ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย ดาวคะนึงรัก

ดาวคะนึงรัก

เนตราลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมความทรงจำที่หายไปเหลือเพียงช่วงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ทว่าข้างกายเธอกลับมีชวินทร์คอยดูแล เขาเปิดเผยความจริงที่ทำให้เธอต้องตกตะลึงว่าทั้งคู่กำลังคบหาดูใจกันอยู่ ท่ามกลางความสับสนอลหม่าน ชวินทร์กลับพยายามรุกเข้าหาและใกล้ชิดเธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนเนตราอดสงสัยไม่ได้ว่าสาวธรรมดาอย่างเธอลงเอยกับเพลย์บอยตัวพ่อที่โด่งดังอย่างเขาได้อย่างไร ความสัมพันธ์ที่ดูไม่เข้ากันนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่
ตอน
แชร์

ตอน 1

ภาพแรกที่ค่อยๆ แจ่มชัดในสายตาเนตราคือ แสงไฟสว่างจ้าจากหลอดฟูลออเรสเซนต์ในห้องขาว

เธอกระพริบตากลมโตถี่ๆ เรียกสติคืนจากความง่วงงุน ศีรษะหนักอึ้ง คอแห้งเหมือนคนหลงในทะเลทรายมานาน

เมื่อสายตาชินกับแสงจึงเห็นสภาพห้อง เธอนอนบนเตียง มีขวดน้ำเกลือแขวนเหนือศีรษะ สายเล็กเรียวมาหยุดอยู่ที่กลางแขนขวา

ทีแรกคิดว่าตนเองอยู่ลำพัง แต่เหลือบเห็นประตูกระจกกั้นระเบียง ใครบางคนยืนอยู่ด้านนอก

“มีใครอยู่บ้างคะ สวัสดีค่ะ”

อยากลุก แต่จนด้วยเนื้อตัวระบมไปหมด ได้แต่ส่งเสียงทัก ประตูเคลื่อนเปิด เผยให้เห็นสมาชิกร่วมห้อง ชวินทร์! เนตราอ้าปากเหวอ

“จะเอาอะไรเหรอ เดี๋ยวเรียกพยาบาลให้”

เขาเดินมากดปุ่มเหนือหัวเตียง เผยให้เห็นไหล่กว้าง ท่อนแขนเข็งแรง

“นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วฉันล่ะมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

คำถามยิงรัวเร็วเกือบเท่าจังหวะการหายใจถี่กระทั้น

“คุณล้ม หัวฟาดกระถางต้นไม้ ผมพามาโรงพยาบาล”

สรรพนามก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเรียก “เธอ” กลายเป็น “คุณ” ท่าทีเย็นชาเปลี่ยนเป็นห่วงใย

“หลับไปสองวันเต็มๆ”

“แล้วนายไปเจอฉันหัวฟาดกระถางต้นไม้ได้ยังไง ไหนบอกว่าเราอย่าเจอกันสองต่อสองอีก”

ชวินทร์ขมวดคิ้ว

“อย่างนี้แฟนนายจะคิดยังไง”

ดวงตายาวรีดำสนิทของเขาพินิจเธอแปลกๆ

“แล้วเพื่อนๆ ล่ะ มีใครรู้ว่าฉันป่วยหรือยัง ไปเรียกมาหน่อย จะได้ไม่กลายเป็นว่าเราอยู่ด้วยกัน”

“คุณป่วยนะ ไม่มีใครมาคิดมากหรอก”

“เพราะคิดน้อยนี่แหละถึงได้เกิดเรื่องไง ขอร้องล่ะ เรียกใครสักคนมาเถอะ อย่างน้อยก็มาเป็นพยานว่าเราไม่ได้อยู่กันตามลำพัง”

อาการหนักอึ้งในศีรษะเปลี่ยนเป็นปวดตุบๆ จนต้องยกมือคลึงบริเวณปวดเบาๆ

“นายจะได้ไม่มีปัญหากับแฟน”

“คุณห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองอีกแล้ว”

“ฉันห่วงตัวเองมากกว่า ไม่อยากโดนแฟนนายที่ชื่ออะไรนะ ...เออ ใช่ ชื่อแจงหักอก”

ชวินทร์หรี่ตา

“แฟนผมชื่ออะไรนะ”

“ก็แจงไง”

ใจเจ็บแปลบ เขาจะให้ย้ำชื่อเจ้าของหัวใจตัวเองทำไมหลายรอบ ชวินทร์สูดลมหายใจลึก ก่อนจะพ่นออกมาพร้อมคำถาม

“ดาว วันนี้เดือนปีอะไร”

“หือ”

เธอครางในลำคอ

“ตอบมาเถอะน่า”

“ยี่สิบสี่เมษาสองห้าห้าเจ็ด”

พยาบาลชุดขาวสาวเท้าเข้ามาในห้องเพราะเสียงกดเรียกในทีแรก เนตราหน้าเหรอหรา ขณะชวินทร์เสียงก้อง

“ผมต้องการพบหมอ ด่วนที่สุดครับ!”

แล้วเขาก็หายลับสายตาไปท่ามกลางสีขาวของห้องและชุดพยาบาล หมอเข้ามาตรวจและถามประวัติเธอ สลับกับถามเรื่องทั่วๆ ไป ชีวิตส่วนตัวในมหาวิทยาลัย งานที่อยากทำ ก่อนจะกลับออกไป ปล่อยเธอไว้กับความเงียบในห้อง

“มีใครเห็นโทรศัพท์มือถือฉันไหมคะ”

เนตราเรียกพยาบาลอีกครั้ง

“ไม่ทราบสิคะ ปรกติของส่วนตัวผู้ป่วยจะได้รับคืนวันที่ออกจากโรงพยาบาลค่ะ”

“ฉันมีเรื่องที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ ค่ะ จะติดต่อฝ่ายไหนได้บ้าง”

“งั้นต้องให้ญาติไปเซ็นชื่อรับที่ชั้นล่างค่ะ”

เธอมีเสียทีไหนกันล่ะญาติที่ว่านั่น คงต้องรอชวินทร์ เขาเป็นความหวังเดียว ที่เธอไม่อยากจะหวังเอาเสียเลย

ชวินทร์กลับมาในอีกหลายชั่วโมงต่อมา เขาเปลี่ยนชุดใหม่เป็นเชิ้ตขาวทับด้วยสูทสีเทา ยิ่งขับเน้นมาดนักธุรกิจหนุ่ม ตัวเขาหอมกลิ่นฝนจางๆ จนเนตราอาย ด้วยตัวเธอมีแต่กลิ่นยา

“นายช่วยโทรตามเพื่อนคนอื่นให้ฉันหน่อยสิ”

“ทำไม”

“เราจะได้ไม่อยู่ด้วยกันสองต่อสองอีก”

สถานการณ์แบบนี้แหละที่พาไปสู่ “เรื่องนั้น” จนเขาและเธอมองหน้ากันไม่ติด

“คุณป่วยอยู่นะ”

ชวินทร์เลื่อนเก้าอี้กลมมาข้างเตียง แล้วนั่งลง กลายเป็นเธอที่ทอดตามองเขา

“ฉันอยากกลับบ้าน”

เขาสงบ ต่างกับเธอที่ใจเต้นแรงจนกลัวมันจะหลุดจากขั้ว

“หมอขอดูอาการก่อน”

“ฉันเป็นอะไร”

เนตราขยับตัวไปอยู่คนละฝั่งเตียงกับเขา ชวินทร์หลุบเปลือกตาลง ขนตาหนาเป็นแพจนเธออยากยื่นนิ้วไปไล้เล่นเหมือนดังครั้งก่อน กลับมาๆ เนตราบอกตัวเอง ถ้าไม่อยากเสียใจซ้ำสอง

“หมอบอกว่าคุณความจำเสื่อม มันหยุดอยู่แค่ความจำสมัยมหาวิทยาลัย”

“ห๋า”

เธอชี้หน้าตัวเอง ย้ำกับเขาว่านี่เรื่องจริงใช่ไหม ชวินทร์พยักหน้ายืนยัน

“คิดว่าเรื่องอย่างนี้มีแต่ในละครซะอีก”

“แล้วนี่ผ่านมากี่ปีแล้ว หมอบอกไหมความจำฉันจะกลับมาหมดเมื่อไร”

“ตอนนี้ผ่านมาหกปี”

ชวินทร์ทำหน้าปั้นยาก เขากำลังตัดสินใจบางอย่าง

“หมอบอกว่าความทรงจำทั้งหมดจะค่อยๆ กลับมา ระบุเวลาแน่นอนไม่ได้”

เธอได้ยินแล้วค่อยโล่งหน่อย

“แล้วนายมาเจอฉันล้มหัวแตกได้ยังไง”

ห้องเงียบไปครู่ ความกดอากาศหนักๆ ลอยวนเหนือเขาและเธอ เวลาหกปีชวินทร์เปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่นักศึกษาหน้าใส เครื่องหน้าบึกบึนเข้มขึ้น มีไรหนวดเขียวจางๆ บริเวณแก้มและเหนือริมฝีปาก

ระหว่างคิ้วปรากฏรอยย่นจางๆ แบบคนคิดมาก ส่วนเธอก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน จากเด็กสาวหลายเป็นหญิงสาว แก้มป่องกลายเป็นเรียว ผิวขาวขึ้นและผอมลง

“เราเป็นแฟนกัน”

เนตราเบิกตาเท่าที่รอยช้ำบนเปลือกตาจะเอื้ออำนวย

“เป็นไปไม่ได้”

นานพอดูกว่าเธอจะหาเสียงตัวเองเจอ ซึ่งก็แหบแห้งเสียเหลือเกิน

“นายจะมาเป็นแฟนฉันได้ยังไง”

เธอพยายามนึก ค้นลึกลงไปในความทรงจำ แต่ได้กลับมาเพียงอาการปวดจี๊ดที่กำเริบขึ้นจนต้องยกมือแตะศีรษะ

“อย่าเพิ่งเครียด หมอบอกว่าหัวคุณกระทบกระเทือน ความทรงจำบางส่วนหายไป”

และเป็นบางส่วนที่สำคัญสุดๆ เสียด้วย

“นายเป็นแฟนกับแจงอยู่นี่”

“ผมเลิกกับเขานานแล้ว”

ชวินทร์เล่าเหมือนกำลังบอกว่าไปซื้อของ ไม่มีอาการหวั่นไหวเมื่อพาดพิงถึงความรักครั้งเก่า

“ฉันเป็นต้นเหตุหรือเปล่า”

เขายิ้มเห็นไรฟัน

“เปล่าหรอก มันมีหลายสาเหตุ อย่าไปคิดถึงเรื่องคนอื่นเลย พักผ่อนเถอะ”

ในสายตาเนตรา ชวินทร์รักแฟนเขามาก เห็นได้จาก “คืนนั้น” ที่เขาคร่ำครวญเรียกชื่อเธอเสียหนักหนา

“แล้วเรามาคบกันได้ยังไง”

ความสงสัยใคร่รู้ตะกุยผ่านช่องท้อง เคลื่อนขึ้นฉายในดวงตา เหงื่อซึมทั้งอยู่ในห้องปรับอากาศ ใจจดจ่อรอคำตอบจากปากเขา ที่นานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์

“มันไม่ได้เกิดแอคซิเดนท์ระหว่างเรา แบบว่า ...ฉันท้องหรอกนะ”

เธอเดาคำตอบแบบกล้าๆ กลัวๆ คราวนี้ชวินทร์หัวเราะดังพรืด เธอหน้าร้อน อายจนอยากซุกหน้าเข้าผนัง ก็แหม ...นี่มันเป็นมุกคลาสสิคที่ทำให้ผู้หญิงบ้านๆ กับผู้ชายรวยๆ อย่างเขาต้องตกกระไดพลอยโจรต้องมาอยู่ด้วยกันเชียวนะ

“อย่าขำสิ! ฉันซีเรียสนะ” เธอแว้ด กลั้นใจรอคำตอบ

“คุณไม่ได้ท้อง”

เนตราพ่นลมหายใจยาว สบายใจไปเปลาะหนึ่ง

“ผมกลับมาจากอเมริกา เจอคุณ เราต่างไม่มีใครเลยคบกัน”

“ง่ายขนาดนั้นเชียวเหรอ”

เธอจำได้ว่าชวินทร์ก่อนมาคบกับแฟน ...หมายถึงคนก่อนที่เลิกกันไปก่อนจะมาคบกับเธอ เขามีสาวๆ รุมล้อมหน้าล้อมหลัง เรียกว่ามีให้ควงไม่ได้ขาด และสวยๆ ทั้งนั้น ไหงเขามาเลือกเธอล่ะ

“การที่คนเราจะคบกันเป็นแฟนมันต้องยากสักแค่ไหนกันเชียว”

เนตราไม่เคยนึกฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้มานั่งคุยกับเขาเรื่องนี้ บนเตียงโรงพยาบาล

“นายกับฉันต่างกันมาก”

“ผมชอบคบกับคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ”

เธอแทบละลายกับประโยคนี้ ขณะคนพูดก็เสไม่มองตา บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความขวยเขิน

“แต่ฉันก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดี นายมีหลักฐานที่เราคบกันไหม”

ชวินทร์ล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกง ภาพปรากฏบนจอเป็นภาพเธอกับเขาน่าจะเป็นงานเลี้ยงอะไรสักอย่างเพราะเขาใส่สูทเต็มยศ ขณะเธอสวมแซกเกาะอกสีเหลืองนวลสั้นเสมอเข่า ทั้งสองยืนข้างกันแต่ไม่มีใครยิ้ม

“โทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมผมพัง มีแค่นี้ นี่เป็นรูปล่าสุดที่เราถ่ายด้วยกัน”

“ไม่เหมือนคนเป็นแฟนกันเลย”

เธอเพ่งมองภาพนั้น เก็บรายละเอียดไว้ทุกเม็ด

“ผมทำให้คุณโมโหนิดหน่อย ภาพเลยออกมาแบบที่เห็น”

“เราทะเลาะกันเรื่องอะไร”

เนตราจับโทรศัพท์แน่น จนรับรู้ถึงความอุ่นจางๆ

“ผมมาช้า คุณเลยโมโห”

“ปรกติฉันไม่ใช่คนโมโหกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้” เธอค้าน

“เวลานัดกันทีไรผมมักไปสายเสมอ ครั้งนี้คุณเลยโมโหมาก”

เหตุผลพอเข้าใจได้หน่อย

“แล้วฉันล้มหัวฟาดได้ยังไง”

เธอคืนโทรศัพท์ให้ ชวินทร์รับไปเก็บไว้ที่เดิม

“คุณรดน้ำต้นไม้อยู่ พื้นมันลื่นเลยเกิดอุบัติเหตุ”

ทุกอย่างลงล็อก กระทั่งเธอหมดคำถาม

“ฉันอยากกลับบ้าน”

“บอกแล้วว่าหมอให้อยู่ดูอาการก่อน ผมจะจ้างพยาบาลพิเศษดูแลช่วงกลางวัน ตอนกลางคืนผมจะมาอยู่เป็นเพื่อน”

“มะ ไม่ต้องก็ได้”

ถึงเขาบอกว่าเป็นแฟนกัน แต่เนตราก็ยังรู้สึกไม่คุ้นเคย

“นายจะลำบากเปล่าๆ”

“ผมเป็นแฟนดาวนะ เรื่องแค่นี้สบายมาก”

ชวินทร์กลับมาเป็นคนเดิมเหมือนสมัยมหาวิทยาลัย หนุ่มขี้เล่นผู้มั่นอกมั่นใจในตัวเอง

“บางทีถ้าปล่อยให้ฉันอยู่คนเดียว ความทรงจำอาจกลับมาเร็วขึ้น”

มีแววไหววูบในดวงตาคมรี แต่ก็เร็วจนเธอไม่ทันสังเกต

“ถ้าอย่างนั้นก็ได้”

ชวินทร์ลุกขึ้น ยื่นมือดึงแขนเธอมาใกล้ เนตราที่ไม่ทันได้ระวังตัว จึงกลายเป็นพุ่งร่างกระทบอกเขา

“แล้วผมจะมาเยี่ยมใหม่”

ริมฝีปากนิ่มอุ่นจุมพิตหน้าผาก ความร้อนแผ่จากบริเวณเขาสัมผัสจนเนื้อตัวเธอแดงไปหมด

“ดาวรอโน้ตนะ”

โอ๊ย! อาการปวดหัวกลับมาอีกละรอก และดูเหมือนครั้งนี้จะหายยากเสียด้วยสิ เนตราครางในใจ

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย หลังจากการแต่งงานแบบแฟลช นายกูก็ถูกเปิดโปงอีกครั้ง
9.5
จี่ชิงหลินตัดสินใจแต่งงานสายฟ้าแลบกับชายแปลกหน้าเพื่อทำตามความปรารถนาของครอบครัว โดยทั้งคู่ตกลงจะแยกทางกันในหนึ่งปี ทว่าสถานการณ์บังคับให้พวกเขาต้องย้ายมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน จนความสัมพันธ์เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความใกล้ชิดอย่างไม่คาดคิด ต่อมาเธอได้ค้นพบความจริงที่น่าตกใจว่าสามีธรรมดาของเธอนั้นแท้จริงคือผู้นำตระกูลกู้ผู้ทรงอิทธิพล เรื่องราววุ่นวายยิ่งขึ้นเมื่อมีเด็กปริศนาปรากฏตัวพร้อมเรียกเธอว่าแม่ ท่ามกลางความลับและฐานะที่ถูกเปิดเผย ทั้งสองจะลงเอยด้วยความสุขได้หรือไม่
หน้าปกนวนิยาย พี่ชายขาอย่าหื่นกับหนูนักเลย
8.2
ยิ้มใสตัดสินใจรวบรวมความกล้าเพื่อถามความในใจกับธีรวัชร ชายหนุ่มผู้มีพระคุณที่เคยช่วยเหลือชีวิตเธอไว้ ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำร้ายความรู้สึกอย่างรุนแรงจนเธอแทบหมดหวัง ก่อนที่จะต้องแยกทางกันไป เธอจึงเลือกมอบสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างพรหมจรรย์ให้แก่เขาเพื่อเป็นความทรงจำสุดท้าย แต่โชคชะตากลับเล่นตลกอย่างไม่คาดฝัน เมื่อเธอกับเขาต้องกลับมาพบกันอีกครั้งในสถานะใหม่ที่กลายเป็นพี่ชายกับน้องสาวซึ่งยากจะหลบหนีความจริงนี้พ้น
หน้าปกนวนิยาย สะใภ้สุดขั้ว แม่ผัวสุดขอบ
9.4
ภัทรียา นักมวยสาวผู้แบกภาระค่ายมวยและหนี้สินมหาศาลจากพ่อที่จากไป ยอมตกลงทำสัญญาวิวาห์กำมะลอกับธัชธรรม มหาเศรษฐีหนุ่มที่ต้องการหนีการคลุมถุงชน แม้ต้องเผชิญหน้ากับการดูถูกเหยียดหยามจากแม่สามีและน้องสาวผู้เย่อหยิ่ง แต่นักมวยสาวหมัดหนักอย่างเธอไม่มีวันยอมแพ้ ท่ามกลางสงครามประสาทในบ้านหลังใหญ่ ความใกล้ชิดจากการจดทะเบียนและใช้ชีวิตร่วมกันเริ่มเปลี่ยนความสัมพันธ์จอมปลอมให้กลายเป็นความผูกพันที่ธัชธรรมหวังจะเปลี่ยนให้เป็นรักแท้ตลอดไป
หน้าปกนวนิยาย หลังจากหย่า ผู้บริหารสาวก็คุกเข่าขอคืนดี
9.5
ตลอดสามปีที่ซูหลินทุ่มเทเพื่อภรรยาอย่างฉินเหมิงเหยา เขากลับได้รับเพียงใบหย่าและการถูกดูหมิ่นว่าเป็นเพียงสวะที่ไร้ค่า หลังตัดสินใจจบความสัมพันธ์และเริ่มต้นชีวิตใหม่ เขาก็เปิดเผยฐานะที่แท้จริงในฐานะทายาทมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล ทั้งยังเป็นยอดฝีมือการต่อสู้และอัจฉริยะทางการแพทย์ที่โลกต้องทึ่ง เมื่อความจริงปรากฏอดีตภรรยาจึงพยายามอ้อนวอนขอโอกาสเพื่อกลับมาเริ่มต้นใหม่ แต่สำหรับซูหลินแล้ว ทุกอย่างสายเกินไปและเขาไม่มีวันหันหลังกลับไปหาเธออีก
หน้าปกนวนิยาย ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวนาผู้ยากจนซ้ำสามียังพิการ
9.5
เมื่อนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้ายต้องข้ามเวลามาอยู่ในร่างหญิงอ้วนนิสัยร้ายกาจในปี พ.ศ. 2495 ท่ามกลางความยากจนในชนบทอีสาน เธอต้องเผชิญกับสายตาชิงชังจากสามีพิการขาหักทั้งสองข้างและลูกน้อยอีกสองคนที่ไม่ต้องการให้เธอมีชีวิตอยู่ ชีวิตใหม่ในฐานะภรรยาชาวนาที่ครอบครัวตั้งแง่รังเกียจจึงเริ่มต้นขึ้นพร้อมความท้าทายครั้งใหญ่ เธอจะใช้ความรู้ที่มีเพื่อกอบกู้สถานการณ์และเอาตัวรอดจากความเกลียดชังในบ้านที่แสนอัตคัดนี้ได้อย่างไร
หน้าปกนวนิยาย ติวเตอร์เด็กสาว
8.6
เมื่อเพื่อนสนิทจัดแจงส่งเด็กสาววัยใสมาทำหน้าที่เป็นติวเตอร์ให้ถึงที่ ความน่ารักไร้เดียงสาและเสน่ห์ของสาวแรกรุ่นกลับสั่นคลอนความรู้สึกของผมอย่างรุนแรงจนเริ่มสับสน ในขณะที่เป้าหมายเดิมคือการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อตามง้อขอคืนดีกับภรรยาที่เลิกรากันไป ผมกลับต้องมาติดหล่มความหวั่นไหวครั้งใหม่ที่ไม่ได้คาดคิดเอาไว้ล่วงหน้า เรื่องราวความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงระหว่างความรับผิดชอบในอดีตและความรู้สึกดีๆ ในปัจจุบันจึงเริ่มต้นขึ้น