
พนันร้ายมาเฟียเถื่อน
ตอน 2
มาเก๊า ฮ่องกง
เสียงที่ดังอยู่รอบกายทำให้คนที่อยู่ในมุมหนึ่งของบาร์ด้านในสุดรีบขยับเสื้อกันหนาวให้กระชับกว่าเดิม สายตานั้นเหมือนกับกระต่ายน้อยที่ไม่คุ้นชินกับสถานที่ตอนนี้
มินตราหันมองโดยรอบอีกครั้ง เมื่อมีคนเดินใกล้เข้ามาเธอก็รีบหลบสายตาแล้วขยับชิดบาร์มุมสุดมากกว่าเดิม เวลาล่วงมาครึ่งค่อนคืนแล้ว แต่ชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนของเธอก็ยังไม่เสร็จภารกิจ
เธอหันมองโต๊ะที่อยู่มุมฝั่งตรงข้าม อีกฝ่ายกำลังวางชิปเดิมพันชุดสุดท้ายลงไป เจ้ามือก็หมุนรูเล็ตต์แล้วปล่อยลูกบอลลงไป จากนั้นผู้คนรอบโต๊ะก็ต่างลุ้นว่ามันจะตกไปยังเลขที่ตัวเองคิดไว้หรือเปล่า
เธอมองอย่างเบื่อหน่าย คิดว่ารอบนี้คงเป็นรอบสุดท้ายแล้ว เพราะเงินพนันที่แฟนหนุ่มเอามาตอนนี้ไม่เหลือให้แลกอีก และเธอจะได้กลับขึ้นไปนอนด้านบนเสียที
อันที่จริงเธอไม่เห็นด้วยกับการเล่นพนันครั้งนี้ แต่นาคินบอกว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เขาจะเล่นพนัน เพราะหากไม่เล่นก็จะไม่มีเงินไปใช้ในวันแต่งงานของเรา
ทางบ้านของเธอเร่งเขามาหลายเดือน แม้จะพยายามทุกวิถีทาง แต่การหาเงินในช่วงเศรษฐกิจเช่นนี้ก็ยากยิ่งกว่าอะไร ผลสุดท้ายเขาก็พาเธอมาถึงจุดนี้
มินตรายกมือขึ้นปิดจมูกเมื่อควันบุหรี่ลอยมา เมื่อมองไปทางประตูก็พบว่าเป็นชายกลุ่มหนึ่งที่สวมชุดสูท บางคนก็ใส่เสื้อแขนสั้น จึงทำให้เห็นรอยสักตรงแขนทั้งสองข้าง
เธอจึงเผลอเหลือบมองคนที่ใส่สูทที่อยู่ด้านหน้าสุด ตรงปลายข้อมือเหมือนมีรอยสักโผล่ออกมา คิดว่าพวกเขาก็คงสักเหมือนกันหมด ในสมองก็เผลอคิดว่าหากพวกเขาถอดเสื้อออกมา จะเป็นภาพรอยสัก แบบไหนกันนะ
ตึง!! เสียงมือทุบโต๊ะดังขึ้นทำให้มินตราหันกลับมามอง ก็เห็นนาคินที่ดูโกรธและโมโห “หมดแล้ว ไม่เหลือสักชิป”
เงินที่เอามาพนันล้วนเป็นเงินเก็บไว้สำหรับแต่งงาน ถึงไม่ได้มีมาก แต่ก็พอจะเลี้ยงแขกได้ห้าสิบคน และเลือกชุดสวยได้ เพียงแต่ตอนนี้ พอได้ยินว่าไม่เหลือสักชิป เธอก็ยิ่งถอนใจ
“ตาบอกแล้วว่ามันไม่ใช่ทางเลือกที่ดี คินก็ไม่เชื่อตาเลย”
นาคินหันมองหน้าคนพูดอย่างรำคาญ “แทนที่จะช่วยคิดหาเงินเพิ่ม กลับมาต่อว่าผมอีก คุณนี่มัน...” เขากัดฟันไม่ปล่อยคำหยาบออกมา เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายยังมีเงินเก็บบางส่วนที่ซ่อนเอาไว้อยู่
สายตาที่โกรธในตอนแรกก็เปลี่ยนเป็นหวานล้ำ จากนั้นน้ำเสียง ก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน “ตา ผมรู้ว่าคุณมีเงินอยู่อีก ให้ผมเอาไปต่อทุนนะ ยังไงคืนนี้ผมก็ต้องได้ทุนกับดอกเบี้ยคืนกลับมาแน่ พ่อคุณก็เร่งให้แม่ผมไปขออยู่ทุกวัน คุณไม่สงสารผมหรือไง”
เป็นความคิดที่ผิดมหันต์ แต่พอเห็นสายตาเขาเธอก็ยอมหยิบกระเป๋าใบเล็กขึ้นมา คิดจะเปิดเพื่อหยิบบัตรให้เขา แต่อีกฝ่ายก็ชิงดึงไปเปิดเอง จากนั้นก็ยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อเห็นเงินอีกก้อนที่จะเอาทุนคืน
เขาจัดการถอนเงินออกจนหมด จากนั้นก็นำไปแลกชิปใหม่แล้วเดินกลับไปยังที่โต๊ะตัวเอง
มินตราถอนใจอีกรอบ ยกข้อมือขึ้นมาเพื่อดูนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้ล่วงเข้าวันใหม่แล้ว หากคำนวณดูจากสถานการณ์ คิดว่าคืนนี้เธอคงไม่ได้นอน กลิ่นบุหรี่และกลิ่นสุราลอยเตะจมูกใกล้ขึ้นมาอีก เธอจึงลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วเดินไปหาแฟนหนุ่มเพื่อขอตัวขึ้นห้องก่อน
กาสิโนแห่งนี้ถือว่าหรูสุดในมาเก๊า ด้านล่างของโรงแรมจัดเตรียมเป็นสถานที่เล่นพนันให้กับนักพนันที่มุ่งหวังจะรวย ส่วนด้านบนก็เป็นโรงแรมหรู
แต่เพราะเงินส่วนหนึ่งถูกเอาไปเล่นพนันหมด พวกเขาจึงเลือกห้องที่ราคาถูกที่สุด ห้องของพวกเธออยู่ที่ชั้นสาม ซึ่งห้องจะแคบกว่าชั้นอื่น และแสงไฟทางเดินก็ดูมืดสลัวกว่าชั้นทั่วไป
เสียงโวยวายทั้งจากคนเมาและคนพักก็ดังออกมาให้มินตราสะดุ้งหวาดกลัวอยู่เป็นระยะ ชีวิตเธอไม่ควรมาเจออะไรแบบนี้ และไม่ควรที่จะตามใจแฟนหนุ่ม หากพรุ่งนี้เขาไม่สามารถคืนทุนได้ เธอก็คงหมดตัวจริง ๆ
เพียงคิดแค่นี้เธอก็เหนื่อยจนเดินไม่ไหว จังหวะที่ออกจากลิฟต์นั้นก็มีคนวิ่งตัดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เธอมองกลุ่มคนชุดดำที่ในมือล้วนมีมีดและปืน เท้าที่ก้าวออกจากลิฟต์แล้วก็รีบเปลี่ยนทิศวิ่งหลบไปยังทางบันไดหนีไฟที่อยู่ใกล้กัน
เห็นชายอีกคนที่เหมือนหนีมาเช่นกัน
“เฮ้ย มันอยู่ไหน”
เสียงใครบางคนในกลุ่มพวกนั้นร้องถาม เธอเห็นว่าคนตรงหน้าอาจจะได้รับอันตรายจึงรีบดันเขาเข้าไปด้านในประตูบันไดหนีไฟ
“ดูเหมือนกลุ่มคนพวกนั้นจะตามหาคุณ”
ชายหนุ่มที่ถูกตามล่าแปลกใจที่เห็นคนที่ช่วยเขาไว้เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ
“รีบ” มินตราจะบอกให้เขารีบลงไป ชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นปิดปาก เสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างหู
“ห้ามส่งเสียง ไม่งั้นเธอตาย!!” ห้ามเธอแล้วก็ยังลากเธอเข้าไปด้านหลังประตู ด้านนอกยังคงมีเสียงคนจำนวนมากวิ่งไปมาพร้อมกับเสียงต่อสู้
ส่วนเธอในตอนนี้ก็แทบจะหยุดหายใจ กลิ่นบุหรี่ผสมกลิ่นเหล้าจากมือเขาปิดอยู่ที่จมูกของเธอ กลิ่นนั้นเหมือนกับยาที่ทำให้เธอขาดสติ อันที่จริงแล้วเธอควรจะดิ้นรนให้หลุดพ้นจากเขา แต่เธอกลับไม่ทำ ร่างกายและขาที่คล้อยตามเขาถูกเขาลากไปยังห้องชั้นล่าง
จากนั้นเขาก็ผลักเธอเข้าไปยังห้องเก็บอุปกรณ์ในโรงแรม เมื่อประตูปิดลงความมืดก็เข้ามาแทนที่จนเธอเริ่มหวาดกลัว เขาก็ยอมปล่อยมือ
“ผมไม่ทำอะไรคุณ ถ้าคุณจะอยู่นิ่ง ๆ ห้ามส่งเสียง”
ก่อนหน้านี้ใครกันที่ขู่ว่าจะฆ่าเธออยู่!! เธอไม่น่าช่วยเขาเลย
เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทำให้เขารีบยกมือขึ้นปิดปากเธออีก กลิ่นบุหรี่ที่ติดมือทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจ จึงพ่นลมหายใจขัดออกมา คนที่อยู่ด้านหลังจึงขยับแผ่นอกชิดแผ่นหลังเธอมากกว่าเดิม
ริมฝีปากกระซิบอยู่ข้างหู “รังเกียจผม?”
แน่นอนว่าเธอต้องรังเกียจคนที่กำลังพูดอยู่ แต่สิ่งที่รังเกียจยิ่งกว่าที่สุดก็คือ “ฉันไม่ชอบกลิ่นบุหรี่” โชคดีที่นาคินแฟนหนุ่มเป็นคนไม่สูบบุหรี่ทำให้เธอพยายามมองเห็นข้อดีของเขาที่เธอชอบจนมองข้ามนิสัยแย่ ๆ อีกหลายอย่างไป
เสียงหึในลำคอดังขึ้นเหมือนกำลังหัวเราะเยาะเธออยู่ มุมปากก็ขยับใกล้แนบชิดกว่าเดิมเหมือนกำลังสนุกที่ได้แกล้งคนที่บอกว่าไม่ชอบกลิ่นบุหรี่
มินตราพยายามเบือนหน้าหนี ตอนนี้เธอสัมผัสได้ถึงความอันตรายจึงพยายามบิดตัวให้หลุดจากเขา แต่มือหนาก็กอดรัดแน่นจนเธอขยับไม่ได้ สุดท้ายก็หมดความพยายาม รอคอยจนเสียงด้านนอกเงียบสงบเขาจึงยอมปล่อยมือเอง
พอเป็นอิสระเธอก็รีบขยับหนีไปยังประตู ไม่ทันเปิดออกเขาก็ผลักปิดเอาไว้ มินตราหันกลับไปมอง
“พวกเขาไปหมดแล้วปล่อยฉันไปได้แล้ว” น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย แต่เหมือนพยายามฝืนไม่ให้แสดงออกมา ทำให้มุมปากเขายกขึ้นเหมือนสนุกที่ได้เล่นกับกระต่ายน้อย
แสงที่ลอดเข้ามาจากช่องหน้าต่างเล็ก แม้เพียงเล็กน้อย แต่ก็พอทำให้เขาเห็นใบหน้าของหญิงสาวอย่างชัดเจน ใบหน้าเรียวเล็ก ดวงตากลมโต จมูกนิด ปากยกขึ้นคล้ายดังผลเชอร์รีสีชมพูอ่อนนั่นสะดุดตาเขาเสียจริง
“คุณบอกว่าจะไม่ทำอะไรฉัน”
เขาพูดเร็วไปจริง ๆ น่าจะคิดให้ดีเสียก่อน ไม่คิดว่าผู้หญิงที่เขาเก็บมาได้จะสวยแบบนี้ “เธอไม่ใช่คนจีน?”
“ครึ่งหนึ่ง ฉันเป็นคนไทย” อันที่จริงเธอไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้เขาฟังด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ทำไมปากเธอถึงได้เบาขนาดนี้
“อันที่จริงสถานที่ที่พวกเราอยู่ไม่ใช่ที่ที่ควรจะมาทำความรู้จัก ไม่สิ พวกเราไม่ควรจะรู้จักหรือพบเจอกันอีก ฉันต้องกลับไปห้องก่อนที่แฟนฉันจะกลับมา ถ้าเขาหาฉันไม่เจออาจจะเป็นเรื่องใหญ่อีก”
คำว่าแฟนทำให้เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยอมถอยหลังไปสองก้าวเขายกมือขึ้นเป็นเครื่องหมายให้เธอออกไปได้เลย
พอได้จังหวะนั้นมินตราก็รีบเปิดประตู แล้ววิ่งออกไปโดยไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย คงมีแต่คนที่เดินออกมาตามหลังมองแผ่นหลังนั้นจนสุดตา
เสียงฝีเท้าดังเข้ามาทำให้เขาหันมอง เป็นคนของเขาเอง คนชุดดำพวกนั้นรีบคำนับ จากนั้นก็เรียก “คุณชายหวัง”
สายตาหวานของเขาในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นสายตาเหี้ยม เขามองคนพวกนั้นด้วยความไม่พอใจในผลงาน “เรื่องในวันนี้ฉันจะ ไม่ลงโทษ แต่ถ้าปล่อยให้พวกมันมาหยามถึงถิ่นอีก ครั้งหน้าฉันไม่ปล่อยไว้แน่”
เขาหันหลังเดินฝ่าฝูงชนคนชุดดำก่อนที่เท้าจะหยุดลง ก่อนจะหันกลับไปมองคนด้านหลัง หยางเจินมองคุณชายหวังเฉินเพื่อรอรับคำสั่ง
“ตรวจดูกล้องวงจรปิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครมาจากไหน”
พอสั่งเสร็จเขาก็ยกมือขึ้นขยับเสื้อสูท มองมือตัวเองแล้วยกขึ้นดม กลิ่นลิปสติกแปลก ๆ ที่อยู่ติดมือ ดูเหมือนจะเป็นกลิ่นเชอร์รีจริง ๆ ด้วย คิดแล้วก็อยากชิมจริง ๆ...
คุณอาจจะชอบ





