
ท่านอ๋อนหนุนหลัง ไม่อภัย
ตอน 3
ในเงามืดนอกกำแพงเรือน เสิ่นชิวฉือกำผ้าเช็ดหน้าปักแน่นจนปลายนิ้วขาวซีด
เสียงออดอ้อนอ่อนหวานของหลี่หว่านหรูเล็ดลอดออกมาตามรอยแยกของประตู ดุจเข็มแหลมกำลังทิ่มแทงหัวใจของนาง
“เฉิงอวี้ เสิ่นชิวฉืองดงามถึงเพียงนั้น ในอดีตบรราดาเหล่าคุณชายมากหน้าหลายตาในเมืองจิงต่างพากันวนเวียนอยู่รอบกายนาง ทุกวันท่านพักอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกับนาง ไม่เคยมีใจไหวหวั่นต่อนางบ้างจริงหรือ?” .....
เซียวเฉิงอวี้เกรงว่าหลี่หว่านหรูจะเข้าใจผิด จึงรีบเอ่ยปากแก้ต่างทันที
“หว่านหรู เจ้าพูดเหลวไหลอันใดกัน! ในดวงใจของข้ามีเจ้าเพียงผู้เดียวมาโดยตลอด สำหรับเสิ่นชิวฉือแล้ว นางก็เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น!”
“หากไม่ใช่ว่าทั้งตระกูลหลี่และตระกูลเซียวต่างต้องพึ่งพานาง ข้าจะยอมฝืนใจตนเองแต่งงานกับนางหรือ?” .....
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความประจบเอาใจ
“เจ้าอดทนรออีกหน่อยเถิด บัดนี้บิดายังถูกคุมขังอยู่ในคุก ตระกูลหลี่ของพวกเจ้าก็ยังต้องอาศัยเงินของนางใช้จ่ายหมุนเวียน ข้าจึงทำได้เพียงหลอกล่อนางไว้ชั่วคราวเท่านั้น”
เซียวเฉิงอวี้โอบกอดหลี่หว่านหรู เอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนลง
“ท่านแม่รับปากกับข้าแล้ว ครั้นเมื่อทุกอย่างจัดการเรียบร้อย ก็จะกรอกยาไร้บุตรให้นางชามหนึ่ง”
“ครั้นถึงเวลานั้น เมื่อนางรู้ว่าตนมิอาจให้กำเนิดบุตรได้ ย่อมต้องเป็นผู้จัดแจงให้ข้ารับเจ้าเข้าเรือนเองเป็นแน่”
เซียวเฉิงอวี้ยิ้มออกมา บนใบหน้าที่เดิมทีหล่อเหลาและสะอาดตานั้น บัดนี้กลับเพิ่มแววเจตนาคิดร้ายอันชวนให้ผู้คนรังเกียจขึ้นมาเล็กน้อย
“เช่นนี้แล้ว ผู้คนก็จะไม่มองว่าจวนโหวของข้าลืมบุญคุณ อีกทั้งยังทำให้นางรู้สึกผิดที่ไม่อาจมีทายาทสืบสายโลหิตให้จวนโหวได้ จนยอมถวายชีวิตรับใช้ตระกูลเซียวด้วยความเต็มใจ!”
เซียวเฉิงอวี้ก้มลงกระซิบแนบริมใบหูของหลี่หว่านหรู
“บุตรของข้า เซียวเฉิงอวี้ จะต้องถือกำเนิดจากครรภ์ของเจ้าเท่านั้น!” ....
เสิ่นชิวฉือมองผ่านรอยแยกของประตู เห็นชัดเจนว่าเซียวเฉิงอวี้ยื่นมือไปลูบหน้าท้องของหลี่หว่านหรู ท่าทางอ่อนโยนเสียจนชวนให้หัวใจอ่อนยวบ
ส่วนหลี่หว่านหรูก็เอนกายอย่างเขินอายอยู่ในอ้อมอกของเขา คนทั้งสองดูแนบชิดสนิทสนมกันยิ่งนัก
เสิ่นชิวฉือกัดริมฝีปากล่างแน่นจนลิ้มรสคาวเลือดจาง ๆ ถึงจะฝืนกดอารมณ์ที่อยากจะพุ่งเข้าไปฉีกทึ้งชายหญิงคู่นั้นลงได้ ....
ก่อนหน้านี้นางยังคิดว่าเรื่องยาไร้บุตรเป็นการกระทำของเซียวเฉิงอวี้เพียงผู้เดียว ไม่คาดคิดเลยว่าแม่สามีก็มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ด้วย
ไม่ใช่สิ หรืออาจไม่ใช่เพียงแค่แม่สามีเท่านั้น บางทีทั้งตระกูลเซียวต่างก็ร่วมมือกันปิดบังนาง!
นางเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แผ่นหลังชนเข้ากับลำต้นไม้ ความเจ็บแล่นวาบจนสายตาพร่า มืดมัวไปชั่วขณะ ....
“ฮูหยิน!” เซี่ยหงรีบเข้าประคองนางไว้ น้ำเสียงอัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้น “คนตระกูลเซียวนี่ช่างเกินไปจริง ๆ !”
“หากไม่ใช่เพราะฮูหยินแต่งเข้ามา แล้วฮ่องเต้เห็นแก่หน้าตระกูลเสิ่นจึงไว้ชีวิตจวนโหว ไม่เช่นนั้นคนพวกนั้นคงถูกเนรเทศไปนานแล้ว บัดนี้กลับยังกล้าปฏิบัติกับฮูหยินเช่นนี้อีก!”
“ฮูหยิน เรื่องนี้พวกเราไม่อาจปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ได้ พวกเราไปกราบทูลต่อหน้าฝ่าบาท ให้ทรงลงโทษพวกเขาอย่างสาสมเถิดเจ้าค่ะ!” ....
เสิ่นชิวฉือสูดลมหายใจลึกหนึ่งครา ค่อย ๆ ยืดกายยืนตัวตรง ความเปราะบางในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความเคียดแค้นแสนเย็นเยียบ
นางยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาที่ชื้นอยู่ตรงหางตา แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครา
“หากเอะอะไปจนถึงเบื้องบน ฝ่าบาทก็มีแต่จะให้พวกเราหย่าร้างกันเท่านั้น แบบนั้นช่างเป็นการปรานีพวกเขาเกินไปแล้ว!” ……
นางหันหน้าไปมองเซี่ยหง
“สิ่งที่ตระกูลเซียวติดค้างข้า ข้าจะทวงคืนทีละน้อย เอาคืนให้ครบทั้งต้นทั้งดอก!” ……
เซี่ยหงมองเห็นความแค้นที่ฉายชัดในดวงตาของนาง หัวใจก็สะท้านวูบไปชั่วขณะ
“ข้าน้อยฟังคำสั่งของฮูหยินทุกประการเจ้าค่ะ! ฮูหยินสั่งอย่างไร ข้าน้อยก็จะทำตามเช่นนั้นเจ้าค่ะ!” ……
ทั้งสองคนจากลานเรือนเล็กไปอย่างเงียบงัน หาได้สังเกตไม่ว่าผู้คนบนเส้นทางระหว่างทางกลับน้อยลงเรื่อย ๆ
กระทั่งได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น ทั้งสองจึงสะดุ้งรู้สึกตัวขึ้นมา
เห็นเพียงกลางถนน มีชายผู้หนึ่งสวมเสื้อผ้าหยาบ ๆ คุกเข่าอยู่กับพื้น กอดขาของชายในชุดแพรสีดำสนิทไว้แน่น พลางร่ำไห้คร่ำครวญเสียงดัง
“ท่านผู้สำเร็จราชการ!” บิดาของข้ารู้ว่าตนทำผิดแล้ว เขาไม่กล้าต่อต้านท่านอีกต่อไปแล้ว ขอเพียงท่านช่วยเอ่ยปากพูดแทนต่อหน้าฮ่องเต้ โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด!” ..
ชายในชุดแพรสีดำผู้นั้น ก็คือท่านผู้สำเร็จราชการ ฮั่วอวิ๋นเจิง
ฮั่วอวิ๋นเจิงไม่ชายตามองเขาแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะยกเท้าเตะเขาจนกระเด็นออกไปอย่างแรง
ชายผู้นั้นร้องโอดครวญเสียงลั่น ร่างกระเด็นล้มคว่ำไปข้างหลัง
ฮั่วอวิ๋นเจิงกลับก้าวเข้าไปข้างหน้าโดยไม่ลังเล ก่อนจะเหยียบลงบนกระดูกขาของชายผู้นั้นอย่างแรง
ได้ยินเพียงเสียงแตกดังเป๊าะ ชายผู้นั้นก็แผดร้องโหยหวนราวหัวใจถูกฉีกขาด พลางกุมขาแล้วกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น เสียงร้องแหลมบาดหูจนผู้ฟังขนลุกซู่ ……
แต่ฮั่วอวิ๋นเจิงกลับทำราวกับไม่ได้ยิน เดินตรงไปยังรถม้าโดยไม่หันกลับมามอง
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป ล้อรถบดทับขาของชายผู้นั้นซ้ำอีกครา เสียงโหยหวนของเขาพลันดังแหลมสูงขึ้นในทันที ...
เสิ่นชิวฉือกับเซี่ยหงต่างก็อดสูดลมหายใจเย็นเฉียบเข้าไปไม่ได้
เซี่ยหงตกใจจนใบหน้าซีดขาว รีบดึงเสิ่นชิวฉือถอยไปหลบด้านหลัง
“ฮูหยิน รีบหลบก่อนเถิดเจ้าค่ะ! อย่าให้ท่านอ๋องเห็นพวกเราเป็นอันขาด!” .......
เสิ่นชิวฉือถูกนางดึงไปหลบอยู่ตรงมุมกำแพง พลางเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“หลบทำไมหรือ?” .......
เซี่ยหงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ฮูหยิน ลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ?” “ก่อนหน้านี้เพราะท่านดึงดันจะออกเรือนไปกับคุณชายรอง จึงมีความบาดหมางกับท่านอ๋องอยู่ไม่น้อย”
“ท่านอ๋องดูท่าจะอารมณ์ไม่ดีนัก ยามนี้ยิ่งไม่ควรเข้าไปใกล้เป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นจำนำเภทภัยมาสู่ตนเองได้เจ้าค่ะ!”
เมื่อได้รับการเตือนจากเซี่ยหง ความทรงจำในชาติก่อนก็ถาโถมหลั่งไหลเข้ามาดุจคลื่นน้ำ
ชาติที่แล้วหลังจากพ่อสามีเซียวจิ้นจงถูกคุมขังในคุก เซียวเฉิงอวี้วิ่งเต้นจัดการไปทั่วทุกสารทิศ แต่กลับคว้าน้ำเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้นกลับมาแต่ละครา ก็มักถอนหายใจไม่ขาดสาย ...
นางสงสารเซียวเฉิงอวี้ จึงนำสินเดิมของตนออกมา มอบให้เขานำไปใช้วิ่งเต้นจัดการเรื่อง
บรรดาขุนนางเหล่านั้นเมื่อเห็นเงิน ก็พากันยิ้มหน้าบาน เอ่ยถ้อยคำคลุมเครือว่า เรื่องนี้ท้ายที่สุดยังต้องให้ฮั่วอวิ๋นเจิงเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ จึงจะสามารถตัดสินได้
เพื่อช่วยพ่อสามี และเพื่อเอาใจสามี นางตัดสินใจชั่ววูบเข้าพบฮั่วอวิ๋นเจิงด้วยตนเอง ทว่าสุดท้ายกลับต้องเผชิญกับความอัปยศอดสูจากฮั่วอวิ๋นเจิงไม่น้อย
เสิ่นชิวฉือแค่นหัวเราะเย็นยะเยือกขึ้นมาในใจ
ครานี้นางจะไม่ยอมสละตนเองอีก และยิ่งไม่ยอมไปหาเรื่องล่วงเกินฮั่วอวิ๋นเจิงเพื่อตระกูลเซียวพวกหมาป่าอกตัญญูเหล่านั้นเป็นอันขาด
ในทางตรงกันข้าม นางยังจะให้ฮั่วอวิ๋นเจิงคอยตามจองล้างจองผลาญจวนโหวอีกด้วย!
คุณอาจจะชอบ





