
แค่คนที่คุณไม่มีวันจะรัก
ตอน 3
ตอนที่ 3
หลังกษิดิศจากไปขวัญข้าวกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง แทบอยากจะกระโดดโลดเต้นเหมือนคนบ้า ติดอยู่ตรงที่ว่าป้าขายอาหารตามสั่งร้องเรียกก่อน พอจ่ายเงินแล้วก็ถือกลับมายังสถานที่จัดงาน เอาข้าวให้กองทัพ ระหว่างยืนจัดดอกไม้ก็ฉีกยิ้มไปอย่างอารมณ์ดี ในใจก็เอาแต่ตั้งคำถามเหมือนเดิมซ้ำ ๆ
...เมื่อกี้นี้เขาทอดสะพานให้ถูกต้องมั้ย?
"พี่ข้าว ทัพว่ามันโอเคแล้วนะ"
กองทัพพูดแล้วถอยไปตั้งหลักดูองค์ประกอบรวมไกล ๆ เธอเองก็เห็นด้วยจึงหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายผลงานแล้วส่งรูปให้กัลยา พอกัลยาตอบกลับมาว่าโอเคแล้วขวัญข้าวจึงหันมาพยักหน้าให้กองทัพ
"เราออกไปรอข้างนอกก่อน พองานเลิกค่อยมาเก็บของกลับ"
กว่างานจะเลิกก็ปาเข้าไปเกือบห้าทุ่ม หากไม่ติดตรงเจ้าของสถานที่บอกว่าพรุ่งนี้จะใช้ห้องโถงจัดงานอื่นต่อก็คงไม่ต้องนั่งรอจนดึกปานนี้ ในขณะที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ในสวนหย่อมเสียงของกองทัพที่ร้องปลุกก็ดังขึ้น
คนในงานเริ่มทยอยออกมาจนจะหมดแล้ว ขวัญข้าวลุกขึ้นยืนขยี้ตาอ้าปากหาวสะลึมสะลือ รีบเดินตามเด็กหนุ่มเข้าไปในห้องโถง ช่วยกันเก็บพร็อพประกอบฉากต่าง ๆ ขนขึ้นรถ ขณะที่รถกระบะแล่นออกสู่ถนนกว้างได้ไม่นาน จู่ ๆ ก็เกิดส่ายไปมากะทันหัน กองทัพรีบตีไฟเลี้ยวและพยายามบังคับพวงมาลัยเข้าจอดข้างทาง พอลงมาดูพบว่ายางล้อหน้าแตกจนแบนติดถนน เขายกมือกุมศีรษะถอนหายใจเฮือกใหญ่
"โอ้ย จะบ้าตาย! จะมายางแตกอะไรตอนนี้ แล้วอู่ที่ไหนจะเปิดเที่ยงคืนวะ"
"เอาไงดี"
ขวัญข้าวถามหนุ่มรุ่นน้องด้วยความกังวล รู้สึกว่าวันนี้มีทั้งโชคดีและโชคร้ายปนเปกันอยู่ โชคดีของวันนี้คือเธอได้เจอกษิดิศแล้วถามชื่อเขา มิหนำซ้ำยังรู้มาอีกว่าเขาเป็นหนุ่มโสด ส่วนโชคร้ายของวันนี้คือรถยางแตกตอนเที่ยงคืน ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเสียอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็นไฟกะพริบจากรถคันหนึ่งที่กำลังเลี้ยวเข้ามาจอดต่อท้าย กองทัพมองโลโก้รถยี่ห้อรถหรูถึงกับห่อปากร้องโฮ
"โห รถมหาเศรษฐีที่ไหนละนั่น อย่าบอกว่ายางแตกเหมือนรถเรานะ"
"ไม่ใช่หรอกมั้ง"
แต่เมื่อเห็นหน้าคนที่เปิดประตูลงจากรถ ขวัญข้าวอ้าปากค้าง มหาเศรษฐีที่กองทัพพูดถึงไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นกษิดิศ เขาขับรถหรูราคาไม่น่าจะต่ำกว่าสิบล้าน เธอย่นคิ้วเข้าหากันเพราะกำลังครุ่นคิดบางอย่าง และจากที่สมองส่วนน้อย ๆ ของขวัญข้าวประมวลผลออกมาได้ก็คือ...
กษิดิศคือคนขับรถบ้านคนรวย! และอาจจะเป็นคนขับรถของผู้บริหารสักคนของบริษัท GSD กรุ๊ป
"คุณต่อ บังเอิญจังเลยค่ะ"
"รถเป็นอะไรครับ"
เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เป็นแค่ประโยคสุดแสนธรรมดาแต่ก็ทำให้ขวัญข้าวเคลิ้มได้ เธอจ้องเขาตาปริบ ๆ ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไรสักคำ กองทัพที่เห็นความคลั่งคนหล่อของขวัญข้าวแล้วรำคาญจึงชิงตอบก่อน
"รถยางแตกอ่ะพี่ มาแตกเอาอะไรตอนนี้ก็ไม่รู้ เหนื่อยก็เหนื่อย ง่วงก็ง่วง จะได้กลับไปนอนตอนไหนละเนี่ย"
"ดึกขนาดนี้อู่ใกล้ ๆ คงจะปิดหมดแล้ว งั้นผมโทรเบอร์ฉุกเฉินเรียกคนมาช่วยให้ก็แล้วกัน"
โอ้ย พ่อพระ พ่อเทพบุตร พ่อคนใจดีมีเมตตา เป็นอันว่ากษิดิศโทรแจ้งเบอร์ฉุกเฉินให้ รอไม่เกินครึ่งชั่วโมงถึงจะมีคนมาให้ความช่วยเหลือ กองทัพเลยบอกให้ขวัญข้าวโบกแท็กซี่กลับไปก่อนเพราะกลัวว่าจะดึกไปกว่านี้
"พี่ข้าวกลับไปก่อนเลย เดี๋ยวผมจะอยู่ดูรถอีกหน่อย"
"เดี๋ยวพี่อยู่เป็นเพื่อน" เธอบอกกองทัพแล้วก็หันไปทางกษิดิศ "คุณต่อกลับเถอะค่ะ ขอบคุณนะคะ"
กองทัพที่ได้ยินแบบนั้นจึงพูดขึ้นอีก
"พี่ข้าวก็กลับไปเลย เดี๋ยวเสร็จจากตรงนี้แล้วผมจะไปนอนบ้านแฟนไม่ได้กลับไปนอนร้าน แต่พี่ข้าวห้ามบอกพี่เตยนะว่าผมไม่ได้เข้าไปนอนร้าน"
"อ้าว"
เดิมทีขวัญข้าวไม่ได้ตั้งใจจะทิ้งน้อง แต่กลับกลายเป็นน้องมันจะทิ้งพี่ กองทัพมีแฟนสาวที่คบหาดูใจกันมาได้ไม่ถึงหนึ่งปี กำลังอยู่ในช่วงอินเลิฟกันอยู่ เขาก็คงอยากจะนอนไปค้างกุ๊กกิ๊กหวานแหววกันตามประสาวัยรุ่น และที่ห้ามไม่ให้ขวัญข้าวบอกเรื่องนี้กับกัลยาก็เพราะกลัวว่าพี่สาวจะด่าจนหูชา ปกติกองทัพได้รับมอบหมายให้นอนเฝ้าร้าน ส่วนกัลยากลับไปนอนที่คอนโดกับแฟนหนุ่มซึ่งอยู่ห่างจากร้านดอกไม้ไม่ถึงสี่กิโลเมตร
"บ้านอยู่ไหนครับ เดี๋ยวผมจะไปส่ง"
ขวัญข้าวชี้นิ้วเข้าหาตัวเองราวกับอยากถามให้มั่นใจว่าเขาเต็มใจที่จะไปส่งเธอจริงหรือเปล่า พออีกฝ่ายพยักหน้าให้เธอก็ยิ้มกว้างอย่างดีอกดีใจ ดูเหมือนว่าปลัดขิกลุงแท็กซี่จะได้ผล นึกถึงเจ้าแท่งไม้ที่อยู่ในกระเป๋าแล้วหัวใจเต้นตึกตัก มโนไปเองว่าอย่างไรเขาคนนี้จะต้องเสร็จฉันล่ะ เพราะฉันมีของดี
"ไม่ไกลค่ะ เดี๋ยวข้าวบอกทางให้"
กษิดคิศเดินนำไปที่รถ ขวัญข้าวเปิดประตูเข้าไปนั่งข้างคนขับแล้วหันไปลอบยิ้ม โชคดีอะไรขนาดนี้หนอ พรหมลิขิตบันดาลชักพาเห็น ๆ อย่างนี้สินะที่เขาพูดกันว่าคู่กันแล้วไม่แคล้วคลาดกันหรอก ถึงจะหมดเงินค่ากาแฟจนตาแข็งแต่ผีก็ยังผลักให้มาเจอกันอีกอยู่ดี
"รัดเข็มขัดด้วยครับ"
"ค่ะ"
เธอทำตามคำแนะนำ นั่งเอนหลังพิงพนักเบาะด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายกว่าเดิม รถก็แพงเบาะก็นุ่มนิ่มเสียเหลือเกิน ชาตินี้ยังไม่เคยมีโอกาสนั่งรถหรูเลยสักครั้ง ขวัญข้าวคิดแล้วก็หลุดยิ้มตาหวานฉ่ำตลอดทาง แต่พอนึกได้ว่าเขาเป็นคนขับรถบ้านคนรวยก็รู้สึกเป็นห่วงเขาขึ้นมาทันที หากเขาไปส่งเธอที่หอพักอาจจะทำให้เอารถกลับไปคืนเจ้านายช้า ขวัญข้าวจึงกลัวว่าตนจะเป็นต้นเหตุทำเขาเดือดร้อนไปใหญ่
"กลับดึกแบบนี้เจ้านายไม่ว่าเอาเหรอคะ"
หญิงสาวถามอย่างใสซื่อ กษิดิศงุนงงกับคำพูดของเธอแต่ก็ตอบไปตามความจริง
"คงไม่มีใครว่าอะไรครับ ปกติผมก็กลับดึกอยู่แล้ว"
"แล้วที่บ้านไม่มีคนรอเหรอคะ"
"ไม่ครับ ผมพักคนเดียว นี่ก็ว่าจะหาคนมาอยู่เป็นเพื่อนเอาไว้คอยดูแลห้องให้"
คนที่อยากหามาเป็นเพื่อนในความหมายของกษิดิศคือแม่บ้าน เขาอยากจ้างมาไว้ทำความสะอาดคอนโดและดูแลเรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกินหรือเตรียมชุดไว้ใส่ไปทำงาน แต่ขวัญข้าวคิดไปไกลกว่านั้นมาก เธอนั่งเขินตัวบิดเพราะคิดว่าคนที่เขาอยากให้ไปอยู่ด้วยคือตัวเอง มือของเธอก็อยู่ไม่สุขลูบปอยผมไปมาแก้เขิน กัดริมฝีปากตนเองอย่างอาย ๆ แล้วล้วงกระเป๋าเอาสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นลิปมันออกมาทาปาก เขาหันกลับมามองเธอแวบเดียวก็ต้องหันขวับกลับมาอีกครั้งด้วยแววตาตกละตึง เพราะสิ่งที่เธอกำลังใช้ทาปากอยู่มันคือปลัดขิก!
"คุณข้าวครับ เอ่อ..."
"ที่จริงข้าวก็คิดว่ามันน่าจะเร็วไป แต่ข้าวก็จะเก็บไปคิดดูนะคะ"
"พกของแบบนั้นด้วยเหรอครับ"
"แบบไหนคะ อุ้ย! เกือบเลยแล้วค่ะ เลี้ยวขวาเข้าซอยข้างหน้าเลยค่ะคุณต่อ"
เธอตีต้นแขนเขาเบา ๆ เพื่อให้ลดความเร็วลง จากนั้นเอาปลัดขิกยัดใส่กระเป๋าโดยที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าหยิบผิด มันไม่ใช่ลิปสติกแต่เป็นของขลังที่บูชามา! หลังจากหักพวงมาลัยเลี้ยวขวาตามที่เธอบอกก็เจอกับหอพักตึกสี่ชั้น เป็นตึกขนาดไม่ใหญ่มาก มีห้องพักทั้งหมดน่าจะไม่ถึงห้าสิบห้อง กษิดิศชะเง้อมองเข้าไปที่ป้อมยาม เห็นรปภ.กำลังนั่งคอพับอยู่จึงถามด้วยความเป็นห่วง
"จากตรงนี้เดินไปคนเดียวได้ใช่มั้ยครับ"
"ได้ค่ะ"
"ให้ผมเดินไปส่งถึงหน้าประตูหอพักมั้ยครับ"
ขวัญข้าวมโนไปอีกว่าเขาอยากให้ชวนขึ้นห้อง หญิงสาวกลอกตาไปมาครุ่นคิด หลังจากไตร่ตรองดูแล้วก็ได้ข้อสรุปว่าคงไม่น่าจะดี ถ้าทำตัวเหมือนอยากมีซัมติงกับเขามากเกินไปเดี๋ยวจะถูกมองว่าใจง่าย ดังนั้นจึงรีบปฏิเสธไปทันที
"ไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวข้าวเดินไปเอง วันนี้ขอบคุณมากนะคะ คุณต่อกลับเถอะค่ะ ข้าวไม่อยากทำให้คุณต่อเดือดร้อน"
หากเขากลับช้าเพราะเธอเป็นต้นเหตุแล้วถูกเจ้านายดุขวัญข้าวคงรู้สึกไม่ดีตามไปด้วย มิหนำซ้ำดีไม่ดีเขาอาจถูกหักเงินเดือนก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นกษิดิศจะลำบากเอา ชายหนุ่มได้ฟังแล้วก็ยิ้มบาง ๆ พอเธอลงจากรถไปแล้วเขาก็เปิดกระจกนั่งคอย แค่อยากเห็นกับตาว่าขวัญข้าวเข้าไปในหอพักอย่างปลอดภัยดี แต่ทว่าเธอเดินไปได้ไม่ถึงห้าก้าวก็หันกลับมาสบตาเขา รอยยิ้มค่อย ๆ ผุดขึ้นบนใบหน้างามช้า ๆ
"ข้าวก็ยังไม่มีแฟนนะคะ บอกเฉย ๆ ค่ะ ข้าวแค่กลัวว่ามันจะไม่ยุติธรรม วันนี้ข้าวรู้เรื่องคุณต่อมากขึ้นแต่คุณต่อกลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับข้าวเลย ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติม...เอ่อ...มีไลน์มั้ยคะ ข้าวจะพิมพ์ไปบอก"
คนที่นั่งในรถทำหน้างงเพราะยังไม่ได้ถามอะไรเลยสักอย่างแต่เธอก็เล่าเป็นฉาก ๆ เหมือนเขาอยากรู้ ที่นั่งรอเพราะเขากลัวว่าเธอจะมีอันตรายไม่ได้คิดเป็นอื่น แต่ดูเหมือนว่าขวัญข้าวจะคิดไปไกลถึงไหนต่อไหน กษิดิศกะพริบตาติดกันหลายครั้ง กำลังครุ่นคิดอยู่ว่าควรให้หรือไม่ให้ดี รู้ตัวอีกทีเธอก็เดินกลับมาพร้อมกับยื่นมือถือที่หน้าจอกำลังแสดงคิวอาร์โค้ดให้เขา
"อ๋อ ครับ ๆ"
ชายหนุ่มรับมาแล้วแอดเพื่อนไปอย่างงง ๆ พอขวัญข้าวได้ช่องทางติดต่อสมปรารถนาก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
"ข้าวไปก่อนนะคะ ฝันดีค่ะ"
"ครับ"
พอขึ้นมาถึงห้องแล้วก็กระโดดโลดเต้นเหมือนคนบ้า รีบคว้ามือถือมาเปิดช่องทางแชทที่เพิ่งเพิ่มเพื่อนไปไม่นาน อยากจะพิมพ์ไปถามเหลือเกินว่าเขาถึงบ้านแล้วหรือยัง แต่มันก็เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ จึงต้องลบข้อความที่พิมพ์แล้วทิ้งไป นั่งเฝ้ารอเวลาอย่างใจจดใจจ่อ กระทั่งผ่านไปราวสี่สิบนาที ขวัญข้าวรีบกดส่งข้อความไปถามเขาทันที
ขวัญข้าว : ถึงบ้านรึยังคะคุณต่อ
เมื่อพิมพ์ข้อความส่งไปแล้วก็จ้องมองหน้าจอรอคอยการตอบกลับ แต่ผ่านไปนานก็ยังไม่มีข้อความติดต่อกลับมา เขาไม่แม้แต่จะเปิดอ่านเสียด้วยซ้ำ เธอจึงลุกขึ้นมานั่งงอนแก้มป่อง ขวัญข้าวตัดสินใจรออยู่อย่างนั้นอีกยี่สิบนาที ใจหนึ่งยังคาดหวังว่าที่เขาไม่ตอบกลับมาเพราะยังกลับไม่ถึงบ้าน แต่อีกใจก็คิดเองว่าที่เขาไม่ได้เปิดอ่านเพราะไม่ได้เป็นคนชอบเล่นมือถือ ไม่อย่างนั้นมือถือก็อาจจะวางเอาไว้ไกลตัวเลยไม่ทันได้เห็นข้อความของเธอ
หญิงสาวพยายามฝืนตาเต็มที่เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองเผลอหลับ จนแล้วจนรอดก็ผล็อยหลับไปจนได้ รู้สึกตัวอีกที่ก็เมื่อเสียงนาฬิกาหัวเตียงร้องปลุก ขวัญข้าวดีดตัวเด้งขึ้นจากเตียงด้วยความตกใจราวกับว่ามีใครมากระชากตัว มือเรียวควานหามือถือไปทั่วจนพบว่ามันซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม รีบเปิดขึ้นมาดูด้วยความคาดหวัง คิดว่าจะได้เจอสิ่งที่ดีต่อใจในเช้าวันนี้ แต่หน้าจอมือถือกลับว่างเปล่าไม่มีข้อความที่กษิดิศตอบกลับสักข้อความเดียว
"ยังไม่เปิดอ่านตั้งแต่เมื่อคืน"
เธอครางฮือในลำคอ ใบหน้าบูดบึ้งกว่าเดิมเล็กน้อย วางมือถือเอาไว้ที่เดิมก่อนจะลุกไปอาบน้ำอาบท่า ขวัญข้าวออกจากหอพักมุ่งตรงไปที่ร้านดอกไม้ กัลยาบอกว่าในช่วงที่คนงานลาออกยังหาคนใหม่ไม่ได้จึงอยากให้ขวัญข้าวมาช่วยงานที่ร้านไปพลาง ๆ ก่อน ดังนั้นขวัญข้าวจึงตั้งใจว่าจะไปช่วยงานกัลยาในช่วงกลางวัน พอตกกลางคืนค่อยมานั่งทำงานของตัวเองต่อ ทันทีที่เดินเข้าไปในร้านสายตาของเพื่อนสาวก็จับจ้องมา ขวัญข้าวจึงยิ้มแห้ง ๆ บอกบุญไม่รับ ยังไม่ทันได้เอ่ยปากอะไรกัลยาก็พูดขึ้น
"เมื่อคืนนี้ใครไปส่งจ๊ะ"
"รู้ได้ไงเนี่ย"
"ไอ้ทัพมันบอก"
อ๋อ...เจ้าเด็กนั่นมันคงบอกว่าเธอกลับกับผู้ชาย แต่มันคงไม่ได้บอกว่าตัวเองไปนอนห้องผู้หญิง ขวัญข้าวหัวเราะแหะ ๆ ยักไหล่เบะปากก่อนจะตอบ
"คุณต่อไปส่ง"
"จริงดิ ไอ้ทัพมันโม้ใหญ่เลยนะว่าพี่ข้าวได้นั่งรถหรูอย่างงั้นอย่างงี้ ตรงไทป์ ตรงสเปก เทสดีเหมือนที่ลั่นวาจาถูกมั้ย?"
"ก็...ไม่ได้ขนาดนั้นหรอก เขาเป็นคนขับรถบ้านคนรวย มาคิด ๆ ดูแล้วถึงเขาไม่ได้รวยอย่างที่ฉันตั้งเป้าไว้แต่ฉันก็คิดว่าจะชอบคนนี้แหละ ฉันไม่รู้หรอกนะว่าสเปกเป็นแบบไหน แต่พอเจอเขาฉันก็รู้เลยว่าต้องคนนี้เลย คนนี้แน่ๆ"
"แกแค่ชอบคนหล่อ แกก็เลยลดมาตรฐานที่ตั้งไว้"
"ก็แหม เขาอ่อนโยนและสุภาพมากเตย ฉันไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้มาก่อนเลยนะเว้ย"
กัลยาถอนหายใจเหนื่อยกับความหลงผู้ชายของขวัญข้าว แล้วส่ายหน้าไปมาก่อนจะยัดก้านกุหลาบลงในแจกัน การที่ขวัญข้าวบอกว่าไม่เคยเจอผู้ชายแบบนี้มาก่อนกัลยาคิดว่าเพื่อนพูดเกินจริงไปมาก พอได้ย้อนคิดแล้วยังนึกขำ ก็เพื่อนรักของเธอไม่ได้มีผู้ชายเข้ามาในชีวิตมากมายขนาดนั้น แล้วจะเอากษิดิศไปเปรียบเทียมกับใครได้บ้างนอกเสียจากไอ้กฤษติ หากเอาไปเปรียบกับผู้ชายที่เพิ่งทำร้ายจิตใจมาคนใหม่ที่ยังไม่ทันได้ศึกษาดูใจย่อมดีกว่าแน่นอน แต่ถึงอย่างไรของแบบนี้ก็ต้องศึกษากันไปนาน ๆ หากไม่เป็นดังที่หวังไว้จะได้ไม่กระอักเหมือนครั้งที่แล้ว
"แต่ฉันว่าฉันจะตัดใจจากเขาแล้วล่ะ เขาคงไม่มีใจให้ฉันหรอก ส่งข้อความไปตั้งแต่เมื่อคืนวานจนถึงป่านนี้ยังไม่ตอบเลย"
จากใบหน้าที่เปื้อนยิ้มค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นเศร้าสร้อย อาการของขวัญข้าวไม่ได้ทำให้กัลยาแปลกใจอะไรนัก เพราะเห็นเพื่อนเป็นแบบนี้ออกจะบ่อย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ วนไป กัลยาเริ่มชินซะแล้วล่ะ
ติ๊ง!
ขวัญข้าวเพิ่งพูดประโยคเมื่อครู่จบไปไม่นาน เสียงข้อความก็ดังขึ้น เธอตาเบิกโพลงรีบคว้ากระเป๋ามาเพื่อควานหามือถือ พอหาไม่เจอก็เททุกอย่างในกระเป๋าออกมาจนหมด เจ้ามือถือตัวต้นเรื่องกระเด็นออกมาในลักษณะคว่ำหน้าจอ มือเรียวรีบหยิบขึ้นมาแล้วยิ้มหน้าระรื่น กัลยาเลยอดแซวไม่ได้
"เก็บอาการหน่อยเหอะ ไหนว่าจะตัดใจ"
"คุณต่อต้องตอบมาแล้วแน่ ๆ"
แต่แล้วเมื่อกดเข้าไปดูกลับต้องหุบยิ้มลงทันที "ด่วน โค้งสุดท้ายแล้ว เลขเด็ดเลขดังนางตานีให้แม่นสามงวดติด"
ขวัญข้าวอ่านข้อความแล้วเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสาวด้วยแววตาหดหู่ ก้มเก็บของทุกอย่างที่เทออกเข้ากระเป๋าคืนอย่างไร้อารมณ์ ขณะที่กำลังก้มหน้าเก็บของอยู่นั้นเสียงข้อความได้ดังขึ้นมาอีก มือเรียวหยิบมือถือขึ้นมาด้วยท่าทีที่เฉยเมย คิดว่าอย่างไรก็ต้องเป็นข้อความใบ้หวยแบบเดิมแน่ๆ เพราะวันนี้ตรงกับวันที่สิบหก แต่ละสำนักต่างประโคมเลขเด็ดกันมาไม่หยุดหย่อน
"ขอโทษครับ โทรศัทพ์แบตหมดก็เลยชาร์จไว้ทั้งคืน เพิ่งเห็นข้อความครับ"
หญิงสาวอ่านข้อความเหมือนอย่างเคย แล้ววางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ จากนั้นเดินไปช่วยกัลยาจัดดอกไม้ แต่เมื่อคิดทบทวนข้อความที่เพิ่งอ่านไปเมื่อครู่ขวัญข้าวก็เบิกตาโต บรรยากาศรอบตัวสว่างไสวขึ้นมาทันที ราวกับว่ามีใครมากดสวิตช์เปิดหลอดไฟบนหัว รีบวิ่งกลับมาหาเจ้ามือถือราคาหลักพันที่วางอยู่บนโต๊ะด่วนจี๋
"คุณต่อ!"
เป็นข้อความจากกษิดิศจริงแท้แน่นอน เร็วเท่าความคิดขวัญข้าวรีบพิมพ์เพื่อที่จะตอบกลับเขาให้เร็วที่สุด แต่แล้วมือถือก็ถูกดึงออกไปจากมือต่อหน้าต่อตา
"หยุดก่อนจ๊ะแม่สาว"
"ทำไมละ"
"เล่นตัวนิดนึง แกต้องอ่านก่อนแล้วทิ้งไว้สักห้านาทีค่อยตอบกลับ ผู้หญิงเราต้องมีชั้นเชิง อย่าแสดงออกเกินไปว่าสนใจเขา"
"แต่ฉันก็สนใจเขาจริง ๆ นะ ถ้าไม่รีบตอบเขาจะไม่หนีหายไปเลยเหรอ"
"แกเชื่อฉัน ฉันมีผัวส่วนแกไม่มี"
"โอเคจบ"
ขวัญข้าวฝืนใจวางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะเช่นเดิม แต่ตายังจ้องมองมือถือเครื่องนั้นไม่ห่าง เธอนั่งจ้องไม่ให้คลาดสายตาสักวินาทีเดียว ขณะเดียวกันนาฬิกาที่หน้าจอก็เดินหน้าไปเรื่อย ๆ จนครบห้านาทีเหมือนที่กัลยาบอกไว้ ทว่าข้อความของกษิดิศก็ยังเงียบกริบ
"เตย เขาเงียบหายไปเลย"
"รอไปก่อน"
"ไม่ใช่ว่าหลุดมือไปแล้วเหรอ"
ถึงอย่างนั้นขวัญข้าวก็ยอมถอยมานั่งรออย่างกระวนกระวายใจ เธอรอต่อไปอีกหนึ่งนาทีเสียงสวรรค์ที่เฝ้าคอยก็ดังขึ้น
ติ๊ง!
คุณต่อ : รถซ่อมเสร็จรึยังครับ
ดูเอาเถอะ พ่อคนดีศรีสังคม! เขายังมีแก่ใจถามถึงรถที่เรียกเอาไปซ่อมให้เมื่อคืน ขวัญข้าวยิ้มหวานบิดตัวไปมา ทั้งที่เป็นแค่ข้อความถามไถ่ธรรมดาแต่เธอก็ตีโพยตีพายไปแล้วว่าเขาใส่ใจเธอมากขนาดนี้
ตัดภาพไปยังกษิดิศที่หัวใจใสสะอาดมาก ที่ถามตามมารยาทเพราะเมื่อคืนเป็นคนโทรตามให้คนมาช่วย จึงอยากจะติดตามผลงานก็เท่านั้น ไม่ได้คิดไปไกลเหมือนขวัญข้าวเลยสักนิดเดียว
ขวัญข้าว : ซ่อมเสร็จแล้วค่ะ น้องทัพไปเอาแล้วค่ะ
...ปกติเรียกไอ้ทัพ
คุณต่อ : งั้นก็ดีแล้วครับ
นี่คงจะเป็นข้อความสุดท้าย กษิดิศส่งมาแล้วก็ตบท้ายด้วยสติ๊กเกอร์การ์ตูนน่ารักมุ้งมิ้ง แต่สำหรับขวัญข้าวมันคือสัญลักษณ์ปิดท้ายของการหยุดคุย เธอจึงรีบพิมพ์ข้อความส่งไป ทำวิธีใดก็ได้เพื่อให้ได้คุยกับเขาต่อ
ขวัญข้าว : คุณต่อทำอะไรอยู่คะ
หลังจากส่งข้อความกษิดิศก็เงียบหายไปเลย กระทั่งผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงเขาจึงได้ตอบกลับมา
คุณต่อ : เมื่อกี้นี้ติดงาน ตอนนี้กำลังจะไปร้านกาแฟครับ
พอขวัญข้าวได้อ่านก็หูผึ่ง รีบหันไปถามกัลยาทันที "มีงานอะไรให้ช่วยอีกมั้ยเตย"
"ไม่แล้ว เดี๋ยวดอกไม้ที่จัดช่อให้ไอ้ทัพเป็นคนเอาไปส่ง แกจะกลับเลยเหรอ"
"ไม่อะ จะไปหาผู้ชาย"
คุณอาจจะชอบ





