
แม่หมอแห่งซูโจว
ตอน 2
“ท่านย่าทานเนื้อเจ้าค่ะ เม่ยเอ๋อร์คีบให้ท่าน” ซูเม่ยคีบเนื้อหมูป่าตุ๋นให้ชุนฉือผู้เป็นย่า เด็กสาวยิ้มแย้ม พูดคุยอย่างอารมณ์ดี ต่างจากลี่มี่และลี่หมิงที่บัดนี้นั่งทานข้าวเงียบๆ ยิ่งเห็นครอบครัวของท่านลุงอยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้ นางยิ่งอดที่จะคิดถึงท่านพ่อท่านแม่มิได้
“ขอบใจเจ้ามาก หลานรักของย่า”
“มี่เอ๋อร์กับอาหมิงก็รีบทานเข้าเถิด หากมิยอมทานข้าวทานปลาเช่นนี้ บิดามารดาของพวกเจ้าจะหมดห่วงได้อย่างไร” ชุนไห่คีบอาหารใส่ชามข้าวให้หลานทั้งสอง เขามิรู้ว่าต้องทำอย่างไรให้ทั้งคู่หายเศร้าโศก เดิมทีหลานสาวของเขาน่ารักสดใส ช่างพูดช่างจา แต่บัดนี้กลับนิ่งเงียบ คงต้องอาศัยเพียงเวลาเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยาบาดแผลในใจของหลานชายและหลานสาวได้
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” / “ขอบพระคุณขอยับท่านยุง”
“มี่เอ๋อร์ทานให้มากหน่อย มิมีบิดามารดาหาเงินมาเลี้ยงดู เจ้าคงต้องทำหน้าที่หาเงินเข้าตระกูลแทน ใช่หรือไม่เจ้าคะท่านแม่” รอยยิ้มอ่อนโยนของป้าสะใภ้ มิได้ทำให้ลี่มี่ซึ้งใจแม้แต่น้อย นางคิดไว้อยู่แล้วว่าชีวิตหลังจากที่มิมีท่านพ่อท่านแม่ นางจะต้องสู้รบตบมือกับคนเหล่านี้อีกมาก ทั้งยังเตรียมใจมาพบกับความลำบากมาเป็นอย่างดีแล้ว
สิ่งเดียวที่นางทำได้ตอนนี้คือ อดทน อดทนเพื่อให้ตนเองและน้องชายมีที่ซุกหัวนอน ด้วยตอนนี้นางมิมีงานทำ ทั้งเงินที่ท่านพ่อท่านแม่ทิ้งเอาไว้ คงจะไม่เพียงพอ หากว่านำไปเช่าบ้านอยู่ด้วย นางจึงคิดว่าจะอดทนอยู่ที่นี่ไปก่อน หากว่านางมีลู่ทางทำมาหากินและได้เงินมามากพอ ค่อยขยับโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น
“อืม เรื่องนั้นมันแน่อยู่แล้ว จะมานั่งๆ นอนๆ ขอข้าวขอน้ำกินไปวันๆ ได้อย่างไร” ชุนฉือพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่สะใภ้ว่า จะให้อาไห่และอาเต๋อหาเลี้ยงทั้งครอบครัวคงจะลำบากไม่น้อย
“แต่มี่เอ๋อร์เป็นหญิง ทั้งยังมิพ้นวัยปักปิ่น จะให้ออกไปทำงานนอกเรือนคงจะไม่เป็นการดีนักขอรับท่านแม่” ชุนไห่เอ่ยค้านออกมา
“แล้วท่านพี่จะหาเลี้ยงพวกเราไหวหรือเจ้าคะ เพียงแค่ครอบครัวเรา ท่านก็ลำบากมากพอแล้ว อีกไม่นานอาเต๋อก็ต้องแต่งสะใภ้เข้าสกุล ค่าของหมั้นต่างๆ เรายังมิมีเลยนะเจ้าคะ นี่ยังมีภาระเพิ่มมาอีก…” ชุนเจียงกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานหยดตามแบบของนาง ทว่าเนื้อความนั้นกลับเชือดเฉือนใจผู้ฟังจนเป็นแผลลึก
“ท่านป้าเอ่ยได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะท่านลุง อีกอย่างอายุของข้าก็โตพอที่จะทำงานหาเงินได้แล้ว มิใช่เด็กๆ ที่จะละเล่น แต่งเนื้อแต่งตัวไปวันๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะท่านป้า” ลี่มี่ฉีกยิ้มหวาน พลางปรายตามองไปทางสองแม่ลูกชุนเจียงและชุนซูเม่ยอย่างท้าทาย
“…” เห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของสองแม่ลูก ลี่มี่ก็หัวเราะร่าอยู่ในใจ จะมิให้สองแม่ลูกนั่นหน้าเสียได้อย่างไร ก็สองแม่ลูก มิคิดจะทำสิ่งใด อยู่เรือนแต่งตัวอวดโฉมไปวันๆ
“อ่อ ส่วนเรื่องทำงานหาเงิน ท่านลุงมิต้องเป็นห่วงเจ้าค่ะ ข้าพอจะมีฝีมือปักผ้าอยู่บ้าง หาปลา ล่าสัตว์เล็กก็พอจะทำได้ ท่านย่าและท่านป้ามิต้องกังวล ว่าข้าและน้องชายจะไปเป็นภาระให้ท่านลุงและพี่ชุนเต๋อ”
“อย่าถือว่าตนเองเก่งกาจให้มากนักเลย หึ! เหมือนแม่มิมีผิด” ยังมิทันที่ลี่มี่จะตอบกลับ ผู้เป็นย่าก็วางตะเกียบและลุกออกจากโต๊ะอาหารไป
“มี่เอ๋อร์อย่าได้ใส่ใจคำพูดของท่านย่าเลย ทานข้าวต่อเถิด” ชุนเต๋อเห็นตากลมของน้องสาวแดงก่ำ จึงคิดว่านางคงนึกถึงมารดาขึ้นมา
ท่านย่ามิน่าเอ่ยถึงอาสะใภ้เลย มิสมควรเลยจริงๆ
หลังจากทานมื้อเช้า ลี่มี่ก็กระเตงน้องชายไปหางานปักผ้าที่เรือนของผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านของนางเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลตัวเมืองของเมืองซูโจว ใช้เวลาเดินทางด้วยเกวียนไม่ถึงสองชั่วยาม (4 ชั่วโมง) ก็ถึงตัวเมือง ด้วยเหตุนี้จึงมักมีงานให้เลือกทำหลากหลาย บ้างก็จ้างปักถุงหอม สานตะกร้า และงานฝีมืออื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเรือนผู้ใหญ่บ้านก็จะเป็นที่รับฝากงานต่างๆ ไว้ ให้ลูกบ้านที่ต้องการหาเงินทองมารับไปทำ
“อ่าว ลี่มี่ เจ้ามาทำอันใดหรือ”
“คำนับคุณชายกวนเจ้าค่ะ”
“คำนับคุณชายกวนขอยับ” สองพี่น้องโค้งตัวคำนับบุตรชายผู้ใหญ่บ้านอย่างนอบน้อม
“ข้ามาของานปักไปทำเจ้าค่ะคุณชายกวน ช่วงนี้พอจะมีคนมาจ้างหรือไม่เจ้าคะ” ลี่มี่เอ่ยถามออกไป ตอนที่มารดาของนางยังมีชีวิตอยู่ ท่านแม่ก็พานางมาของานที่เรือนผู้ใหญ่บ้านไปทำเช่นกัน
“มีสิ แต่ก่อนอื่น…เจ้าหยุดเอ่ยเรียกข้าว่าคุณชายก่อนเถิด คนกันเองทั้งนั้น เรียกพี่อู๋ท่งก็พอแล้ว อีกอย่างข้าเป็นเพียงบุตรชายผู้ใหญ่บ้านเท่านั้น” กวนอู๋ท่งกล่าวอย่างมิถือตัว พลางเดินนำลี่มี่และลี่หมิงไปรับงานปักจากมารดาของเขา
งานปักที่ลี่มี่ได้รับมา เป็นงานปักถุงหอมกว่าห้าสิบถุง คาดว่าคงใช้เวลากว่าห้าวันจึงจะแล้วเสร็จ ด้วยลวดลายที่ผู้จ้างวานต้องการนั้นยากมากทีเดียว แต่แน่นอนว่า ค่าตอบแทนย่อมสูงตามไปด้วย หากว่าทำแล้วเสร็จตามเวลา ลี่มี่ก็จะได้เงิน 200 อีแปะ เด็กสาวจึงเร่งงานให้เสร็จตามเวลา ยิ่งเร็วยิ่งดี นางจะได้มีเวลาไปรับงานอื่นมาทำ
คุณอาจจะชอบ





