
จุมพิตทะเลทราย
ตอน 2
ทันทีที่ร่างสูงก้าวออกจากสนามบินนานาชาติของประเทศซัลมา ไอร้อนระอุของทะเลทรายก็พัดผ่านผิวจนเขารู้สึกได้ว่าอากาศในดินแดนทะเลทรายแห่งนี้มันโหดร้ายเพียงใด เหงื่อเม็ดเป้งไหลท่วมกายจนเสื้อผ้าเปียกชื้น ความเหนียวเหนอะหนะทำเอาเขาคิดถึงเครื่องปรับอากาศข้างในสนามบินทันที แต่เขาก็ได้แค่คิดเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว เขาไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อยด้วยกลิ่นเครื่องเทศซึ่งเป็นกลิ่นประจำกายของชาวตะวันออกกลางทำให้เขาไม่อาจทนใช้อากาศหายใจร่วมได้ไหว และอาคารผู้โดยสารก็เล็กเกินกว่าที่เขาจะหาที่ปลีกตัวไปหลบกลิ่นเหล่านั้นได้ เพราะสนามบินแห่งนี้ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นสนามบินนานาชาติ แต่ในสายตาของชายหนุ่มแล้ว มันไม่ต่างอะไรจากลานจอดรถที่กว้างพอจะให้เครื่องบินขนาดเล็กลงจอดได้ ส่วนอาคารผู้โดยสารก็มีเพียงอาคารหลังเล็กๆ ด้านหลังเขาเพียงอาคารเดียวเท่านั้น สุดท้ายเขาก็จำต้องระเห็จออกมาด้านนอกอาคารอย่างไร้ทางเลือก แน่นอนว่าภายนอกอาคารก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่นัก เพราะนอกจากรันเวย์ที่เทราดด้วยซีเมนต์แล้ว รอบๆ ข้างนั้นล้วนเป็นทะเลทรายกว้างสุดลูกหูลูกตาจนเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเขาจะเอาชีวิตรอดที่นี่ได้อย่างไรหากวันหนึ่งเขาหลงไปอยู่กลางทะเลทรายเพียงลำพัง
“ก็ไม่ได้ร้อนกว่าประเทศไทยสักเท่าไหร่หรอกน่า”
ชายหนุ่มพยายามปลอบใจตนเอง มือทั้งสองกระชับสายสะพายเป้บนไหล่ให้กระชับ ก่อนดึงมือมาดันแว่นที่ไหลลงมาปลายสันจมูกให้ขึ้นไปอยู่ที่เดิมขณะที่ความร้อนยังถาโถมเขาไม่หยุด ความเมื่อยล้าและความเหนื่อยอ่อนจากการนั่งเครื่องบินทำให้เขาจะเป็นลมเสียให้ได้ พลันนึกสงสัยตัวเองขึ้นมาแว้บหนึ่งว่าทำไมถึงรีบตกปากรับคำ ‘ศาสตราจารย์แอนเดอร์สัน’ อาจารย์คณะโบราณคดีประจำมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่ออกปากชวนเขามาสำรวจซากโบราณสถานในประเทศที่เพิ่งเปิดใหม่แห่งนี้หลังจากที่นักโบราณคดีชื่อดังคนหนึ่งขอถอนตัวออกจากทีมสำรวจซากโบราณสถานทูรายาห์กะทันหันในเรื่องของค่าตอบแทนที่ไม่สมน้ำสมเนื้อ
แน่นอนว่าเขารู้ว่าที่แอนเดอร์สันต้องการให้เขาร่วมทีมเป็นเพราะ...
หนึ่ง...เขาเป็นนักศึกษาไทยระดับหัวกะทิของคณะที่มีผลงานวิจัยมากมายจนอาจารย์หลายคนต้องซูฮก
สอง...เขาสามารถพูดได้หลายภาษาและใช้มันอย่างคล่องแคล่ว และภาษาอาหรับก็เป็นภาษาหนึ่งในนั้น
และสาม...ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายให้เขานั้นช่างถูกแสนถูก ถูกกว่าค่าตัวผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีดังๆ เป็นไหนๆ
ซึ่งแน่นอนอีกเหมือนกันว่าคนหนุ่มวัยยี่สิบห้าปีอย่างเขาก็อยากได้ประสบการณ์ทางสายที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ซ้ำประเทศซัลมายังมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์และเก่าแก่กว่าประเทศอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน ที่สำคัญประเทศซัลมาเพิ่งทำอนุสัญญาเปิดประเทศกับนานาชาติ มันจึงเป็นสิ่งยั่วยวนใจให้เขาตัดสินใจลัดฟ้ามายังที่นี่แต่แรก แต่ตอนนี้เขาเริ่มไม่มั่นใจสักเท่าไหร่แล้วว่าตัดสินใจถูกหรือไม่ เพราะนอกจากจะต้องเดินทางมาคนเดียวแล้ว เขายังถูกปล่อยเกาะให้รอนานหลายชั่วโมง ซ้ำยังไร้ตั๋วเครื่องบินขากลับ หากไม่มีใครมารับอย่างที่นัดหมายไว้ มีหวังเขาคงต้องได้เดินกลับอเมริกาแน่ๆ
โชคดีก่อนที่เขาจะเป็นลมเป็นแล้ง เสียงคุ้นเคยก็เอ่ยเรียกชื่อเขาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกัน ความดีใจก็พลันพุ่งเข้ามาในในชายหนุ่มทันที
“ขอโทษทีปารีส มัวแต่สนใจเรื่องงาน ลืมไปเลยว่านัดนายเอาไว้”
‘ปริญ’ หรือ ‘ปารีส’ ตามชื่ออังกฤษหันไปมองยังต้นเสียง เมื่อเห็นร่างอ้วนท้วมของชายวัยกลางคน ศีรษะล้านไปกว่าครึ่งเดินอุ้ยอ้ายพลางโบกไม้โบกมือเข้ามาหา ใบหน้าเหนื่อยล้าเมื่อครู่ก็มลายหายไปพลัน ฉาบพรายด้วยรอยยิ้มกว้างแทน
“ไม่เป็นไรครับศาสตราจารย์ ผมเพิ่งลงเครื่องเมื่อกี้เอง พอดีเครื่องมันดีเลย์”
ปริญโกหกคำโตพร้อมฉีกยิ้มกว้าง ทั้งที่ในใจอยากจะตะโกนใส่หน้าอาจารย์ที่เคารพรักที่ทิ้งให้เขารอจนเหงื่อท่วมเสียขนาดนี้
“งั้นเหรอ แล้วนี่คงยังไม่ชินกับสภาพอากาศที่นี่สินะ เปียกเชียว”
แอนเดอร์สันทักติดตลกพลางปราดมองคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ขณะที่คนถูกทักได้แต่หัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ แน่ล่ะ...ถูกทักอย่างนี้ก็ไม่แปลก เพราะเสื้อลายสก็อตสีแดงสลับเขียวกับกางเกงยีนส์ขายาวบนร่างเขานั้นมันชุ่มไปด้วยเหงื่อเสียจนเปียกแนบกับลำตัว มิหนำซ้ำรองเท้าผ้าใบคู่โปรดก็เปรอะไปด้วยละอองทราย ทำให้เขาดูโทรมลงกว่าตอนก่อนขึ้นเครื่องบินอย่างเห็นได้ชัด
“วันแรกก็อย่างนี้กันทั้งนั้นแหละ อยู่ไปสักพักก็ชินเหมือนฉันกับคนอื่นๆ” แอนเดอร์สันว่าพลางกลั้วหัวเราะ ยกฝ่ามืออวบอ้วนตบลงไปที่บ่าของลูกศิษย์เต็มแรง
ปริญยิ้มแห้งๆ ก่อนตอบรับ “ครับศาสตราจารย์”
คุณอาจจะชอบ





