
ตะวันพ่ายจันทร์
ตอน 3
เธอชอบร้องเพลง ชอบเล่นดนตรี เพราะนอกจากมันจะทำให้เธอรู้สึกว่าดนตรีคือมิตรแท้แล้ว มันยังทำให้เธอได้พบกับพี่สาวที่น่ารักอีกสองคนซึ่งอยู่ชมรมดนตรีด้วยกัน แต่ตอนนี้พี่สาวทั้งสองต่างก็ไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ กันหมดแล้ว เหลือแต่เพียงเธอที่เพิ่งเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่หก
ด้วยความรักในเสียงดนตรี และคิดว่าตัวเองถนัดทางนี้มากที่สุด คณะวิจิตรศิลป์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังประจำจังหวัด จึงเป็นคณะที่เธอเลือกสอบโควตาเพื่อเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ซึ่งเธอก็สามารถสอบผ่านทั้งข้อเขียนและสัมภาษณ์ โดยใช้ความสามารถทางด้านดนตรีเป็นตัวผลักดัน ข่าวดีนี้ถูกบอกกล่าวแก่พ่อและคนในบ้านเมื่อหลายเดือนก่อน แต่เธอกลับได้รับเพียงคำถามจากคนในครอบครัวใหม่ ว่าจบแล้วจะทำงานอะไร
จันทริกาหยุดความคิดและความน้อยใจของตัวเองเอาไว้แค่นั้น ตาคู่สวยเหลือบมองเค้กที่อยู่ในมือ นี่เป็นของขวัญวันเกิดเพียงชิ้นเดียวในปีนี้ โดยพี่ชายใจดีคนนั้นเป็นผู้ซื้อให้ พี่ชายที่มีแววตาอบอุ่นแต่แฝงเร้นไว้ด้วยประกายบางอย่าง เขาได้หยิบยื่นน้ำใจเล็กๆ นี้ให้แก่เธอ ซึ่งมันสามารถชดเชยความว่างโหวงในหัวใจจนเกือบกลายเป็นเติมเต็ม
ความสุขเล็กๆ แล่นซ่านเข้ามาในหัวใจ ทำให้มือเรียวบางหยิบเอาช้อนพลาสติกในถุงออกมา แล้วค่อยๆ บรรจงตักเค้กชิ้นนั้นใส่ปาก เป็นการฉลองวันเกิดแบบเหงาๆ ให้ตัวเอง
เมี้ยวว! เมี้ยวว!
โฮ่ง! โฮ่ง!
เสียงแห่งความเหงาของจันทริกาถูกกระชากทิ้งไปทันควัน พร้อมกับที่มันถูกแทนที่ด้วยเสียงเสียงใหม่ซึ่งฟังดูน่าระทึกหลายเท่า
สิ่งมีชีวิตสองสิ่งที่ชื่อว่าหมากับแมว ไล่ฟัดกันผ่านหน้าจันทริกาไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ายเสียเปรียบคือแมว ที่แม้ใจจะสู้แค่ไหน แต่คู่ต่อสู้ก็เป็นถึงสุนัขพันธุ์บางแก้วซึ่งตัวใหญ่กว่าหลายเท่า และดูเหมือนเจ้าเหมียวจะหมดทางหนีเมื่อถูกไล่บี้ไปจนถึงขอบตลิ่ง เบื้องหน้าเป็นสายน้ำที่มันไม่เคยหัดว่ายมาก่อน ทว่าตอนนี้สถานการณ์มาถึงทางตันเสียแล้ว เจ้าแมวเหมียวกำลังเจอภาวะ ‘แมวจนตรอก’ เข้าอย่างจัง
ยอมตายซะดีกว่ายอมให้ไอ้หมาบ้านั่นขย้ำ!
แมวเหมียวมีเวลาตัดสินใจแค่ไม่กี่เสี้ยววินาที มันก็กระโดดจ๋อมลงไปในน้ำ หลังจากนั้นเหตุการณ์เป็นอย่างไรมันก็ไม่รับรู้ เพราะสี่ขามัวแต่ตะเกียกตะกายเพื่อจะไม่ให้ตัวเองจมไปในน้ำใสๆ ที่ตัวเองไม่คุ้นและไม่เคยแม้แต่จะเฉียดเข้าใกล้
“อย่านะ! ไปได้แล้ว” เสียงใสๆ ซึ่งแทบจะไม่เคยด่าว่าใครตวาดใส่สุนัขพันธุ์บางแก้วที่ยังอารมณ์ค้าง
สุนัขตัวโตกว่าสิบกิโลหันมามองเจ้าของเสียง สลับกับมองคู่อริที่ตอนนี้กำลังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ
“ไปเถอะนะ พี่ขอร้อง น้องเค้าตกน้ำไปแล้ว” จันทริกาลดน้ำเสียงตัวเองลงและพูดจากับมันดีๆ ราวกับมันฟังภาษาคนรู้เรื่อง
บางแก้วตัวนั้นมองหน้าสวยๆ และแววตาที่เต็มไปด้วยการอ้อนวอน ก่อนที่มันจะหันหลังและวิ่งกลับไปทางเดิมที่มันมา
เมื่อสุนัขตัวโตยอมล่าถอย จันทริกาก็รีบก้าวลงไปในลำธารทั้งที่ยังไม่ได้ถอดรองเท้าและไม่กลัวว่าชุดนักเรียนของตัวเองจะสกปรก
มือเล็กวาดไปตวัดเอาร่างเล็กๆ ของแมวที่น่าจะอายุได้ปีกว่าตัวนั้นขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน สัญชาตญาณของการปกป้อง ทำให้จันทริกากอดมันแนบอก พลางเอ่ยปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน
“หนาวมากมั้ย ไม่เป็นไรแล้วนะ กลับบ้านกับพี่นะ เดี๋ยวพี่จะพาไปเป่าขนจะได้ไม่หนาว”
แมวตัวนั้นไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ตอนนี้ตัวมันสั่นเทาเพราะความหนาว จันทริกาจึงรีบอุ้มมันกลับไปยังจักรยาน มือหนึ่งใช้จับแฮนด์จักรยาน ส่วนอีกมืออุ้มแมวที่ตัวเองเพิ่งช่วยชีวิต สองขาออกแรงถีบอย่างเร่งรีบเพื่อให้ถึงบ้านเร็วที่สุด
“ยัยจันทร์นี่แกไปไหนมาฮะ แกมีหน้าที่ต้องล้างจานทำกับข้าวรอพ่อแกกับแม่ฉันไม่ใช่เหรอ คอยดูเถอะถ้าทำไม่ทันฉันจะฟ้องแม่ให้ลงโทษแก” เสียงแวดลั่นของศศิประภาตวาดใส่ทันทีที่เห็นจันทริกาเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับอุ้มแมวในสภาพเปียกปอนมาด้วย
“เดี๋ยวจันทร์มาทำค่ะ” จันทริกาตอบพี่สาวซึ่งไม่ใช่คนที่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแต่อย่างใด เธอเป็นลูกติดพ่อ ส่วนศศิประภาเป็นลูกติดแม่ หลังจากที่พ่อเธอกับแม่ของศศิประภาแต่งงานกัน ทำให้เธอต้องมาอยู่ร่วมบ้านกับสองแม่ลูก แม้บ้านหลังนี้จะเป็นบ้านที่พ่อของเธอใช้เงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายบ้านที่กรุงเทพฯ มาซื้อไว้ หากสิทธิ์ขาดในบ้านกลับตกไปอยู่กับภรรยาใหม่ของพ่อ
“แล้วนั่นแกไปเอาแมวสกปรกมาจากไหน แกไม่รู้หรือไงว่าฉันไม่ชอบแมว เอามันออกไปจากบ้านเดี๋ยวนี้นะ”
จันทริกาไม่ฟังเสียงแว้ดๆ ของศศิประภา รีบอุ้มแมวเดินตรงเข้าไปในห้องนอนของตัวเองที่อยู่ชั้นล่างเพียงห้องเดียว ส่วนห้องชั้นบนเป็นห้องของพ่อกับภรรยาใหม่ และอีกห้องเป็นของศศิประภา
แม้ประตูจะไม่สามารถปิดเสียงแว้ดของศศิประภาได้สนิทนัก แต่ความสนใจของจันทริกาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ศศิประภา สิ่งที่เธอทำทันทีหลังจากพาแมวตัวนั้นเข้าห้องก็คือ หยิบผ้าเช็ดตัวมาเช็ดขนซับน้ำออกให้จนหมาด จากนั้นก็จัดการไดร์ขนให้มัน กระทั่งอาการสั่นเทาของมันค่อยๆ สงบลงและเป็นปกติในที่สุด
“เมี้ยว...เมี้ยว...”
มันร้องพลางเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ช่วยชีวิตตัวเองด้วยแววตาเปล่งประกายซาบซึ้งและภักดี ทำให้จันทริกายิ้มบางๆ ออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นลูบหัวมันเบาๆ
“ไง...หายหนาวแล้วเนอะ”
แมวเหมียวไม่ตอบด้วยภาษาปาก แต่ตอบด้วยภาษากาย โดยการเอาหน้ามาถูข้างลำตัวของเธอ จากแมวจอมซ่าที่ถูกหมาฟัดจนตกน้ำป๋อมแป๋ม ตอนนี้มันกลายเป็นแมวขี้อ้อน ช่างคลอเคลีย แบบนี้เจ้าของมันคงจะหลงน่าดู
จันทริกาชอบแมว เธออยากเลี้ยงแมวมานานแล้ว เคยขอพ่อเรื่องนี้ แต่น้าสิริมากับศศิประภาคัดค้าน เพราะศศิประภาไม่ชอบสัตว์และสิริมากลัวว่ามันจะทำให้บ้านสกปรก ซึ่งพ่อของเธอก็ไม่กล้าขัดใจภรรยาใหม่ เธอจึงไม่เคยมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองเลย แต่ก็ช่างเถอะเมื่อไหร่ที่เธอโตพอจะทำงานหาเงิน และมีบ้านเป็นของตัวเอง เธอจะเลี้ยงแมวให้เต็มบ้านเลย เอาสักห้าหกตัวจะได้ไม่เหงา
“ชื่ออะไรเหรอเรา ทำไมซ่านัก ไปฟัดกับบางแก้วตัวโตๆ แบบนั้นได้ยังไง” จันทริกาอุ้มเจ้าแมวเหมียวที่หนักราวๆ ห้ากิโลขึ้นมาวางบนตักแล้วถามมัน
“…”
เงียบ มันไม่ตอบเช่นเดิม เพราะพูดไม่ได้ ทำได้แต่มองหน้าเธอตาแป๋วเท่านั้น
“พี่ชื่อจันทร์นะ แต่พี่ว่าเราเป็นเพื่อนกันดีกว่า โอเคป่ะ”
“เมี้ยว...” คราวนี้แมวเหมียวร้องออกมา เหมือนกับพอใจที่ได้ยินแบบนั้น
“ตกลง...เราจะเป็นเพื่อนกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป งั้นจันทร์ไปอาบน้ำก่อนนะ จันทร์อาบไม่นานหรอก เดี๋ยวอาบเสร็จจันทร์จะไปหาอะไรมาให้กิน”
จันทริกาวางมันไว้บนเตียงนอนของตัวเอง ก่อนจะลุกไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะหลังจากนี้ต้องออกไปล้างจานและทำกับข้าว รวมถึงทำความสะอาดบ้าน ซึ่งเป็นงานที่เธอต้องรับผิดชอบทุกวันไม่ว่าวันนั้นจะเป็นวันที่ไปโรงเรียนหรือไม่ก็ตาม
คุณอาจจะชอบ





