
เงารัก พันธนาการสวาท
ตอน 2
ท่ามกลางการจราจรที่ติดขัด รถราเนืองแน่นเต็มท้องถนน บาทวิถีเนืองแน่นไปด้วยแผงลอยจนแทบจะไร้ทางเดิน ขณะที่วินมอเตอร์ไซวิ่งสวนเลนกันยั้วเยี้ยเต็มไปหมด เสียงก็แตรบีบใส่กันดังสนั่น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงก่นด่าขโมงโฉงเฉง
ปรี๊น! ปรี๊น!
“เห้ย! น้องเดินดีๆ ดิ อยากตายรึไง!”
“ขะ ขอโทษค่ะ”
หญิงสาวลนลานขอโทษด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ วินมอเตอร์ไซค์ก็พุ่งเข้าหาแล้วหักหลบอย่างรวดเร็ว ทว่าเหตุการณ์ฉุกละหุกเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีนั้น ทำให้ร่างน้อยๆ เซล้มไม่ล้มไปเป็นท่า
“ระวังหน่อยเซ่!”
ใบหน้าถมึงถึงทำให้เธอก้มหน้างุด น้ำตาแทบไหลอยู่รอมร่อ เข้ากรุงเทพวันแรกก็เกิดเรื่องเสียแล้ว
หญิงสาวมองข้าวของที่ตกเกลี่อนพื้นสลับกับฝ่ามือที่ถลอก พลางนึกถึงจุดประสงค์ที่บากหน้าเข้ามาวันนี้ก็ทำไห้ต้องรีบปาดน้ำตาแล้วก้มเก็บของอย่างรวดเร็ว
รมิดากอดกระเป๋าใบน้อยแน่น สองเท้ารีบจ้ำให้พ้นช่วงถนนอันแสนวุ่นวายและกว่าจะผ่านมาได้ก็กินเวลาไปเกือบสิบห้านาที
ครืน! ครืน!
เดินต่อมาเพียงไม่นาน ท้องฟ้าที่สว่างสดใสกลับมีเมฆหมอกมาบดบัง ความมืดครึ้มปกคลุมไปทั่ว สภาพดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามจากเบื้องบนดังขึ้นไม่ขาดสาย ทำให้สองเท้าเล็กๆ รีบก้าวไปให้ถึงจุดหมายโดยไว
ซ่า~
เพียงแค่เสี้ยววินาที สายฝนก็พรมฉ่ำไปทั่วผืนฟ้าอย่างรวดเร็ว
“บ้าจริง!”
เสียงหวานสบถด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะตัดสินใจวิ่งเข้าตัวตึกที่สูงตระหง่านฟ้า อันเป็นจุดหมายปลายทางของวันนี้
PBI Hospital
รมิดามองป้ายตัวหนังสือสีเงินเงาวับตัวโตที่ผนังตรงหน้า พลางก้มมองสภาพมอมแมมของตัวเองแล้วยิ้มไม่ออก เมื่อรู้ว่าสถานพยาบาลราคาแพงระยับกับการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาถูกของเธอช่างไม่เข้ากันเสียเลย
ทว่าสักพักกลับต้องทำตัวลีบเล็ก เมื่อเจอสายตาที่กวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้ววกกลับมามองหน้าด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกอีกครั้ง หญิงสาวเริ่มทำตัวไม่ถูกเพราะไม่รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตัวแบบไหนในสถานที่โอ่อ่าราวกับโรงแรรมห้าดาวแบบนี้
“เอ่อ...ขอโทษนะคะ” สุดท้ายรมิดาก็ตัดสินใจตรงดิ่งเข้าไปหาประชาสัมพันธ์สาว “คือ...หนูต้องการพบคุณหมอดรันย์ค่ะ ไม่ทราบว่าจะติดต่อได้ตรงไหนคะ”
“ดร.ดรันย์หรือเปล่าคะ?”
“ค่ะ” รมิดาพยักหน้ารับ พลางเอ่ยทวนชื่อและนามสกุลของคนที่ต้องการพบอีกครั้ง “คุณหมอดรันย์ พิพัฒพงษ์ค่ะ”
ประชาสัมพันธ์สาวมองหน้าเธอคล้ายกับไม่อยากเชื่อ ก่อนจะอมยิ้มเล็กน้อยแล้วก้มลงซุบซิบกันต่อหน้าเธออย่างเสียมารยาท ทว่าหนึ่งในนั้นกลับลุกขึ้นแล้วสำรวจการแต่งกายเธออีกรอบ
วันนี้หญิงสาวอยู่ในชุดแสนธรรมดา แต่เสื้อผ้าที่เคยมีราคากลับเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผง ฝ่ามือและหัวเข่ามีรอยถลอกเล็กน้อย ซ้ำกระเป๋าใบย่อมยังครูดกับถนนจนเกิดรอยเต็มไปหมด
“มาผิดโรงพยาบาลหรือเปล่า”
เมื่อมองครบถ้วนหางเสียงที่เคยมีก็เริ่มหดหาย เสียงหวานๆ กลับแข็งกระด้างจนเธอคาดไม่ถึง
“ไม่ผิดแน่นอนค่ะ! หนูต้องการพบคุณหมอดรันย์ พิพัฒพงษ์ ศัลยแพทย์ด้านระบบประสาทและสมอง แม่บอกว่าเขาทำงานอยู่ที่นี่!”
รมิดาเอ่ยเสียงแข็งกลับบ้าง ทว่าประชาสัมพันธ์ทั้งสองกลับหลุดขำพร้อมทั้งส่ายหน้าราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน กระนั้นคนทั้งสองยังไม่หักหาญน้ำใจเธอเสียทีเดียว พร้อมกับยอมรับคำขอของเธอไว้โดยไม่รับประกันว่าคนที่เธอต้องการพบนั้นจะอนุญาตให้เข้าพบหรือไม่ ก่อนจะไล่ให้เธอกลับมานั่งรอที่เดิม
หญิงสาวเลือกที่จะนั่งเก้าอี้ตัวลึกสุด ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความอ่อนล้ากลับเหลียวมองผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาราวกับไม่เคยเห็น
โรงพยาบาลแห่งนี้พื้นที่ด้านล่างถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่ากลับทันสมัยและหรูหราไม่น้อย ร้านอาหารหลากหลายแบรนด์ต่างฝังตัวภายใต้ตัวตึกเต็มไปหมด หากมองแบบผิวเผินก็คงแยกยากนิดหน่อยว่าส่วนไหนคือโรงพยาบาล ส่วนไหนคือห้างสรรพสินค้า
ผ่านไปสามชั่วโมง สายฝนยังตกกระหน่ำราวกับฟ้ารั่ว บรรยากาศภายนอกเย็นขึ้นอีกหลายองศา ทว่าคนที่เดินทางมาตลอดทั้งวันกลับนั่งสัปหงกจนหัวแทบจะทิ่มพื้น อาจเป็นเพราะความเมื่อยล้าและเหน็ดเหนื่อยมาตลอดหลายวัน จึงทำให้เธอหลับได้อย่างง่ายดาย
“น้องคะ น้อง!”
แรงสะกิดเบาๆ ที่หัวไหล่ทำให้คนขี้เซาสะดุ้งตื่นทันควัน
“คะ?”
“หลับตรงนี้ไม่ได้นะคะ ตรงนี้ห้ามหลับค่ะ”
รมิดามองไปรอบๆ ก็พบว่าฝนหยุดตกไปแล้ว ผู้คนที่เคยขวักไขว่กลับเบาบางจนแทบจะไม่มีใครเดินให้เห็น หญิงสาวหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อเงยหน้ามองคนที่สะกิดเรียก
“มีอะไรให้พี่ช่วยหรือเปล่าคะ”
ประชาสัมพันธ์คนใหม่เริ่มซักถาม คนนี้ดูสวยและใจดีกว่าสองคนแรกอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าสวยตามสมัยนิยมกำลังยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร
“หนูมารอพบคุณหมอดรันย์ค่ะ”
“นัดไว้หรือเปล่าเอ่ย”
รมิดาส่ายหน้า พลางมองหาคนที่เคยฝากเรื่องไว้เมื่อช่วงหัวค่ำ
“หนูฝากเรื่องไว้กับพี่สองคนที่เคยนั่งตรงโน้น” หญิงสาวชี้นิ้วไปยังเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์ “แต่ตอนนี้หายไปไหนแล้วอ่ะ”
“เขากลับบ้านแล้วกันแล้วค่ะ ตอนนี้พี่รับหน้าที่ต่อ”
“แล้วหนูจะได้พบคุณหมอกี่โมงคะ”
รมิดายังมีความหวัง ทว่าเพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น
“อ้าว! ไม่มีใครบอกน้องเหรอคะ วันนี้คุณหมอกลับไปตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้วค่ะ ตามตารางที่เลขาท่านแจ้งไว้ พรุ่งนี้คุณหมอมีประชุมด่วนที่สิงค์โปรในช่วงเช้า ไว้วันหลังน้องค่อยมาใหม่แล้วกันเนอะ”
ประชาสัมพันธ์สาวทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนจะเห็นใจ
รมิดาเหมือนคนที่เพิ่งตื่น ทว่าข่าวใหม่ที่ได้ยินทำให้ทำให้ตาสว่างขึ้นในบัดดล พลางนึกเจ็บใจสองสาวจอมแสบก่อนหน้าที่ไม่ยอกบอกให้เธอรู้ ซ้ำยังหลอกได้นั่งรอเกือบครึ่งค่อนคืน
“บ้าที่สุด! คนใจร้าย!”
หญิงสาวสบถด้วยหัวเสีย ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นดูก็พบว่าตอนนี้เวลาเกือบจะห้าทุ่ม ซ้ำด้านนอกก็เหมือนจะมีสายฝนโปรบปรายลงมาอีกรอบ เป็นแบบนี้แล้วคืนนี้จะนอนที่ไหน!
รมิดาหันรีหันขวาง เธอมองหาห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด ก่อนจะตรงไปตามป้ายบอกทางอย่างรวดเร็ว ทว่าเพียงแค่พ้นช่วงมืดของมุมตึก ร่างบางกลับต้องปลิวหวือยามที่เดินชนกับใครบางคนที่เดินสวนมาเต็มแรง
ปึ้ก!
“โอ๊ย!”
รมิดาเกือบจะล้มลงกับพื้น ทว่ากลับถูกเขาคว้าเอาไว้ได้ทันท่วงที
“ขอโทษนะครับคุณ! เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
เขาถามขึ้นด้วยความร้อนรน มือไม้รีบสำรวจเรือนร่างบอบบางตรงหน้าอย่างเร่งรีบ เมื่อพบว่าไม่มีอะไรผิดปก ชายหนุ่มก็เอ่ยขอตัวอีกครั้ง
“หมอขอตัวก่อนนะครับ”
ร่างสูงเตรียมจะผละจาก ทว่าน้ำเสียงที่คุ้นหูทำให้รมิดาได้สติ หญิงสาวจึงร้องเรียกเขาไว้
“เดี๋ยวค่ะคุณหมอ!”
ชายหนุ่มหันขวับ สีหน้าเริ่มครุกรุ่นด้วยความไม่พอใจ แต่ช่วงเงาของมุมตึกกลับทำให้ความมืดพาดทับช่วงใบหน้าของเขาอย่างพอดิบพอดี
“มีอะไรหรือเปล่าครับ หมอมีเคสด่วน”
รมิดาเพิ่งสังเกตว่าเขาอยู่ในชุดปลอดเชื้อ ท่าทางเขาเร่งรีบเกินกว่าปกติ ใบหน้าในมุมมืดสวมทับด้วยแว่นตาตามแบบฉบับ แล้วไหนจะจะหน้ากากอนามัยอีก หญิงสาวไม่แน่ใจว่าใช่เขาหรือเปล่า ดังนั้นอาการอึกอักจึงเกิดขึ้น
“คุณหมอคือ เอ่อ หมอ...”
“หมอไม่มีเวลาเล่นนะคุณ! โทษที! หมอมีผ่าตัดด่วน”
ชายหนุ่มโคลงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะรีบตรงไปยังห้องผ่าตัดเตรียมไว้ วันนี้เขาวุ่นวายเกินคาด เริ่มจากถูกเลื่อนประชุมในช่วงสาย ซ้ำตอนบ่ายยังต้องออกไปสอนหนังสือ พอตกค่ำแทนที่จะได้พักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเดินทางในวันพรุ่งนี้ ทว่ากลับถูกเรียกตัวให้เข้าผ่าตัดด่วน ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลของเขามือหมอเฉพาะทางนับสิบคน!
ให้ตายสิ!
แล้วแบบนี้เขาจะเสียเงินจ้างหมอต่างประเทศมาทำไมวะ!
ศัลยแพทย์หนุ่มคิดอย่างหัวเสีย สองเท้าเดินแกมวิ่งมาถึงห้องผ่าตัด ทว่าเพียงแค่มือหนาสัมผัสประตู เสียงหวานก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
“พี่รันย์!”
หมอหนุ่มชะงักกึก ก่อนจะหันกลับไปก็เจอกับใครบางคนที่เดินกระหืดกระหอบตามเขามา
“พรีม” ชายหนุ่มมองคนที่กำลังเดินมาหาเขาด้วยความตกใจ “พรีมมาที่นี่ได้ยังไง
นานแล้ว...ที่ไม่ได้เจอหล่อน พริมาหายหน้าหายตาไปจากชีวิตเขาได้หลายปี เธอไปไม่บอกไม่กล่าว ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ทว่าคนทั้งวงการกลับช็อกยิ่งกว่า เมื่อนางเอกสาวดาวรุ่งประกาศลาวงการทั้งที่กำลังดังเป็นพลุแตก นักข่าวหลายสำนักจึงมุ่งประเด็นไปที่การท้องก่อนแต่ง และคนที่รับหน้าที่ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวนั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน...เป็นเขาเองในฐานะเพื่อนชายคนสนิท
ถึงจะสนิทแค่ไหน...เธอก็ให้เป็นแค่เพื่อน
เพื่อนที่เขาไม่เคยต้องการ...
ชายหนุ่มจำได้ว่าถูกนักข่าวรุมทึ้งอยู่เกือบสิบวัน ทุกๆ ฝ่ายพยายามขอสัมภาษณ์เขาหลายครั้ง ทว่าคำตอบที่ได้มีเพียงแค่คำว่า
ไม่รู้...และไม่รู้
ไม่มีใครรู้ว่าเธอทำอะไร ที่ไหนและกับใคร แต่เมื่อสองปีก่อนครอบครัวของเธอออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเจ้าหล่อนต้องการพักงานในวงการอย่างไม่มีกำหนดและอาจจะพักอย่างถาวร...ถ้างานที่อเมริกาไม่มีปัญหา
สองปีที่ผ่านมา ทุกอย่างของเธอดูท่าจะไปได้สวย หญิงสาวตัดการติดต่อกับเขาอย่างสิ้นเชิง ทว่าวันนี้ใยเจ้าหล่อนถึงมาโผล่ที่นี่ได้
“พี่รันย์คะ ฮือ~”
จู่ๆ พริมาก็พุ่งเข้ามากอดเขาทั้งน้ำตา ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าไม่มีเวลาให้สงสัยมากนัก เมื่อเสียงพยาบาลในห้องร้องเตือน พลางเร่งให้เขาเข้าไปเสียที
“ปล่อยพี่ก่อนพรีม พี่ต้องรีบไปผ่าตัดคนไข้”
“ชะ ช่วยคุณพ่อพรีมด้วย ช่วยนะคะ ฮึกๆ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ไม่ว่าคนในนั้นจะเป็นใครก็ตาม ในฐานะแพทย์ก็ต้องทำให้เต็มที่ ความปลอดภัยของคนไข้คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงที่สุด แม้ว่าส่วนตัวแล้วจะไม่ลงรอยกันก็ตาม
“พรีมไม่ต้องห่วงนะ พี่จะทำให้เต็มที่ คุณลุงต้องปลอดภัย”
เขาให้คำมั่น ขณะที่จ้องหน้าเธอนิ่ง ใบหน้าสวยเฉี่ยวเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ดวงตาของเธอบวมเป่ง สงสัยคงเครียดเรื่องของพ่อมากเกินไป ผมเผ้าจึงยุ่งเหยิงจนเขาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปเกลี่ยให้
“อย่าร้องไห้สิครับ พรีมไม่เชื่อใจพี่เหรอ”
พริมาพยักหน้ารับ ก่อนจะยิ้มออกเป็นครั้งแรกในรอบสามวัน เนื่องจากการกลับไทยครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่คิดไว้
เมื่อจู่ๆ มารดาก็โทรหาด้วยสุ้มเสียงที่ฟังแทบไม่รู้เรื่อง เธอจับใจความได้ว่าบิดาลื่นล้มหัวฟาดพื้นในห้องน้ำ อาการท่านอยู่ในขั้นวิกฤต ตอนนั้นพริมาใจเสีย เธอร้องห่มร้องไห้มาตลอดทาง
กระทั่งอาการของบิดาทรุดหนักจนต้องผ่าตัด หญิงสาวจึงนึกถึงเขา และขอร้องให้นายแพทย์ดรันย์เป็นเจ้าของไข้และเป็นผู้ผ่าตัดในค่ำคืนนี้
“พรีมเชื่อค่ะ เพราะไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหน พี่รันย์ก็ยังเป็นคนที่รักษาคำพูดเสมอ จริงไหมคะ”
พริมาเริ่มยิ้มออก เมื่อคุณหมอหนุ่มพยักหน้ารับ
“ครับ”
“พี่รันย์น่ารักที่สุดเลย”
หญิงสาวชมเปราะแต่คนฟังกลับยิ้มไม่ออก เพราะไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหน คนน่ารักแบบเขากลับไม่ถูกรักสักที
คุณหนุ่มพยายามสลัดเรื่องไร้สาระออกจากหัว ก่อนจะขอตัวเข้าไปทำสมาธิเพื่อเตรียมทำการผ่าตัด ทว่าก่อนไปหางตากลับเหลือบไปเห็นใครบางคนยืนเกาะผนังที่ตรงมุมตึก
สาวน้อยที่เดินสวนกัน เขาชนเธอล้มด้วยความรีบร้อน เเรงปะทะมากพอที่จะทำให้เรือนร่างบอบบางนั้นเจ็บ เพียงแค่สำรวจด้วยสายตากลับไม่มีบาดแผลใดๆ ให้กังวลใจ
ทว่าแววตาที่คุ้นเคยกับน้ำเสียงของเธอ มันกลับรบกวนสมาธิของเขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คุณหมอหนุ่มมั่นใจว่าเธอรู้จักเขา เพราะเสียงหวานๆ ที่ร้องเรียกชื่อเขาคือเธอ...ไม่ใช่พริมา
“พี่รันย์...”
แต่เพราะไม่รู้เจ้าหล่อนวิ่งมาจากไหน เรือนร่างของอดีตดาราสาวจึงวิ่งตัดหน้ามาเสียดื้อๆ เล่นเอาสาวน้อยที่ยืนอยู่ด้านหลังต้องรีบถอยเท้าอย่างรวดเร็ว
และเขาเองก็ใช้เวลาคุยกับพริมานานเกินกว่าสาวน้อยจะรอไหว หันหน้ามาอีกทีก็หายไปแล้ว
การผ่าตัดใช้เวลานานกว่าที่คิด ดรันย์ไม่มีสติมากพอที่จะเร่งมือให้ทันกับเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้นทุกอย่างจึงยืดเยื้อมาอีกราวสองชั่วโมงเศษ ก่อนจะออกมาแจ้งข่าวดีกับญาติผู้ป่วย ทุกคนต่างโล่งอกกับข่าวดีที่ได้รับ ส่วนพริมาถึงขั้นโถมเข้ากอดทั้งตัว
“พรีมขอบคุณพี่รันย์มากนะคะ ที่ช่วยคุณพ่อไว้”
พริมาเลี่ยงมาคุยกับเขา หลังจากที่บิดาถูกย้ายออกมายังห้องพรีเมียร์รอยัลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ไม่เป็นไรหรอกครับ มันหน้าที่ของพี่อยู่แล้ว”
“ยังไงก็ต้องขอบคุณนะคะที่รับเคสคุณพ่อไว้ ใครๆ เขาก็พูดกันว่ารองประธานหนุ่มสุดหล่อ ไม่ค่อยรับเคสคนไข้รายไหนง่ายๆ ถ้าไม่ฉุกเฉินจริงๆ”
ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม เขาเกาท้ายทอยแก้เขิน แววตาดูอ่อนล้าหลังจากยืนผ่าตัดเกือบหกชั่วโมง
ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ เคสไหนที่เกินกำลังบุคลากรของเขา พี่ช่วยได้พี่ก็ยินดี”
“แต่ยังไงก็...ขอบคุณจริงๆ นะคะ”
พริมาขยับเข้ามาใกล้ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณเสียงออดอ้อน ใบหน้าสวยใสยิ้มให้เขาอย่างเคย
คุณหมอหนุ่มไม่มีอะไรจะพูด เพราะสายตาเอาแต่จดจ้องรอยยิ้มสวยบาดใจที่เลือนหายไปเกือบห้าปีเต็ม
ดรันย์รู้สึกว่าโลกใบเดิมของเขาสดใสขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่มันหดหายไปพร้อมกับเธอราวกับพริมาได้พรากทุกอย่างไปจากเขา
หัวใจที่เคยพองโตเมื่อยามเจอหน้าก็พลันห่อเหี่ยว รอยยิ้มที่มักจะแต่งแต้มบนใบหน้าคมเข้มกลับมีเพียงรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากซึ่งไม่ได้เห็นกันบ่อยนัก
หลังจากวันที่เธอไป ชายหนุ่มก็กลายเป็นคนละคน เขาเก็บตัวเงียบ ห่างหายไปจากแวดวงสังคมไฮโซ วันๆ ทำแต่งานแล้วก็ตรงกลับบ้านราวกับไม่ต้องการสุงสิงกับใคร
อาจเพราะไม่ต้องการเป็นที่จับตามองของสังคมอีก หลังจากสารพัดข่าวโคมลอยที่ว่าเขาคือต้นเหตุที่ทำให้ดาราสาวดาวรุ่งต้องหันหลังให้วงการอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซ้ำความหน้าเชื่อถือในตัวก็ลดลง เมื่อเจอกระเเสด้านลบติดต่อกันเป็นสัปดาห์ จนกระทั่งทนไม่ไหว ชายหนุ่มจึงแสดงจุดยืนด้วยการส่งทนายออกมาประกาศลั่นว่า หากใครล้ำเส้นในความเป็นส่วนตัวของเขามากเกินไป เขาจะฟ้องจนกว่าอีกฝ่ายจะหมดตัว
หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง ศัลยแพทย์หนุ่มก็กลับมาทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยมสมกับตำแหน่งศัลแพทย์อันดับต้นๆ ของโรงพยาบาล
“พี่ว่าพรีมเปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นกาแฟร้อนๆ ให้พี่สักแก้วดีกว่านะครับ ยืนผ่าตัดมาตั้งนาน ตอนนี้ชักเบลอเสียแล้ว”
เขาเย้าด้วยใบหน้าอ่อนล้า แต่ทว่าดวงตากลับทอประกายสดใสชัดเจน
“ตายจริง! พรีมมัวแต่ชวนพี่รันย์คุย เดี๋ยวพิมพ์ลงไปดูร้านกาแฟข้างล่างให้นะคะ ไม่รู้ดึกๆ แบบนี้จะร้านไหนเปิดหรือเปล่านะคะ”
“ก็...ต้องลองไปดูครับ”
ดรันย์เอ่ยบอก แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเวลานี้คงไม่มีร้านไหนเปิด นอกเสียจากร้านสะดวกซื้อด้านล่างโรงพยาบาล
แต่เพราะอยากคุยกับเธอต่อเขาจึงฉวยโอกาสยืดเวลาแห่งความสุขออกไปอีกนิด ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นในยามเช้า แล้วเธอกับเขาก็ต้องแยกย้ายไปทำตามหน้าที่ของใครของมัน
ดรันย์เลือกที่ใช้บันใดแทนลิฟต์สุดหรู จากนั้นจึงพาเธอเดินอ้อมมาอีกฝั่งแล้วเดินวนดูร้านกาแฟที่เขาต้องการ แล้วก็เป็นดังที่คาดไว้เมื่อทุกร้านที่เดินผ่านล้วนปิดแล้วทั้งสิ้น
“แย่จัง ร้านปิดหมดเลย”
ดรันย์บอกด้วยสุ้มเสียงที่ลุแก่โทษ ก่อนแสร้งหาวจนน้ำตาเล็ดเรียกคะเเนนความสงสารกับเธออีกนิดหน่อย และเขาก็ทำสำเร็จเมื่อเธอเอ่ยปากชวนเขาทานกาแฟที่ร้านสะดวกซื้อ
“งั้น...กาแฟเซเว่นได้ไหมคะ พรีมคิดว่ามันน่าจะมี”
“ได้สิครับ พี่ไม่เรื่องมากอยู่แล้ว”
เเล้วทุกอย่างก็เข้าทางเขาเป๊ะ ดรันย์พาเธอเดินย้อนกลับมาอีกรอบ ทว่าระหว่างทางนั้นกลับไม่มีเสียงบ่นให้ได้ยิน มีเพียงเสียงคุยกระหนุงกระหนิงของชายหญิงสองคนที่ดังเเว่วๆ มาตลอดทาง
หลังจากได้กาแฟติดมือมากนึ่งแล้ว ดรันย์ก็เดินกลับมาส่งพริมาที่ห้องพักผู้ป่วยชั้นบนสุด จากนั้นก็ล่ำลาสาวสวยอย่างอ้อยอิ่งด้วยความเสียดาย แต่เสียงเตือนที่บอกเวลาห้านาฬิกาในเช้าวันใหม่กลับทำให้เขาจำใจต้องโบกมือลาอย่างเสียไม่ได้ แม้ใจอยาก
จะคุยต่อแค่ไหนก็ตาม
ขณะที่เดินกลับห้องพัก ชายหนุ่มก็โคลงศีรษะไปมากับข้ออ้างที่เลือกใช้ เขายอมชวนเธอเดินอ้อมทั้งๆ ที่ขาล้าจนแทบก้าวไม่ออก ทั้งที่ลงลิฟต์ไปแล้วเลี้ยวซ้ายไม่กี่ก้าวมันก็ถึง แต่ยิ่งไปกว่านั้นคือบนห้องพักเขาก็มีกาแฟก็ยี่ห้อโปรดสำรองไว้ตลอด
นี่แหละหนา...อานุภาพของความรัก อะไรก็ทำได้ทั้งนั้น
ดรันย์เดินไปยิ้มไปอย่างมีความสุข ขณะที่ยกแก้วกาแฟร้อนขึ้นจิบ พลันสายตาก็เหลือบเห็นใครบางคนฟุบหลับอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องผ่าตัด
ชายหนุ่มขยับไปใกล้ ก่อนจะสะกิดเรียกเบาๆ
“คุณ คุณครับ”
ทว่าคนที่หลับพริ้มยังไม่ได้สติ ซ้ำยังเอนตัวมาหาเขาจนกระทั่งต้องพยุงหล่อนไว้
“คุณ!”
เขาสะกิดเรียกอีก คราวนี้คนที่กำลังหลับใหลก็ขยับกายเล็กน้อย ใบหน้าที่ซบกับเก้าอี้ก็พลิกหงาย ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางเอาเสียดื้อๆ
“อ้าว! น้อง”
ดรันย์จำได้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคือคนที่ทำให้เขาไม่มีสมาธิในการผ่าตัด ชายหนุ่มขยับแว่นที่สวมใส่อยู่แล้วค่อยๆ พิจารณาคนตรงหน้าอีกที
“มิดา!”
คุณอาจจะชอบ





