
แค่คนที่คุณไม่มีวันจะรัก
ตอน 2
ตอนที่ 2
"เอ่อ เดี๋ยวค่อยสั่งค่ะ"
"ขอบคุณนะครับ วันนี้ผมติดธุระด่วนต้องไปก่อน เจอกันครั้งหน้าอย่าลืมทวงนะครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ"
เขาบอกอย่างสุภาพก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับกาแฟที่ขวัญข้าวเป็นคนจ่ายเงิน เธอเหลียวมองตามหลังจนร่างสูงหายไปลับตา พอเขาพ้นขอบเขตระยะสายตาไปแล้วขวัญข้าวก็ยิ้มบิดไปบิดมา กระทั่งเสียงของ Barista ดังขึ้นนั่นแหละ จึงปลุกเธอให้ตื่นจากฝันกลางวัน
"คุณลูกค้ารับอะไรดีคะ"
"เอ่อ ตายจริง" ลูกค้าสาวอุทานเสียงสูงพร้อมกับยกข้อมือที่ไม่มีนาฬิกาขึ้นมาดู เอาวะ! นาฬิกาทิพย์ก็มา ที่มันเป็นนาฬิกาทิพย์ไม่ใช่เพราะเพื่อนยืมไป แต่ไม่ได้ใส่มาตั้งแต่แรก "ขอโทษนะคะ ไม่เอาแล้วค่ะพอดีมีธุระรีบไป"
บอกเพียงเท่านั้นก็สาวเท้าออกมาจากร้านโดยทันที ฝ่าย Barista จึงหันไปสบตากับเพื่อนอีกคนอย่างงง ๆ พอออกมาแล้วก็หยุดตั้งหลักที่ป้ายรถเมล์ วันนี้จำใจหอบงานกลับไปทำที่ห้องพัก แผนเดิมตั้งใจว่าจะนั่งทำที่ร้านกาแฟแต่คงเป็นแบบนั้นไม่ได้แล้ว เพราะเงินในกระเป๋าไม่เอื้ออำนวย
ภายในหอพักอันคับแคบของตึกสามชั้น นอกจากเตียงนอนก็มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ไม่กี่อย่าง เป็นข้าวของที่จำเป็นเท่านั้น เช่นตู้เสื้อผ้าและโต๊ะสำหรับนั่งทำงาน ส่วนทีวีขวัญข้าวคิดว่าไม่ค่อยจำเป็นก็เลยไม่ได้ซื้อไว้ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือกระติกน้ำร้อน ประโยชน์ใช้สอยหลักคือเอาไว้สำหรับลวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ขวัญข้าวนำโน้ตบุ๊กขึ้นมาวางบนโต๊ะแล้วกดปุ่มเปิดเครื่อง ในเวลาที่ตั้งใจทำงานเธอจะเปิดเพลงคลอไปด้วยเบา ๆ เพื่อเพิ่มอรรถรส ยามที่กำลังตกหลุมรักใครสักคนไม่ว่าฟังเพลงไหนก็รื่นหูไปหมด ขนาดเพลงหมอลำทำนองลำเต้ยโศกขวัญข้าวก็ยังฟังไปยิ้มไป
นอกจากนั้นยังมียาดมยัดไว้ที่รูจมูกข้างหนึ่ง เธอชอบทำแบบนี้จนติดเป็นนิสัย และยังมีแก้วกาแฟเซรามิกที่ใส่กาแฟทรีอินวันซองละห้าบาทวางไว้ข้าง ๆ ขณะที่พิมพ์ไปได้ราวสองพันตัวอักษรโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ไม่ไกลก็ดังขึ้น ขวัญข้าวหยิบมาดูพบว่าเบอร์โชว์หน้าจอเป็นเพื่อนสนิทที่เพิ่งแยกกันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา
"ว่าจะโทรหาพอดี"
"นี่ก็จะโทรถามว่าถึงห้องยัง แกโอเคแล้วใช่มั้ย"
"หมายถึงเรื่องไอ้กฤษตินะเหรอ"
ถ้าถามถึงเรื่องนั้นมันหายไปจากสารบบส่วนสมองขวัญข้าวนานแล้ว นั่นก็เพราะเจอเป้าหมายใหม่ที่ร้านกาแฟ ผู้ชายหล่อเหลาคนนั้นยัยข้าวจดจำใบหน้าเขาได้แม่น วันนี้เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว ผูกเนกไทสีกรมท่า สวมกางเกงสแล็คสีดำรีบเรียบกริบ ยืนหลังตรงพาดเสื้อสูทไว้ที่แขน ดูสะอาดสะอ้านทุกระเบียดนิ้ว เป็นการแต่งตัวเรียบ ๆ แต่ดูดีสุด ๆ ไม่แน่ว่าอาจทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศที่ไหนสักแห่ง อายุคงประมาณสามสิบได้ ใบหน้าคมคาย คิ้วคมเข้ม นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม ทรงผม Comma Hair คิดมาถึงตรงนี้ขวัญข้าวก็หัวเราะคิกคักออกมา
"เป็นอะไร หัวเราะทำไม"
"เตย ฉันเจอคนที่ชอบแบบจริง ๆ จัง ๆ แล้ว"
"ใคร"
"ไม่รู้จัก"
จะว่าไปตอนกลางวันก็ลืมถามชื่อเสียงเรียงนามของเขาสนิท มัวแต่ตะลึงพึงพรืดในความหล่อจนพลาดโอกาสสำคัญไปเลย ขวัญข้าวนึกตำหนิตัวเองแต่ก็ปลอบใจว่าไม่เป็นไร เธอและเขาน่าจะยังมีโอกาสได้เจอกันอีกที่ร้านกาแฟแห่งนั้น เอาไว้เจอกันคราวหน้าจะชวนคุยและถามให้ละเอียด อาจไม่ละเอียดถึงโคตรเหง้าศักราชแต่อย่างน้อยต้องถามเข้าประเด็นหลักให้ได้ว่าเขามีแฟนหรือยัง ตอนนี้เผื่อใจไว้สามสิบเปอร์เซ็นต์ เผื่อรู้ทีหลังว่าเขามีแฟนจะได้เหยียบเบรกหยุดตัวเองทัน นี่ขนาดเผื่อใจไว้บ้างแล้วนะ แต่ก็ยังคลั่งรักจนเก็บมานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
"เอ้า ไม่รู้จักแล้วชอบเลยงี้เหรอ"
"เขาหล่อ ฉันอยากจะได้คนนี้เป็นแฟน"
"โอเค สมเหตุสมผล"
นี่สิเพื่อนรัก ถ้าข้าวว่าดีเตยก็ว่าดี แต่ไหนแต่ไรสองคนนี้ก็หลับหูหลับตาส่งเสริมกันแบบไม่มีใครห้ามใครอยู่แล้ว
"เห็นแกไม่คิดมากเรื่องไอ้กฤษติฉันก็โล่งใจแล้วล่ะ"
"ไม่มีเหตุผลต้องไปคิดมากเรื่องมันค่ะ ฉันไม่อะไรแค่เจ็บใจก็เท่านั้น เจ็บใจที่มันด่าไว้เจ็บแสบ คอยดูนะถ้าฉันได้คนนี้เป็นแฟนฉันจะควงไปตอกหน้ามันให้หงายเงิบ"
"ดี! พยายามเข้านะ แค่นี้ก่อนเว้ยแฟนฉันโทรมา"
กัลยาบอกแบบรีบ ๆ แล้ววางสายไป ขวัญข้าวจึงหันกลับมาที่หน้าจอโน้ตบุ๊กแล้วทำงานต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงสามทุ่ม มีบ้างที่ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย เท่านั้นไม่พอยังรู้สึกอยากเอนหลังนอน จึงหยิบมือถือติดมือมาด้วยแล้วล้มตัวนอนที่เตียงขนาดสามจุดห้าฟุต
"พรุ่งนี้ไปร้านกาแฟอีกดีกว่าเผื่อจะเจอเขา"
หญิงสาวพูดไปยิ้มไปแล้วกดเข้าไปในแอปพลิเคชันธนาคาร พอหน้าจอแสดงผลยอดเงินรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าก็หายไป เธอเหลือเงินในบัญชีแค่พันต้น ๆ อีกห้าวันรายได้จากการขายจะเข้าบัญชี แต่ก็เอาเถอะ...เจียดไปซื้อกาแฟสักสองร้อยคงไม่เป็นไร
"เงินในบัญชีซื้อกาแฟได้อีกกี่แก้ววะเนี่ย" เธอพึมพำทำปากขมุบขมิบคำนวน "คงประมาณ เอิ่ม...เจ็ดแก้วละมั้ง"
วันรุ่งขึ้นขวัญข้าวแต่งตัวออกจากหอพักช่วงบ่าย ๆ นั่งรถมาที่ร้านกาแฟแห่งเดิม วันนั้นเธอเคยเจอเขาเวลานี้จึงตั้งใจไว้ว่าจะมาให้ทันเวลาเดิม ขวัญข้าวสั่งกาแฟแล้วเลือกหาที่นั่งหันหน้าไปทางประตูทางเข้า หวังว่าถ้าหากเขาเดินเข้ามาเธอจะเห็นเขาได้ถนัด เรื่องที่บอกว่าให้เขาเลี้ยงกาแฟคืนเป็นเพียงข้ออ้าง ประเด็นหลักเลยคืออยากเจอเขาอีกครั้งต่างหาก
และแล้วก็ผ่านไปเร็วราวกับว่ามีคนมาเร่งเข็มนาฬิกา ขวัญข้าวนั่งอยู่ในร้านเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ แต่ก็ไม่ปรากฏใบหน้าชายหนุ่มที่อยากเจอเลยสักแว้บ จึงถอนหายใจแล้วก้มหน้าดูดเอสเปรสโซเย็นที่เหลือเพียงน้ำแข็งก้อนแก้เซ็ง ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมา สายตาของเธอสะดุดเข้ากับเจ้าของแผ่นหลังของผู้ที่เพิ่งเข้ามาในร้าน ชายหนุ่มรูปร่างสูงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสแล็คสีดำ หุ่นทรงรูปร่างแบบนี้เธอจำได้ดี รอยยิ้มหวานเริ่มกลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง ขวัญข้าวรีบลุกจากโต๊ะแล้วเดินไปทักทายน้ำเสียงสดใส
"คุณคะ"
เมื่อเจ้าของร่างสูงหันกลับมารอยยิ้มของหญิงสาวก็หายไปอีกครั้ง มองจากข้างหลังคิดเอาไว้ว่ายังไงว่าต้องใช่เขาแน่ ๆ แต่ความจริงแล้วเป็นคนละคนกัน ผู้ชายที่เธอทักผิดไม่ใช่คนที่ขวัญข้าวเฝ้ารอจะเจอ แต่เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีรูปร่างคล้ายกันเพียงเท่านั้น
"ขอโทษค่ะ เอ่อ ฉันทักคนผิดค่ะ ขอโทษนะคะ"
"ไม่เป็นไรครับ"
นัยน์ยิ้มบาง ๆ แล้วพยักหน้าพูดตอบกลับอย่างสุภาพ ก่อนจะหันกลับไปหาแคชเชียร์ตามเดิมแล้วสั่งเมนูกาแฟสองแก้ว หลังจากขวัญข้าวกล่าวคำขอโทษแล้วก็กลับมาที่โต๊ะของตนเอง เก็บของทั้งหมดใส่กระเป๋าสะพายบ่าเดินออกจากร้านไปด้วยไปใบหน้าเศร้าสร้อย สงสัยวันนี้เสียค่ากาแฟไปเกือบสองร้อยแต่ต้องคว้าน้ำเหลว หญิงสาวปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรรอบที่สิบ พรุ่งนี้จะมาใหม่ ต่อให้วันนี้ไม่ได้เจอเขาก็ตาม ทว่าพอพ้นหลังขวัญข้าวไปไม่ถึงสามนาที คนต้องการเจอก็เปิดประตูเข้าไปในร้าน กษิดิศเห็นว่านัยน์นั่งอยู่มุมหนึ่งจึงเดินเข้าไปหา
"กูสั่งให้แล้ว"
นัยน์บอกพร้อมหลุบตามองกาแฟที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ เมื่อครู่นี้ที่เขาสั่งกาแฟสองแก้วก็เพราะสั่งเผื่อกษิดิศด้วยหนึ่งแก้ว
"อืม ขอบใจ"
"นัดกูออกมาเองแท้ ๆ แต่ให้กูมาถึงก่อน แถมยังให้สั่งรอมึงอีกเนี่ย"
ผู้มาก่อนบ่นอุบ แต่ทางนั้นดูเหมือนจะไม่สนใจเสียงบ่น มิหนำซ้ำยังกวาดตาไปทั่วร้านคล้ายกำลังมองหาใครสักคน
"มึงมองหาใคร"
"เปล่า"
"เออ เมื่อกี้นี้มีผู้หญิงเข้ามาทักกูผิดด้วย"
"อืม มึงหล่อมากมั้ง"
กษิดิศแซวเล่นตามประสาเพื่อนแล้วหยิบเครื่องดื่มของตัวเองขึ้นมาจิบ พอมองนัยน์ชัด ๆ ก็เห็นว่าซูบผอมลงไปมาก แถมขอบตายังดำคล้ำลงอีกด้วย อาจเป็นเพราะช่วงนี้พักผ่อนน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจลดทอนความหล่อเหลาของนัยน์ลงได้เลย
"แล้วไอ้อติกับไอวินล่ะ" กษิดิศถาม
"ไอ้อติมันก็ยุ่ง ๆ กับงาน ส่วนไอ้วินมันยุ่งกับผู้หญิง ไม่รู้หนีหายไปรักษาแผลใจที่ไหน แต่เดี๋ยวมันได้สติก็คงกลับมา คนอย่างมันไม่กล้าทำอะไรบ้า ๆ หรอก"
เป็นอันไม่ต้องอธิบายอะไรให้ยืดยาว เพราะต่างก็รู้ปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างประสบพบเจอในขณะนี้ วันนี้มาไม่ครบองค์ก็คงไม่เป็นไร เพราะสองหนุ่มรู้ดีว่าเพื่อนที่หายไปจะกลับมาในไม่ช้า พอมาถึงแล้วก็จะต้องระบายเรื่องปัญหาชีวิตให้ฟังจนหูชา
"ตกลงนัดกูออกมาเพื่อ"
"ก็ให้มานั่งเป็นเพื่อนนี่ไง"
"โว้ะ ถือออกจากร้านไปดื่มในออฟฟิศก็ได้มั้ง"
กษิดิศไม่ได้บอกหรอกว่าเขามาที่นี่เพราะอยากเลี้ยงตอบแทนขวัญข้าว หากพูดออกไปแบบนั้นต้องถูกเพื่อนแซวแน่ ๆ
"นั่งอยู่ก่อนสักครึ่งชั่วโมงค่อยไป เดี๋ยวมึงจะไม่ได้เจอกูอีกหลายวันนะขอบอก"
"จะหนีไปบวช?"
"กูจะไปดูงานต่างจังหวัดทั้งอาทิตย์"
แล้วทั้งสองก็นั่งอยู่แบบนั้นจริง ๆ นั่งจนเลยครึ่งชั่วโมงแต่ไม่ปรากฏแม้แต่เงาของสาวสวยคนนั้น ปกติแล้วกษิดิศมักจะรู้สึกไม่ค่อยดีเมื่อติดค้างใคร เขาอยากจะซื้อกาแฟคืนเธอให้จบ ๆ อุตส่าห์เจียดเวลางานรัดตัวมาก็เพราะเหตุผลนี้แท้ ๆ แต่เห็นทีคงจะต้องติดหนี้ผู้หญิงคนนั้นไว้ก่อนอีกตามเคย
"ไปเถอะ"
พอเห็นว่ารอนานเกินสมควร กษิดิศลุกขึ้นยืนแล้วชวนนัยน์ออกจากร้าน ขวัญข้าวและเขาคลาดกันไปอย่างน่าเสียดาย เธอมารอเขา ส่วนเขามาถึงหลังเธอจะจากไปเพียงไม่กี่นาที อาจเพราะโชคชะตาเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่เพราะไม่มีวาสนาแต่เข็มโชคชะตาของคนทั้งสองไม่ตรงกัน
7 วันต่อมา
ขวัญข้าวย้อนคิดแล้วนึกเสียดาย ทำไมเธอไม่ถามชื่อหรือทำใจกล้ากว่านั้นอีกสักหน่อย น่าจะขอแอดไลน์เขาไปเลยแล้วค่อยหาเรื่องคุยทีหลัง เอาข้ออ้างที่ว่าเขาจะเลี้ยงกาแฟคืนมาต่อรองเสียเลย ในขณะที่นอนคิดอะไรบนเตียงไปเรื่อยเปื่อยเสียงท้องก็ร้องจ๊อก ๆ จึงลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปที่กระติกน้ำร้อน ข้างกระติกน้ำร้อนมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางอยู่หกห่อ ใจจริงก็อยากไปหาอะไรดี ๆ กินอยู่หรอก แต่ติดตรงที่ต้องเก็บเงินไว้ซื้อกาแฟ คิดแล้วมันเศร้า...
"เอาซี้ ผีในห้องจะได้เห็นว่าฉันเองก็มีความพยายาม"
เธอพึมพำแล้วลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปเติมน้ำลงกระติกน้ำร้อน หลังจากกดสวิตช์ไม่ถึงสามนาทีเสียงน้ำก็เดือดปุด ๆ ขวัญข้าวจัดการฉีกซองเทน้ำร้อนลวกเส้น รอไม่นานเส้นหยักศกสีเหลืองนวลในชามก็อ่อนตัวเหนียวนุ่ม เธอซู้ดบะหมี่ในชามจนหมดไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำซุป พออิ่มท้องแล้วก็ทอดมองไปยังแก้วกาแฟยี่ห้อดังที่วางเรียงกันอยู่หลายแก้ว คิดในใจอย่างน้อยก็ได้แก้วมาเพิ่มละว้า
...ลำพังแค่เงินจะซื้อข้าวกินก็น้อยนิด ยังต้องเจียดไปซื้อกาแฟเพราะอยากเจอหน้าผู้ชายอีก แบบนี้ไม่เรียกว่าทุ่มเทแล้วจะให้เรียกว่าอะไร
เหตุใดชีวิตยัยข้าวถึงว่างเปล่าได้ขนาดนี้ ก่อนออกจากบ้านยังจำคำสุดท้ายที่แม่พูดไว้ได้ดี แม่บอกให้หยุดเขียนนิยายแล้วหางานทำเป็นชิ้นเป็นอันซะ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาแล้วสามปี ขวัญข้าวตั้งใจว่าถ้าเธอไม่ประสบผลสำเร็จก็จะไม่กลับไปเหยียบบ้านเด็ดขาด ไม่ใช่เพราะว่าผิดใจอะไรกับแม่ ขวัญข้าวไม่เคยโกรธเคืองกับคำพูดเหล่านั้น เธอยังคงโทรคุยกับแม่ทุกวันเป็นปกติ และสนิทสนมกับครอบครัวเป็นอย่างดี แถมยังส่งเงินกลับบ้านทุกเดือน แม้ว่าเงินที่ส่งไปให้จะไม่มากมายอย่างน้อยก็ภูมิใจ แต่ที่ยังไม่กลับไปเป็นเพราะเธอตั้งเป้าหมายสูงสุดของชีวิตไว้แบบนั้น
...หากไม่ได้ดีจะไม่กลับไป
ขวัญข้าวออกจากบ้านมาได้ก็สามปีแล้ว เธอกับกัลยาเรียนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก จึงไม่แปลกที่จะสนิทสนมและให้ความช่วยเหลือกันมาด้วยดี ฐานะทางบ้านของกัลยาค่อนข้างดี เรียนจบแล้วจึงไม่ต้องออกหางานทำให้ลำบาก พ่อของกัลยาให้เงินมาหนึ่งก้อน กัลยาจึงเอาเงินนั้นมาลงทุนเปิดร้านขายดอกไม้เป็นของตัวเอง ซึ่งตอนนี้ร้านขายดอกไม้ของกัลยาก็เปิดมาแล้วสี่ปี ถึงกำไรไม่มากนักแต่ก็พออยู่ได้อย่างไม่ขัดสน
"ไม่เจอหลายวันขอบตาเป็นหมีแพนด้าเชียวนะ ปั่นนิยายดึกเหรอ"
กัลยาพูดขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนสาวเปิดประตูเข้ามาในร้าน สภาพขวัญข้าวเหมือนคนไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาแล้วหลายวัน กัลยาจึงคิดไปว่าเพื่อนต้องโหมงานหนักมาแน่ ๆ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วยัยข้าวก็แค่โด๊ปกาแฟหนักไปหน่อยจนนอนไม่หลับต่างหาก
"อืม นอนน้อย"
จะไม่ให้นอนน้อยได้อย่างไรเพราะเล่นอัดกาแฟมันทุกวัน ดื่มจนตาลอยคอยจนท้อแต่ก็ยังไม่ได้เจอหน้ากษิดิศสักวินาทีเดียว
"นอนซะบ้าง ร่างกายไม่มีอะไหล่เปลี่ยน"
"อยากจะนอนนะ แต่พักนี้ดื่มกาแฟหนักไปหน่อย"
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่เลือกเมนูที่ไม่มีคาเฟอีน รู้แค่ว่าดื่มกาแฟแล้วมันดูเท่กว่าปกติ ขวัญข้าวนึกขำตัวเองที่ทำอะไรแบบนั้น แต่ถ้าไม่สั่งกาแฟให้จบ ๆ พอถึงห้องก็ต้องชงกาแฟทรีอินวันดื่มอีกอยู่ดี แล้วจะต้องเสียเงินค่ากาแฟซ้ำซ้อนไปทำไม
"ถ้าคนงานไม่ลาออกกะทันหันก็คงไม่รบกวนแกหรอก"
"เออน่า ฉันก็เต็มใจช่วยอยู่แล้วมั้ย"
วันนี้กัลยารับงานจัดดอกไม้นอกสถานที่ เป็นงานกินเลี้ยงพนักงานประจำปีที่ถูกจัดขึ้นในบริษัทแห่งหนึ่ง เมื่อวานนี้คนงานเพิ่งจะลาออกกะทันหัน กัลยาก็เลยโทรตามเพื่อนรักให้มาช่วย ขวัญข้าวเรียนรู้วิธีจัดดอกไม้รูปแบบต่าง ๆ เพราะเวลาว่างชอบมาช่วยงานกัลยาอยู่เป็นประจำ ที่วันนี้ฝากฝังให้ขวัญข้าวไปเป็นตัวแทนกัลยาจึงพออุ่นใจได้บ้าง
"เดี๋ยวจะให้เด็กไปเป็นเพื่อนคนนึง"
"อืม ไอ้ทัพนะเหรอ ขนของขึ้นรถเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย"
"เรียบร้อยแล้ว งานนี้งานใหญ่ทำสุดฝีมือเลยนะ กลับมาจะมีค่ากาแฟให้"
กัลยาโบกมือแล้วยิ้มกว้าง ขวัญข้าวขึ้นไปนั่งบนรถกระบะข้างคนขับส่งยิ้มตอบกลับมาเช่นกัน เด็กที่พูดถึงก็คือน้องชายแท้ ๆ ของกัลยาชื่อว่ากองทัพ ทำหน้าที่ขับรถและคอยเป็นลูกมือช่วยเหลือในวันนี้ ทั้งคู่ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงรถดอกไม้ก็มาจอดหน้าบริษัทแห่งหนึ่ง หลังจากแลกบัตรประชาชนที่ป้อมยามแล้วก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน บริเวณที่จัดงานเป็นเหมือนห้องอบรมสัมนาทั่ว ๆ ไป กว้างขวางใหญ่โตโอ่อ่า มีชุดโต๊ะเก้าอี้สำหรับจัดเลี้ยงไม่ต่ำกว่าร้อยโต๊ะ
"อืม งานใหญ่จริง ๆ ด้วย"
"บริษัทใหญ่โตขนาดนี้เจ้าของต้องรวยมากแน่พี่ข้าว"
กองทัพพูดพร้อมกับกวาดตามองไปรอบ ๆ ห้องโถง ขวัญข้าวก็เห็นด้วยว่าเจ้าของบริษัทนี้จะต้องร่ำรวยมากแน่ ๆ แต่มันไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ ที่มาเพราะแค่อยากช่วยเหลือเพื่อนก็เท่านั้น ไม่ได้อยากรอดูหน้าประธานบริษัทหรือสอดส่องความร่ำรวยของใคร พองานเลี้ยงปิดแล้วก็เก็บฉากและพร็อพต่าง ๆ กลับร้าน เท่านี้ก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ
"รีบทำเถอะ กำหนดการเปิดงานจะเริ่มห้าโมงเย็น เราต้องเผื่อเวลาไว้สักชั่วโมงก่อนงานเริ่ม ตอนนี้กี่โมงแล้ว"
"สิบโมงเช้าแล้วพี่"
"โอเค เริ่มเลย!"
ทั้งสองช่วยกันจัดดอกไม้อย่างตั้งใจ เจ้าของงานเจาะจงเอาเฉพาะดอกลิลลี่สีขาวเป็นหลัก นอกจากลิลลี่ก็ยังมีไม้ประดับอื่น ๆ ที่ไม่ส่งกลิ่นหอมรุนแรงจนเกินไป กระทั่งเวลาล่วงเลยจนถึงบ่ายโมงกองทัพรู้สึกหิวจนแสบท้อง พลันเสียงร้องประท้วงของกระเพาะก็ดังขึ้น ขวัญข้าววางมือจากดอกไม้แล้วหันขวับมาที่หนุ่มรุ่นน้องทันที
"เสียงอะไร"
"เสียงท้องทัพนี่แหละ นี่ใกล้จะบ่ายสองแล้วทัพหิว"
"เออ งั้นแกทำรอไปก่อนเดี๋ยวพี่ออกไปซื้อข้าวกล่องมาให้"
ว่าแล้วขวัญข้าวก็เดินออกจากห้องโถง ตั้งใจว่าจะออกไปซื้ออาหารตามสั่งร้านใกล้ ๆ ระหว่างที่กำลังเดินอยู่บนฟุตบาทเธอได้หยุดมองเข้าไปในร้านกาแฟ มันเป็นร้านเดียวกันกับที่เธอมานั่งรอเขาทั้งอาทิตย์ แต่พอคิดได้ว่าวันนี้หมดงบสำหรับกาแฟสักแก้วแล้ว ขวัญข้าวจึงละสายตาแล้วมุ่งตรงไปยังร้านขายอาหารตามสั่งเพียงอย่างเดียว พอสั่งข้าวกล่องแล้วก็ออกมานั่งรอนอกร้าน ระหว่างที่นั่งรอก็หลับหูหลับตาใช้มืออังปากหาว ทว่าจังหวะที่ลืมตาขึ้นมาแก้วกาแฟโลโก้คุ้นตาก็ถูกยื่นมาตรงหน้า ขวัญข้าวเบิกตาโตเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือขาวสะอาดทันที
"หายกันนะครับ"
"...คุณ"
"ผมไม่รู้ว่าคุณดื่มอะไร แต่วันนั้นผมดื่มเมนูนี้ก็เลยซื้อเมนูนี้มาคืน"
เสียงหัวใจของหญิงสาวดังกลบทุกเสียง เพียงแค่เห็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากของอีกฝ่ายขวัญข้าวก็พร้อมจะหลอมละลายเป็นของเหลว เขาหล่อมาก! เธอรู้สึกเหมือนตัวเองถูกถีบให้ลงไปในหลุมรักแบบเต็มใจ ต่อให้ตกลงไปแล้วจะขาหักก็ไม่เป็นไร
"มือผมเย็นจนชาแล้วนะ"
"อ๋อ ค่ะ ๆ ขอโทษนะคะ"
พอได้สติขวัญข้าวก็รีบรับเอาแก้วกาแฟจากเขา จังหวะนี้ต้องมีแต๊ะอั๋งบ้างล่ะ โอ้ย พ่อประคุณรุนช่องเอ้ยมือนุ่มนิ่มมากพ่อ พอเธอรับแก้วไปแล้วกษิดิศก็ใช้มือทั้งสองข้างถูกกันไปมาบรรเทาอาการชา ถ้าไม่ต้องรักษาความเป็นกุลสตรีขวัญข้าวแทบอยากรวบมือเขามากุมไว้ให้หายเย็น
...คนอะไรขนาดใช้มือถูกันเฉย ๆ ยังหล่อ ขวัญข้าวคิดในใจแล้วอมยิ้มเหนียมอาย ใช้นิ้วเกี่ยวปอยผมทัดหูแอ๊บสวย
"ขอบคุณนะคะ"
"ขอบคุณเช่นกันครับ"
"เอ่อ...คุณทำงานแถวนี้เหรอคะ"
"ครับ ผมทำงานอยู่ GSD กรุ๊ป"
ที่แท้ก็เป็นพนักงานของบริษัท GSD กรุ๊ปนี่เอง แต่ทำไมชื่อบริษัทถึงได้ฟังแล้วคุ้นหูนักนะ ขวัญข้าวกลอกตาไปมา เพิ่งจะคิดออกว่าเธอกำลังทำหน้าที่รับจัดดอกไม้ให้บริษัทนี้นี่นั่นเอง
"จริงเหรอคะ บริษัทนี้ใหญ่โตมากเลยนะคะ วันนี้ฉันก็มารับจัดดอกไม้ในงานกินเลี้ยงพนักงานที่นั่นค่ะ"
"อ๋อ เหรอครับ"
กษิดิศพยักหน้าเออออ พอมองนาฬิกาที่ข้อมือเห็นว่าตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเข้าประชุมแล้ว เขาจึงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพูดกับเธอ
"ใกล้ถึงเวลางานแล้ว ผมไปก่อนนะ"
"เดี๋ยวค่ะ คุณมีแฟน เอ้ย! เอ่อ คุณชื่ออะไรคะ"
กษิดิศนึกขำอยู่ในใจ เธอเหมือนคนที่ตื่นเต้นและประหม่าอยู่ตลอดเวลาจนพูดอะไรก็ติดขัดไปเสียหมด
"ผมชื่อต่อ คุณล่ะ"
"ขวัญข้าวค่ะ เรียกสั้น ๆ ว่าข้าวก็ได้ค่ะ หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะคะ"
ชายหนุ่มยิ้มแล้วหมุนตัวเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หันกลับมาสบตากับเธออีกครั้ง เธอเลิกคิ้วสูงรอฟังอยู่ว่าเขากำลังจะพูดอะไร
"ผมยังไม่มีแฟนนะครับ"
สรุป ตายแบบสงบศพสีบานเย็นไปเลย...
คุณอาจจะชอบ





