ติดตาม
ตอน
แชร์
หน้าปกนวนิยาย นาร้าย

นาร้าย

อรร หรือที่มักถูกเรียกด้วยชื่อสะดุดตาว่า อรรแถ้ง ตัดสินใจทิ้งความคุ้นเคยเพื่อออกเดินทางไกลสู่เกาะบาหลี ดินแดนอันโดดเด่นด้วยธรรมชาติและมนต์เสน่ห์เฉพาะตัว ทว่าจุดหมายของเขาไม่ใช่การพักผ่อน แต่เป็นการเริ่มต้นรับบทบาทพนักงานใหม่ในรีสอร์ตแห่งหนึ่งอย่างเต็มตัว การก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงานในต่างแดนทำให้เขาต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ไม่คุ้นชิน ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามนี้เอง ก้าวแรกของการทำงานได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะนำพาชีวิตของเขาไปเผชิญกับเหตุการณ์อีกมากมายในอนาคต
ตอน
แชร์

ตอน 1

บทที่ 1

: แบหลา

พยับเมฆตั้งเค้าทะมึนมาพร้อมกับลมมรสุมพัดฝุ่นและซากแห้งตามไหล่ภูเขาไฟ กูนุง บาตูร์ ฟุ้งตลบ ก่อความมืดราวตกอยู่ในห้วงอเวจี

สินิทธ์ไล่สายตาตาม เจปุน ลั่นทมสีแดงก่ำดุจโลหิตปลิดปลิวจากช่อดอก ก่อนพลิ้วหยุดลงบนผิวน้ำข้างกอคล้าในบ่อทรงสี่เหลี่ยมซึ่งโอบเอาไว้ด้วยศิลาแลงสกัดเป็นแท่ง

เธอปิดเปลือกตาลงทั้งที่หัวคิ้วยังขมวดมุ่น สูดเอากลิ่นละมุนละไมแฝงความเย้ายวนชวนหลงใหลของเจปุนที่ปลูกเอาไว้สลับสล้างไปทั่วทั้งส่วนหย่อม

เมื่อก่อนกลิ่นไม้ดอกชนิดนี้ช่วยให้สินิทธ์รู้สึกผ่อนคลาย เป็นผัสสะที่ทำให้สบายใจ บางคราวมันช่วยให้เธอรู้สึกอบอุ่นในยามเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย

ทว่าบัดนี้จิตใจเธอย่ำแย่เหลือคณา กระทั่งกลิ่นคาวปลาและกลิ่นเค็มของน้ำทะเลอันแสนจะคุ้นเคยยังก่อให้เกิดอาการคลื่นเหียนได้อย่างง่ายดาย

ใบหน้าที่เคยกลมมนดูซูบผอมเผยให้เห็นโหนกแก้มสูงไม่เหลือเค้าเดิม สินิทธ์แก่ลงจนเหมือนหญิงชราภายในเวลาไม่กี่วัน ชีวิตไร้ความหมายอื่นใดนอกจากปล่อยลมหายใจให้ซังกะตายไปวัน ๆ

เธอเคยมีครอบครัวแสนอบอุ่น คืนวันหวานชื่นเริ่มกร่อยเฝื่อนเมื่อไร้ทายาทสืบทอดธุรกิจวิลล่าขนาดใหญ่บนเกาะแห่งนี้

หลังพยายามอยู่หลายปี ทั้งคู่ตัดสินใจเข้าปรึกษาแพทย์ ถึงได้รู้ว่าสินิทธ์เป็นหมันส่วนสามีของเธอแข็งแรงดี

เธอคร่ำครวญด้วยความรู้สึกผิด กล่าวโทษตัวเองไม่เลิกรา เรือนร่างทรุดโทรมเพราะขาดการดูแล ซ้ำร้ายยังมีฝันร้ายคุกคามจากภายใน จิตใจเธอจึงพังทลายยับเยิน

ผลคือสินิทธ์เริ่มไม่พูดจา นัยน์ตาว่างเปล่า สีหน้าปราศจากความรู้สึก

ระยะนั้นเองที่สามีเธอไปมีผู้หญิงคนใหม่ ไม่นานก็มีแก้วตาดวงใจด้วยกันหนึ่งคน

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าสมัยนี้แล้วจะยังมีคนยึดถือ ‘พิธีเบอลา’ อย่างกับเป็นชาวชวามลายูโบราณกลับชาติมาเกิด ทั้งที่เป็นคนต่างชาติต่างภาษาแท้ ๆ”

น้ำเสียง เปอดันดา พราหมณ์เฒ่าเปี่ยมด้วยความทึ่งระคนชื่นชม

พราหมณ์ผู้นี้จัดเป็นนักบวชชั้นสูงจากบุคคลวรรณะพราหมณ์ ซึ่งศาสนาฮินดูแบบบาหลีมีอีกสองระดับที่ลดหลั่นกันไป คือ เปอมังกู นักบวชประจำศาสนสถาน เป็นบุคคลจากวรรณะกษัตริย์ แพศย์ และศูทร และ บาลียัน เป็นหมอผีหรือผู้เป็นสื่อกลางสำหรับติดต่อกับเทพเจ้า

ขณะภวังค์จดจ่อราวถูกแรงดึงดูดให้จมดิ่งสู่ก้น ดาเนา บาตูร์ ทะเลสาบรูปจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ไกลออกไปเบื้องหน้า

หญิงวัยต้นสี่สิบกลับทะลึ่งเฮือกขึ้นมากลางคัน

ชั่วพริบตาต่อมาโสตประสาทของเธอก็ตื่นตัวเต็มที่ราวถูกกระชากให้หลุดจากห้วงฝัน เสียงพูดคุยประสานเสียงลมยิ่งโหมเปลวอัคคีในก้นบึ้งหัวใจให้ทะลักขึ้นมาอีกคำรบ ไม่ต่างอะไรกับกูนุง บาตูร์ที่รอวันปะทุ

สินิทธ์เผลอหยักหยันตรงมุมปาก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะเดียวกันกับระลอกคลื่นบนผิวน้ำทะเลสาบ ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยพัดซากปลาตายหลายพันตัวเข้าหาฝั่งโดยไม่รู้สาเหตุ

แอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะบาหลีอันเกิดจากการยุบตัวของภูเขาไฟแห่งนี้ยังคงมีปริศนาหลายอย่างที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายทางวิทยาศาสตร์

และโพรงในอกของเธอก็มีสภาพไม่ต่างจากแอ่งลึกตรงหน้า!

พิธีเบอลาตามที่พราหมณ์เฒ่าเอ่ย คนไทยอย่างเธอกลับได้ยินคล้ายเบอะลาเสียมากกว่า

แต่สำหรับผู้ชื่นชอบการอ่านนิทานและวรรณคดีด้วยแล้ว ย่อมรู้ดีว่าพิธีเบอลาก็คือ ‘การแบหลา’ ซึ่งหมายถึงการเตรียมพร้อมยอมตายเพื่อผู้อื่นนั่นเอง

ยามนี้ สินิทธ์กำลังเดินรอยตามมเหสีและเหล่านางสนมของ ระตู หรือเจ้าเมืองผู้สิ้นชีวิตในศึกสงครามเมื่อราวห้าร้อยปีก่อน โดยสตรีเหล่านี้จะเบอลาโดยการกระโจนเข้ากองไฟกลางสนามรบ

“นิทธ์…เธอแน่ใจแล้วหรือ”

สินิทธ์จับอาการสั่นสะท้านตรงหางเสียงที่ยกขึ้นสูงของมาวาร์ได้ รู้ดีว่าน้ำเสียงเช่นนี้มีไว้เร่งปฏิกิริยาตอบสนองจากตัวเธอเอง

เจ้าของคำถามยืนหน้าซีดอยู่ข้างพุ่ม บุหงามาวาร์ กุหลาบแดงสดงดงามหากซุกซ่อนหนามคมกริบไว้ใต้กลีบอวบอิ่มเพื่อคอยทิ่มตำผู้ต้องการเข้ามาเด็ดดม

สินิทธ์หยักยิ้มเปี่ยมเลศนัย เมื่อสายตาไปหยุดตรงหย่อมต้นละหุ่งใบแดงเข้ม

เป็นจังหวะที่สายตาเธอปะทะเข้ากับมาวาร์พอดี

ชั่วขณะนั้นมาวาร์รู้สึกว่าสายตาสินิทธ์ทะลุทะลวงเข้าไปยังซอกหลืบดำมืดที่สุดในหัวใจ คล้ายกำลังสำรวจความลึกลับที่ไม่เคยมีใครเห็น

มุมมืดที่มาวาร์ไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้!

กระทั่งมาวาร์ต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอึดอัด รู้สึกสะท้านขึ้นมาอยู่ครามครัน ประหนึ่งสินิทธ์ ‘รู้เช่นเห็นชาติ’ เธอมานานแสนนาน

หึ! มาวาร์อย่างนั้นหรือ แพศยาอย่างมันควรชื่อ ‘มัส’ เสียมากกว่า!

สินิทธ์เบ้ปากหยัน

พฤติกรรมของมันช่างเหมือนกับ ‘บุหงามัส’ ทุกกระเบียด หากจะแปลตรงตัวก็คือดอกไม้สีทองนั่นอย่างไรล่ะ บุปผาประดิษฐ์ที่เป็นเครื่องบรรณาการในความสัมพันธ์แบบรัฐจารีตเมื่อครั้งโบราณกาล

สวยแต่รูป ยามจูบกลับไม่ค่อยจะหอม!

สินิทธ์รู้สึกปวดร้าวกระบอกตาจนแทบทนไม่ไหว ยังคงไร้เสียงใดเล็ดลอดจากริมฝีปากบาง เธอครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนอีกครั้ง ซึ่งเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ สุดท้ายเธอกระตุกมุมปากอย่างสังเวชตัวเอง

“สมัยนี้แล้ว…เธอไม่เห็นต้องยึดติดพิธีกรรมเก่าแก่อย่างนั้นเลย คิดหรือว่าเตอกัลบนสวรรค์จะดีใจที่เห็นเธอคิดสั้น”

มาวาร์เบิกตาโพลง เพิ่งรู้สึกตัวว่าตนออกจะปากพล่อยไปหน่อยในช่วงเวลาอันเครียดขึ้งเช่นนี้

สินิทธ์ปรายตามองมาวาร์ที่ยกมือขึ้นแตะริมฝีปาก แขนและศอกของนังนั่นพาดอยู่เหนือหน้าอกกลมกลึงทำองศาเย้ายวนได้อย่างเหมาะเจาะ ช่างเป็นจริตจะก้านบนทรวดทรงที่เตอกัลพึงใจเสมอมา

นัยน์ตาคู่นั้นกำลังเยาะหยันเธอ ไพร่กระฎุมพีที่เติบโตจากการฝึกปรือไขว่คว้าหาความร่ำรวยของผู้ชาย หากพลิกเล็บปลอมสีสันสดสวยขึ้นดู คงพบแต่เศษปฏิกูลจากการปีนป่ายอย่างทะเยอทะยาน

เธอระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หลังได้ยินน้ำเสียงคล้ายกำลังหดหู่หนักอึ้งคละเคล้าอาการใจหายเสียเต็มประดาของอีกฝ่าย

ตอแหลสิ้นดี!

สินิทธ์กัดริมฝีปากแล้วเสตาไปทางอื่น กลัวว่าประกายชิงชังในแววตาจะปรากฏออกมาให้เห็นเด่นชัดจนเกินไป

อีกเหตุผลหนึ่งคือเธอต้องการจดจำทุกซอกมุมของ รูมะฮ์ อาดัต ซึ่งเป็นคำเรียกรวมของที่อยู่อาศัยพื้นเมืองที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นบาหลีแห่งนี้ไว้ลึกสุดใจเป็นครั้งสุดท้าย

แม้ รูมะฮ์ กาดัง เรือนหลังใหญ่ตรงหน้าไม่ได้มีขนาดมหึมาอย่างสุมาตราตะวันตก ทว่าหลังคาทรงโค้งมียอดแหลมซ้อนกันหลายชั้นด้านบนอันเกิดจากความประดิดประดอยของช่างศิลป์พื้นถิ่นนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงคุณค่าที่ไม่อาจประเมินได้ของมัน

นอกจากชาวมีนังกาเบาจะสร้างรูมะฮ์ กาดังเพื่ออยู่อาศัยแล้ว ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมอีกด้วย

ยิ่งกว่านั้น หมู่บ้านตรุนยันแห่งนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบาหลีอากาหรือชาวบาหลีแห่งขุนเขา

ผู้คนที่นี่ผิดแผกไปจากชาวบาหลีที่ราบลุ่มอย่างสิ้นเชิง ด้วยยึดมั่นพิธีกรรมโบราณอย่างเคร่งครัด และไม่พบพฤติกรรมเช่นนี้ในกลุ่มชนอื่นใดในบาหลี

โดยเฉพาะพิธีปลงศพ!

เมื่อมีคู่สมรสเสียชีวิต ชาวบ้านจะวางศพไว้บนผืนดินให้เน่าเปื่อยตามธรรมชาติแทนการเผา แล้วทิ้งร่างคลุมไว้ด้วยผ้าแพรและซุ้มไผ่เพียงเท่านั้น

ไม่แปลกที่สถานที่แห่งนี้จะปลูกลั่นทมและต้นบันยัน (1)เพื่อดับกลิ่นซากเน่าเปื่อยไว้มากมายขนาดนี้

สินิทธ์มองทัศนียภาพอึมครึมโดยรอบพลางคิดว่าตนตัดสินใจถูกแล้วที่เลือกหมู่บ้านตรุนยันประกอบพิธีเบอลา

เตอกัล…ถ้าคุณมองทะลุเปลือกนอกจนเห็นเนื้อแท้ของนังนี่ คุณก็คงไม่ด่วนจากไปอย่างคนโง่งมแบบนั้น

เมื่อนึกถึงรอยยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเรียงซี่เป็นระเบียบบนหน้าคร้ามคม และนัยน์ตาที่ครั้งหนึ่งเคยล้อแสงระยิบอย่างคนมีคารมคมคายใต้แผงคิ้วหนาบนเนื้อผิวเข้มจัดนั้น สินิทธ์พลันหมดอาลัยตายอยาก ราวกับถูกฉุดลงสู่ท้องทะเลอันมืดมิด

เธอเคยนึกเปรียบสภาพจิตของคนกับทะเลสาบแห่งนี้ เชื่อว่าทุกคนล้วนซุกซ่อนความลึกลับดำมืดไว้ภายในใจ

เมื่อใดร่างกายอ่อนแอ กลิ่นจากห้วงลึกที่เคยถูกสกัดกั้นจะเริ่มโชยจนคนรอบข้างมีปฏิกิริยาต่อต้าน และถือว่ามันผู้นั้นกลายเป็นคนป่วยไข้ ‘ไม่เข้าพวก’ ทันที

เหมือนสินิทธ์ที่ถูกส่งถึงมือแพทย์อย่างไม่เต็มใจ และเธอก็รู้อยู่เต็มอกว่าหมอทำได้อย่างมากแค่ปลูกต้นลั่นทมสีสวยรายล้อมรอบทะเลสาบ เปลี่ยนกลิ่นคลื่นเหียนให้หอมจรุงขึ้นมาหน่อยก็เท่านั้น

ปัญหาคือ หมอสามารถทำให้เธอมีความสุขขึ้นได้จริงหรือ

“นี่เธอ…ไม่ได้แอบหยุดยาเองใช่ไหม”

“แม่…”

มูนา ลูกสาวคนเดียวของเตอกัลกับมาวาร์รีบสะกิดแขนผู้เป็นแม่ที่ยังคงพล่ามไม่หยุด หญิงสาวรู้ดีว่ามารดาเพิ่งเพิ่มเชื้อเพลิงเร่งให้กูนุง บาตูร์ปะทุลาวาออกมาทำลายล้างทุกคนเบื้องหน้า

“กูไม่ได้บ้า!”

ใบหน้ากลมมนของหญิงม่ายในชุดขาวดูบิดเบี้ยวไม่เป็นธรรมชาติ

จู่ ๆ น้ำตาแห่งความคับแค้นที่บรรจุไว้ด้วยความขมขื่นก็เอ่อท้นวาววามตรงหางตา จากนั้นจึงตกกระทบยอดหญ้าก่อนกระจายออกเป็นเสี่ยง

สินิทธ์กรีดร้องพลางทำท่าจะกระโจนเข้าทึ้งมาวาร์ให้ฉีกเป็นชิ้น ๆ

“จวนได้เวลาแล้วกระมัง”

โชคยังดีที่พราหมณ์ชราปราดเข้าไปรั้งแขนสินิทธ์เอาไว้ได้ทันแล้วเอ่ยเพื่อดึงความสนใจ

หญิงม่ายกัดฟันกรอด กำนิ้วมือผ่ายผอมจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ พายุบุแคมในอกยากจำแนกว่าเป็นความเศร้า ความโกรธ หรือความเจ็บใจ

มูนารีบเข้าไปประคองผู้มีศักดิ์เป็น ‘แม่’ ของเธออีกคน ลูบมือและแผ่นหลังสินิทธ์แผ่วเบา ให้ลมหายใจที่หยุดเป็นห้วง ๆ กลับคืนสู่จังหวะปกติ

สินิทธ์มองลูกสาวของสามี ระบายยิ้มบาง อาการขุ่นข้องเมื่อครู่ถูกกดลงไปได้อย่างยากเย็น

ในที่สุดเหมือนเธอจะตัดใจจากสวนหย่อมเขตร้อนได้เสียที จึงพยายามก้าวขาอันสั่นเทาเข้าไปในรูมะฮ์ กาดัง

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า พิธีนี้ดูเหมือนไร้ที่สิ้นสุด

ขณะที่มูนาหมายเข้าไปประคองสินิทธ์ให้ก้าวได้สะดวก มาวาร์กลับจิกเล็บแหลมลงบนแขนลูกสาวพลางกระซิบขู่

“อย่าพะนอมันให้มากนัก”

“แต่แม่ใหญ่จะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว”

มาวาร์จิกเล็บแรงกว่าเดิม “เป็นเด็กเป็นเล็กอย่าริเถียงผู้ใหญ่”

มูนาจึงได้แต่มองสินิทธ์เดินระโหยเข้าเรือนไป

ห้องหนึ่งด้านในมีแท่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กึ่งกลางแท่นประดิษฐานเทวรูปไม้แกะสลักพระแม่กาลีแบบบาหลี นัยน์ตาเทวรูปเบิกโพลงกลมโต ฟันแหลมยาวเฟื้อยโผล่พ้นริมฝีปากสีแดงชาด มือขวาข้างถันเปลือยเปล่าห้อยย้อยถือศีรษะมนุษย์ เป็นภาพลึกลับที่ยากแก่การเข้าใจยิ่ง

หญิงม่ายชอบความลึกลับของรูปสลักชิ้นนี้ที่สุดในบรรดาเทพเทวาทั้งปวง

ไอควันจากธูป กำยาน และเตาน้ำมันหอมช่วยขับให้พระแม่กาลีมีความดุดัน เกรี้ยวกราด และเต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว

“ได้เวลาอำลาญาติพี่น้องแล้ว”

พราหมณ์แนะขั้นตอนประกอบพิธี พราหมณ์ที่เหลืออีกสามคนรอจุดไฟเผาศพเตอกัลในหลุมซึ่งถูกขุดเอาไว้หลังเรือนรูมะฮ์ กาดัง

พิธีเบอลาในชวามีอยู่สองลักษณะ ลักษณะแรกใช้กริชแทงตัวตายแล้วนำศพไปเผาในกองเพลิงเดียวกันกับสามี เรียกว่า เบอลาซูดุก อีกลักษณะคือ เบอลาเกอเตอร์จูนัน เป็นการกระโจนเข้ากองไฟที่เผาสามีกระทั่งสิ้นใจตามกันไป ซึ่งแตกต่างจากพิธีสตีในอินเดียอันเป็นบ่อเกิดของพิธีกรรมนี้เล็กน้อย

และสินิทธ์เลือกเบอลาซูดุก เพราะต้องการบูชาอารตีเป็นครั้งสุดท้ายจึงไม่อาจกระโจนเข้ากองไฟไปพร้อมกับศพสามีได้

๏ เมื่อนั้น ระเด่นบุษบาสาวสวรรค์

ในอกหมกไหม้ดังไฟกัลป์ อยู่ยังห้องสุวรรณไสยา

บรรทมรำพึงคะนึงไป ให้คลั่งคลุ้มกลุ้มใจหนักหนา

ตัวกูแม้นม้วยมรณา ก็ดีกว่าที่เป็นดังนี้

ไม่สรงไม่เสวยกระยาหารเยาวมาลย์มัวหมองรัศมี

ยิ่งคิดยิ่งแค้นแสนทวี ดังเลือดตามารศรีจะหยัดลง ฯ

พราหมณ์เฒ่าหันมองหน้ามาวาร์กับมูนาเลิ่กลั่กราวกับกำลังหาคำตอบ คำอำลาของสินิทธ์ช่างพิลึกพิลั่น เหมือนเอื้อนกลอนอะไรสักอย่าง

ชาวบาหลีแต่กำเนิดหารู้ไม่ ว่าคำหญิงม่ายสั่งเสียล้วนยกมาจากอิเหนา พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 ของไทยทั้งกระบิ

ยังไม่ทันที่ทั้งสามจะกระจ่าง สินิทธ์ก็สวดต่อทันที

“โอม ศรีมหา กาลิกาไย นะมะห์…”

ปากขยับพลางหยิบกริชคดที่วางข้างถาดสัมฤทธิ์ ปลายกริชคมปลาบสะบัดคล้ายริ้วไฟเหนือตะเกียงอารตี เธอหยิบถาดโบกตะเกียงให้เปล่งแสงวับแวมทาบทับเทวรูปก่อนเวียนสามครั้งตามเข็มนาฬิกา

“ศรัทธาทั้งปวงที่ลูกมีต่อองค์เทพ โปรดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณของลูกในทุกอณูทั้งห้าธาตุ…อากาศ ลม ไฟ ดิน และน้ำ”

เสียงสังวัธยายเงียบลงไปครู่ใหญ่ หญิงม่ายนั่งนิ่งก่อเงาตะคุ่มไหวระริกบนพื้น ศีรษะแหงนขึ้นประหนึ่งไม่ต้องการละสายตาไปจากเทวรูปพระแม่กาลีแม้แต่พริบตาเดียว

พราหมณ์ชราค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้

“คุณสินิทธ์…”

ชายแก่ถึงกับสะดุ้งเฮือกกับภาพตรงหน้า ไรขนตั้งชันทั่วทั้งสรรพางค์

ผู้ถูกขานชื่อเบิกตาโพลงมองตรงไปยังนัยน์ตาเทวรูป บ่งความแน่วแน่ ตั้งมั่น และความปรารถนาอย่างแรงกล้าส่งผ่านถึงทวยเทพในพิธีศักดิ์สิทธิ์ ริมฝีปากเล็กบางโค้งค้างอยู่อย่างนั้น เป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวเหลือประมาณ

ปลายกริชเสียบลึกลงบนอกข้างซ้ายแล้วคาไว้อย่างนั้น หยดโลหิตสาดลงบนกุหลาบและลั่นทมแดงสดในถาดอารตีเป็นหย่อม

เนตรแข็งกร้าวของเธอยังคงสะท้อนบางสิ่งที่ยังฝังรากลึกภายในกาย

บางสิ่งที่ทำให้สินิทธ์ยังไม่เป็นอิสระง่าย ๆ

และต่อแต่นี้ มันจะรัดรึงเธอไว้ด้วยพันธนาการสุดแน่นหนายากหลุดพ้น

เชิงอรรถ :

(1) Banyan Tree เป็นไม้วงศ์เดียวกับต้นไทร เรียกอีกอย่างว่าต้นตารู เม็นยัน หมายถึง ไม้มีกลิ่นหอม

คุณอาจจะชอบ

หน้าปกนวนิยาย พายุรักทรายสีเลือด
8.7
ท่ามกลางผืนทรายที่นองไปด้วยเลือดและการล้างแค้น เมื่อหญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงใจถูกพรากไป ความเจ็บปวดจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการไล่ล่าครั้งใหญ่ พบกับการเผชิญหน้าของสองชายหนุ่มต่างเชื้อชาติ ระหว่างชีคหนุ่มผู้สูงศักดิ์แห่งราสอัลไคมาห์และชายหนุ่มสายเลือดไทยผู้เด็ดเดี่ยว ทั้งคู่ต้องบุกตะลุยทะเลทรายที่เต็มไปด้วยอันตรายเพื่อตามหาคนรักและพิฆาตเหล่าคนชั่ว บทสรุปของความรักบนรอยแค้นท่ามกลางสมรภูมิเม็ดทรายที่มีทั้งหยดเลือดและน้ำตาจะลงเอยอย่างไร
หน้าปกนวนิยาย น้องผัวสุดแสบโดนหย่า พาชาวบ้านรวยกระฉูดฟินเนื้อดี
8.5
หญิงสาวนามว่าเย่ไฉ่ผิงลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองทะลุมิติมาอยู่ในร่างของสตรีที่เพิ่งผ่านการหย่าร้าง เจ้าของร่างเดิมเคยทุ่มเททรัพย์สมบัติทั้งหมดเพื่อส่งเสียให้สามีได้ร่ำเรียนจนจบ แต่กลับถูกชายหน้าไหว้หลังหลอกทอดทิ้งไปอย่างไม่ใยดีเมื่อเขาประสบความสำเร็จ เย่ไฉ่ผิงคนใหม่จะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เธอตัดสินใจลุกขึ้นสู้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและแก้ไขความผิดพลาดทั้งหมด หญิงสาวใช้สติปัญญาและไหวพริบทางธุรกิจที่เหนือชั้น ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเงินระดับท้องถิ่น เรื่องราวการแก้แค้นสุดเข้มข้นนี้จะแสดงให้เห็นถึงการพลิกชะตาชีวิตจากจุดต่ำสุด สู่การเป็นผู้นำที่พาครอบครัวและหมู่บ้านก้าวข้ามความยากจนไปสู่ความร่ำรวยมหาศาล เต็มเปี่ยมไปด้วยการทวงคืนความยุติธรรมและแฝงอารมณ์ขันอันแยบยล
หน้าปกนวนิยาย บุตรชายตัวน้อยของบัณฑิตจาง 1
8.2
อานนท์ ชายหนุ่มสู้ชีวิตจากบ้านเด็กกำพร้าที่ทำงานหนักจนเสียชีวิต ได้รับโอกาสเกิดใหม่ในร่างของ จางอี้หมิง เด็กน้อยวัย 5 ขวบในครอบครัวบัณฑิตจาง ทว่าโชคชะตาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อครอบครัวของเขาถูกบ้านหลักขับไล่ให้มาตกระกำลำบากในชนบท แม้จะได้มีพ่อแม่และย่าตามที่เคยใฝ่ฝัน แต่ความยากจนข้นแค้นกลับเป็นบททดสอบใหญ่ที่เขาต้องเผชิญ ชีวิตใหม่ครั้งนี้จึงกลายเป็นการต่อสู้ที่หนักหนายิ่งกว่าชาติก่อน เพื่อรักษาความอบอุ่นของครอบครัวที่เขาเพิ่งได้รับมาให้คงอยู่ตลอดไป
หน้าปกนวนิยาย ชายาแพทย์แห่งยุครุ่งโรจน์
7.2
วิญญาณหนานกงมั่ว ยอดนักฆ่าสาวได้สวมรอยในร่างหนานกงชิง คุณหนูใหญ่ผู้อาภัพที่สิ้นใจอย่างเดียวดาย นางตั้งใจใช้ชีวิตใหม่เป็นหมอเทวดาผู้รักสันโดษและรับงานลอบสังหารบ้าง ทว่าความสงบสุขกลับพังทลายเมื่อมีราชโองการประทานสมรสให้แต่งกับเว่ยจวินมั่ว จวิ้นอ๋องนัยน์ตาสีม่วงที่ถูกสังคมเหยียดหยามเรื่องชาติกำเนิด แม้คนภายนอกมองว่านี่คือการจับคู่ที่ตกต่ำสุดขีด แต่สำหรับอดีตมือสังหาร บุรุษผู้นี้กลับมีปริศนาที่น่าดึงดูดใจ นางจึงพร้อมก้าวเข้าสู่สมรภูมิแห่งอำนาจเพื่อไขความลับและลิขิตชะตากรรมของตนเอง
หน้าปกนวนิยาย ลำนำชานมไข่มุก (ฉันทะลุมิติ ส่วนเขามาเกิดใหม่ในนิยายจีน)
9.6
เมื่อนิยายที่เคยอ่านพังพินาศเพราะมีคนมาเกิดใหม่แก้ไขพล็อตจนมั่วซั่ว หญิงสาวผู้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างภรรยาคนที่สี่ของเศรษฐีจึงต้องระเห็จออกจากจวนเพื่อท่องยุทธภพไปกับชายหนุ่มผมขาวจอมกวนประสาท ชีวิตใหม่ของเธอเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทั้งต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ที่ใช้วิชาพิสดารอย่างน้ำเต้าหู้สังหารศัตรู และยังต้องรับมือกับเพื่อนร่วมทางที่โหยหาหมูกระทะอยู่ตลอดเวลา ท่ามกลางความป่วนและอันตรายในโลกแฟนตาซีที่คาดเดาไม่ได้ครั้งนี้