
โคตรไอ้เหี้ยม(หื่น)
ตอน 3
“เธอตื่นมั้ยน่ะ?” ตะเข้ที่เป็นฝ่ายขับรถเอ่ยถามขึ้นเมื่อตอนนี้เริ่มเข้าไปในป่าแล้วและรถมันก็สั่นคลอนไปมาเนื่องจากเป็นถนนลูกรังที่มีแต่ดินกับเศษก้อนหิน และเวลานี้ถึงในหมู่บ้านจะเริ่มมืดแล้วแต่ก็ยังมีหลอดไฟให้ความสว่างได้ ต่างจากในป่าที่มืดแล้วและไม่มีความสว่างจากอะไรเลย โชคดีที่รถคันเก่าแก่ของพวกเขายังมีไฟส่องให้ความสว่างอยู่บ้าง
“ไม่นะ หลับลึก”
“แบบนี้น่าจับกระแทกข้างทาง”
“ใจเย็นบ้างเถอะมึงอ่ะ แม่ก็บอกอยู่ว่าน้องมันเมารถ”
“แหม ลองถ้ากูจับน้องมันกระแทกข้างทางมีหรือมึงจะไม่ร่วมด้วย”
“หุบปากแล้วตั้งใจขี่รถไปเถอะ” บอกกับแฝดน้องก่อนจะใช้มือประคองใบหน้าเรียวของหญิงสาวที่นั่งหลับอยู่ตรงหน้าเขาไว้เมื่อหัวเธอสั่นคลอนไปมา และถึงแม้เขาจะใช้มือจับใบหน้าขนาดนี้เธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลย
จนไม่นานก็มาถึงที่กระท่อม ตะเข้จึงดับรถเครื่องแล้วเดินไปเปิดกระท่อมพร้อมจัดที่นอนให้หญิงสาวตัวเล็กซึ่งถูกตะโขงอุ้มเข้ามาวางบนที่นอนแล้ว ส่วนตะเข้ก็เดินไปเปิดไฟที่มาจากแผงโซลาร์เซลล์ขนาดกลางที่เก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ในตอนกลางวันเพื่อให้ความสว่างภายในกระท่อมในเวลาค่ำคืนเช่นนี้
“อื้มมม~” ริมฝีปากบางส่งเสียงออกมาเล็กน้อยเมื่อเธอได้นอนบนที่นอนนุ่มๆ อย่างสบายตัวแล้ว เธอขยับตัวพลิกไปจนแขนชนเข้ากับผนังกระท่อมที่เป็นไม้ไผ่ เมื่อผิวบางๆ ถูไถกับไม้ไผ่ที่เป็นพื้นผิวลื่นๆ เจ้าตัวเล็กจึงขยับหนีมานอนกลางที่นอนตามเดิม โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังมีสายตาสองคู่กำลังยืนจ้องมองอยู่
“ดูท่าจะไม่ตื่นจริงๆ นะ” ตะเข้พึมพำขึ้นเมื่อร่างเล็กไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลย วันนี้เธอคงจะต้องนอนกับพวกเขาก่อน ที่จริงก็ไม่ใช่แค่วันนี้หรอก วันอื่นก็ด้วยเหมือนกันแหละ!
“คืนนี้ไม่ต้องทำนะไว้พรุ่งนี้ พักคxยบ้าง!” ตะโขงพูดแล้วก็เดินออกไปนั่งที่ครัวเพื่อหาอะไรกิน ส่วนตะเข้ได้แต่มองเรือนร่างบางด้วยสายตาละห้อยแล้วเดินไปหยิบกระเป๋าของพลอยใสที่วางอยู่หน้าประตูนั้นไปวางไว้ปลายเตียงจากนั้นตัวเขาก็เดินออกไปนั่งกับแฝดพี่ที่ครัว
“เธอน่ารักดีมึงว่ามั้ย ผิวขาวชะมัดเลย”
“กูกับมึงก็ผิวขาว” ตะโขงตอบกลับแฝดน้องตามความจริง เมื่อผิวของพวกเขากับเจ้าตัวเล็กนั่นก็ขาวไม่ต่างกันเลยเพราะแม่เขาเดิมก็เป็นคนในเมืองพื้นฐานคือผิวขาวอยู่แล้ว แต่ผิวของผู้หญิงจะนุ่มกว่าผิวผู้ชายอย่างพวกเขาไง
“กูรู้ แต่คือกูกำลังชื่นชมน้องว่ามันสวย มันน่ารัก มันน่าเอา!”
“มึงก็แค่พูดว่าน้องมันน่าเอาก็จบ จะมาพูดทำไมว่าน้องขาว”
“เหอะ! แล้วนี่สร้อยฟ้าห่ออะไรมาให้กินบ้าง” สร้อยฟ้าคือเด็กสาวที่เอาอาหารมาส่งเมื่อเย็นรวมถึงมาบริการพวกเขาถึงเตียงด้วย เมื่อตะเข้ถามแฝดพี่ก็เลยเปิดกล่องข้าวสี่ห้ากล่องออก สองกล่องแรกคือข้าวเปล่า กล่องที่สามคือน่องไก่ทอดห้าหกน่อง กล่องที่สี่ผัดเผ็ดปลาดุก และกล่องที่ห้าคือแกงส้มมะละกอใส่กุ้ง
“อุ่นก่อนมั้ยล่ะมันเย็นหมดแล้ว”
“เออ เดี๋ยวกูก่อไฟแปป” ว่าแล้วตะเข้ก็จัดการก่อไฟจากเตาถ่านซึ่งใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีไฟก็ติด เขาจึงเอาหม้อนึ่งไปตั้งบนเตาเพื่อเตรียมอุ่นอาหารกินกันในคืนนี้
“หาววว~ กลิ่นอะไรคะเหม็นจัง” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กเดินบิดตัวออกมาจากกระท่อมแล้วยืนมองสองหนุ่มที่กำลังยืนล้อมเตาถ่านอยู่ ตะโขงกับตะเข้จึงหันไปมองต้นเสียงแล้วหันมามองหน้ากันอย่างแปลกใจที่พลอยใสไม่ได้ร้องไห้ หรือตกใจที่ตัวเองมาอยู่ในที่แบบนี้
“กลิ่นควันไฟน่ะ” เป็นตะโขงที่ตอบพร้อมกับชี้นิ้วไปยังเตาถ่าน หญิงสาวตัวเล็กจึงพยักหน้าให้แล้วเดินตรงมามองมันด้วยความตื่นเต้นเหมือนกับไม่เคยเห็นมันมาก่อน
“เพิ่งเคยเห็นของจริง เหมือนเตาถ่านของหมูกระทะเลยนะคะ”
“เอ่อ อืม…” สองหนุ่มที่ได้ยินพลอยใสพูดแบบนั้นก็ถึงกับอ้ำอึ้งเพราะนอกจากเธอจะไม่ตกใจยังสามารถที่จะพูดคุยกับพวกเขาได้อย่างไม่กลัว อีกอย่างที่อึ้งก็คงจะเป็นการที่เธอบอกว่าเพิ่งเคยเห็นเตาถ่านแบบนี้ครั้งแรกนี่แหละ!
“ไฟมันจะติดอยู่ได้นานมั้ยคะ?”
“ก็เติมถ่านได้เรื่อยๆ แต่ก่อไฟครั้งหนึ่งถ้าใช้ถ่านแบบนี้ก็อยู่นานเกือบชั่วโมง แต่ถ้าเป็นฟืนก็แค่แปปเดียว”
“อ่อ แล้วมีอะไรกินเหรอคะ…หนูกินด้วยได้มั้ย เมื่อกลางวันอ้วกออกมาหมดเลยท้องว่างมาก”
“มี แต่ต้องรออุ่นก่อน” ตะโขงตอบแล้วก็ชี้นิ้วไปที่เก้าอี้เพื่อให้พลอยใสที่ยังยืนอยู่นั้นไปนั่งรอ เธอจึงเดินไปนั่งบนเก้าอี้ที่มีโต๊ะอาหารขนาดสี่คนนั่งตั้งอยู่ตรงหน้า มือเล็กที่สั่นระริกนั้นวางประสานกันอยู่บนหน้าตักขณะที่สายตามองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัวแต่เธอพยายามที่จะไม่แสดงความกลัวของตัวเองออกมา
“พลอย…”
“คะ!?”
“เธอรู้จักพวกเรามั้ย!?” เป็นตะเข้ที่เดินมานั่งตรงข้ามเธอแล้วเอ่ยถาม สักพักตะโขงก็เดินมานั่งข้างแฝดน้องแล้วมองดูพลอยใสที่ส่ายหัวให้พวกเขาช้าๆ ไม่ใช่แค่ไม่รู้จัก แต่เธอไม่รู้จักเลยสักนิดว่าพวกเขาเป็นใครแล้วทำไมเธอถึงมาอยู่นี่ เป็นเพราะหลังจากเมารถจนอ้วกเธอก็เลยกินยาแก้แพ้ไปหลายเม็ดระหว่างนั่งรถมาที่หมู่บ้านเพื่อนพ่อจากนั้นก็เลยหลับลึกมาตลอดทางจนจำอะไรไม่ได้อีกเลย
“แล้วทำไมพวกพี่ถึงรู้จักชื่อหนูล่ะ?”
“ไม่ต้องรู้หรอก…ฉันชื่อตะโขง ส่วนนี่ตะเข้ จำได้มั้ย?”
“จำได้…”
“ถามจริง” ตะเข้ถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยอยากเชื่อ ถึงแม้การเป็นแฝดที่มีหน้าตาเหมือนกันและมีอะไรหลายๆ อย่างที่ต่างกันแต่ก็ไม่ใช่ว่าเห็นปุ๊ปจะจำได้ปั๊ปนี่ แม่สาวน้อยคนนี้จะเก่งเกินแล้ว
“จริงค่ะ พี่โขงหน้าดุกว่าพี่เข้” เธอตอบออกมาตามสิ่งที่เห็น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเหมือนกันทุกระเบียบนิ้ว แต่สีหน้าแววตากลับแสดงออกมาคนละแบบ ตะเข้จะออกไปทางขี้เล่นส่วนตะโขงจะดูนิ่งๆ มากกว่า
“ไม่อยากถามอะไรพวกเราบ้างเหรอ?”
“อยาก…”
“ถามมาดิ”
“ที่นี่คือที่ไหน แล้วหนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“ที่นี่คือกลางป่า พวกเราพาเธอมาไง” ตะเข้ตอบแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปยกกับข้าวที่อุ่นได้ที่แล้วมาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ไปหยิบจานเพื่อมาแบ่งข้าวให้พลอยใสที่ยังคงนั่งประสานมืออยู่บนตัก เธอไม่กล้าที่จะร้องหรือโวยวายเพราะมองไปรอบๆ มันมืดมากเหมือนที่นี่มีแค่พวกเธอ หากไปทำให้เขารำคาญหรือโมโหพวกเขาอาจจะทำร้ายเธอได้ ดังนั้นเธอจึงต้องทำตัวนิ่งเข้าไว้
“แล้วคุณป้ากับคุณลุงล่ะคะ?”
“ใครเหรอ?”
“ก็คนที่ไปรับหนูมากจากกรุงเทพไงคะ”
“ไม่รู้สิ กินข้าวเถอะ” ว่าแล้วตะเข้ก็กินข้าวจากล่องเช่นเดียวกับตะโขง ส่วนพลอยใสนั้นถึงแม้ท้องน้อยๆ จะร้องโกรกกรากแต่ก็ยังไม่ยอมกินได้แต่นั่งมองข้าวเปล่าที่อยู่ในจานสลับกับมองผู้ชายทั้งสองคนตรงหน้า
“ไม่ได้ใส่อะไรลงไปหรอก กินได้ปลอดภัย” เมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าคงจะกังวลกับข้าวตรงหน้าตะโขงจึงเอ่ยบอก พลอยใสจึงยิ้มอ่อนให้พวกเขาแล้วก็จัดการกับอาหารทันที
“เธอยังไม่แนะนำตัวเองให้พวกเรารู้จักเลยนะ”
“เอ่อ หนูชื่อพลอยใสค่ะ อายุ19ปี พ่อกับแม่เพิ่งเลิกกันพ่อเลยส่งให้หนูมาอยู่กับลุงกรดชั่วคราว แต่คุณลุงกับคุณป้าเขาไปไหนแล้วก็ไม่รู้” พลอยใสเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน เพราะอย่างที่บอกไปว่าหลับมาตลอดทางแบบหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะ ตื่นมาอีกทีก็มาอยู่ในกระท่อมนี่แล้ว เธอคงไม่ได้โดนคุณลุงคุณป้าทิ้งไว้ระหว่างทางแล้วผู้ชายสองคนนี้เก็บมาหรอกนะ
“ชื่อน่าอร่อยจังเลยนะ” พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก
“พี่เข้พูดว่าอะไรนะคะ?”
“ชื่อเพราะน่ะ กับข้าวพอถูกปากมั้ย?” ตะเข้ตอบพลางถามกลับเมื่อเห็นเด็กสาวชาวกรุงคนนี้ที่ท่าทางดูหิวแต่กลับนั่งเขี่ยข้าวไปมาและเมื่อเขาถามไปแบบนั้นพลอยใส จึงส่ายหน้าให้เบาๆ
“หนูกินเผ็ดไม่ได้ กินแล้วมันจะแสบท้อง…”
“แล้วก็มีแต่แกง กินกับไก่ทอดได้มั้ยล่ะ?” ตะโขงพูดแล้วก็ลุกไปหยิบไก่ทอดที่อุ่นหลังสุดมาวางตรงหน้าของพลอยใส เธอจึงพยักหน้ารับแต่ก็ยังคงไม่ทาน
“กินสิ เป็นอะไรอีกล่ะคงไม่ใช่ว่ามีกระดูกติดเลยกินไม่ได้หรอกนะ” ตะเข้เลิ่กคิ้วถามเมื่อเห็นร่างเล็กยังนั่งมองหน้าเขาสลับกับตะโขง
“เปล่าค่ะ พวกพี่ไม่มีบ้านเหรอคะ ทำไมถึงมาอยู่ในกระท่อมกลางป่าแบบนี้?”
“ก็ที่นี่ไงคือบ้านเรา”
“…พวกพี่เป็นคนป่าเหรอคะ?”
“ก็ประมาณนั้น”
“แล้วพวกพี่จะกินหนูมั้ย?” พลอยใสถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเมื่อได้รับคำตอบจากพวกเขาว่าเป็นคนป่า คนป่าที่เธอเคยอ่านการ์ตูนมาพวกนั้นจะจับคนที่หลงเข้าไปในป่าเอามาต้มในหม้อใบใหญ่แล้วก็กินเหมือนกับซุป บะ แบบนั้นมันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว…
“กินสิ เธอน่าอร่อยขนาดนี้” ยิ่งได้รับคำตอบจากตะเข้มันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกกลัวเข้าไปใหญ่ ต่างจากคนพูดที่ยกยิ้มมุมปากออกมาให้กับคำพูดของตัวเอง
“หนูไม่อร่อยเลยนะคะ ต้มไปแล้วเนื้อมันคงจะเละไม่น่าอร่อยหรอก” พลอยใสเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นพวกเขาตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารไปอย่างไม่สนใจเธอเลยสักนิด ไม่ใช่ว่ากินของคาวเสร็จแล้วจะมาต้มเธอกินเป็นของหวานหรอกนะ ยิ่งคิดพลอยใสก็ยิ่งหวาดกลัวเข้าไปใหญ่
คุณอาจจะชอบ





