
หลินลี่ชา ฮูหยินร้ายจวนโหว
ตอน 3
ยุคปัจจุบัน
มหานครปักกิ่ง
คอนโดขนาดใหญ่สูงเสียดฟ้ามีความสูงถึง 59 ชั้นตั้งอยู่ในเขตเฉาหยาง ของมหานครปักกิ่งเมืองหลวงของประเทศจีนที่ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทวีปเอเชียและกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลกที่แม้แต่ทางโลกตะวันตกยังต้องเฝ้าจับตามองการเจริญเติบโตชนิดที่ว่าก้าวกระโดดทางด้านเทคโนโลยีอันทันสมัยล้ำยุค เจริญก้าวหน้าไปอย่างมีมีที่สิ้นสุด
ภายในห้องพักอาศัยขนาดสามห้องนอน มีสมาชิกเข้ามาอาศัยพักอยู่ด้วยกันสามคนล้วนเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่นกำลังเรียนในระดับมหาวิทยาลัยด้วยกันทั้งสิ้น หญิงสาวทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่ยังเรียนระดับประถมและเติบโตมาพร้อมกัน จนกระทั่งต่างแยกย้ายสอบเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแต่ก็อยู่ภายในมหานครปักกิ่งทั้งสิ้น
หวังจิวเซียน หญิงสาวในวัย 20 ปีลูกสาวเพียงคนเดียวของนักธุรกิจใหญ่ทางการเงิน กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ทางด้านเศรษฐศาสตร์เพื่อรับช่วงต่อของกิจการตระกูลหวังครอบครัวเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีต้นๆ ของจีนที่มีทรัพย์สินมากมายหลายหมื่นล้าน
เฉินเสวี่ยม่าน หญิงสาววัย 20 ปีเช่นกัน ครอบครัวเป็นนักการเมืองใหญ่เป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลเฉิน กำลังศึกษาในคณะประวัติศาสตร์ มีความไฝ่ฝันอยากเป็นนักโบราณคดีระดับแนวหน้าของโลก
และลี่มี่มี่หรือมี่มี่ หญิงสาวในวัย19 ปี เพิ่งจะกำพร้าพ่อแม่ที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสองปีก่อน เธอศึกษาอยู่ภายในสถาบันศิลปะการแสดง วิชาเอกอุปรากรจีน และการจากไปของพ่อและแม่ทำให้ลี่มี่มี่เคว้งคว้างเป็นอย่างมาก
หวังจิ้นเค่อนักธุรกิจใหญ่บิดาของหวังจิวเซียน เอ็นดูและสงสารเพื่อนสนิทของลูกสาวที่พ่อแม่จากไปอย่างกะทันหันเช่นนั้น เขาจึงรับลี่มี่มี่มาอุปการะและให้พำนักอยู่ด้วยกันกับหวังจิวเซียนในคอนโดหรูดังกล่าว
สามสาวมารวมตัวกันซึ่งลี่มี่มี่คือตัวแม่ของแก๊งนางร้ายที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร เธอมีนิสัยประหยัดอดออมเพราะไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มั่งคั่ง พ่อและแม่ของเธอเป็นเพียงข้าราชการที่มีฐานะปานกลางเท่านั้น จะซื้ออะไรที่อยากได้จะต้องทำงานและอดออมเพื่อแลกเงินจนเพื่อนร่วมแก๊งตั้งฉายาให้ว่านางพญาหน้าเงิน เพราะเธอทำทุกอย่างที่จะได้เงินแต่เป็นงานสุจริตเท่านั้น
แต่เงินที่ได้มานั้นลี่มี่มี่ ไม่ได้แสวงหาความสุขใส่ตัวเองแต่อย่างใด และเธอทำทุกอย่างเพื่อรักษาบ้านซึ่งพ่อและแม่ยังผ่อนกับธนาคารไม่หมดเพื่อจะได้มีสิทธิครอบครองอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมายของประเทศ ด้วยเหตุนี้ลี่มี่มี่จึงไม่รีรอที่จะหาขวยขวายหาเงินเพื่อผ่อนบ้านต่อจากพ่อและแม่แม้ว่าจะยังเรียนอยู่ก็ตาม
ด้วยสถาบันศิลปะการแสดงที่ลี่มี่มี่กำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ เธอเลือกเรียนวิชาเอกอุปรากรจีนซึ่งทางรัฐบาลให้การสนับสนุนในส่วนการแสดงงิ้วเป็นอันดับแรก เป็นศิลปะวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและยกให้เป็นเอกลักษณ์ของแผ่นดินจีน
งิ้วปักกิ่งจัดได้ว่าดีที่สุดและยอดเยี่ยมที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ จะทำการคัดเลือกนักแสดงจากสถาบันการศึกษาที่มีความสามารถนำมาร่วมแสดงอยู่ในคณะงิ้วปักกิ่ง ซึ่งมีคิวการแสดงแน่นตลอดทั้งปีสร้างรายได้ให้แก่มี่มี่เป็นอย่างมาก
และลี่มี่มี่เป็นหนึ่งในนักแสดงนำของคณะงิ้วปักกิ่ง รับบทเด่นเป็นตัวละครหญิงแต่ส่วนใหญ่จะเล่นบทนางเอกบู้ด้วยความสูงที่ 170 เซนติเมตรของเธอและดวงตากลมโตสวยเฉี่ยวแต่เวลามองใครจะมองอย่างดุดัน จิกแรง
ร่างระหงของลี่มี่มี่เวลาร่ายรำพร้อมถืออาวุธในมืออ่อนช้อยสวยงามมากจึงทำให้รับบทบาทนั้นเสียเป็นส่วนใหญ่ นานๆ จะรับบทนางเอกสาวสักครั้ง อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ในการแต่งหน้าเมคอัพเป็นอย่างมาก นอกจากจะแต่งหน้าแสดงงิ้วของตัวเองได้อย่างสวยงามและเพื่อนๆร่วมคณะด้วยแล้ว ยังสามารถแปลงโฉมตัวเองได้หลากหลายนับหลายพันหน้าเลยทีเดียว
ด้วยเครื่องสำอางในยุคปัจจุบันที่เอื้ออำนวยและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้ลี่มี่มี่แสดงฝีมือการแต่งหน้าที่หลากหลายลงในสื่อโซเชียลจนมีผู้ติดตามหลายล้านคน สร้างรายได้ให้เธอเป็นกอบกำตั้งแต่อายุเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น และนั่นทำให้หญิงสาวสามารถผ่อนบ้านของพ่อและแม่หมดสิ้น ภายในระยะเวลาไม่ถึงสองปีนับตั้งแต่จากไป
ภายในห้องนอนของลี่มี่มี่เปิดหน้าต่างเพื่อรับลมในยามค่ำคืนและให้อากาศถ่ายเทได้อย่างสะดวกเนื่องจากเป็นช่วงฤดูร้อน อากาศในมหานครปักกิ่งยุคปัจจุบันจะอบอ้าวเหลือจะกล่าวเลยทีเดียว แม้จะมีเครื่องปรับอากาศภายในห้องก็ตามแต่เนื่องจากนางเป็นคนขี้งกจึงเลือกที่จะเปิดหน้าต่างรับลมแทนที่จะเปิดแอร์ที่กินค่าไฟอย่างมหาศาล
ร่างระหงของหญิงสาวนอนหงายอยู่บนเตียงกว้างแต่เพียงลำพัง เส้นผมสีดำสนิทยาวสยายกระจายเต็มหมอนหนุน เปลือกตาที่กำลังปิดสนิทอยู่ในขณะนั้นเริ่มกลอกกลิ้งไปมา เหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้างามและเสียงพึมพำดังออกมาอย่างแผ่วเบา
“เจินเจินเงียบไว้! อย่ากล่าวสิ่งใด..อย่า...อย่า”เสียงพึมพำทวนย้ำกลับไปกลับมาอยู่เช่นนั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“ซือหม่าเยี่ยคัง! อย่าเผาข้า! อย่าฆ่าข้า! อย่า!...ช่วยด้วย!!!”เสียงร้องเรียกให้ช่วยดังก้องภายในห้องนอนดังกล่าวพร้อมเสียงของฝีเท้าของคนกำลังวิ่งมาทางห้องของเธอก่อนจะเปิดประตูห้องอย่างรวดเร็ว
“มี่มี่!!!”หวังจิวเซียนและเฉินเสวี่ยม่านต่างพากันร้องเรียกชื่อเล่นของเพื่อนรักออกมาพร้อมกัน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยินแต่เสียงเรียกดังกล่าวแต่อย่างใด
ร่างของสองสาวรีบตรงเข้าไปหาเพื่อนรักของพวกเธออย่างรีบร้อน ด้วยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเสียงร้องเรียกขอความช่วยเหลือเช่นนี้จากเพื่อนสาวจนดังก้อง ได้ยินไปจนถึงห้องนอนของบรรดาเพื่อนๆ
“มี่มี่ตื่น! มี่มี่ตื่นสิมี่มี่!!!”ทั้งสองพยายามส่งเสียงเรียกเพื่อนพร้อมเขย่าตัวไปมาอย่างแรง
พรึบ! เปลือกตาที่ปิดสนิทพลันเปิดขึ้นทันใดด้วยแรงเขย่าของเพื่อนรักทั้งสองที่ช่วยกันปลุกให้เธอตื่นจากฝันร้าย
พรืดดด!!! ลี่มี่มี่ลุกพรวดพราดขึ้นจากที่นอนอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาของหวังจิวเซียนและเฉินเสวี่ยม่านต่างพากันนั่งมองหน้าเพื่อนสาวด้วยความรู้สึกหวาดกลัวกัไปบดวงตากลมโตที่แรงกล้าและเบิกกว้างอยู่ในขณะนั้น
“มะ...มี่..มี่มี่...เธอเป็นอะไรฝันร้ายเหรอ...มะ..มี่มี่ทำไมมองพวกเราสองคนแบบนี้จำเสี่ยวเซียนกับเสี่ยวม่านไม่ได้แล้วอย่างนั้นเหรอ”หวังจิวเซียนถามเพื่อนเสียงตะกุกตะกัก
ควับ! ดวงตาคมเฉี่ยวหันกลับไปมองเพื่อนสาวทั้งสองทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ว้ายยย! ตามี่มี่น่ากลัวเป็นบ้าเลยเสี่ยวเซียน”เฉินเสวี่ยม่านไม่พูดเปล่า
ร่างค่อนข้างไปทางผอมกระโดดเข้าไปหลบอยู่ทางด้านหลังของหวังจิวเซียนด้วยความหวาดกลัวต่อสายตาของเพื่อนรักก่อนที่อีกฝ่ายจะหันหลังกลับพร้อมโผเข้ากอดเพื่อนซุกตัวด้วยความกลัวเช่นกัน เมื่อลี่มี่มี่ยังคงนั่งจ้องหน้าเพื่อนสาวทั้งสองเขม็งราวกับถูกผีเข้าก็ไม่ปาน
หากแต่เพียงครู่ดวงตาที่แข็งกร้าวและดุดันค่อยๆ อ่อนลงทันใดเมื่อหญิงสาวเริ่มรู้สึกตัว ดวงตาคู่สวยกลับมาเป็นลี่มี่มี่คนเดิมของเพื่อนๆ อีกครั้ง
“เสี่ยวเซียน! เสี่ยวม่าน”เสียงเรียกเพื่อนสนิททั้งสองดังออกมาแผ่วเบา
สองสาวแก๊งนางร้ายที่กำลังกอดกันแน่นด้วยความกลัวอยู่ในขณะนั้น ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนจะหันกลับมามองหน้าลี่มี่มี่พร้อมกันเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของเธอทั้งสอง ครั้นเห็นดวงตาคมเฉี่ยวของเพื่อนรักมีแต่แววตาอ่อนโยนเช่นนั้น
“มี่มี่”เสียงร้องเรียกชื่อเพื่อนรักพร้อมรอยยิ้มกว้างปรากฏออกมาก่อนจะรีบโผเข้าไปหา
“มี่มี่ตัวจริงกลับมาแล้ว...เมื่อกี้เหมือนกับไม่ใช่เธอเลยนะราวกับเป็นคนละคนเลย”เฉินเสวี่ยม่านพูดพร้อมยกมือขึ้นตบแก้มนวลของเพื่อนสาวสลับไปมาทั้งสองข้าง
“ใช่! ตาของเธอน่ากลัวมากมองพวกเราสองคนอย่างกับว่าถ้าฆ่าได้คงตายแน่ๆ เลยนะ ตกลงเป็นอะไร! หรือว่าฝันร้ายเห็นร้องเรียกชื่อใครก็ไม่รู้...อะไรคังๆ นี่แหละ”หวังจิวเซียนถามกลับไปด้วยความอยากรู้
ลี่มี่มี่ได้แต่ส่งยิ้มให้กับเพื่อนสนิททั้งสองของเธอก่อนจะยกมือเสยผมยาวสีดำสนิทที่ตกลงมาปรกหน้าอยู่ในขณะนั้น ดวงตาสีอ่อนคู่สวยที่แข็งกร้าวและดุดันเมื่อครู่ที่ผ่านมาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดแต่กลับแฝงเร้นความเศร้าเอาไว้มากมาย
“ฉันฝันร้ายแต่มันเหมือนจริงมากเลยเสี่ยวเซียน เสี่ยวม่าน และฝันเห็นมาแล้วหลายครั้งที่น่าแปลกก็คือ ช่วงสี่ห้าเดือนมานี้จะฝันเห็นจวนขุนนางเก่าในสมัยโบราณ เต็มไปด้วยศพคนถูกฆ่าล้างตระกูลไม่มีใครรอดชีวิตเลยสักคน แรกๆ จะฝันเห็นภาพเลือนรางหลังจากนั้นเริ่มชัดขึ้น จนกระทั่งวันนี้ฉันฝันเห็นเด็กผู้หญิงสองคนถูกไฟคลอกตายในบ่อน้ำร้างของจวน ไฟลุกท่วมตัวเต็มไปหมดเลย”ลี่มี่มี่เล่าความฝันให้กับเพื่อนสนิทของเธอ
ในขณะที่สองสาวเมื่อได้ยินความฝันดังกล่าวของลี่มี่มี่ต่างพากันหันกลับมามองหน้ากัน
“ฝันร้ายจริงๆ ด้วย”สองสาวต่างพูดออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“มันก็แค่ความฝันมี่มี่ไม่ใช่ความจริงเสียหน่อย”เสี่ยวม่านปลอบเพื่อนของเธอกลับไป
“จะเป็นไปได้ไหมว่าเธอกำลังท่องบทละครใหม่ที่กำลังจะขึ้นแสดงครั้งล่าสุด รอบนี้เธอได้เล่นเป็นนางเอกไม่ใช่เหรอมี่มี่ ต้องท่องบทและร้องเยอะมากเลยไม่ใช่เหรอ บางทีเป็นเพราะซ้อมหนักก็เลยเก็บเอาไปฝันก็อาจเป็นไปได้นะ”หวังจิวเซียนบอกเพื่อนของเธอ
“เรื่องความฝันในหอแดงนี้นะเหรอที่จะทำให้ฉันเก็บเอามาฝันร้าย ฉันแสดงเรื่องนี้มาไม่รู้กี่ร้อยรอบแล้วอีกอย่างเป็นเรื่องราวความรักในยุคราชวงศ์ชิงแต่ความฝันของฉันเกิดอยู่ในยุคหมิงของจักรพรรดิหย่งเล่อนะพวกเธอ ในความฝันเหมือนฉันกำลังเห็นตัวเองถูกไฟคลอกตายพร้อมกับน้องสาวเลย มันเจ็บปวดทรมานและโคตรแค้นจนบอกไม่ถูก”ลี่มี่มี่อธิบายให้เพื่อนของเธอฟัง
อ้าว!!! สองสาวต่างเอ่ยออกมาพร้อมกันเมื่อได้ยินเช่นนั้นพร้อมเสียงของหวังจิวเซียนเอ่ยขึ้น
“แล้วทำไมถึงคิดว่าคนที่ถูกไฟคลอกเป็นตัวเธอด้วยละมี่มี่ คิดไปเองหรือเปล่าเป็นไปไม่ได้หรอก”หญิงสาวทักท้วงเพื่อนด้วยเพราะเห็นต่างไปจากเพื่อนรักพร้อมเสียงของเฉินเสวี่ยม่านดังขึ้น
“หรือว่าเธอระลึกชาติได้อย่างนั้นเหรอมี่มี่”หญิงสาวพูดพลางมองหน้าเพื่อนรักคล้ายรอคำตอบ
ใบหน้าสวยคมเฉี่ยวของลี่มี่มี่ส่ายไปมาติดต่อกันเมื่อถูกถามกลับมาเช่นนั้น
“ไม่รู้สิ! มันบอกไม่ถูกแต่ความรู้สึกบอกว่า กำลังมองตัวเองถูกไฟคลอกตายและเด็กที่อยู่ด้วยกันคือน้องสาวคนละแม่ของฉันชื่อเจินเจิน”เธออธิบายกลับไปพลางจ้องหน้าเพื่อนสนิททั้งสองเมื่อสายตาของคนทั้งคู่ต่างพากันมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“มี่มี่...นี่เธอรู้ขนาดนี้เลยเหรอแม้แต่ชื่อยังบอกออกมาได้ ทำไมชื่อจริงไม่รู้ไปเลยเล่ามีแต่ชื่อเล่นแบบนี้ใครๆ ก็พูดลอยๆ ขึ้นมาได้ทั้งนั้นแหละ”เฉินเสวี่ยม่านบอกเพื่อนรักก่อนจะได้ยินลี่มี่มี่พูดสวนกลับมาทันที
“น้องสาวของฉันชื่อเจินเจิน ชื่อจริงหลินซูเจิน ส่วนฉันชื่อหลินลี่ชาหรือช่าช่า จวนขุนนางโบราณที่ฉันฝันเห็นอยู่ในยุคของราชวงศ์หมิงคือจวนตระกูลหลินของเสนาบดีหลินเหยียนเจิ้ง เป็นพ่อของฉันแม่ฉันคือฮูหยินเซียวฉิงเซียง และไอ้คนที่ลงมือฆ่าฉันกับน้องก็คือซือหม่าเยี่ยคัง!!”ชื่อสุดท้ายลี่มี่มี่พูดกระแทกเสียงกร้าว
สองสาวเพื่อนซี้พากันนั่งงงงันไปตามๆ กันเมื่อได้ยินลี่มี่มี่บอกรายละเอียดกลับมาได้อย่างชัดเจนเช่นนั้น
“ว้าว! พ่นออกเป็นชุดเลยเสี่ยวม่าน ได้ยินเหมือนกันไหม”หวังจิวเซียนพูดพลางใช้ศอกสะกิดเพื่อน
ในขณะที่เฉินเสวี่ยม่านพยักหน้าขึ้นลงเป็นการยอมรับ
“ได้ยินแล้วไม่ต้องสะกิดเสี่ยวเซียน...ว่าแต่เธอแน่ใจนะมี่มี่ว่าไอ้ที่บอกมาเมื่อกี้คือความฝันเพราะคนที่กำลังพูดถึงมีตัวตนจริงๆ ในยุคแผ่นดินต้าหมิงนะเธอ”เฉินเสวี่ยม่านถามเพื่อนกลับไป
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นลี่มี่มี่มองหน้าเพื่อนสาวของเธอเขม็งจะว่าดีใจก็ไม่ใช่จะว่าเสียใจหรือก็เปล่า
“เสี่ยวม่านชื่อของคนที่บอกเมื่อกี้มีตัวตน ในยุคราชวงศ์หมิงจริงๆ นะเหรอ”ลี่มี่มี่ถามกลับไปเพื่อให้แน่ใจ
“เอ้า! ก็จริงอะดิ...จะไปหลอกทำไมแต่มันก็ไม่ทั้งหมดหรอกนะเพราะมีแค่หลินเหยียนเจิ้งกับซือหม่าเยี่ยคังเท่านั้นที่เอ่ยถึงในบันทึกประวัติศาสตร์ของยุคฮ่องเต้หย่งเล่อ ลืมไปแล้วเหรอว่าตัวฉันคือว่าที่นักโบราณคดีชื่อก้องโลกในอนาคตนะยะเธอ”เฉินเสวี่ยม่านบอกเพื่อนรักกลับไป
“โอเคแม่นักโบราณคดีใหญ่อย่ามัวแต่เพ้ออยู่เลย เล่าให้ฟังหน่อยจะได้ไหมว่าคนที่ชื่อหลินเหยียนเจิ้งเป็นใคร โดยเฉพาะคนที่ชื่อซือหม่าเยี่ยคัง ฉันอยากรู้ว่าไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร ถึงได้ใจโหดลงมือฆ่าล้างตระกูลหลินจนล้มตายหมดแบบนั้น”ลี่มี่มี่พูดเสียงกร้าวเต็มไปด้วยอารมณ์โกรธแค้นอย่างเห็นได้ชัด
“เป็นเอามากเลยนะมี่มี่ทำไมถึงอยากรู้นักถามจริงเถอะ”หวังจิวเซียนถามกลับไป
“ก็อยากรู้!”ลี่มี่มี่ตอบสวนกลับไปโดยไม่หันกลับมามองเพื่อนรักอีกคนแม้แต่น้อย
หวังจิวเซียนถึงกับนิ่งงันไปทันทีเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนสนิทแปรเปลี่ยนกลับไปกลับมาแบบนั้น
“มี่มี่มันท่องบทละครผิดเรื่องหรือเปล่า ตกลงเล่นเรื่องความฝันในหอแดงหรือสามก๊กกันแน่วะ ทำราวกับว่าเป็นจอมยุทธ์หญิงจะออกไปทำศึกร่วมกับโจโฉอะไรแบบนั้นเลย”หวังจิวเซียนคิดในใจพลางยกศอกสะกิดเฉินเสวี่ยม่านท่ามกลางสายตาของลี่มี่มี่
“ตกลงจะเล่าไม่เล่าเสี่ยวม่าน”ลี่มี่มี่พูดพลางจ้องหน้าเพื่อนเขม็งเล่นเอาอีกฝ่ายกลืนน้ำลายลงคอแทบไม่ทัน
“เออ...กำลังจะเล่าเดี๋ยวนี้แหละใจร้อนไปได้”เฉินเสวี่ยม่านพูดพลางนั่งคิดทบทวนความรู้ที่เธอศึกษาร่ำเรียนและบันทึกประวัติศาสตร์มากมายพร้อมเอ่ยขึ้น
“คนที่ชื่อหลินเหยียนเจิ้ง ตามบันทึกบอกไว้ว่าเป็นหนึ่งในเสนาบดีใหญ่ที่ถูกฮ่องเต้หย่งเล่อมีรับสั่งให้ประหารชีวิตเก้าชั่วโคตร โทษฐานความผิดไม่จงรักภักดีต่อพระองค์เพราะหลินเหยียนเจิ้งเป็นหนึ่งในสภาขุนนางของยุคฮ่องเต้เจี้ยนเหวินซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์ที่สองของราชวงศ์หมิง ชีวิตของผู้คนตระกูลหลินถูกประหารชีวิตตามพระราชโองการทั้งหมด 228 ชีวิต ถ้านับรวมเก้าชั่วโคตรก็หลายร้อยคนหรืออาจจะถึงพันคนเลยเชียวละ แต่ก็มีอีกบันทึกบอกว่าตระกูลหลินแท้จริงแล้วถูกใส่ร้าย”
“ถูกใส่ร้ายอย่างนั้นเหรอ!”ลี่มี่มี่พูดสวนขึ้นมาทันที
คุณอาจจะชอบ





