
ยอดเสน่หาคนเถื่อน
ตอน 2
แล้ววันที่ทำให้ปิ่นกมลรู้สึกหวาดกลัวที่สุดในชีวิตก็มาถึง เมื่อเช้าวันต่อมากิ่งแก้วก็พาเธอมาส่งที่หุบเขาคนเถื่อน หญิงสาวนั่งเงียบพยายามกลั้นน้ำตาแห่งความหวาดกลัวเอาไว้สุดความสามารถ เพราะรู้ว่าแม้จะร้องไห้อ้อนวอนแค่ไหน ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมานของเธอก็ไม่ได้รับการเหลียวแลจากคนที่นั่งอยู่ข้างๆ
“นั่งรอนายใหญ่สักครู่นะคะ”
แม่บ้านสูงวัยหน้าตาท่าทางดูใจดีบอกเรียบๆ ก่อนเดินออกไปจากห้องรับแขก หลังจากที่เสิร์ฟน้ำท่าให้กับแขกที่มาเยือนยังหุบเขาคนเถื่อน ที่นานๆ ครั้งจะมีมา และผู้หญิงสองคนตรงหน้าก็งดงามแตกต่างจากหญิงสาวในหุบเขาคนเถื่อน
“ทำตัวดีๆ ล่ะ ระยะเวลาแค่สามเดือนเท่านั้นที่แกจะต้องอยู่ที่นี่ในฐานะเมียขัดดอกของนายใหญ่ ทำตัวน่ารักๆ ให้เขาเอ็นดูเมตตา แกก็จะได้อยู่อย่างสุขสบายหน่อย แต่ถ้าไม่ถูกใจเขาแกก็ต้องไปเป็นนางบำเรอให้กับผู้ชายทั้งหุบเขา และก็ยังต้องทำงานหนักในไร่ในนาด้วย ก็เลือกเอาละกันว่าแกควรจะทำตัวแบบไหน นี่ฉันหวังดีกับแกมากนะ”
คำพูดที่ออกมาจากปากสีสวยสดนั้นเหมือนหวังดี แต่ปิ่นกมลรู้ดีว่ามันไม่ใช่ จึงก็ได้แต่นิ่งเงียบเพียงเท่านั้น แต่ดวงตากลมโตหวานซึ้งที่มีแววโศกนิดๆ นั้นก็กวาดมองไปรอบๆ กายอย่างสำรวจตรวจตรา เพราะตอนเข้ามาที่หุบเขาคนเถื่อนนั้น เธอไม่ได้มีแก่ใจจะมองรอบกายนักเพราะมัวแต่เศร้าสร้อยและนึกปลดปลงกับชะตากรรมของตัวเอง จึงไม่ได้สนใจมองนักเพราะคิดว่าตนกำลังเดินไปสู่เส้นทางหายนะ สนใจไปก็เท่านั้น
แต่เมื่อมาถึงตอนนี้ ปิ่นกมลที่ค่อยคลายความเครียดลงและเริ่มยอมรับชะตากรรมของตัวเองได้แล้ว จึงกวาดตามองสำรวจสิ่งรอบกายอย่างสนใจ อย่างน้อยๆ หากเธอจะต้องอยู่ที่นี่จริงๆ ก็จะต้องปรับตัวให้ได้และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน
ภาพทิวทัศน์ที่เขียวขจีรายล้อมอยู่รอบด้านนั้น ถูกแซมแต่งแต้มด้วยดอกไม้ที่ปลูกสลับกันหลากหลายชนิด หลากสีสัน ทำให้บรรยากาศโดยรอบมีสีสันสดชื่นสบายตา พอทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจไปได้บ้าง
แต่... เทือกเขาสูงที่มีหน้าผาหินสีขาวตั้งตระหง่านรอบด้านเสมือนเป็นกำแพงยักษ์ที่โอบล้อมที่แห่งนี้ไว้ เหมือนดินแดนลึกลับยากที่ใครจะเข้าถึง และที่ทำให้เธอรู้สึกพรั่นพรึงมากกว่าทุกสิ่งก็คือ คฤหาสน์หลังงามที่ทำให้เธอนึกถึงปราสาทอันลึกลับในหนังสยองขวัญ แม้มันจะไม่ได้ดูเก่าทรุดโทรม เพราะได้รับการดูแลอย่างดี แต่มันก็ดูเข้มขลังน่าเกรงขาม เมื่อเห็นภาพคฤหาสน์ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่ฉากหลังคือหน้าผากำแพงหินสูงลิบจนเห็นเมฆหมอกปกคลุมยอดเขาอยู่เสมอ ในยามบ่ายคล้อยที่แสงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้าแบบนี้ยิ่งทำให้น่าสะพรึงกลัว นี่เธอจะต้องอยู่ที่นี่จริงๆ ใช่ไหม...
“นายใหญ่แจ้งว่า ทิ้งคนไว้ที่นี่ ส่วนคุณผู้หญิงเชิญกลับไปได้”
แล้วเสียงแม่บ้านคนเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง การปรากฏตัวขึ้นมาเงียบๆ ของนางทำให้ทั้งเธอและกิ่งแก้วสะดุ้งได้เหมือนกัน
“อะไรกัน ให้นั่งรอเกือบครึ่งชั่วโมงแต่ไม่ยอมมาพบ” กิ่งแก้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“นี่ก็จะค่ำแล้ว เชิญคุณผู้หญิงกลับได้เลยนะคะ ค่ำแล้วจะไม่ปลอดภัย”
แม่บ้านวัยกลางคนเอ่ยขึ้นเรียบๆ ไม่ได้ใส่ใจท่าทางของหญิงสาวแสนสวยตรงหน้า กิ่งแก้วกระแทกเสียงอย่างไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเห็นว่าตะวันจะตกดินแล้ว และคำว่า ค่ำแล้วจะไม่ปลอดภัย ที่แม่บ้านพูดนั้นก็ทำให้เธอหวั่นใจไม่ได้น้อยเหมือนกัน
“ฉันไปแล้วนะ อย่าลืมที่ฉันสั่งล่ะ”
“เดี๋ยวค่ะน้ากิ่ง” ปิ่นกมลเอ่ยขึ้นเมื่อกิ่งแก้วลุกขึ้นจะเดินจากไป
“อะไรอีกล่ะ”
“แล้ว.. แล้วน้ากิ่งกับคุณพ่อจะมารับปิ่นตอนไหนคะ”
หญิงสาวถามเสียงสั่น แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น และอดใจหายไม่ได้เมื่อกิ่งแก้วจะจากไปแล้วจริงๆ แม้ไม่ได้รักใคร่ใยดีต่อกันนัก แต่ตอนนี้กิ่งแก้วก็คือญาติเพียงคนเดียวที่เธอมี...
“แกอยู่ให้ครบกำหนดก่อนก็แล้วกัน อย่าเซ้าซี้ ฉันไปล่ะ เดี๋ยวค่ำ”
กิ่งแก้วหันมาตวาดใส่อย่างไม่พอใจก่อนจะรีบเดินลิ่วๆ จากไป ปิ่นกมลลุกขึ้นจะถลาตามไป แต่เมื่อนึกได้ว่า มันไร้ประโยชน์ที่จะอ้อนวอนหรือเหนี่ยวรั้งกิ่งแก้วไว้ จึงหยุดชะงักอยู่ที่หน้าประตู มองดูรถยนต์กลางเก่ากลางใหม่ที่ค่อยๆ หายไปจากสายตา ดวงตากลมโตรื้นด้วยหยาดน้ำตา รู้สึกโดดเดี่ยวและหวาดหวั่นใจไม่น้อย กับการอยู่ที่นี่เพียงลำพัง...
คุณอาจจะชอบ





