเยว่ ไม่เหมือนคนกำลังเอ่ยวาจาทวงหนี้แม้แต่น้อย

“คุณหนูหลินเหตุใดถึงรีบร้อนมาทวงเงินแล้วล่ะ ไม่ใช่ว่าตกลงกันไว้ว่าอีกสองเดือนหรืออย่างไร”

เห็นผู้ดูแลลู่มีท่าทีสงสัย เผิงฉือจึงเอ่ยแทนผู้เป็นนาย “ผู้ดูแลลู่ความจริงแล้วคุณหนูมีเหตุจำเป็น ต้องได้ใช้เงินอย่างเร่งด่วน ท่านพ่อของคุณหนูส่งคนมารับกลับตระกูลหลินที่อยู่ในเมืองหลวง แต่รถม้าที่มารับกลับล้อหักเสียหาย คนขับรถม้านั้นไม่มีเงินติดตัวมาด้วย เกรงว่าทางโน้นจะลืมคิดเรื่องพวกนี้ไป คุณหนูเลยจำใจมาทวงเงินค่าสมุนไพร ที่โรงหมอของท่านติดค้างเอาไว้ หวังว่าผู้ดูแลลู่จะเห็นใจสตรีสองคนนายบ่าว ที่ต้องเดินทางไกลไปถึงเมืองหลวงโน่น”

ผู้ดูแลลู่ได้ยินแล้วถึงกับชะงักงันไปอึดใจหนึ่ง “เช่นนี้หรอกรึ”

“สรุปแล้วเจ้ามีเงินคืนข้าหรือไม่” หลินซือเยว่รู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย

“มีขอรับคุณหนูหลิน นายท่านได้แยกเงินที่ต้องคืนคุณหนูหลินเอาไว้ก่อนหน้าแล้ว เพียงแต่ว่าเก็บได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น” ผู้ดูแลลู่ทำหน้าลำบากใจเล็กน้อย นอกจากค่าสมุนไพรที่หลินซือเยว่นำมาขายให้ที่นี่แล้ว ยังมีค่ารักษาคนไข้ ที่ยากเกินความสามารถของโรงหมออานฉวนอีกด้วย นับรวมทั้งหมดได้ห้าคนพอดิบพอดี ค่าสมุนไพรไม่เท่าไหร่เพียงสามร้อยตำลึง แต่ค่ารักษาคนไข้อาการหนักห้าคนนี้ ตกคนละสองร้อยตำลึงเลยทีเดียว

“ครึ่งหนึ่งคือเท่าใด” หลินซือเยว่ไม่เคยจดบันทึก นางค่อนข้างไว้ใจโรงหมออานฉวน

“ติดค้างไว้ทั้งหมดหนึ่งพันสามร้อยตำลึงขอรับ ตอนนี้ที่เก็บไว้มีเพียงหกร้อยห้าสิบตำลึงเท่านั้น”

“เอาที่มีทั้งหมดนั่นมาให้ข้าก่อน ที่เหลือฝากผู้ดูแลลู่มอบเป็นค่าธูปเทียนน้ำมันตะเกียง แก่อารามไท่ผิงกวนด้วย”

หากมอบเป็นค่าธูปเทียนน้ำมันตะเกียงแก่อารามไท่ผิงกวน เช่นนั้นคงไม่ต้องรีบร้อนคืน ผู้ดูแลลู่ยิ้มรับในทันที “ได้ขอรับคุณหนูหลิน เช่นนั้นรบกวนคุณหนูหลิน ลงลายมือชื่อบนสมุดบันทึกหนี้ด้วยขอรับ”

เงินมาลายมือชื่อไป แต่เหมือนหลินซือเยว่จะนึกบางเรื่องขึ้นมาได้ “จัดย่ามยาสามัญให้ข้าด้วยหนึ่งชุด”

“ได้ขอรับคุณหนูหลิน” ผู้ดูแลลู่ไม่คิดมาก ย่ามยาสามัญเป็นสิ่งที่โรงหมอมีพร้อม ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด อีกทั้งราคาไม่ได้แพงมากนัก สามารถหักออกจากเงินที่ต้องใช้คืนได้

นี่เป็นเพียงลูกหนี้รายแรก ในอำเภอฝูแห่งนี้ยังมีลูกหนี้ของหลินซือเยว่อีกสามราย หนึ่งนายอำเภอฝู สองเถ้าแก่ภัตตาคารชื่อดัง สามโรงประมูลสินค้า สามรายนี้เรียกลูกหนี้ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก คงต้องเรียกว่าเป็นสถานที่ฝากเงินเอาไว้มากกว่า

หลินซือเยว่รู้ดีว่าอาจารย์ของตนนั้น มีนิสัยเห็นเงินไม่ได้ เป็นอันต้องเอาไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย หลัก ๆ มักลงที่สุรากับนารี นางรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก เกือบจะบาปหนากลายเป็นศิษย์เนรคุณไปเสียแล้ว จึงเลือกวิธีสุดท้ายออกมา บอกไปว่าร่างกายของนางไม่แข็งแรง จึงงดรับการรักษาไปก่อนภายในครึ่งปี

ทั้งสามแห่งนางไม่ได้ไปทวงด้วยตัวเอง แต่ให้เผิงฉือเป็นคนถือจดหมาย พร้อมป้ายประจำตัวไปจัดการแทน ตัวนางนั้นไปเลือกซื้อรถม้าคันใหม่ ม้าตัวนั้นนางดูแล้วมันยังแข็งแรง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพียงแต่ต้องให้หญ้าคุณภาพดีมากหน่อย

หลินอ้ายตกใจเป็นอย่างมาก หลังจากเห็นรถม้าคันใหญ่ พร้อมกับของกินของใช้บรรจุมาเต็มคันรถ อีกทั้งยังมีหญ้าคุณภาพดีมาให้ม้ากินอีกด้วย เขาไม่กล้าแม้แต่จะปริปากบ่นอันใดอีก เพราะซาลาเปาไส้เนื้อสามลูกโต ๆ ถูกยื่นมาตรงหน้า

“รีบกินซะ จะได้เดินทางต่อ” เผิงฉือเป็นคนเอ่ย จากนั้นนางก็เข้าไปปูผ้านวมบนรถม้า เตรียมของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ใส่ตามช่องลิ้นชักใต้เบาะนั่ง เตรียมให้หลินซือเยว่ไว้กินระหว่างทาง

นางอารมณ์ดีไม่น้อยเงินที่ไปทวงมาจากสามแห่งนั้น รวมกันแล้วเกือบสามพันตำลึง ไม่คิดว่าคุณหนูของนาง สามารถเก็บซ่อนเงินจากเจ้าอาวาสชุน ได้มากมายถึงเพียงนี้ เสียดายที่ตามกฎชะตาฟ้า นางต้องนำเงินไปทำบุญที่อารามเต๋าครึ่งหนึ่ง

ในจดหมายระบุไว้เป็นอย่างดี ว่าต้องบริจาคเงินให้อารามในช่วงเวลาใด หลินซือเยว่คำนวณไว้เรียบร้อย ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เพียงแต่ไม่มีให้ใช้อย่างมือเติบอีกต่อไป

ยามอู่(11.00-12.59)ทั้งสามคนเดินทางออกจากอำเภอฝู

หลินซินเยว่เปิดหน้าต่างมองดูทิวทัศน์ข้างทางไปด้วย นางทะลุมิติมาอยู่ยังโลกแห่งนี้ได้สิบปีเต็มแล้วสินะ เดิมทีเจ้าของร่างเดิมเป็นบุตรสาวของนายท่านรองตระกูลหลิน มีบิดามารดาและพี่ชาย เพิ่งมีน้องสาวหลังจากที่นางออกจากตระกูลหลินมาแล้ว จึงยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน สำหรับคนอื่น ๆ ในตระกูลหลินนั้น เจ้าของร่างเดิมแทบไม่มีความทรงจำมากนัก ทุกอย่างจึงเลือนรางยากแก่การเข้าใจได้

หลินซินเยว่ในวัยห้าขวบได้ประสบอุบัติเหตุ ทำให้กลายเป็นเด็กปัญญาอ่อน พูดจาติดอ่างเคลื่อนไหวเชื่องช้า สมองได้รับผลกระทบ จากการตกลงมาจากต้นไม้สูง ตอนนั้นมีนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งมาทำนายเอาไว้ ว่าดวงชะตาของนางจะทำให้ตระกูลหลินตกต่ำ ให้นำนางออกจากตระกูลหลินไปอยู่ที่อื่น และห้ามคนในครอบครัวพบเจอหน้านางอีก

แม้บิดามารดาของหลินซินเยว่ไม่เห็นด้วย แต่ไม่อาจขัดขืนความประสงค์ของผู้ใหญ่ในตระกูลได้ ยิ่งตอนนั้นนายท่านใหญ่กำลังเข้ารับตำแหน่งนายอำเภอตงจี้ ตระกูลหลินทิ้งหลินซินเยว่ไว้ที่อารามไท่ผิงกวน แล้วย้ายเข้าไปอยู่ที่อำเภอตงจี้ จากนั้นเพียงสามปีพวกเขาได้ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองหลวง เหตุเพราะนายท่านใหญ่สร้างผลงานใหญ่หลวง จนได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาเว่ยเว่ย มีหน้าที่เฝ้าระวังและป้องกันประตูวังหลวง

หลินซินเยว่กลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนในวัยห้าขวบ ถูกเลี้ยงดูอยู่ในอารามไท่ผิงกวนอย่างยากลำบาก เจ้าอาวาสยอมรับเด็กปัญญาอ่อนเข้ามาเลี้ยงดู เพราะตระกูลหลินรับปากบริจาคเงินให้แก่ทางอารามทุกปี ปีละหนึ่งร้อยตำลึง จนกว่าหลินซินเยว่จะไม่ได้อยู่ในอารามอีกต่อไป แต่การเลี้ยงเด็กปัญญาอ่อนผู้หนึ่งไหนเลยจะง่าย

ยามนั้นเผิงฉือที่ถูกโจรป่าปล้นชิงระหว่างเดินทางกลางหุบเขา นางสูญเสียสามีและลูกสาวไปในวัยห้าขวบไป กลายเป็นคนใกล้เสียสติ เดินโซซัดโซเซไปทั่ว กระทั่งมาเจอเด็กสาวผู้หนึ่งกลิ้งตกลงมาจากเนินเขา หัวกระแทกเข้ากับก้อนหินจนหมดสติไป

เจ้าอาวาสชุนวิ่งหน้าตาตื่นมาดูอาการของหลินซินเยว่ อีกทั้งยังต้องหิ้วสตรีใกล้บ้ากลับอารามไปด้วย ผ่านไปสองวันสองคืนหลินซินเยว่ถึงได้ฟื้นคืนสติ อาการปัญญาอ่อนจะเรียกว่าหายก็ไม่ได้ เพราะยังมึนงงสับสน นั่งเหม่อดวงตาเลื่อนลอย ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง พูดจายังไม่รู้เรื่อง นั่นคือตอนที่หลินซือเยว่ในยุคปัจจุบันทะลุมิติมา

เจ้าอาวาสชุนมองเห็นโอกาสดีของทั้งคู่ จึงขอให้เผิงฉืออยู่เลี้ยงดูหลินซินเยว่จนเติบใหญ่ วันข้างหน้าจะได้พึ่งพาบุญวาสนาของนาง เผิงฉือที่เพิ่งสูญเสียทุกสิ่งอย่างในชีวิตไป ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับในทันที

หลินซือเยว่ที่ข้ามมิติมานั้น ต้องใช้เวลาถึงสองวันกว่านางจะเข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างได้ แต่เพราะร่างกายของเจ้าของร่างเดิมนั้น เป็นเด็กปัญญาอ่อนจากการเกิดอุบัติเหตุ การที่จะพูดคุยกับผู้อื่นให้เป็นปกติ ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม ระหว่างนั้นสิ่งที่ทำให้นางต้องตื่นตะลึงก็คือ

นางไม่เพียงแค่ระลึกอดีตอันน้อยนิดของคุณหนูตัวน้อยผู้นี้ได้ จำปัจจุบันที่จากมาได้ ว่าตัวเองเป็นถึงหมอศัลยกรรมชื่อดังของประเทศหนึ่ง แต่ว่านางยังระลึกอดีตชาติอันไกลโพ้นได้อีกด้วย อดีตกาลนั้นนางเคยเป็นถึงปรมาจารย์เต๋าเลื่องชื่อ ล่วงรู้ความลับฟ้า รักษาผู้คนได้ อีกทั้งยังมีดวงเนตรทิพย์ สามารถมองเห็นวิญญาณคนตายได้ด้วย

หลินซือเยว่ต้องทำความเข้าใจกับเรื่องราวเหล่านี้อยู่นาน นางกลายเป็นคนที่มีทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต อยู่ในคนคนเดียว ความสามารถนั้นล้นหลามจนตัวนางไม่อยากเชื่อ เมื่อนางอายุสิบขวบดวงเนตรทิพย์ของนางเริ่มทำงาน นางมองเห็นวิญญาณคนตายเต็มไปหมด ไม่ใช่โลกที่นางต้องการแม้แต่น้อย นางเค้นเอาความสามารถในอดีตกาลออกมา ร่ายคาถาปิดผนึกดวงเนตรทิพย์ไม่ให้มองเห็น เช่นนั้นนางถึงอยู่อย่างสงบมาได้จนถึงทุกวันนี้

ใครจะคาดคิดว่าหลังผ่าตัดนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งนั้น นางวูบหมดสติและเสียชีวิตลงไป ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในร่างของคุณหนูปัญญาอ่อน ที่มีชื่อเดียวกันผู้นี้เสียแล้ว ทั้งยังจำอดีตชาติอันรุ่งเรืองได้อีกด้วย ผู้คนอาจคิดว่านางเป็นศิษย์ของเจ้าอาวาสชุน แต่ในความเป็นจริงนั้น เจ้าอาวาสชุนต่างหากที่ยกให้นางเป็นอาจารย์ เรียนรู้เคล็ดวิชาเต๋าขั้นสูงจากนาง เพียงแต่นางไม่กล้ารับไว้ และยกให้ท่านเป็นอาจารย์ไว้เช่นเดิม

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย
8.0
หญิงสาวผู้จบชีวิตด้วยความแค้น กลับต้องข้ามภพมาอย่างไม่ตั้งใจจนพบกับชายผู้เฝ้ารอเธอมาเนิ่นนาน ท่ามกลางความสับสนในยุคสมัยที่ไม่คุ้นเคย เธอถูกเขาตั้งคำถามว่าเป็นปีศาจหรือไม่ ทว่าภายใต้ท่าทีเหล่านั้นกลับแฝงไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่ยากจะหักห้ามใจ แม้คนหนึ่งอยากลืมแต่อีกคนกลับจำฝังใจ สายตาและสัมผัสที่รุกเร้าบีบให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่ไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป ในการเดินทางข้ามกาลเวลาที่เต็มไปด้วยเสน่หาและบททดสอบของหัวใจครั้งนี้
หน้าปกนวนิยาย สามีข้าเป็นมากกว่าชายพิการ
7.9
มันหอมหลงเข้าไปอยู่ในร่างใหม่ขณะเก็บเห็ดบนภูเขา แต่โชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อเธอต้องช่วยชายหนุ่มปริศนาหนีเสือจนตกเขาไปด้วยกัน เมื่อฟื้นขึ้นมาเธอพบว่าเขาบาดเจ็บหนักทั้งขาหัก ตาบอด และจำอะไรไม่ได้เลย ทว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งคู่ต้องแต่งงานกันตามประเพณีเพราะผิดผีป่าผีเรือน หากไม่ตบแต่งจะเกิดอาเพศต่อหมู่บ้าน ท่ามกลางความวุ่นวายในโลกแฟนตาซีและกลิ่นอายอีสาน เธอจะเอาตัวรอดในฐานะภรรยาของชายพิการผู้ลึกลับคนนี้ได้อย่างไร
หน้าปกนวนิยาย สาวน้อยผู้นำพาครอบครัวสู่ความมั่งคั่ง เล่ม 3
9.0
จากอดีตผู้รอดชีวิตในยุคซอมบี้ล้างโลก ฉินหลิวซีได้โอกาสเกิดใหม่เป็นเด็กหญิงวัยห้าขวบในครอบครัวที่แสนยากจน แถมยังถูกญาติพี่น้องรุมกดขี่ข่มเหงอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อโชคชะตาเล่นตลกเธอจึงขอประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้โชคชะตาอีกต่อไป ถึงเวลาที่เธอต้องลุกขึ้นมาใช้ความสามารถที่มีเพื่อพลิกฟื้นฐานะและนำพาทุกคนในครอบครัวก้าวข้ามความลำบากมุ่งสู่ความมั่งคั่งร่ำรวยอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึงในโลกใบใหม่นี้
หน้าปกนวนิยาย ซูเจิน นายหญิงแห่งพฤกษา
7.8
ซูเจิน นักพฤกษศาสตร์สาวผู้ใช้ชีวิตในห้องวิจัยมานาน ตัดสินใจอาสาเข้าร่วมทีมสำรวจป่าเหอหนานอันตรายที่เคยคร่าชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วน แม้เพื่อนร่วมงานจะคัดค้าน แต่เธอก็เลือกเผชิญหน้ากับความเสี่ยงเพื่อเก็บตัวอย่างพืชหายากในพื้นที่ลึกลับที่เทคโนโลยีล้ำสมัยยังเข้าไม่ถึง ทว่าในวันที่เจ็ดของการเดินทาง การค้นพบดอกไม้ประหลาดท่ามกลางป่าลึกกลับนำพาเธอไปสู่เหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เมื่อการสัมผัสเพียงครั้งเดียวทำให้เธอหมดสติไปพร้อมกับแสงสว่างปริศนาที่เปลี่ยนโชคชะตาของเธอไปตลอดกาล
หน้าปกนวนิยาย หักเหลี่ยมเทวา
8.6
โชคชะตาที่พลิกผันจากความตายในช่วงวัยเยาว์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อเขาถูกเลือกให้ฟื้นคืนชีพเพื่อแบกรับภารกิจปริศนาบางอย่างที่เต็มไปด้วยอันตราย เขาต้องออกผจญภัยไปในดินแดนลี้ลับเพื่อตามหาความจริงที่ซ่อนอยู่หลังม่านแห่งโชคชะตา ท่ามกลางการหักหลังและการต่อสู้ที่ต้องใช้ไหวพริบเข้าแลก เขาจะสามารถไขปริศนาของหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ได้สำเร็จหรือไม่ หรือต้องจมดิ่งสู่ความตายอีกครั้งในโลกที่เต็มไปด้วยความลับ
หน้าปกนวนิยาย ดีไซน์เนอร์สาว หลงยุค
9.1
โชคชะตาเล่นตลกกับขวัญยิกา ดีไซน์เนอร์สาวจากโลกอนาคตที่ต้องหลุดมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวในยุคจีนโบราณอย่างไม่คาดฝัน ทว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมา เธอก็ต้องเผชิญกับบทลงโทษด้วยการถูกโบยอย่างทารุณในทันที ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยและวิกฤตอันตรายที่ถาโถมเข้ามา สาวมั่นยุคใหม่จะสามารถใช้ไหวพริบเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันนี้ไปได้หรือไม่