
SHADE OF RED ร้อนรักสัมผัสลวง
ตอน 3
“อันนี้รู้แล้ว... ไม่มีมากกว่านี้ใช่มั้ย” เขาถามกลับจนฉันได้แต่กระพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง มากกกว่านี้หรอ... หรือว่ามีเรื่องอะไรอีกนะ
“หมายถึงอะไรหรอคะ” ฉันถามไปตามที่คิด ก่อนที่คนตรงหน้าจะยกมือขึ้นโบกเล็กน้อย แล้วเอ่ยตัดประเด็นอย่างไม่ถือสาหาความอะไรนัก
“ไม่มีอะไรหรอก” จบประโยคฉันก็พยักหน้ารับคำพูดของเขา เราปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมอยู่สักพัก ดูเหมือนว่าพี่เขาจะยังง่วงอยู่ก็เลยนั่งมองฉันแบบมึนๆ น่ะ ส่วนฉันก็ไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ เท่าไหร่หรอกเลยแกล้งทำเป็นมองนู่นมองนี่ไปเรื่อย จนกระทั่ง...
แหมะ...
“ตัวไม่ร้อนแล้วนี่” คนตรงหน้าว่าหลังจากที่ขยับหลังมือมาแนบที่หน้าผากฉัน การกระทำนั้นทำให้ฉันตกใจจนผงะนิดหน่อย หรือว่า... เมื่อคืนฉันตัวร้อนหรอ
“ขึ้นมา นั่งคุยกันก่อน” เขาเอ่ยขึ้นอีกเป็นประโยคถัดมา พร้อมกับใช้มือตบลงบนผิวโซฟาเป็นเชิงสั่งให้ฉันขึ้นไปนั่งด้านบนกับเขา ดังนั้นฉันจึงต้องทำตามอย่างช่วยไม่ได้ ฉันขยับขึ้นไปนั่งบนโซฟาโดยเว้นระยะห่างระหว่างเราไว้พอประมาณ
“เราชื่ออะไร” เจ้าของห้องซักถามด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังมากขึ้น ฉันจึงช้อนสายตาขึ้นสบกับคนตัวโตก่อนจะหลุบลงเพราะรู้สึกไม่กล้าสู้สายตากับเขา
“รินค่ะ... ชื่อดาริน” ฉันเอ่ยทั้งที่ยังก้มมองตักตัวเอง
“ปัญหาที่บ้านหนักมากเลยหรอ” คำถามนี้จากเขาทำให้ฉันยิ่งไม่กล้าเงยหน้าเขาไปใหญ่ พี่เขาโตกว่าฉันมาก... คงจะคิดว่าฉันเป็นพวกเด็กมีปัญหาสินะ แต่จะว่าไปตอนนี้ฉันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคนพวกนั้นเลยสักนิด... ฉันมีปัญหาจริงๆ
“พี่ไม่รู้หรอกนะว่ามันเป็นเรื่องอะไร แต่เราไม่ควรหนีออกมาแบบนี้... พ่อแม่เราจะเป็นห่วง” คนตรงหน้าเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และฉันก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งขอบตา พี่เขาไม่เข้าใจฉัน... ไม่มีใครเข้าใจฉันเลย
“ไม่หรอกค่ะ ไม่มีใครห่วงรินจริงๆ หรอก” ฉันเอ่ยขึ้นเสียงเครือพร้อมกับที่หยาดน้ำใสหยดแรกไหลอาบแก้ม ฉันพูดจริงนะ... นั่นไม่ใช่การประชดเลย ทุกคนในบ้านนั้นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตกนรก พวกเขาทุกคนทำให้ฉันรู้สึกแย่แม้กระทั่งแม่แท้ๆ ของฉันเอง
“มีอะไรที่พี่ช่วยได้มั้ย” เจ้าของเสียงทุ้มเอ่ยถามพร้อมกับที่ฉันถูกเขาใช้มือช้อนปลายคางขึ้น ฉันมองคนตรงหน้าด้วยสายตาพร่ามัว น้ำตาเริ่มไหลทะลักราวกับเขื่อนแตกจนเขาต้องใช้ปลายนิ้วโป้งช่วยเกลี่ยที่ผิวแก้ม
เขาเป็นคนแรกที่ถามแบบนี้... เขาเป็นคนแรกที่ยื่นความช่วยเหลือมาให้ฉัน นั่นจึงทำให้ฉันเริ่มรู้สึกมีความหวัง ฉันรู้สึกเหมือนมีทางอื่นให้เลือก
“ริน... ฮึก รินขออยู่ที่นี่สักพักได้รึเปล่าคะ รินจะไปหางานทำ” ฉันพูดขึ้นแกมขอร้อง... และเมื่อได้ยินดังนั้นคนฟังจึงนิ่งไป ฉันรู้ว่านี่มันแย่ ฉันรู้ว่าฉันอาจจะขอมากไป แต่ฉันกำลังให้โอกาสตัวเองอยู่ ถ้าเขาอนุญาตฉันก็จะรีบไปหางานแล้วเอาเงินมาเช่าห้องถูกๆ อยู่ในเดือนถัดไป แต่ถ้าไม่... ฉันก็คงต้องกลับไปใช้แผนเดิมของตัวเอง ซึ่งฉันไม่อยากทำ
“เรายังเรียนอยู่ไม่ใช่หรอ เรียนให้จบก่อน” คนตรงหน้าเอ่ยหลังจากที่เงียบไป หรือว่า... เขากำลังคิดเรื่องนี้อยู่งั้นหรอ เขาอนุญาตให้ฉันอยู่ที่นี่ได้หรอ
“แต่ว่า...” ฉันพูดขึ้นอย่างลังเล ก่อนจะถูกคนตัวโตเอ่ยขัดราวกับอ่านใจกันออก
“เรื่องอื่นไม่ต้องกังวล จะอยู่ถึงเมื่อไหร่ก็อยู่ไป แล้วถ้าอยากกลับบ้านเมื่อไหร่ก็บอกพี่” นี่ฉัน... กำลังฝันอยู่รึเปล่านะ คนใจดีแบบนี้มีจริงๆ หรอ ฉันได้แต่คิดและปล่อยให้หยาดน้ำใสไหลอาบแก้ม... เขากำลังช่วยชีวิตฉันไว้เป็นครั้งที่สามแล้วนะ
“ทำไมพี่ถึงช่วยรินคะ” นั่นเป็นสิ่งที่ฉันสงสัย ก่อนที่ดวงตาคู่คมจะเลื่อนมาสบกับฉันอีกครั้งแล้วละไปมองที่อื่น
“ไม่รู้เหมือนกัน เป็นใครก็ต้องช่วยล่ะมั้ง” เอ่ยจบร่างสูงก็เดินหายเข้าไปในห้องที่ฉันเพิ่งออกมา จะว่าไปแล้ว... เหมือนที่นี่จะมีห้องนอนห้องเดียวสินะ
หลายวันต่อมา
สภาพจิตใจของฉันเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ดาวน์และดำดิ่งจนคิดเรื่องน่ากลัวเหมือนในช่วงแรกแล้ว แต่ความรู้สึกแย่ที่มีก็ยังไม่เปลี่ยน รู้มั้ยว่าที่ผ่านมาฉันเอาแต่นอนแหละ... มันเป็นครั้งแรกที่ฉันนอนหลับได้สนิทหลังจากที่เรื่องทุกอย่างเกิดขึ้น ฉันนอนเยอะมากจนพี่ ‘คี’ ต้องเข้ามาปลุกเลยล่ะเพราะเขากลัวว่าฉันจะนอนแล้วไม่ตื่น
อ้อ... พี่เขาชื่อ ‘คี’ นะ ชื่อจริงว่า ‘อัคคี’ ฉันรวบรวบความกล้าถามเขามาเมื่อหลายวันก่อนแหละ
“ตื่นเร็วนะวันนี้” พี่ ‘คิม’ เอ่ยทักขึ้นทันทีที่ฉันเปิดประตูห้องนอนออกไปด้านนอก เขาชื่อ ‘คิมหันต์’ เป็นเพื่อนสนิทของพี่คี มาดื่มเหล้าที่นี่เกือบทุกวันเลยเพราะเขาอาศัยอยู่คอนโดนี้เหมือนกัน ห้องเขาอยู่ถัดจากห้องพี่คีแหละ
“รินนอนมาหลายวันจนเต็มอิ่มแล้วค่ะ” ฉันตอบพร้อมกับฉีกยิ้มเล็กน้อย ที่จริงฉันคุยกับพี่คิมบ่อยกว่าพี่คีอีกนะ พี่คีน่ะเป็นคนไม่ค่อยพูดเท่าไหร่
“ทำไมใส่ชุดนักเรียน” พี่คีที่นั่งอยู่บนโซฟาถามขึ้นหลังจากที่หันมามอง มันเป็นเพราะตอนแรกเขานั่งหันหลังให้อยู่น่ะ ก็เลยเพิ่งเห็นล่ะมั้ง
“รินว่าจะลองไปโรงเรียนดูค่ะ” ฉันเอ่ยก่อนจะก้มลงมองชุดนักเรียนของตัวเองที่ไม่ได้ใส่มาหลายวัน ฉันอยากเรียนให้จบนะ... และตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาขอให้ไม่มีใครในบ้านนั้นออกตามหาฉัน
“มากินข้าวก่อน” พี่คีเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบหลังจากที่เขามีสีหน้าครุ่นคิด เขาตบพื้นที่ว่างบนเบาะโซฟาข้างๆ ตัวเองเป็นเชิงสั่งให้ฉันไปนั่งตรงนั้น ก่อนจะพยักพเยิดไปยังถุงใส่กล่องอาหารแบรนด์ดังที่เขาน่าจะซื้อติดกลับมาตั้งแต่เลิกงาน
ฉันลงมือจัดการอาหารพวกนั้นโดยไม่รอให้พี่คีต้องบอกซ้ำ พี่คีน่ะชอบซื้อของอร่อยๆ มาให้กินตลอดเลย
“ทำไมพวกพี่ดื่มเหล้าทุกวันเลยอ่ะคะ” ฉันเอ่ยขึ้นหลังจากที่ตักอาหารเข้าปากได้สองสามคำ พลางมองผู้ชายสองคนตรงนี้สลับกันไปมา
พี่คิมเป็นคนแรกที่หัวเราะ... ฉันเห็นเขามองเพื่อนตัวเองแล้วขำไม่หยุดเลย อะไรอ่ะ... พี่คีมีอะไรน่าขำหรอ ฉันคิดและได้แต่มองพี่คีที่ยังทำสีหน้านิ่งๆ เหมือนเดิมอย่างไม่เข้าใจ
“ดูแย่หรอ” พี่คีหันมาถามฉันที่นั่งมองเขาตาปริบๆ
“รินแค่สงสัยค่ะ” ฉันตอบพลางยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ หรือว่า... ฉันจะถามตรงเกินไปนะ คิดไปคิดมามันก็เป็นคำถามไปในเชิงลบได้เหมือนกันนี่เนอะ
“คลายเครียด อยากด้วยส่วนหนึ่ง” พี่คีตอบคำถามของฉันก่อนจะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ได้ยินดังนั้นฉันจึงพยักหน้าหงึกหงักแล้วกินข้าวต่อ
ที่จริงฉันก็แค่ถามไว้เป็นความรู้เท่านั้นเอง เพราะตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่นี่ก็เห็นพวกพี่เขาดื่มกันทุกวันเลย ฉันเคยได้ยินเขาบอกกันว่าพวกเหล้าเบียร์มันขม ก็เลยไม่เข้าใจว่าทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงชอบดื่มกันนัก
“รินถามได้มั้ยคะว่าพวกพี่ทำงานอะไรกัน... แบบว่าเห็นไปตอนกลางคืน” ฉันเอ่ยขึ้นอีกเพราะไม่ชอบให้บรรยากาศมันเงียบ แต่สิ่งที่ได้กลับมามันคือความเงียบที่มากกว่าเดิมจนฉันต้องแอบกลืนน้ำลาย หรือว่า... ฉันไปถามอะไรที่ไม่ควรเข้ารึเปล่านะ
“ไม่ต้องตอบก็ได้นะคะถ้าไม่อยาก รินแค่ถามเป็นความรู้” ฉันเอ่ยต่อพร้อมกับยิ้มแหยๆ ก่อนจะตักข้าวใส่ปากแล้วคิดว่าหลังจากนี้จะพยายามสงบปากสงบคำให้มากที่สุด
“ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก แค่ไม่รู้จะตอบว่าอะไร” เป็นพี่คิมที่เอ่ยขึ้น เขาฉีกยิ้มเล็กน้อยตอนที่ฉันเงยหน้าขึ้นมอง
คุณอาจจะชอบ





