
จันทราเล่ห์ร้าย
ตอน 2
สัญญาแต่งงาน
เจียงฮูหยิน ฮูหยินใหญ่ แม่เลี้ยงของนางกำลังอ่านหนังสือทาบทามการขอแต่งงานจากสกุลเหยียน ในใจตอนนั้นก็ร้อนใจอย่างที่สุด
“ลูกไม่แต่งกับบุรุษไม่เอาไหนผู้นั้นนะเจ้าคะ ท่านแม่ช่วยลูกด้วย”
“แม่รู้แล้ว กำลังหาวิธีอยู่” เจียงฮูหยินพยายามคิดหาวิธีก่อนจะ นึกได้ “จริงสิ จวนแม่ทัพเหยียนยังมีบุตรชายอีกคนใช่ไหม”
“ท่านแม่หมายถึงพี่เฉิงเคอหรือเจ้าคะ”
สีหน้าซูเหมยมีความหวังขึ้นมา “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าค่ะ ในเมื่อพี่เฉิงเคอก็มีสัญญาแต่งงานกับสกุลเราอยู่ก่อนแล้ว ให้ข้าแต่งกับเขา ส่วนพี่หญิงก็”
“ให้แต่งกับบุรุษไม่เอาไหนคนนั้นแทน”
“ที่จริงแล้วก็สมเหตุสมผล ในเมื่อพวกเขาล้วนเป็นบุตรของ ฮูหยินใหญ่ทั้งสิ้น แม้จะตายไปแล้ว พวกเราก็ควรจัดงานแต่งให้สมกับฐานะ”
“จริงเจ้าค่ะ ลูกเห็นด้วยทุกประการ”
เจียงฮูหยินคิดได้เช่นนั้นก็ยิ้ม และหัวเราะอย่างมีความหวัง ก่อนจะตอบรับจดหมายไปตามนั้น
ทางด้านสกุลเหยียนนั้นไม่ได้คิดมากเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ขอเพียงแค่สตรีจวนไหนสักจวนก็ได้มาแต่งบุตรชายให้เป็นผู้เป็นคนเขาก็ดีใจแล้ว ในเมื่อซูเหยาเป็นถึงบุตรสาวเหนียงฮูหยิน ฮูหยินใหญ่คนก่อนก็ย่อมเหมาะสมทุกประการ เมื่อคิดเช่นนี้สกุลเหยียนก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย
หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งเดือน ซูเหมยก็ได้แต่งออกไป เสียงประทัดนั้นดังถึงหลังเรือน ทำให้ซูเหยาที่กำลังนั่งตกปลาหันไปถามเจ้าตงตง
“ในจวนมีงานอะไร”
“งานแต่งของคุณหนูรองขอรับ”
“งานแต่ง” นางอยากรู้ว่าซูเหมยแต่งกับใคร ไม่นานฟงจิวที่วิ่งหอบมาเพราะไปสืบข่าวก็รายงาน
“คุณหนูซูเหมยแต่งกับคุณชายเฉิงเคอเจ้าค่ะ”
เบ็ดตกปลาที่นางถือในมือก็หลุดร่วงลงคล้ายไม่เชื่อหู “เจ้าว่า อะไรนะ”
“เฉิงเคออย่างนั้นรึ” เพราะนางกับเขามีสัญญาแต่งงานกันมานาน ก่อนหน้าที่มารดาจะสิ้นก็ไปมาหาสู่อยู่บ่อย หรือแม้แต่ตอนที่นางถูกขังอยู่ในจวนอีกฝ่ายก็ยังส่งจดหมายมาหาอยู่
เพียงแต่ช่วงสามเดือนที่ผ่านมาเขาขาดการติดต่อไป “สัญญานี้ ใครเป็นคนคิด”
ฟงจิวรู้สึกปวดใจแทนคุณหนู “บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ”
ไม่ทันที่นางจะถามอะไร ก็มองเห็นว่าวบนท้องฟ้า จากนั้นไม่นาน ก็ตกลงมาใกล้สระบัวของนาง ซูเหยาลุกขึ้นไปเก็บมันขึ้นมา ก็พบว่าด้านในมีจดหมายอยู่
นางหยิบจดหมายมาเปิดอ่าน พบว่าเป็นจดหมายของเฉิงเคอ
ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเราจะได้คุยกัน ข้าเสียใจที่ไม่อาจ ทำตามสัญญาได้ ชาตินี้ไม่มีวาสนา ข้าหวังว่าชาติหน้าจะได้แต่งกับเจ้า
เฉิงเคอ
เรื่องการแต่งงานของนางกับเฉิงเคอเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้นางออกจากสกุลนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็ว่างเปล่า
ท่านจำใจปล่อยมือข้า หรือว่าเต็มใจปล่อยมือข้ากันแน่...
คำถามนั้นอยู่ในใจนางหลายเดือน ก็ไม่อาจหลุดพ้นได้ น้ำตานางหยดรินลงบนแก้ม เสียใจกับความรู้สึกที่มอบให้เขาไป
วิญญาณมารดาเข้ามาปลอบ แต่ก็ทำได้เป็นเพียงเงาข้างกายเท่านั้น แม้แต่เสียงพูดก็ยังพูดออกไปไม่ได้
‘อย่าร้องเลยลูก แม่เสียใจที่ช่วยลูกไม่ได้’
นางเศร้าเสียใจอยู่เกือบสองเดือนก็พบว่าตัวเองสามารถอยู่ได้โดย ไม่มีเฉิงเคอ หรือเพราะว่านางไม่ได้รู้สึกอะไรกับอีกฝ่ายตั้งแต่แรกแล้ว ก็ไม่แน่ใจ
วันนี้อากาศเริ่มหนาวเพราะใกล้ฤดูเหมันต์แล้ว นางเลยคิดจะ “ย่างปลาดีไหม”
“ปลาจะหมดบ่อแล้วเจ้าค่ะ” ก็เล่นจับกินวันละสามเวลาแบบนี้ จะเหลือปลาอะไรให้กินอีก
ตั้งแต่งานแต่งคุณหนูซูเหมยกับคุณชายเฉิงเคอนั่น เจียงฮูหยิน ก็หาเรื่องแกล้งพวกนางไม่หยุด
“บ่าวจะไปเก็บไม้มาทำฟืนเจ้าค่ะ ฟืนที่พวกบ่าวเอามาให้เกรงว่าคงใช้ไม่ทันพ้นฤดูหนาวแน่”
“พวกเขาหวังให้เราตายไปกับความหนาว” ส่วนนางก็พยายามที่จะรักษาชีวิตรอดให้ถึงฤดูใบไม้ผลิ รอวันที่บิดากลับมาช่วยนางให้หลุดพ้นจากฝีมือเจียงฮูหยิน
“ระวังตัวด้วยแล้วกัน”
“เจ้าค่ะ”
ไม้ฟืนที่ฟงจิวไปเก็บนั้น เป็นไม้ที่อยู่แถวด้านหลังจวน เศษไม้ พวกนั้นไว้สำหรับก่อไฟในครัว ตอนแรกนางคิดว่าพวกเขาไม่เอาแล้วก็รีบไปหิ้วกลับมา แต่เดินได้สองก้าวก็ถูกแม่นมหลิวขวางเอาไว้
“เจ้าจะขโมย”
“ข้าเปล่าขโมย”
ฟงจิวรีบโยนไม้ลงพื้น จะวิ่งกลับกระท่อมของตัวเอง แต่แม่นมหลิวกลับไม่ยอม เรียกให้บ่าวจับตัวเอาไว้ก่อนจะเฆี่ยนนางไปเกือบยี่สิบไม้ จากนั้นก็สั่งให้บ่าวหิ้วมาทิ้งไว้ที่กระท่อมด้านหลัง
“ฟงจิว!!” ซูเหยาร้องด้วยความตกใจ รีบเข้าไปประคองสาวใช้ของตน มองแม่นมหลิวและคนอื่น สายตานั้นก็เต็มไปด้วยความโกรธ
“เดี๋ยว”
แม่นมหลิวหยุดเท้าหันมองด้วยสายตาเหยียด “มีอะไรเล่าคุณหนู ข้าต้องรีบไปปรนนิบัตินายหญิงอีก”
“ใครสั่งให้เฆี่ยนนาง” บ่าวรับใช้หันมองแม่นมหลิวเป็นตาเดียว ตอนนี้ขนแขนพวกเขาตั้งตรง เพราะรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั่วร่าง และเริ่มขยับถอยห่างแม่นมหลิว
ซูเหยาลุกขึ้น จากนั้นก็เดินไป ‘ตบ’ หน้าอีกฝ่าย เพียะ!!
แม่นมหลิวถูกตบก็ยกมือขึ้นง้างจะตบกลับ แต่ตัวเองกลับถูกกระแทกจากอะไรไม่รู้ล้มไปกองกับพื้น เสียงหวีดร้องพร้อมกับเสียงอีกาดังทั่วบริเวณนั้น
“จะ เจ้าเป็นปีศาจ”
ปีศาจแล้วอย่างไร “ใช่ ข้าเป็นปีศาจที่เห็นผี ข้าจะสั่งให้ผีบีบคอเจ้าเดี๋ยวนี้” พูดเสร็จก็ทำตาโต ยกมือขึ้นชี้หน้าแม่นมหลิว
คนที่กลัวผีเห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้น แต่คงเพราะอ้วนเลยทำให้ลุกลำบาก พอตั้งตัวได้ ซูเหยาก็เดินไปเหยียบเสื้อผ้านางทำให้ล้มลงพื้นอีกรอบ
“โอ๊ย ข้ากลัวแล้ว”
ไม่พอ นางไม่พอใจ หันมองเจ้าตงตง อีกฝ่ายก็รีบบินมาตามจิกตีแม่นมหลิวไปตลอดทาง “เจ้านกผี กรี๊ด ช่วยข้าด้วย”
สภาพแม่นมหลิวในวันนั้นถูกจิกไปทั่วร่าง รักษาอยู่หลายวันกว่าจะหายดี ส่วนฟงจิวของนางก็เช่นกัน ซูเหยาหันมาขอโทษอีกฝ่ายที่ทำให้เดือดร้อนไปด้วย
“เป็นเพราะข้า เลยทำให้เจ้าเจ็บไปด้วย”
“บ่าวไม่เจ็บหรอกเจ้าค่ะ กลัวแต่คุณหนูจะเจ็บมากกว่า”
สองนายบ่าวมองหน้ากัน จากนั้นก็ร้องไห้ออกมา
“ข้าจะไม่ลืมสิ่งที่พวกเขาทำ หากวันใดเป็นวันของข้า ข้าจะตอบแทนพวกเขาอย่างสาสมแน่นอน”
ความแค้นนี้นางขอประกาศไว้ตรงนี้เลย เพียงแต่ก่อนอื่นนางจะต้องออกจากสกุลหวังนี่ให้ได้ก่อน
ครึ่งเดือนต่อมาช่วงที่ฤดูหนาวจัด นางมองปลาตัวสุดท้ายของบ่อ ในกองไฟ หวังซูเหยาลุกขึ้นหมายจะเดินไปหยิบปลาที่ใกล้สุก ก็มองเห็นคนเรือนใหญ่เดินมากลุ่มใหญ่ ฟงจิวที่ระแวงทุกอย่างก็รีบเข้ามาขวางเอาไว้
“พาตัวคุณหนูใหญ่ไป” แม่นมหลิวสั่งให้บ่าวชายในจวนจับตัวนาง เจ้าอีกาที่อยู่บนต้นไม้เห็นท่าไม่ดีจึงรีบบินลงมาจิกคนที่จับตัวคุณหนู
เกิดเหตุชุลมุนยิ่งกว่าเดิม แม่นมหลิวแหกปากร้องให้บ่าวชายจับนางปิดปากจนนางหมดสติ จากนั้นก็ยัดใส่กระสอบแล้วใส่เกี้ยวสีแดงมงคล
“จับฟงจิวใส่เกี้ยวไปด้วย” จะไปก็ไปให้หมด อย่าทิ้งตัวน่ากลัวเอาไว้ในจวนเด็ดขาด
นางถูกยัดใส่เกี้ยวสีแดง สลบไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ มารู้สึกตัว ก็ตอนที่ได้ยินเสียงดนตรีงานมงคล เมื่อลืมตาก็พบว่าตัวเองอยู่ในชุดเจ้าสาว มีฟงจิวนอนสลบอยู่ปลายเท้า
“ฟงจิว”
สาวใช้นางลืมตาขึ้นมองรอบตัว “พวกเราอยู่ที่ไหนเจ้าคะ”
“ดูเหมือนจะเป็นเกี้ยวเจ้าสาว และข้ากำลังจะถูกส่งไปแต่งงาน” นางได้ยินคนด้านนอกพูดกันไม่หยุดปากว่า นางเป็นเจ้าสาวที่โชคร้ายที่สุดในเมืองหลวงที่ต้องแต่งกับบุตรชายแม่ทัพใหญ่ตระกูลเหยียน
“เหยียนจือหยวน”
บุรุษผู้นี้เป็นคนเสเพล ไม่เอาไหน เที่ยวเตร่แต่หอสุรานารี รู้จักแต่ใช้จ่ายเงินบิดา เล่นแต่การพนัน ชกต่อยคนไปทั่ว สรุปแล้วก็คือ เป็นบุรุษไม่ได้ความที่สกุลหวังไม่ต้องการ
“ดูเหมือนข้าจะถูกส่งให้มาแต่งงานแทนน้องสาว”
“มันน่าเจ็บใจนัก ทำให้คุณหนูถูกถอนหมั้นไม่พอ ยังกล้าให้คุณหนูแต่งกับเหยียนจือหยวนบุรุษไม่เอาไหนผู้นั้นอีก ส่วนตัวเองก็รอดตัวไป แล้วพวกเราจะทำยังไงเจ้าคะ”
นางจะทำอะไรได้ ในเมื่อถูกแต่งออกมาแล้วก็มีเพียงทางเดียว
“ก็แค่เตรียมตัวเข้าพิธี”
“คุณหนู!! พวกเรายังหนีทันนะเจ้าคะ”
“ข้าไม่หนี!”
“แต่คุณหนูจะแต่งกับบุรุษเช่นนั้นจริงหรือเจ้าคะ”
“ข้าจะแต่ง ลองดูสิว่าคนเช่นข้าจะปราบเขาไม่ได้ ถ้าเขาเกเรข้าจะใช้ไม้กระบองตีเขา ถ้าเขาเจ้าชู้ข้าจะตัดเจ้ามังกรเขา ถ้าเขาผลาญเงินข้าจะยึดเงินเขาให้หมด มาดูสิว่าเขากับข้าใครจะแน่กว่ากัน”
นางไม่เชื่อว่านางจะไม่ทันเขา ในเมื่อนางสามารถได้ยินสิ่งที่คนอื่น คิดได้ มองเห็นวิญญาณที่คนอื่นกลัว แล้วเหตุใดนางจะไม่ใช้ประโยชน์ตรงนี้มาปราบสามีไม่เอาไหนเล่า
ไม่มีวันนั้นเด็ดขาด!!
คุณอาจจะชอบ





