ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว

หลินซือเยว่ผู้นี้ มีสามชะตาในคราเดียว

หลังผ่าตัดนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งนั้น นางวูบหมดสติและเสียชีวิตลงไป ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ก็อยู่ในร่างของคุณหนูปัญญาอ่อนที่มีชื่อเดียวกันผู้นี้เสียแล้วทั้งยังจำอดีตชาติยามเป็นปรมาจารย์เต๋าได้อีกด้วย +++ 1 : ไล่ออกจากอารามไท่ผิงกวน แคว้นจิ้น ราชวงศ์เซวียน อารามไท่ผิงกวน “ไป ๆ อาจารย์ขับไล่พวกท่านออกจากอารามแล้ว อย่าได้มาเหยียบที่นี่อีก” “ศิษย์พี่รองรีบปิดประตูเร็วเข้า !” ตุบ ! ห่อผ้าสองห่อถูกโยนออกมาจากประตูอาราม ปัง ! ตามด้วยเสียงปิดประตูลงสลักอย่างหนาแน่น สตรีนางหนึ่งยืนตัวตรงเป็นสง่า เสื้อผ้ากับเส้นผมของนางปลิวไสวดั่งไผ่ลู่ลม หลินซือเยว่เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่ออารามไท่ผิงกวนด้วยสายตาเลื่อนลอย อาศัยอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้วนะ บางครั้งนางเองก็ลืมเลือนวันเวลาไปเหมือนกัน “คุณหนูเจ้าคะ ศิษย์น้องทั้งสองของท่านทำเกินไปแล้วนะเจ้าคะ เหตุใดถึงไล่พวกเราสองคนออกจากอารามได้เล่า” เผิงฉือกระทืบเท้าเบา ๆ ตรงไปฉวยห่อผ้าทั้งสองบนพื้น ขึ้นมาคล้องแขนตัวเองไว้ “หากไม่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ ศิษย์น้องทั้งสองคงไม่กล้าขับไล่ข้าออกจากอารามหรอก” น้ำเสียงของนางสงบนิ่งฟังแล้วสบายหูยิ่งนัก หาได้มีความโกรธเกลียดแต่อย่างใด “นั่นรถม้า” นิ้วเรียวสวยชี้ไปยังรถม้าคันที่มีคนนั่งเฝ้าอยู่ “ป้าเผิงไปถามดูว่าใช่รถม้าของเราหรือไม่” เผิงฉือไม่รอช้ารีบตรงไปหาคนเฝ้ารถม้าที่อยู่ใต้ต้นไผ่ในทันที ไม่ช้านางก็กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มนิด ๆ “เป็นรถม้าของเราจริง ๆ เจ้าคะคุณหนู คนขับบอกว่าเป็นคนของตระกูลหลินเจ้าค่ะ ได้รับคำสั่งจากท่านพ่อของคุณหนู ให้มารับคุณหนูกลับตระกูลหลินเพื่อไปแต่งงานเจ้าค่ะ” “กลับไปแต่งงานนี่เอง” นางเอ่ยเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ หันหลังกลับไปทางประตูอาราม ประสานมือค้อมตัวคำนับลาอาจารย์ เผิงฉือเห็นเช่นนั้นก็อดที่จะคำนับตามนางไม่ได้ ภายในอารามไท่ผิงกวน “อาจารย์เหตุใดถึงไม่บอกลากับศิษย์พี่ใหญ่ไปตรง ๆ ล่ะ ทำเช่นนี้นางไม่โกรธท่านไปจนวันตายเลยรึ” เหอกุ้ยแม้มีอายุยี่สิบแปดปีแล้ว ทว่าเขากราบเป็นศิษย์เจ้าอาวาสชุนหวังเหล่ยหลังสตรีผู้นั้น จึงได้เป็นเพียงแค่ศิษย์พี่รองเท่านั้น “นั่นสิอาจารย์ ศิษย์พี่ใหญ่นางไม่เคยออกจากอารามไปไหนไกล ท่านทำเช่นนี้ไม่ใช่ขับไล่นางไปสู่ความตายหรอกรึ” จางเจียเฟิ่งเห็นด้วยกับศิษย์พี่รองของเขา “ให้มันน้อย ๆ หน่อยเจ้าศิษย์โง่ทั้งสอง พวกเจ้าคิดว่าอารามไท่ผิงกวนแห่งนี้ สามารถอยู่รอดมาได้เพราะใครกัน หากไม่ใช่เพราะฝีมือของศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้า เห็นนางเงียบ ๆ แบบนั้น ความคิดนางกว้างไกลยิ่งนัก อาจารย์อย่างข้ายังเทียบนางไม่ติดด้วยซ้ำไป” เจ้าอาวาสชุนปีนี้อายุอานามปาเข้าไปหกสิบห้าปีแล้ว ทว่าร่างกายยังแข็งแรง อารามเต๋าแห่งนี้มีวิถีแบบไม่เคร่งครัด ใช้ชีวิตเยี่ยงฆราวาสผู้หนึ่ง สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ “อาจารย์นางอยู่ในอารามวาดยันต์กันภัยให้ชาวบ้านที่มากราบไหว้ ตั้งโต๊ะรักษาโรคภัยให้ผู้คนในตัวอำเภอฝู แต่หนนี้นางต้องกลับบ้านไปเพื่อแต่งงาน นางบริสุทธิ์ถึงเพียงนั้นมิถูกสามีจับกลืนกินจนไม่เหลือกระดูกหรอกรึ” เหอกุ้ยนึกภาพเทพเซียนผู้สูงส่งอย่างหลินซือเยว่ หากต้องร่วมเตียงกับบุรุษหยาบกระด้าง เพียงเท่านั้นเขาก็ทำใจไม่ได้จริง ๆ แทบอยากจะไปแย่งตัวศิษย์พี่ใหญ่ของตัวเองกลับคืนมา “เลิกคร่ำครวญได้แล้ว กลับไปกวาดลานอารามกับตรวจดูน้ำมันตะเกียงให้เรียบร้อย ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าไม่อยู่ เจ้าทั้งสองต้องรีบร่ำเรียนศึกษาหาความรู้ อารามไท่ผิงกวนจะได้เจริญรุ่งเรืองในภายภาคหน้าต่อไปได้” เจ้าอาวาสชุนทำเสียงดังใส่ลูกศิษย์ทั้งสอง “ไป ๆ ข้าจะสวดมนต์” โบกมือไล่ทั้งคู่ให้ออกจากห้องสวดมนต์ไป เจ้าอาวาสชุนรีบลุกไปปิดประตูลั่นกลอน ท่าทางลุกลี้ลุกลนจนผิดปกติ ย่องเบา ๆ ไปที่ใต้เตียงนอน ดึงหีบไม้เก่าเก็บออกมา ครั้นกดสลักเปิดออก ก็พบตั๋วเงินจำนวนสามพันตำลึงอยู่ในนั้น ตระกูลหลินที่ไม่ได้บริจาคน้ำมันตะเกียงมาหลายปี จู่ ๆ ก็ส่งตั๋วเงินมาให้ พร้อมกับขอรับคนกลับไปเพื่อแต่งงาน ช่วงนี้ชาวบ้านมาทำบุญที่อารามน้อยลง หลินซือเยว่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับนาง ถึงไม่ยอมลงจากอารามไปรักษาผู้คน รายได้เลยหายหดแทบจ่ายอาหารการกิน(สุรานารี)ไม่พอ ตั๋วเงินสามพันตำลึงนี่มาได้ทันเวลาพอดี ! แครก ๆ ๆ ๆ เสียงกวาดลานหน้าอารามดังขึ้นพร้อมกับเสียงบ่นของเหอกุ้ย “ข้ารู้ว่านางเก่งเอาตัวรอดได้ ข้าเพียงไม่อยากให้นางไปก็เท่านั้น” “ศิษย์พี่รองท่านอย่าได้เสียใจไปเลย ไม่ใช่ว่ามีแต่นางที่ต้องแต่งงานมีครอบครัว ท่านเองก็เถอะที่บ้านส่งคนมารับทุกปีไม่ใช่รึ” จางเจียเฟิ่งรู้ดีว่าตนและเหอกุ้ย ถูกครอบครัวลงโทษด้วยการส่งมาอยู่ยังอารามแห่งนี้ ทว่าเพียงชั่วคราวเท่านั้น “ตัวข้านั้นไม่เป็นไรหรอก เจ้านั่นแหละศิษย์น้องสาม ข้าได้ยินว่าที่บ้านของเจ้า เพิ่งหาคู่หมั้นหมายคนใหม่ให้เจ้าอีกคนแล้วไม่ใช่รึ” สองศิษย์พี่น้องหยุดกวาดลานอาราม แล้วหันหน้าไปมองตากัน จากนั้นพวกเขาก็ถอนหายใจดัง ๆ พร้อมกัน ไม่มีศิษย์พี่ใหญ่อยู่ด้วย นับจากนี้ไปยามทำความผิดใครจะออกหน้าคอยช่วยเหลือ ยามเงินหมดใครจะให้หยิบยืม ยิ่งคิดพวกเขาก็ยิ่งไม่สบายใจเป็นอย่างมาก บนถนนมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง รถม้าไม้ธรรมดาไม่เล็กไม่ใหญ่ ไร้ป้ายชื่อตระกูลบอกกล่าว คล้ายไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้ว่าคนที่นั่งอยู่ด้านในเป็นใคร เผิงฉือพยายามหลอกถามคนขับรถม้าอยู่หลายหน ถึงสถานการณ์ของตระกูลหลินในยามนี้ นางไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนไม่รู้จักใครสักคน คนขับรถม้าตอบว่า เขามีหน้าที่มารับคุณหนูรองกลับบ้านเท่านั้น เรื่องอื่นนั้นเขาไม่รู้จริง ๆ “ได้ถามหรือไม่ ใช้เวลากี่วันในการเดินทาง” หลินซือเยว่เอ่ยเสียงเนิบ ๆ “ถามแล้วเจ้าค่ะ เขาบอกว่าราว ๆ สิบวันก็ถึงเมืองหลวงแล้ว” “สิบวันเชียวรึ” หลินซือเยว่มองห่อผ้าที่วางอยู่ด้านข้าง มีเพียงของใช้จำเป็นของนางไม่กี่ชิ้น พร้อมกับก้อนเงินจำนวนห้าสิบตำลึง “คงต้องแวะซื้อของในอำเภอฝูเสียก่อน” เผิงฉือรีบเปิดม่านบอกกับคนขับรถม้า แต่เขากลับทำเสียงฮึดฮัดคล้ายไม่พอใจ “เสียเวลาเดินทางเปล่า ๆ” น้ำเสียงเขากระด้างกระเดื่อง
ตอน
แชร์

ตอน 3

3 : เกิดเรื่องที่ศาลาพักม้า

หลินซือเยว่ในอดีตกาลนั้น มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้คน เปิดดวงเนตรทิพย์สื่อสารกับเหล่าดวงวิญญาณ ตรงกันข้ามกับนางในตอนนี้ ใช้ชีวิตด้วยความระแวดระวัง ไม่ยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นเกินความจำเป็น นั่นเพราะนางมาอยู่ในร่างนี้ในวัยเด็ก ที่มีอายุเพียงห้าปีเท่านั้น แต่ละวันจึงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไร้คนมีฝีมือข้างกายทรัพย์สินเงินทองนั้นยิ่งไม่มี กว่านางจะรอให้ตัวเองเติบโต มีกำลังพอจะลงจากเขาไปรักษาผู้คนได้ ก็ยามเมื่ออายุสิบปีเสียก่อน

ยามนี้นางอายุสิบหกปี เคยไปไกลสุดแค่อำเภอฝู การเดินทางกลับตระกูลหลินคราวนี้ นับว่าเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของนางในโลกนี้ก็ว่าได้ จะว่าไปแล้วพ่อแม่พี่ชายหรือคนตระกูลหลินหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น นางนึกไม่ออกเลยจริง ๆ

การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น เมื่อใดที่หลินซือเยว่บอกให้หยุด เส้นทางข้างหน้ามักจะมีปัญหาอยู่เสมอ ในคราแรกหลินอ้ายก็โต้แย้งอยู่บ้าง ต่อมาถึงรู้สิ่งใดที่คุณหนูรองผู้นี้เอ่ยออกมา มักกลายเป็นเรื่องจริงในภายหลัง โดยเฉพาะหลังออกจากอำเภอฝูได้วันเดียว ลมหนาวมาเยือนอย่างกะทันหัน ตกดึกหิมะตกหนักในทันที เรียกได้ว่าปีนี้อาจเกิดภัยพิบัติจากความหนาวตามมา

“ป้าเผิงเอาเสื้อกันหนาวไปให้หลินอ้ายด้วย”

“เจ้าค่ะคุณหนู” เผิงฉือรีบไปรื้อกล่องที่อยู่ด้านหลังรถม้า นำชุดกันหนาวของบุรุษออกมามอบให้หลินอ้าย พร้อมทั้งอุปกรณ์กันหนาวต่าง ๆ

หลินอ้ายรู้สึกซาบซึ้งในความมีเมตตาของหลินซือเยว่มาก ถึงกับมาคุกเข่าก้มกราบด้วยคราบน้ำตา ยามอยู่ในตระกูลหลินเขาได้รับแต่เสื้อผ้าเก่า ๆ ของผู้อื่น เนื่องจากไม่กล้าใช้เงินซื้อสวมใส่ ทางบ้านยากไร้ถึงขั้นขายลูกชายมาเป็นบ่าวรับใช้ผู้อื่น นี่นับเป็นของขวัญชิ้นแรกที่เขาได้รับเลยก็ว่าได้

“ข้าขอบคุณคุณหนูรองที่เมตตาขอรับ” ไม่เพียงแค่เสื้อผ้าหน้าหนาว อาหารการกินของเขาก็ดีขึ้นด้วย ไหนเลยหลินอ้ายจะเคยได้รับสิ่งดี ๆ เช่นนี้มาก่อน

เผิงฉือเห็นน้ำตาของหลินอ้ายก็อดใจอ่อนไม่ได้ “รู้ความเช่นนี้ก็ดีแล้ว เจ้าก็อย่าได้เนรคุณภายหลังก็แล้วกัน”

“ข้าไม่กล้า ๆ”

“ลุกขึ้นเถอะ” หลินซือเยว่เอ่ยทั้งที่ดวงตา ยังคงมองออกไปนอกหน้าต่างของห้องพัก หิมะสีขาวโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ขอทานหลายคนเริ่มก่อไฟบรรเทาความหนาว ผู้คนเก็บตัวเงียบอยู่ในเรือนไม่ออกมา ช่างเป็นความงามที่เต็มไปด้วยความยากลำบากเหลือเกิน

“ไป ๆ กลับไปห้องพักของเจ้าได้แล้ว คุณหนูของข้าจะพักผ่อน”

“ขอรับท่านป้าเผิง” หลินอ้ายหอบเอาเสื้อผ้าหน้าหนาวพร้อมกับผ้าห่มนวมผืนใหญ่ อีกทั้งยังมีเตาอุ่นมือ กลับไปยังห้องพักของตัวเอง

“ตระกูลหลินคิดอย่างไร ถึงส่งคนขับรถม้าอายุสิบเจ็ดปีมารับคุณหนู ยังไม่รู้ประสาอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่รถม้าพังยังแก้ไขไม่ได้” เผิงฉือส่ายหน้าไปบ่นไปด้วย “หากเกิดเจอโจรผู้ร้ายระหว่างทาง ใครจะช่วยเหลือใครก็ยังไม่รู้ อย่างน้อยก็ควรจะส่งคนคุ้มกันมาด้วยสักคนสองคนก็ยังดี” นางบ่นไปมือก็จัดที่นอนเตรียมให้หลินซือเยว่ไปด้วย

“พวกเขาทิ้งข้าไว้ที่อารามไท่ผิงกวนถึงสิบปีเต็ม ท่านหวังสิ่งใดจากคนเหล่านั้นได้ด้วยรึ”

น้ำเสียงกึ่งเยาะของหลินซือเยว่ ทำให้ผิงฉือถึงกับอดรู้สึกสงสารนางไม่ได้ คุณหนูของนางทั้งงดงามและมากฝีมือ เหตุใดถึงไม่มาเยี่ยมหาเลยสักครั้ง นางมีใบหน้าเดียวคือความเฉยชา มองทุกอย่างรอบตัวด้วยความว่างเปล่า คล้ายกับว่าชีวิตนี้เกิดมาได้ไร้จุดหมาย

“คุณหนูท่านปิดหน้าต่างแล้วมานอนเถอะเจ้าค่ะ ลมหนาวเข้ามาในห้องแล้ว”

“ได้” หลินซือเยว่ลุกขึ้น เดินไปนอนบนเตียง มุมปากยิ้มนิด ๆ เมื่อเห็นเผิงฉือรีบร้อนปิดหน้าต่าง บานที่นางนั่งชมวิวเมื่อครู่นี้

“อันที่จริงคุณหนูควรเปลี่ยนชุดแต่งกายใหม่ จะใส่เพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีเรียบ ๆ แบบเดิมไม่ได้แล้ว”

“เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่” นางเอ่ยสั้น ๆ แล้วพลิกตัวหันหลังให้เผิงฉือ

เผิงฉือนอนบนตั่งสำรองอยู่ในห้อง นางเคยคิดจะเลี้ยงดูคุณหนูเหมือนลูกสาว แต่ว่ารูปลักษณ์และความสูงส่งของหลินซือเยว่ ทำให้นางนั้นไม่อาจเอื้อมถึงได้จริง ๆ พึงพอใจที่จะเป็นคนสนิทข้างกายเช่นดังเดิม นางมองคนบนเตียงครู่หนึ่ง ก่อนดับตะเกียงแล้วเอนตัวลงนอน

การเดินทางในสามวันต่อมากลับต้องพบเจอปัญหา เมื่อไม่อาจไปถึงโรงเตี๊ยมได้ก่อนเวลาพระอาทิตย์ตกดิน จำเป็นต้องแวะที่ศาลาพักม้าไปก่อน

“ท่านป้าเผิงคนที่ศาลาพักม้าบอกว่าห้องส่วนตัวเต็มแล้วขอรับ เหลือแค่ห้องโถงส่วนรวม แต่ข้าไปดูมาแล้วมีแต่ชาวบ้านเนื้อตัวสกปรก นั่งเบียด ๆ กันเต็มไปหมด เกรงว่าคุณหนูรองจะอยู่ไม่สะดวก” หลินอ้ายเกิดรู้สึกผิดขึ้นมา เขาบังคับม้าไปไม่ถึงโรงเตี๊ยมข้างหน้า ทำให้หลินซือเยว่ต้องได้รับความลำบากเช่นนี้

“ป้าเผิงตั้งกระโจม”

หลินอ้าย “...?”

เผิงฉือ “เจ้าค่ะคุณหนู มาเร็วหลินอ้ายมาช่วยข้าตั้งกระโจมกัน ว่าแต่ตั้งตรงไหนเจ้าคะคุณหนู”

หลินซือเยว่กวาดตามองไปรอบ ๆ นางชี้นิ้วไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งบริเวณนั้นสามารถมองเห็นศาลาพักม้าได้อย่างชัดเจน

“ไปเร็วหลินอ้ายใต้ต้นไม้นั่น”

หลินอ้ายเริ่มจะคุ้นชินกับการตัดสินใจของหลินซือเยว่ เขารีบจูงม้าไปยังใต้ต้นไม้ และช่วยเผิงฉือจัดการตั้งกระโจม

“ถึงว่าทำไมรถม้ามันถึงหนักเพียงนี้ ที่แท้พวกท่านก็ขนมาสารพัดอย่างเลย”

“เจ้าโง่ หากคุณหนูของข้าไม่รอบคอบ ป่านนี้เจ้าได้หนาวตายอยู่ข้างนอกนั่นแล้ว”

ไม่เพียงแค่กระโจมของหลินซือเยว่ กระโจมเล็กของหลินอ้ายก็ยังมีอีกด้วย

หลินอ้ายมองเห็นกระโจมเล็กของตนเองก็รู้สึกพิศวงยิ่งนัก เดินเข้าไปหาเผิงฉือใกล้ ๆ “ท่านป้าเผิงข้าถามจริง ๆ เถอะ คุณหนูรองล่วงรู้ดินฟ้าอากาศใช่ไหม ถึงได้รู้ว่าหิมะจะตกอากาศจะหนาวเหน็บ”

“คุณหนูของข้าเติบโตในอารามเต๋า เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ” เผิงฉือไม่ยอมตอบตามตรง เพราะนางเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเรื่องที่หลินซือเยว่ล่วงรู้นั้นมาจากไหนกันแน่ เพราะดูจากความสามารถแล้ว เหมือนจะเหนือเจ้าอาวาสชุนอยู่หลายขุม

ตั้งกระโจมเสร็จแล้วเผิงฉือก็ทำอาหารที่เตรียมมาด้วย นางทำข้าวต้มร้อน ๆ มีของว่างเป็นขนมที่แวะซื้อระหว่างทาง หลินอ้ายได้กินอาหารร้อน ๆ ท้องอิ่มหนังตาเริ่มหย่อน หลินซือเยว่ให้เขาเข้าไปนอนหลับให้เต็มที่ เพราะเขาทำงานหนักมาตลอดทั้งวันแล้ว พอหัวถึงพื้นกระโจมเขาก็ส่งเสียงกรนในทันที

เผิงฉือคอยดูกองไฟไม่ให้ดับ หลินซือเยว่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวน้อย ดวงตามองไปยังศาลาพักม้าอยู่เป็นระยะ เหมือนมีบางเรื่องราวในใจที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้

“คุณหนูเข้านอนเถอะเจ้าค่ะ ทางนี้ข้าจะคอยดูกองไฟให้เอง”

“ไม่ต้องหรอกป้าเผิงท่านดับไฟเข้านอนพร้อมข้าได้เลย ค่อยตื่นอีกทียามโฉ่ว(01.00-02.59)ก็แล้วกัน” สีหน้าของหลินซือเยว่ดูมีกังวล “เก็บของที่เหลือขึ้นรถม้าไว้ก่อน”

เมื่อหลินซือเยว่เอ่ยเช่นนี้ย่อมมีที่มาที่ไป เผิงฉือไม่รอช้าเก็บหม้อไหทุกอย่างขึ้นไว้บนรถม้าอย่างรวดเร็ว กลับมาเข้านอนตามที่คุณหนูของตนสั่ง “ยามโฉ่วจะมีเรื่องใช่ไหมเจ้าคะ”

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ เตรียมตัวไว้เถอะ”

“เจ้าค่ะคุณหนู”

ยาวโฉ่ว

เสียงโลหะกระทบกันดังก้องในยามราตรี หลินอ้ายกับเผิงฉือวิ่งออกมาจากกระโจมพร้อม ๆ กัน กลับเห็นแผ่นหลังของหลินซือเยว่ที่ยืนตัวตรง สายตาจ้องไปยังศาลาพักม้าเงียบ ๆ

“คุณหนูรองทำอย่างไรดีขอรับ พวกเราควรเก็บกระโจมไปจากที่นี่ดีหรือไม่” หลินอ้ายไม่เคยเจอเหตุการณ์น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน เสียงกรีดร้องของผู้คนดังโหยหวนไปหมด

“ออกไปตอนนี้ได้ตายเพราะความหนาวแน่นอน” หลินซือเยว่คำนวณดูแล้ว การเดินทางยามนี้โอกาสรอดมีน้อยยิ่งนัก ไม่เพียงแค่นางที่รู้ คนในศาลาพักม้าเองก็รู้เช่นเดียวกัน พวกเขาหนีออกมาแต่ก็รั้งรออยู่รอบ ๆ ไม่ได้เดินทางไปไหนในทันที

ร่างกายของเจ้าจะรับรู้ศิลปะการต่อสู้ได้ ยามเมื่อผ่านพ้นวัยปักปิ่นไปแล้ว

เสียงตัวตนในอดีตกาลเอ่ยย้ำเตือนนางเช่นนี้ ในวันที่นางต้องการฝึกวรยุทธ์ แต่นี่นางผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้หนึ่งปีแล้ว เหตุใดนางถึงไม่รับรู้ได้ถึงวรยุทธ์ที่เคยมีในอดีต ติดขัดที่ตรงไหนกัน

เสียงฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่ง มุ่งหน้ามาทางที่พวกเขาตั้งกระโจมอยู่

“ฮูหยินทางนี้เจ้าค่ะ !”

“พวกเจ้าเป็นใครอย่าเข้ามาใกล้คุณหนูรองของข้านะ !” หลินอ้ายส่ายไม้ฟืนในมือไปยังคนแปลกหน้า เพื่อปกป้องหลินซือเยว่กับเผิงฉือ

คนทั้งกลุ่มถึงกับชะงัก พวกเขาแค่เห็นแสงไฟจากตะเกียง จึงรีบวิ่งมาทางนี้ ไหนเลยจะคิดว่ามีคนตั้งกระโจมท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้

“แม่นางฮูหยินของข้าเพิ่งหนีออกมาจากศาลาพักม้า พวกเราไม่ใช่คนร้ายแน่นอน ขอพักอยู่ตรงนี้สักครู่ได้หรือไม่ พวกเราไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้ว” บ่าวสูงวัยผู้หนึ่งไม่สนใจหลินอ้าย แต่หันไปเอ่ยกับหลินซือเยว่ที่อยู่ด้านหลัง

“แม่นมฉีข้าว่าไปต่ออีกสักหน่อยดีหรือไม่” คนผู้นี้ดูไม่เหมือนบ่าว มองไปแล้วเหมือนทหารหรือไม่ก็องครักษ์เสียมากกว่า

“มะไม่ ข้าไม่ไป ข้าจะรอท่านพี่ โอ๊ย !” เจินซูเหวินหรือต่งฮูหยิน เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา นางถูกคลุมด้วยผ้าขนสัตว์อย่างหนาแน่น

“ฮูหยิน !” แม่นมหนึ่งคนกับสาวใช้อีกสอง ต่างกรูเข้าไปดูฮูหยินของพวกนาง คนคุ้มกันอีกสองคนต่างตระหนักถึงความยากลำบากนี้ พวกเขาคนหนึ่งมองไปทางซ้ายอีกคนมองไปทางขวา จากนั้นมองกลับไปที่โรงพักหน้าอยู่ตลอดเวลา

หลินซือเยว่หันไปมองเผิงฉือเล็กน้อย “ป้าเผิงไปดู”

“ฮูหยินพวกเจ้าเป็นอะไรไป” เผิงฉือเข้าไปดูอีกคน ทว่าความมืดทำให้มองเห็นไม่ชัด ว่าฮูหยินผู้นี้เกิดอันตรายอันใดขึ้น

“มีน้ำเจ้าค่ะ ! แม่นมฉี !” สาวใช้นางหนึ่งสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ขณะที่ฮูหยินของนางสีหน้าบิดเบี้ยวไปหมด

“นางกำลังจะคลอดลูก” น้ำเสียงเย็นเยียบของหลินซือเยว่ ทำให้ทุกคนที่อยู่บริเวณนี้ถึงกับสูดลมหายใจเข้าได้ไม่เต็มปอด “พานางเข้าไปในกระโจม หลินอ้ายก่อไฟต้มน้ำร้อน ป้าเผิงย่ามยา ส่วนเจ้าสองคนคุ้มกันบริเวณนี้อย่าให้มีผู้ใดเข้ามา”

นางเอ่ยจบทุกคนก็ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ “ไป !” กระทั่งคำนี้ถูกเอ่ยออกมา พวกเขาถึงกระจายตัวกันไปทำงานตามคำสั่ง ไม่เว้นกระทั่งคนคุ้มกันก็ยังฟังคำสั่งของนาง

“เจ้ากับป้าเผิงอยู่ในกระโจมกับข้า ส่วนเจ้าสองคนคอยอยู่ด้านนอก” นางหันไปทางแม่นมฉี ก่อนหันไปทางสาวใช้ทั้งสองคน

“ทำตามคำสั่งแม่นางผู้นี้เถอะ” แม่นมฉีเหมือนว่าไม่มีทางเลือก ลอบมองไปที่ศาลาพักม้ายังได้ยินเสียงต่อสู้กันอยู่ อีกทั้งบางแห่งยังมีไฟไหม้ลุกลามขึ้น ชาวบ้านคนอื่น ๆ กระจายไปอยู่บริเวณอื่นที่ลับสายตาผู้คน มีเพียงกระโจมแห่งนี้ที่เดียวที่อยู่ใกล้ที่สุด

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ถ้าจะรัก ภพชาติก็แค่ปากซอย
8.0
หญิงสาวผู้จบชีวิตด้วยความแค้น กลับต้องข้ามภพมาอย่างไม่ตั้งใจจนพบกับชายผู้เฝ้ารอเธอมาเนิ่นนาน ท่ามกลางความสับสนในยุคสมัยที่ไม่คุ้นเคย เธอถูกเขาตั้งคำถามว่าเป็นปีศาจหรือไม่ ทว่าภายใต้ท่าทีเหล่านั้นกลับแฝงไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่ยากจะหักห้ามใจ แม้คนหนึ่งอยากลืมแต่อีกคนกลับจำฝังใจ สายตาและสัมผัสที่รุกเร้าบีบให้ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่ไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป ในการเดินทางข้ามกาลเวลาที่เต็มไปด้วยเสน่หาและบททดสอบของหัวใจครั้งนี้
หน้าปกนวนิยาย สามีข้าเป็นมากกว่าชายพิการ
7.9
มันหอมหลงเข้าไปอยู่ในร่างใหม่ขณะเก็บเห็ดบนภูเขา แต่โชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อเธอต้องช่วยชายหนุ่มปริศนาหนีเสือจนตกเขาไปด้วยกัน เมื่อฟื้นขึ้นมาเธอพบว่าเขาบาดเจ็บหนักทั้งขาหัก ตาบอด และจำอะไรไม่ได้เลย ทว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งคู่ต้องแต่งงานกันตามประเพณีเพราะผิดผีป่าผีเรือน หากไม่ตบแต่งจะเกิดอาเพศต่อหมู่บ้าน ท่ามกลางความวุ่นวายในโลกแฟนตาซีและกลิ่นอายอีสาน เธอจะเอาตัวรอดในฐานะภรรยาของชายพิการผู้ลึกลับคนนี้ได้อย่างไร
หน้าปกนวนิยาย สาวน้อยผู้นำพาครอบครัวสู่ความมั่งคั่ง เล่ม 3
9.0
จากอดีตผู้รอดชีวิตในยุคซอมบี้ล้างโลก ฉินหลิวซีได้โอกาสเกิดใหม่เป็นเด็กหญิงวัยห้าขวบในครอบครัวที่แสนยากจน แถมยังถูกญาติพี่น้องรุมกดขี่ข่มเหงอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อโชคชะตาเล่นตลกเธอจึงขอประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมก้มหัวให้โชคชะตาอีกต่อไป ถึงเวลาที่เธอต้องลุกขึ้นมาใช้ความสามารถที่มีเพื่อพลิกฟื้นฐานะและนำพาทุกคนในครอบครัวก้าวข้ามความลำบากมุ่งสู่ความมั่งคั่งร่ำรวยอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึงในโลกใบใหม่นี้
หน้าปกนวนิยาย ซูเจิน นายหญิงแห่งพฤกษา
7.8
ซูเจิน นักพฤกษศาสตร์สาวผู้ใช้ชีวิตในห้องวิจัยมานาน ตัดสินใจอาสาเข้าร่วมทีมสำรวจป่าเหอหนานอันตรายที่เคยคร่าชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วน แม้เพื่อนร่วมงานจะคัดค้าน แต่เธอก็เลือกเผชิญหน้ากับความเสี่ยงเพื่อเก็บตัวอย่างพืชหายากในพื้นที่ลึกลับที่เทคโนโลยีล้ำสมัยยังเข้าไม่ถึง ทว่าในวันที่เจ็ดของการเดินทาง การค้นพบดอกไม้ประหลาดท่ามกลางป่าลึกกลับนำพาเธอไปสู่เหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เมื่อการสัมผัสเพียงครั้งเดียวทำให้เธอหมดสติไปพร้อมกับแสงสว่างปริศนาที่เปลี่ยนโชคชะตาของเธอไปตลอดกาล
หน้าปกนวนิยาย หักเหลี่ยมเทวา
8.6
โชคชะตาที่พลิกผันจากความตายในช่วงวัยเยาว์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อเขาถูกเลือกให้ฟื้นคืนชีพเพื่อแบกรับภารกิจปริศนาบางอย่างที่เต็มไปด้วยอันตราย เขาต้องออกผจญภัยไปในดินแดนลี้ลับเพื่อตามหาความจริงที่ซ่อนอยู่หลังม่านแห่งโชคชะตา ท่ามกลางการหักหลังและการต่อสู้ที่ต้องใช้ไหวพริบเข้าแลก เขาจะสามารถไขปริศนาของหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ได้สำเร็จหรือไม่ หรือต้องจมดิ่งสู่ความตายอีกครั้งในโลกที่เต็มไปด้วยความลับ
หน้าปกนวนิยาย ดีไซน์เนอร์สาว หลงยุค
9.1
โชคชะตาเล่นตลกกับขวัญยิกา ดีไซน์เนอร์สาวจากโลกอนาคตที่ต้องหลุดมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวในยุคจีนโบราณอย่างไม่คาดฝัน ทว่าการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเธอกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมา เธอก็ต้องเผชิญกับบทลงโทษด้วยการถูกโบยอย่างทารุณในทันที ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยและวิกฤตอันตรายที่ถาโถมเข้ามา สาวมั่นยุคใหม่จะสามารถใช้ไหวพริบเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันนี้ไปได้หรือไม่