
รอยรักร้าย
ตอน 2
เสียงข้อความดังขึ้น ทำให้คนที่กำลังยืดเส้นยืดสายอยู่ตรงระเบียงเรือนพักของรีสอร์ตริมทะเลต้องหยุดตัวเอง เขาเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางบนโต๊ะข้างประตูขึ้นมาอ่าน
คุณนายอรอร : อยู่ที่ไหน จะกลับบ้านเมื่อไร
อาณัติเผลอยิ้ม แม้เป็นข้อความตัวอักษร แต่ให้ตายเถอะ เขาอ่านเป็นเสียงของแม่ไปได้อย่างไร
อาณัติ : อยู่ที่ภูเก็ตครับ วันนี้จะกลับกรุงเทพฯ มะรืนนี้อย่าลืมให้คนขับรถมารับผมที่โรงแรมด้วยนะครับ
แค่กดส่งข้อความไปไม่กี่วินาที ยังไม่ทันวางโทรศัพท์มือถือลงที่เดิม เสียงสายเรียกเข้าก็ดังขึ้น และแน่นอนว่าเป็นคนที่เขาคาดไว้นั่นแหละที่โทร.เข้ามา
“ว่าอย่างไรครับแม่” ลูกชายคนเล็กของคุณนายอรอรส่งเสียงรื่นเริงทักทาย และคนปลายสายก็เข้าเรื่องอย่างไม่ยอมให้เสียเวลา
“แกกลับมาเมืองไทยตั้งหลายวันแล้ว ป่านนี้ยังกลับไม่ถึงบ้าน พี่ชายแกจะแต่งงานทั้งที ฉันอุตส่าห์บอกเนิ่นๆ ให้แกมีเวลาเตรียมตัว แกจะได้ไม่ฉุกละหุก แต่ดูสิ แทนที่จะกลับบ้านเลย แกกลับแวะรายทางตั้งแต่ใต้จดเหนือ...แล้วอยู่ที่นั่นมากี่วันแล้วล่ะ”
“เจ็ดวันพอดีครับ เช็กเอาต์วันนี้ บ่ายๆ ผมก็ขึ้นเครื่องไปกรุงเทพฯ” รอยยิ้มเกลื่อนบนใบหน้าหล่อเหลาที่เริ่มคร้ามแดด ก่อนเขาจะหยอกแม่ “ผมอยากจะพักสักเดือนด้วยซ้ำ เสียแต่ว่าค่าที่พักแพงไปหน่อย ขืนอยู่ยาว กระเป๋าผมแห้งพอดี เดี๋ยวจะไม่มีเงินรับขวัญหลานคนแรกของคุณนายอรอร”
“ยังดีที่คิดได้ อีกหกเดือนพี่สะใภ้แกก็คลอดลูก พี่ชายแกจะเป็นพ่อคน ส่วนแกก็เป็นอา แกกำลังจะมีหลานเป็นตัวเป็นตนแล้วนะ”
แม้ไม่ใช่วาจาอ่อนหวาน แต่อาณัติสัมผัสได้ว่าเสียงของแม่เจือความปลาบปลื้มอยู่ไม่น้อย...นึกไป มันก็เป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดในครอบครัวของเขา แต่ชายหนุ่มก็อดที่จะแปลกใจกับพี่ชายคนโตไม่ได้
“ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นกับพี่อั๋น ทำไมถึงปุบปับรับโชค เฮียเล่นซะไม่ให้ผมเตรียมใจกันเลย ทีเมื่อก่อนทำเสียงแข็งว่าจะไม่มีลูกเมีย แม่พูดเรื่องพวกนี้ทีไร ผมเห็นพี่อั๋นโบ้ยให้ผมกับพี่โอ๊ตรับไปทุกที”
“จะเกิดอะไร...” คุณนายขึ้นเสียงสูง คราวนี้น้ำเสียงเจือความหมั่นไส้อยู่เต็มร้อย “พี่แกแค่คิดได้ว่าถึงเวลามีเมียมีลูก อายุอานามก็ปูนนี้กันแล้ว จะทำตัวล่องลอยเหมือนบางคนอยู่ได้ยังไง”
อาณัติหัวเราะ...รู้ทันว่าถูกแม่แซะเข้าให้แล้ว
“ถ้าผมเกิดปุบปับเหมือนพี่อั๋นขึ้นมาบ้าง แม่จะว่ายังไง”
“รับรองว่าฉันไม่หัวใจวาย แกก็เถอะ อย่าดีแต่ปาก ทำให้มันจริง”
เอากับคุณนายอรอรสิ เมื่อกี้เขาแกล้งแหย่ไปเท่านั้นเอง...รู้ซึ้งเลยว่าถ้าไม่แน่จริง ไม่มั่นใจว่าทำได้ ก็อย่าไปท้าแม่ของเขา
“งั้นขอเวลาหน่อยนะ เพราะผมทำแต่งานมาหลายปี กลับไปที่อเมริการอบนี้ ผมเดตสาวไม่กี่ครั้งเอง ยากละที่โชคจะมาถึงตัวเหมือนพี่อั๋น”
“พูดดีไปเถอะ ใครจะไปรู้เรื่องของแก แกร่อนไปทั่วทั้งไทยและต่างประเทศอยู่ตั้งหลายปี ถ้าจู่ๆ มีเด็กโผล่มาเรียกฉันว่าย่าอีกคน ฉันก็ไม่ตกใจ”
อยากบอกแม่ว่าไม่มีทาง เพราะตลอดสี่ปีที่อยู่ในอเมริกา เขาใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ เรียกได้ว่าสติอยู่กับตัวตลอดเวลา...ชดเชยกับความก้าวพลาดที่ผ่านมา
หากอาณัติก็ไม่ค้านแม่ เขาได้แต่ยิ้มรับ ก่อนที่จะขอวางสายเพื่อเก็บกระเป๋าเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในบ่ายวันนี้
เขามีเรื่องต้องจัดการที่นั่น บางสิ่งยังคาราคาซังอยู่
เครื่องบินโดยสารภายในประเทศที่ออกจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตแตะรันเวย์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลาเย็น ชายหนุ่มร่างสูงวัยใกล้สามสิบปีเดินปะปนมากับผู้โดยสารเที่ยวบินเดียวกัน และคนที่ยืนรอรับก็ยกมือขึ้นส่งสัญญาณเมื่อเห็นเขา
อาณัติเดินไปหาผู้ชายร่างสูงไล่เลี่ยกับเขา หลังจากทักทายตามประสาเพื่อนสนิทที่ไม่เจอกันหลายปี ฝ่ายนั้นก็ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเขามีกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบกับเป้ใส่สัมภาระอีกใบเท่านั้น
“ของมีเท่านี้หรือวะ กูอุตส่าห์เอารถใหญ่ที่บ้านมา กะว่าจะได้ขนของให้มึงได้สะดวก”
“มีเท่านี้แหละ กระเป๋าส่วนใหญ่ส่งกลับบ้านไปก่อนแล้ว”
“อ๋อ! ถึงว่าสิ...งั้นกลับกันเลย กูจองโรงแรมไว้ให้แล้ว ความจริงมึงพักที่คอนโดกูก็ได้ ไม่เข้าใจเลยว่าจะให้กูหาโรงแรมแถวนั้นทำไม มึงก็ไม่ได้นั่งเครื่องบินกลับบ้านไม่ใช่เหรอ”
มันน่าสงสัยที่อาณัติบอกให้จองโรงแรมแถวดอนเมือง เพราะรู้ว่าเจ้าตัวให้รถที่บ้านมารับในวันมะรืน ไม่ใช่จะนั่งเครื่องบินจากสนามบินดอนเมืองกลับบ้านที่ต่างจังหวัดสักหน่อย...อีกทั้งระยะทางจากที่ตรงนี้ไปยังโรงแรมที่จองไว้ก็เรียกว่าขับรถข้ามฟากเมืองกันทีเดียว
“กูมีธุระแถวนั้น”
“ธุระอะไร” คนปากไวถามต่อ แต่ฉุกคิดได้ทัน “ขอโทษที ลืมตัว ถามซอกแซกไปหน่อย”
อาณัติไม่ได้ตอบในทันที จนทั้งสองคนเดินไปถึงรถคันใหญ่ที่จอดไว้ หลังจากนำข้าวของไปวางบนเบาะหลังเสร็จเรียบร้อย พวกเขาจึงเปิดประตูรถเข้าไปนั่งทางตอนหน้า
คุณอาจจะชอบ





