
จุมพิตทะเลทราย
ตอน 3
“งั้นเราอย่าเสียเวลาเลย คืนนี้ทีมเรามีแพลนเข้าเฝ้าชีคอับราน จะได้มีเวลาพักผ่อนก่อนรับศึกใหญ่”
“คืนนี้เลยหรือครับ” ปริญเบิกตาโพลงอย่างตกใจ ก็แน่ล่ะ เขาเพิ่งจะมาถึงไม่ทันได้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมง ก็ต้องไปเยี่ยมเยือนเจ้าของประเทศโดยไม่ทันได้เตรียมใจ ก็ต้องตกใจเป็นธรรมดา
“ไม่ให้คืนนี้แล้วจะเป็นคืนไหนล่ะ พรุ่งนี้ก็จะต้องออกสำรวจแล้ว อย่าเพิ่งถามมากเลย รีบกลับบ้านพักเร็วๆ เข้า ฉันมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ เดี๋ยวเรื่องรายละเอียดการสำรวจ ฉันจะบอกตอนเดินทางพรุ่งนี้”
แอนเดอร์สันว่าอย่างไม่สนใจนัก พลางหมุนตัวกลับไปยังรถจี๊ปที่เขาขับมาซึ่งถูกจอดทิ้งไว้รอบนอกรันเวย์โดยไม่สนใจลูกศิษย์หนุ่มที่มองตามอย่างงุนงง
เอาจริงๆ ปริญไม่รู้ด้วยซ้ำว่าซากศาสนสถานทูรายาห์ที่เขาถูกชักชวนให้เข้าร่วมทีมสำรวจนี่มีความสำคัญอย่างไร เพราะซัลมาไม่ใช่ประเทศที่มีข้อมูลเปิดเผยทั่วไปชนิดค้นอินเตอร์เน็ตไม่กี่อึดใจก็เจอข้อมูลที่ต้องการอย่างนั้น เนื่องจากเขาไม่ได้เข้าร่วมทีมตั้งแต่แรก ทำให้เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับซัลมาเลยก็ว่าได้
ปริญถอนหายใจยาว ใจเขาตอนนี้อยากรู้ข้อมูลทุกอย่างที่เขาควรจะต้องรู้ทันทีเลยก็ว่าได้ แต่ก็รู้ดีว่าคนอย่างแอนเดอร์สัน ต่อให้คะยั้นคะยอแค่ไหน หากเขาลั่นวาจาอะไรไปแล้ว ก็ยากที่จะเปลี่ยนใจนัก
“ไหนๆ ก็มาแล้ว เป็นไงเป็นกัน”
ปริญได้แต่พึมพำเป็นภาษาไทยอยู่คนเดียวก่อนจะแบกสัมภาระเดินตามผู้เป็นอาจารย์ไปติดๆ ด้วยหวังในใจว่าการตัดสินใจของเขาครั้งนี้นั้นมันจะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เขาได้ก้าวหน้าในวิชาชีพในอนาคตอย่างที่ตั้งใจไว้
ทั้งคู่ใช้เวลากว่าชั่วโมงในการขับรถข้ามทะเลทรายมาถึงที่พัก มันเป็นบ้านดินหลังไม่ใหญ่นักซึ่งทางการของซัลมาสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อใช้เป็นที่รับรองอาคันตุกะของประเทศ บ้านดินที่ว่าไม่ได้ถูกตกแต่งหรูหราอย่างในพระราชฐานแต่อย่างใด แต่มันก็โอ่โถงและแสดงถึงอารยธรรมของชาวซัลมา ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ บ้านดินเหล่านี้สามารถเก็บกักความเย็นจากอุณหภูมิอากาศในตอนกลางคืนไว้ได้ตลอดช่วงกลางวัน ทำให้ในเวลากลางวันนั้นถึงจะมีอุณหภูมิสูงแต่ก็สามารถอาศัยอยู่ภายในบ้านได้สบายๆ ราวกับมีเครื่องปรับอากาศ ทั้งที่ในประเทศซัลมานั้น เครื่องใช้ไฟฟ้ายังถือว่าเป็นของหายากของประชาชนทั่วไป
ขณะที่ความแปลกตาของบ้านทำให้ปริญสดชื่นขึ้นทันตา เขาปราดมองการตกแต่งลวดลายบนผนังบ้านอย่างชื่นชม มันเป็นจิตรกรรมที่ดูแตกต่างจากจิตรกรรมอาหรับอย่างที่เขาเคยเห็นพอสมควร อีกทั้งยังดูเก่าแก่มากหากเทียบกับอารยธรรมประเทศอื่นๆ ในแถบนี้แล้วราวกับว่าเขากลับไปอยู่ในช่วงก่อนคริสตกาลอย่างไรอย่างนั้น และนี่เองที่ทำให้ปริญเข้าใจแอนเดอร์สันได้ชัดเจนว่าทำไมถึงกระตือรือร้นในการเดินทางมาที่นี่นัก
ปริญเอ่ยทักทายนักโบราณคดีจำนวนหนึ่งภายในบ้านตามมารยาท เท่าที่จำได้ ทีมของแอนเดอร์สันมีผู้เข้าร่วมประมาณสิบกว่าชีวิต แต่คงจะออกไปข้างนอกกันหมด หากแต่เสียงทักทายของปริญดูเหมือนว่าจะเป็นการรบกวนมากกว่าการทักทายธรรมดา พวกเขาหันมามองผู้มาใหม่เล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองต่อราวกับไม่รู้จักปริญมาก่อนอย่างไรอย่างนั้นทั้งที่เคยร่วมงานกันมาหลายต่อหลายครั้ง ปริญหน้าเสียทันตาแต่ก็รู้ดีว่านั่นเป็นธรรมดาของนักโบราณคดีทีมแอนเดอร์สันที่นอกจากจะเก่งกาจทางศาสตร์นี้จนหาตัวจับยากแล้ว มนุษยสัมพันธ์ก็ยังได้ชื่อว่ายอดแย่พอๆ กับความเก่งอีกด้วย
“ปารีส เข้ามานี่”
และก่อนที่ปริญจะหน้าเสียไปกว่านี้ เสียงของแอนเดอร์สันก็ช่วยเขาไว้ แอนเดอร์สันกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปในห้องหนึ่งซึ่งมันคือห้องพิเศษที่จัดให้แอนเดอร์สันไว้ใช้คนเดียวเท่านั้น ขณะที่คนอื่นๆ จะนอนรวมกันที่ห้องนอนใหญ่ที่มีอยู่ห้องเดียวในบ้าน
แอนเดอร์สันยังคงความเป็นตัวเองไว้อย่างชัดเจน ห้องทำงานของเขาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ยังคงรกรุงรังไปด้วยเอกสารการค้นคว้าต่างๆ ปริญพยายามมองหาที่ว่างให้ตัวเองได้ยืน ก่อนแอนเดอร์สันจะเดินมายังโต๊ะทำงานแล้วจัดการหอบเอกสารบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามทิ้งลงพื้นแล้วผายมือให้ลูกศิษย์นั่ง
“นั่งสิ” เขาว่าสั้นๆ ก่อนเดินไปทิ้งตัวลงนั่งประจำเก้าอี้ตัวเอง
ปริญเดินเข้ามานั่งโดยไม่พูดอะไร ไม่ทันที่เขาจะได้นั่งเต็มก้นดี ปึกกระดาษกองใหญ่ก็ถูกโยนมาตรงหน้าเขา ชายหนุ่มมองหน้าเจ้าของเอกสารกองนั้นอย่างขอคำตอบทันที
“ข้อมูลเกี่ยวกับศาสนสถานทูรายาห์ที่จะไปสำรวจพรุ่งนี้ เอาไปอ่านซะให้หมดนะคืนนี้” แอนเดอร์สันตอบราวกับอ่านใจปริญออก หากแต่กลับไม่รู้ว่าสีหน้าของลูกศิษย์หลังจากได้เห็นเอกสารกองโตที่ได้รับมอบหมายให้อ่านให้แล้ว เขารู้สึกอย่างไร
“มะ...หมดนี่เลยหรือครับ”
“ก็ใช่น่ะซี่ จะเดินทางพรุ่งนี้แล้วจะไม่เตรียมตัวให้พร้อมได้ยังไง อย่างน้อยๆ นายก็ต้องรู้ทุกอย่างเหมือนกับที่คนอื่นรู้กันเป็นขั้นพื้นฐานก่อน ส่วนอย่างอื่นค่อยไปศึกษาเพิ่มเติมที่สถานที่จริง”
คุณอาจจะชอบ





