
รอยรักร้าย
ตอน 3
“ไม่เป็นไร...กูแค่ลืมของเอาไว้ที่บ้านคนรู้จัก เลยจะแวะไปถามดูว่าของยังอยู่หรือเปล่า”
คนบนเก้าอี้ฝั่งผู้โดยสารบอกพลางดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดไว้ ทำให้คนนั่งหลังพวงมาลัยรถถึงกับหันขวับไปมอง
“กูตั้งใจจะไม่ยุ่งเรื่องของมึง แต่มึงก็พูดเป็นปริศนาอยู่ได้ ทำให้กูสงสัยอีกแล้วเนี่ย” เกริกวิทย์บ่นก่อนจะสตาร์ตรถ แล้วเคลื่อนรถออกไปจากอาคารท่าอากาศยานเพื่อพาเพื่อนไปส่งยังโรงแรมตามที่เจ้าตัวต้องการ
“มึงรู้...” อาณัติเปรย ตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างรู้ทัน ส่วนเกริกวิทย์ก็ไม่รักษาท่าที เมื่อเจ้าตัวแย้มมา เขาก็รุกถามอย่างไม่ให้เสียเวลาเช่นกัน
“มึงมีธุระกับใคร คนพี่...หรือคนน้อง”
“คนน้องเกี่ยวอะไรด้วย”
“กูก็ถามไปอย่างนั้น”
ปากก็พูดไป แต่สายตาชำเลืองมองอาณัติไปด้วย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเฉย ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ เขาก็พูดถึงคนพี่อย่างจริงจัง
“แน่ใจหรือว่าพี่ป้องยังอยู่บ้านเดิม ไม่ใช่ว่าหนีหนี้หายไปแล้วนะ”
“เขาติดหนี้ใครอีก”
“กูไม่รู้หรอก ได้ยินแต่รุ่นพี่เขาพูดกัน แต่มันน่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะถ้าหลอกเงินมึงไปได้หลายแสน คนอื่นก็คงหลงเป็นเหยื่อได้เหมือนกัน”
“ตอนนั้นกูโง่”
“มึงไม่โง่หรอก กูเชื่อว่าถ้าเป็นคนอื่น มึงก็ต้องระแวงบ้างละ แต่ที่มึงยอมช่วยเขาหลายครั้ง คงเพราะเห็นว่าเขาเป็น...เป็นพี่ป้องนั่นแหละ”
“เรียกว่าใจดีจนเสียสติ”
“แล้วคราวนี้มึงจะไปบ้านเขาทำไม ทวงเงินเหรอ...แต่ก็น่าสนอยู่นะ กว่ามึงจะหาเงินก้อนนั้นมาได้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ทำงานเหนื่อยเหมือนกันนะโว้ย”
เกริกวิทย์รู้ดีว่าอาณัติทำงานหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี กระทั่งไปเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศด้วยกัน ใครจะเชื่อว่าลูกเศรษฐีอย่างเพื่อนเขานั้นทำงานรับจ้างส่งเสียตัวเองเรียนโดยไม่ใช้เงินจากทางบ้านเลย…แถมเรียนจบกลับมาก็ยังมีเงินติดตัวอีกตั้งหลายแสน แต่สุดท้ายปกป้องก็หลอกเอาไปจนสิ้น ซึ่งเป็นเหตุให้อาณัติตัดสินใจกลับไปทำงานที่อเมริกาต่อ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาตั้งใจกลับมาปักหลักที่เมืองไทยแล้วด้วยซ้ำ
“กูคิดว่า...กูควรไปเป็นเพื่อนมึงด้วย” หลังจากปล่อยให้ความเงียบคั่นกลางนานหลายนาที เกริกวิทย์ก็พูดขึ้น แต่พอเห็นอาณัติมองมา เขาก็รีบออกตัว “อ้ะๆ อย่าคิดว่ากูไปเสือก แต่มึงไปทวงเงินเขา มันเสี่ยง เรื่องพวกนี้ไม่เข้าใครออกใคร กูไม่ไว้ใจลูกหนี้ของมึง”
“กูไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”
“งั้นพรุ่งนี้กี่โมง บอกมา กูจะขับรถไปให้”
เกริกวิทย์บอกเสียงจริงจัง เขาให้ใจเพื่อนคนนี้เสมอ ส่วนอาณัติก็เข้าใจความห่วงของเพื่อนเป็นอย่างดี แต่อย่างที่บอก...เขาเลิกทำตัวไร้สติมานานแล้ว
“อย่าเลย พรุ่งนี้วันหยุด มึงอยู่กับแฟนเถอะ”
“ห่างกันแล้ว” คนพูดจาขึงขังเมื่อสักครู่เปลี่ยนน้ำเสียงฉับพลัน
“เสียใจด้วยนะ”
“ไม่เป็นไร...ช่างมันเถอะ”
เกริกวิทย์ไหวไหล่ สลัดดวงหน้าของคนที่เข้ามาซ่อนอยู่ในความคิดเนืองๆ ให้หลุดไป และเขาก็ทำได้ไม่ยากเสียด้วย
ห้องสวีตของโรงแรมซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสนามบินดอนเมืองเป็นที่พักของอาณัติในค่ำคืนนี้ หลังจากเข้าไปในห้องพัก เขาก็อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วติดต่อไปหาคุณนายอรอร แต่พอรู้ว่าแม่กำลังคุยอยู่กับว่าที่พี่สะใภ้ ชายหนุ่มก็วางสาย...เพราะตั้งใจจะบอกให้แม่รู้แค่ว่าตอนนี้เขาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว
ความที่ห่างบ้านไปนาน อาณัติรู้ว่าแม่เป็นห่วง แม่ไม่เคยรู้เหตุผลว่าทำไมเขาต้องกลับไปทำงานที่อเมริกา ทั้งที่สัญญากับแม่แล้วว่าเมื่อเรียนจบปริญญาโท เขาก็จะกลับมาช่วยแม่ทำงาน
ในเวลานั้น ถึงเขาจะบอกแม่ อาณัติก็ไม่มั่นใจว่าแม่จะเข้าใจเขาหรือเปล่า เขาจึงตัดสินใจปิดปากเงียบ ไม่บอกแม้กระทั่งพี่ชายทั้งสองคน ซึ่งเรื่องนี้นอกจากตัวเขาเองแล้ว ก็มีเพียงเกริกวิทย์เพื่อนสนิทที่รู้เหตุผลและความเป็นมาเป็นไป
‘พวกเขาทำให้กูเสียความเชื่อมั่น ทำให้กูเสียความภูมิใจในตัวเอง กูแค่อยากสร้างศรัทธาให้ตัวเองใหม่’
คนที่นั่งไหล่ลู่ในร้านอาหารกึ่งผับมาหลายสิบนาทีในเวลานั้นบอกเพื่อนร่วมโต๊ะที่มีเพียงหนึ่งเดียวให้รู้
มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่อาณัติจะพูดคำนี้ออกมาได้ เขาทบทวนอยู่หลายวันถึงยอมรับว่าตัวเองพ่ายและพลาดไปแล้ว เขาอยากกอบกู้สิ่งที่สูญหายไปให้กลับคืนมา เขาไม่อยากกลายเป็นคนที่สูญเสียศรัทธาในตัวเองและคนรอบข้างไปเพียงเพราะการกระทำของพี่น้องคู่นั้น
คุณอาจจะชอบ





