
ร่วมแสกั้นรัก
ตอน 2
ในรถ
จี้หานโจวลดหลุบตาลงและมองข้อมูลในมือของเขาพลางกระพริบตาปริบ ๆ
เสิ่นฉือ
ตอนนั้นตระกูลเสิ่นถือเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในเมืองเชิ่งจิง
คุณท่านเสิ่นกับคุณนายเสิ่นนั้นเคยเป็นหนึ่งในผู้ที่เก่งที่สุดในวงการแพทย์ แต่น่าเสียดายที่พวกเขาเสียชีวิตไปไว
เสิ่นหมิงเต๋อ ลูกชายของเขามารับสืบทอดต่อ หลังจากนั้นก็แต่งงานกับเวินหลานซึ่งเกิดในตระกูลการแพทย์เหมือนกันและมีลูกสาวซึ่งก็คือเสิ่นฉือ
แต่ตอนที่เสิ่นฉืออายุได้หนึ่งขวบนั้น ตระกูลเสิ่นก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดและตกต่ำมาก
จู่ ๆ เวินหลานก็ป่วยทางจิตและถูกส่งตัวไปอยู่ที่สถานพักฟื้น
ในปีเดียวกันนั้น เสิ่นหมิงเต๋อก็หย่ากับเวินหลานและแต่งงานกับเหลียงหยุนชิง ภรรยาคนที่สอง
ครึ่งปีต่อมาเธอคลอดเสิ่นชิงหรานและคลอดลูกแฝดในปีถัดมา
เพราะงั้น เสิ่นฉือที่ตระกูลเสิ่นไม่ต้อนรับอยู่แล้วนั้นก็ยิ่งอยู่ยากเข้าไปอีก เรียกได้ว่าลำบากจนถึงปัจจุบันก็ว่าได้
อยู่อย่างยากลำบาก...
จี้หานโจวปิดเอกสารและยกมือขึ้นมาแตะบาดแผลของเขาอย่างใคร่ครวญ
ความเจ็บปวดนั้นกลายเป็นรู้สึกชาแทนมานานแล้ว
“ท่านครับ ถึงเวลากลับแล้วครับ”
เฉิงจุ่นที่นั่งอยู่ข้างคนขับเตือนขึ้นมาเบา ๆ
จี้หานโจวตอบว่าอืมก่อนจะเอนตัวไปข้างหลังและหลับตาลงเพื่อพักผ่อน
เกรงว่าเรื่องที่เขาโดนลอบทำร้ายได้ไปถึงหูของครอบครัวแล้ว ถ้ายังไม่กลับไปหล่ะก็ จะยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่
บ่ายวันถัดมา
เสิ่นฉือสวมชุดสีดำ หมวกและหน้ากากปรากฏตัวขึ้นในซอย
คนไข้ที่รักษาเมื่อคืนนี้ฟื้นกลับมาได้สติแล้ว เธอต้องไปเก็บเงินงวดสุดท้าย
แต่พอเดินไปในซอยไม่ไกลนัก เสิ่นฉือก็ค่อย ๆ หยุดเดิน
วันนี้ซอยเงียบกว่าปกติ มีบางอย่างผิดปกติ
หลังจากตรึกตรองอยู่สักพัก เธอก็หันหลังจากไปทันที
แต่กลับโดนดักที่ปากซอย
คนที่มานั้นคือเสิ่นหมิงเต๋อ พ่อของเธอ
กลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำปรากฏตัวขึ้นและล้อมเธอไว้ทันที
เสิ่นหมิงเต๋อพูดขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “ไม่กลับบ้านสองสามเดือนแล้ว ทำไม คิดว่าที่นี่ดีกว่าบ้านรึไง?”
“ที่นี่จะดีกว่าบ้านของพ่อได้ยังไงกันหล่ะคะ?”
แต่นั่นไม่ใช่บ้านของเธอ !
“ในเมื่อรู้แบบนี้ก็ดีแล้ว งั้นก็กลับบ้านกันเถอะ”
พอเสิ่นหมิงเต๋อพูดจบ บอดี้การ์ดก็เข้ามาประกบข้างเสิ่นฉือและพาตัวเธอไปที่รถทันที
คนที่อยู่ในมุมมืดนั้นมองเห็นภาพทั้งหมดนี้ได้อย่างชัดเจน รอจนกว่าเสิ่นหมิงเต๋อจากไปแล้ว คนนั้นก็ส่งข่าวนี้ออกไปทันที
เฉิงจุ่นเห็นข่าวเลยรีบมารายงานจี้หานโจวทันที
“ท่านครับ เราควรเข้าไปยุ่งด้วยไหมครับ?”
คนพวกนั้นดูไม่เหมือนคนดีเลย
จี้หานโจวพูดขึ้นมาอย่างเรียบ ๆ ว่า “รอดูสถานการณ์ก่อน”
“ครับ !”
พอเสิ่นฉือโดนพาตัวกลับมาก็โดนโยนเข้าไปในหอบรรพบุรุษทันที
“คุกเข่าดี ๆ !”
เธอถูกบังคับให้คุกเข่าอยู่บนพื้นเย็น ๆ หน้ากากที่สวมอยู่นั้นโดนถอดออก สีหน้าไม่เผยความหวาดกลัวแม้แต่น้อยเลย แต่กลับดูดื้อรั้น
เสิ่นหมิงเต๋อก้มลงมองเธอแล้วถามว่า “แกแอบเรียนหมอใช่ไหม? ! ”
“ป่าวค่ะ”
น้ำเสียงของเสิ่นฉือเย็นชาและตอบกลับอย่างเด็ดขาด
“เพี๊ยะ...”
เสียงแส้กระทบกับเนื้อทำให้พี่น้องอีกสามคนของตระกูลเสิ่นตัวสั่นขึ้นมาทันที
มีแค่เสิ่นฉือ คนที่ถูกเฆี่ยนตีเท่านั้นที่ดูเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอกัดริมฝีปากอย่างแรงและไม่ส่งเสียงใด ๆ
“แกไม่ต้องมาหลอกฉันเลยนะ มีคนบอกฉันว่าแกไม่เพียงแต่แอบเรียนหมอเท่านั้นแถมยังพยายามรักษาคนด้วย ! เสิ่นฉือ แกยอมรับไหม?” เสิ่นหมิงเต๋อถือแส้ไว้ในมือ สีหน้าดูโหดเหี้ยมมาก
ใบหน้าของเสิ่นฉือซีดเผือด แต่เธอกลับดื้อรั้นมากยิ่งขึ้น น้ำเสียงของเธอก็หนักแน่นขึ้นเช่นกัน “ทำไมฉันต้องยอมรับในสิ่งที่ฉันไม่ได้ทำด้วยหล่ะคะ?”
“แกจะบอกว่าข่าวที่ฉันรู้มานั้นไม่ใช่เรื่องจริงงั้นสินะ? ! ” เสิ่นหมิงเต๋อเฆี่ยนตีเธออีกครั้ง
เสิ่นฉือวางมือไว้ข้างลำตัวพลางกำหมัดแน่น “ฉันไม่รู้ว่าพ่อไปได้ยินข่าวนี้มาจากไหน แต่ฉันไม่ได้แอบเรียนหมอและก็ไม่ได้แอบรักษาคนด้วย ถ้าพ่อไม่เชื่อก็โทรหาคนที่บอกข่าวคุณแล้วมาถามต่อหน้าให้ชัดเจนเลย”
คุณอาจจะชอบ





