ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย โคตรไอ้เหี้ยม(หื่น)

โคตรไอ้เหี้ยม(หื่น)

ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนและบีบคั้นของความสัมพันธ์ในยุคสมัยใหม่ พะหนูพยายามอ้อนวอนขอความเห็นใจจากชายหนุ่มทั้งสองอย่างพี่โขงและพี่เข้ เมื่อการกระทำที่รุนแรงและหนักหน่วงเกินกว่าที่เธอจะรับไหวนั้นเริ่มสร้างความเจ็บปวดให้แก่ร่างกายของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอจึงต้องเอ่ยปากร้องขอให้พวกเขาช่วยลดความดุดันลงบ้างในจังหวะที่ถาโถมเข้าใส่ เรื่องราวความรักที่ปะปนไปด้วยความใคร่และความเจ็บปวดนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไรในสถานการณ์ที่แสนอันตรายเช่นนี้
ตอน
แชร์

ตอน 3

“เธอตื่นมั้ยน่ะ?” ตะเข้ที่เป็นฝ่ายขับรถเอ่ยถามขึ้นเมื่อตอนนี้เริ่มเข้าไปในป่าแล้วและรถมันก็สั่นคลอนไปมาเนื่องจากเป็นถนนลูกรังที่มีแต่ดินกับเศษก้อนหิน และเวลานี้ถึงในหมู่บ้านจะเริ่มมืดแล้วแต่ก็ยังมีหลอดไฟให้ความสว่างได้ ต่างจากในป่าที่มืดแล้วและไม่มีความสว่างจากอะไรเลย โชคดีที่รถคันเก่าแก่ของพวกเขายังมีไฟส่องให้ความสว่างอยู่บ้าง

“ไม่นะ หลับลึก” 

“แบบนี้น่าจับกระแทกข้างทาง” 

“ใจเย็นบ้างเถอะมึงอ่ะ แม่ก็บอกอยู่ว่าน้องมันเมารถ” 

“แหม ลองถ้ากูจับน้องมันกระแทกข้างทางมีหรือมึงจะไม่ร่วมด้วย” 

“หุบปากแล้วตั้งใจขี่รถไปเถอะ” บอกกับแฝดน้องก่อนจะใช้มือประคองใบหน้าเรียวของหญิงสาวที่นั่งหลับอยู่ตรงหน้าเขาไว้เมื่อหัวเธอสั่นคลอนไปมา และถึงแม้เขาจะใช้มือจับใบหน้าขนาดนี้เธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลย

จนไม่นานก็มาถึงที่กระท่อม ตะเข้จึงดับรถเครื่องแล้วเดินไปเปิดกระท่อมพร้อมจัดที่นอนให้หญิงสาวตัวเล็กซึ่งถูกตะโขงอุ้มเข้ามาวางบนที่นอนแล้ว ส่วนตะเข้ก็เดินไปเปิดไฟที่มาจากแผงโซลาร์เซลล์ขนาดกลางที่เก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ในตอนกลางวันเพื่อให้ความสว่างภายในกระท่อมในเวลาค่ำคืนเช่นนี้

“อื้มมม~” ริมฝีปากบางส่งเสียงออกมาเล็กน้อยเมื่อเธอได้นอนบนที่นอนนุ่มๆ อย่างสบายตัวแล้ว เธอขยับตัวพลิกไปจนแขนชนเข้ากับผนังกระท่อมที่เป็นไม้ไผ่ เมื่อผิวบางๆ ถูไถกับไม้ไผ่ที่เป็นพื้นผิวลื่นๆ เจ้าตัวเล็กจึงขยับหนีมานอนกลางที่นอนตามเดิม โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังมีสายตาสองคู่กำลังยืนจ้องมองอยู่ 

“ดูท่าจะไม่ตื่นจริงๆ นะ” ตะเข้พึมพำขึ้นเมื่อร่างเล็กไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลย วันนี้เธอคงจะต้องนอนกับพวกเขาก่อน ที่จริงก็ไม่ใช่แค่วันนี้หรอก วันอื่นก็ด้วยเหมือนกันแหละ!

“คืนนี้ไม่ต้องทำนะไว้พรุ่งนี้ พักคxยบ้าง!” ตะโขงพูดแล้วก็เดินออกไปนั่งที่ครัวเพื่อหาอะไรกิน ส่วนตะเข้ได้แต่มองเรือนร่างบางด้วยสายตาละห้อยแล้วเดินไปหยิบกระเป๋าของพลอยใสที่วางอยู่หน้าประตูนั้นไปวางไว้ปลายเตียงจากนั้นตัวเขาก็เดินออกไปนั่งกับแฝดพี่ที่ครัว

“เธอน่ารักดีมึงว่ามั้ย ผิวขาวชะมัดเลย” 

“กูกับมึงก็ผิวขาว” ตะโขงตอบกลับแฝดน้องตามความจริง เมื่อผิวของพวกเขากับเจ้าตัวเล็กนั่นก็ขาวไม่ต่างกันเลยเพราะแม่เขาเดิมก็เป็นคนในเมืองพื้นฐานคือผิวขาวอยู่แล้ว แต่ผิวของผู้หญิงจะนุ่มกว่าผิวผู้ชายอย่างพวกเขาไง

“กูรู้ แต่คือกูกำลังชื่นชมน้องว่ามันสวย มันน่ารัก มันน่าเอา!” 

“มึงก็แค่พูดว่าน้องมันน่าเอาก็จบ จะมาพูดทำไมว่าน้องขาว” 

“เหอะ! แล้วนี่สร้อยฟ้าห่ออะไรมาให้กินบ้าง” สร้อยฟ้าคือเด็กสาวที่เอาอาหารมาส่งเมื่อเย็นรวมถึงมาบริการพวกเขาถึงเตียงด้วย เมื่อตะเข้ถามแฝดพี่ก็เลยเปิดกล่องข้าวสี่ห้ากล่องออก สองกล่องแรกคือข้าวเปล่า กล่องที่สามคือน่องไก่ทอดห้าหกน่อง กล่องที่สี่ผัดเผ็ดปลาดุก และกล่องที่ห้าคือแกงส้มมะละกอใส่กุ้ง

“อุ่นก่อนมั้ยล่ะมันเย็นหมดแล้ว” 

“เออ เดี๋ยวกูก่อไฟแปป” ว่าแล้วตะเข้ก็จัดการก่อไฟจากเตาถ่านซึ่งใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีไฟก็ติด เขาจึงเอาหม้อนึ่งไปตั้งบนเตาเพื่อเตรียมอุ่นอาหารกินกันในคืนนี้

“หาววว~ กลิ่นอะไรคะเหม็นจัง” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กเดินบิดตัวออกมาจากกระท่อมแล้วยืนมองสองหนุ่มที่กำลังยืนล้อมเตาถ่านอยู่ ตะโขงกับตะเข้จึงหันไปมองต้นเสียงแล้วหันมามองหน้ากันอย่างแปลกใจที่พลอยใสไม่ได้ร้องไห้ หรือตกใจที่ตัวเองมาอยู่ในที่แบบนี้

“กลิ่นควันไฟน่ะ” เป็นตะโขงที่ตอบพร้อมกับชี้นิ้วไปยังเตาถ่าน หญิงสาวตัวเล็กจึงพยักหน้าให้แล้วเดินตรงมามองมันด้วยความตื่นเต้นเหมือนกับไม่เคยเห็นมันมาก่อน

“เพิ่งเคยเห็นของจริง เหมือนเตาถ่านของหมูกระทะเลยนะคะ” 

“เอ่อ อืม…” สองหนุ่มที่ได้ยินพลอยใสพูดแบบนั้นก็ถึงกับอ้ำอึ้งเพราะนอกจากเธอจะไม่ตกใจยังสามารถที่จะพูดคุยกับพวกเขาได้อย่างไม่กลัว อีกอย่างที่อึ้งก็คงจะเป็นการที่เธอบอกว่าเพิ่งเคยเห็นเตาถ่านแบบนี้ครั้งแรกนี่แหละ!

“ไฟมันจะติดอยู่ได้นานมั้ยคะ?” 

“ก็เติมถ่านได้เรื่อยๆ แต่ก่อไฟครั้งหนึ่งถ้าใช้ถ่านแบบนี้ก็อยู่นานเกือบชั่วโมง แต่ถ้าเป็นฟืนก็แค่แปปเดียว” 

“อ่อ แล้วมีอะไรกินเหรอคะ…หนูกินด้วยได้มั้ย เมื่อกลางวันอ้วกออกมาหมดเลยท้องว่างมาก” 

“มี แต่ต้องรออุ่นก่อน” ตะโขงตอบแล้วก็ชี้นิ้วไปที่เก้าอี้เพื่อให้พลอยใสที่ยังยืนอยู่นั้นไปนั่งรอ เธอจึงเดินไปนั่งบนเก้าอี้ที่มีโต๊ะอาหารขนาดสี่คนนั่งตั้งอยู่ตรงหน้า มือเล็กที่สั่นระริกนั้นวางประสานกันอยู่บนหน้าตักขณะที่สายตามองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัวแต่เธอพยายามที่จะไม่แสดงความกลัวของตัวเองออกมา

“พลอย…” 

“คะ!?” 

“เธอรู้จักพวกเรามั้ย!?” เป็นตะเข้ที่เดินมานั่งตรงข้ามเธอแล้วเอ่ยถาม สักพักตะโขงก็เดินมานั่งข้างแฝดน้องแล้วมองดูพลอยใสที่ส่ายหัวให้พวกเขาช้าๆ ไม่ใช่แค่ไม่รู้จัก แต่เธอไม่รู้จักเลยสักนิดว่าพวกเขาเป็นใครแล้วทำไมเธอถึงมาอยู่นี่ เป็นเพราะหลังจากเมารถจนอ้วกเธอก็เลยกินยาแก้แพ้ไปหลายเม็ดระหว่างนั่งรถมาที่หมู่บ้านเพื่อนพ่อจากนั้นก็เลยหลับลึกมาตลอดทางจนจำอะไรไม่ได้อีกเลย

“แล้วทำไมพวกพี่ถึงรู้จักชื่อหนูล่ะ?” 

“ไม่ต้องรู้หรอก…ฉันชื่อตะโขง ส่วนนี่ตะเข้ จำได้มั้ย?” 

“จำได้…” 

“ถามจริง” ตะเข้ถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยอยากเชื่อ ถึงแม้การเป็นแฝดที่มีหน้าตาเหมือนกันและมีอะไรหลายๆ อย่างที่ต่างกันแต่ก็ไม่ใช่ว่าเห็นปุ๊ปจะจำได้ปั๊ปนี่ แม่สาวน้อยคนนี้จะเก่งเกินแล้ว

“จริงค่ะ พี่โขงหน้าดุกว่าพี่เข้” เธอตอบออกมาตามสิ่งที่เห็น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเหมือนกันทุกระเบียบนิ้ว แต่สีหน้าแววตากลับแสดงออกมาคนละแบบ ตะเข้จะออกไปทางขี้เล่นส่วนตะโขงจะดูนิ่งๆ มากกว่า

“ไม่อยากถามอะไรพวกเราบ้างเหรอ?” 

“อยาก…” 

“ถามมาดิ” 

“ที่นี่คือที่ไหน แล้วหนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” 

“ที่นี่คือกลางป่า พวกเราพาเธอมาไง” ตะเข้ตอบแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปยกกับข้าวที่อุ่นได้ที่แล้วมาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ไปหยิบจานเพื่อมาแบ่งข้าวให้พลอยใสที่ยังคงนั่งประสานมืออยู่บนตัก เธอไม่กล้าที่จะร้องหรือโวยวายเพราะมองไปรอบๆ มันมืดมากเหมือนที่นี่มีแค่พวกเธอ หากไปทำให้เขารำคาญหรือโมโหพวกเขาอาจจะทำร้ายเธอได้ ดังนั้นเธอจึงต้องทำตัวนิ่งเข้าไว้

“แล้วคุณป้ากับคุณลุงล่ะคะ?” 

“ใครเหรอ?” 

“ก็คนที่ไปรับหนูมากจากกรุงเทพไงคะ” 

“ไม่รู้สิ กินข้าวเถอะ” ว่าแล้วตะเข้ก็กินข้าวจากล่องเช่นเดียวกับตะโขง ส่วนพลอยใสนั้นถึงแม้ท้องน้อยๆ จะร้องโกรกกรากแต่ก็ยังไม่ยอมกินได้แต่นั่งมองข้าวเปล่าที่อยู่ในจานสลับกับมองผู้ชายทั้งสองคนตรงหน้า

“ไม่ได้ใส่อะไรลงไปหรอก กินได้ปลอดภัย” เมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าคงจะกังวลกับข้าวตรงหน้าตะโขงจึงเอ่ยบอก พลอยใสจึงยิ้มอ่อนให้พวกเขาแล้วก็จัดการกับอาหารทันที

“เธอยังไม่แนะนำตัวเองให้พวกเรารู้จักเลยนะ” 

“เอ่อ หนูชื่อพลอยใสค่ะ อายุ19ปี พ่อกับแม่เพิ่งเลิกกันพ่อเลยส่งให้หนูมาอยู่กับลุงกรดชั่วคราว แต่คุณลุงกับคุณป้าเขาไปไหนแล้วก็ไม่รู้” พลอยใสเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน เพราะอย่างที่บอกไปว่าหลับมาตลอดทางแบบหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะ ตื่นมาอีกทีก็มาอยู่ในกระท่อมนี่แล้ว เธอคงไม่ได้โดนคุณลุงคุณป้าทิ้งไว้ระหว่างทางแล้วผู้ชายสองคนนี้เก็บมาหรอกนะ

“ชื่อน่าอร่อยจังเลยนะ” พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก

“พี่เข้พูดว่าอะไรนะคะ?” 

“ชื่อเพราะน่ะ กับข้าวพอถูกปากมั้ย?” ตะเข้ตอบพลางถามกลับเมื่อเห็นเด็กสาวชาวกรุงคนนี้ที่ท่าทางดูหิวแต่กลับนั่งเขี่ยข้าวไปมาและเมื่อเขาถามไปแบบนั้นพลอยใส จึงส่ายหน้าให้เบาๆ

“หนูกินเผ็ดไม่ได้ กินแล้วมันจะแสบท้อง…” 

“แล้วก็มีแต่แกง กินกับไก่ทอดได้มั้ยล่ะ?” ตะโขงพูดแล้วก็ลุกไปหยิบไก่ทอดที่อุ่นหลังสุดมาวางตรงหน้าของพลอยใส เธอจึงพยักหน้ารับแต่ก็ยังคงไม่ทาน

“กินสิ เป็นอะไรอีกล่ะคงไม่ใช่ว่ามีกระดูกติดเลยกินไม่ได้หรอกนะ” ตะเข้เลิ่กคิ้วถามเมื่อเห็นร่างเล็กยังนั่งมองหน้าเขาสลับกับตะโขง

“เปล่าค่ะ พวกพี่ไม่มีบ้านเหรอคะ ทำไมถึงมาอยู่ในกระท่อมกลางป่าแบบนี้?” 

“ก็ที่นี่ไงคือบ้านเรา” 

“…พวกพี่เป็นคนป่าเหรอคะ?” 

“ก็ประมาณนั้น” 

“แล้วพวกพี่จะกินหนูมั้ย?” พลอยใสถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเมื่อได้รับคำตอบจากพวกเขาว่าเป็นคนป่า คนป่าที่เธอเคยอ่านการ์ตูนมาพวกนั้นจะจับคนที่หลงเข้าไปในป่าเอามาต้มในหม้อใบใหญ่แล้วก็กินเหมือนกับซุป บะ แบบนั้นมันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว…

“กินสิ เธอน่าอร่อยขนาดนี้” ยิ่งได้รับคำตอบจากตะเข้มันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกกลัวเข้าไปใหญ่ ต่างจากคนพูดที่ยกยิ้มมุมปากออกมาให้กับคำพูดของตัวเอง

“หนูไม่อร่อยเลยนะคะ ต้มไปแล้วเนื้อมันคงจะเละไม่น่าอร่อยหรอก” พลอยใสเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นพวกเขาตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารไปอย่างไม่สนใจเธอเลยสักนิด ไม่ใช่ว่ากินของคาวเสร็จแล้วจะมาต้มเธอกินเป็นของหวานหรอกนะ ยิ่งคิดพลอยใสก็ยิ่งหวาดกลัวเข้าไปใหญ่

ดูต่อเลย!
เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้น! ไปที่แอปเพื่ออ่านต่อ
ปลดล็อกทุกตอน
เปิดเว็บไซต์ทางการ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย ปี 1977s สามีคะ ได้โปรดหยุดส่งฉันเรียนได้แล้ว
7.9
หลังเข้าพิธีวิวาห์ ชีวิตที่วาดฝันไว้คือความเรียบง่ายตามขนบธรรมเนียมของผู้หญิงที่ออกเรือนแล้ว ซึ่งไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาตรากตรำทำนาหรือรับผิดชอบงานล้างจานอันเหน็ดเหนื่อย หน้าที่หลักมีเพียงการปรนนิบัติดูแลสามีและเลี้ยงดูลูกน้อยอยู่กับบ้านอย่างสงบสุข โดยไม่ต้องแบกรับภาระเรื่องการเรียนหนังสือให้วุ่นวายใจอีกต่อไป ทว่าความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เมื่อสามีของเธอไม่ได้ปล่อยให้เธอได้นั่งพักผ่อนอยู่บ้านเฉยๆ อย่างที่เคยหวังไว้
หน้าปกนวนิยาย กลุ่มเสียว...โซเชียลร่านรัก
9.1
ลลิน พนักงานสาววัย 27 ปีที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ได้ค้นพบโลกใบใหม่ในกลุ่มลับออนไลน์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอีโรติกเหนือจินตนาการ ที่นั่นเธอได้พบกับ นรา ชายลึกลับผู้ใช้เสียงและข้อความปลุกเร้าความปรารถนาที่ซ่อนเร้นของเธอให้ตื่นขึ้น ความสัมพันธ์ผ่านหน้าจอเริ่มทวีความร้อนแรงจนนำไปสู่การนัดเจอในโลกความจริง การพบกันครั้งแรกเปลี่ยนจากบทสนทนาเป็นสัมผัสที่เร่าร้อนและลึกซึ้งเกินกว่าจะถอนตัว กลายเป็นเกมรักที่หลอมละลายหัวใจของทั้งคู่จนไม่อาจแยกจากกันได้อีกต่อไป
หน้าปกนวนิยาย ทาสสวาทรักต้องห้าม
9.2
หากย้อนเวลาได้ เมษาคงเลือกแก้ไขอดีตเพื่อไม่ให้ชีวิตต้องพังทลายลงเช่นนี้ ท่ามกลางความจริงที่ไหลย้อนกลับไม่ได้ เธอต้องเผชิญกับตราบาปที่ไม่ได้ก่อ เมื่อความผิดพลาดจากการกระทำของผู้ชายสารเลวทำให้เธอตั้งท้องจนถูกตราหน้าว่าเป็นคนแย่งชิง ทั้งที่ความจริงแล้วเธอคือเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม เมษาจมดิ่งอยู่ในขุมนรกแห่งความเกลียดชัง พร้อมกับความเสียใจที่ในวันนั้นเธอไม่ได้ลุกขึ้นสู้ให้มากพอจนต้องมาพบกับจุดจบอันแสนทรมานใจ
หน้าปกนวนิยาย ไฟรักไฟเชลย
9.5
เพื่อล้างแค้นให้น้องสาว ใหญ่จึงหลอกล่อผิงมาเป็นตัวประกันในเกมนี้ แม้เธอจะร้องขอความยุติธรรมและพยายามหนีจากเงื้อมมือคนใจร้าย แต่ความสวยสะพรั่งกลับกระตุ้นตัณหาจนเขาไม่อาจปล่อยมือไปได้ เขาเลือกเดินหน้าย่ำยีร่างบางด้วยไฟราคะที่ยากจะดับลง ทว่าท่ามกลางความใกล้ชิดที่แฝงด้วยความเกลียดชัง เขากลับต้องเผชิญกับพายุความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวใจ พร้อมกับภารกิจสืบหาความจริงในงานที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำซึ่งเขาต้องจัดการให้จบสิ้น
หน้าปกนวนิยาย สถานะนางบำเรอ
8.3
ในฐานะนางบำเรอผู้ไร้ค่า เธอไม่มีสิทธิ์เรียกร้องความเมตตาหรือขอความเห็นใจใดๆ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการก้มหน้ายอมรับความเจ็บปวดแสนสาหัสที่เขาหยิบยื่นให้ด้วยความเต็มใจ เธอจำต้องอดทนต่อสู้กับความทรมานนี้เพียงเพื่อเฝ้ารอคอยให้ถึงวันที่เขาจะสะใจในความทุกข์ของเธอจนยอมปล่อยให้เธอเดินจากไปเพื่อเป็นอิสระเสียที ท่ามกลางพันธนาการที่ไร้ทางออกนี้ เธอทำได้เพียงรอเวลาที่เขาจะเลิกราไปเองเท่านั้น
หน้าปกนวนิยาย คู่หมั้นที่ทิ้งเธอให้ตาย
8.0
ท่ามกลางพายุหิมะอันโหดร้าย ฉันถูกคู่หมั้นทรยศอย่างเลือดเย็นด้วยการมอบอุปกรณ์รอดชีวิตที่เป็นผลงานทั้งชีวิตของฉันให้แก่หญิงคนใหม่ของเขา เขาปล้นโทรศัพท์ดาวเทียมและผลักฉันลงหลุมหิมะให้ตายทั้งเป็น ขณะที่ชู้รักของเขายิ้มเยาะพร้อมทำลายชุดกันหนาวชุดสุดท้ายของฉันทิ้งอย่างไร้ความปราณี พวกเขาจากไปโดยทิ้งฉันไว้กับความหนาวเหน็บที่กัดกินกระดูก ทว่าสิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือฉันได้ซ่อนสัญญาณลับไว้ในแขนเสื้อ และฉันได้รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อเปิดใช้งานมันเพื่อโอกาสในการรอดชีวิต